ตั้งแต่เมื่อค่ำวันที่ ๑๔ มิถุนายน ๒๕๖๑ ที่ผ่านมา มีการประกาศผลการดูดวงจันทร์ว่าตรงกับวันที่ ๑ ของเดือนเซาวาล (Shawwal) ซึ่งเป็นวันอีฎิ้ลฟิตริ (Eidil Fitri) ฮ.ศ. ๑๔๓๙ ของชาวมุสลิมตามปฏิทินอิสลาม ซึ่งเป็นการนับตามจันทรคติ แตกต่างกันไปในแต่ละปี และแตกต่างจากปฏิทินสากลที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน

วันอีฎิ้ลฟิตริ วันออกบวช หรือวันอีดเล็ก จะเป็นวันที่ชาวมุสลิมมีการเฉลิมฉลองหลังจากการถือศีลอดมาตลอดทั้งเดือนรอมฎอน
การถือศีลอดสะท้อนหลักการความเท่าเทียม ไม่เลือกความยากดีมีจน ความสำนึกต่อความหิวโหย การแบ่งปันช่วยเหลือเอื้ออาทรที่มนุษย์พึงมีต่อกัน
อย่างไรก็ตามก็มีการกำหนดข้อยกเว้นในการถือศีลอด หากมีเหตุจำเป็น ดังนี้
๑. คนป่วยมากจนไม่สามารถถือศีลอดทั้งวัน
๒. หญิงมีประจำเดือนหรือมีเลือดหลังคลอดบุตร
๓. คนเดินทางไกล
๔. หญิงที่มีครรภ์ ซึ่งมีอาการว่าถ้าถือศีลอดจะเป็นอันตรายแก่ตนหรือบุตรในท้อง
๕. คนแก่มากหรือป่วยจนรักษาไม่หาย
กรณีที่ ๑-๓ ต้องชดใช้ภายหลัง
กรณีที่ ๔ ต้องชดใช้ภายหลัง และแจกอาหารตามจำนวนวันที่ขาดไป วันละ ๑ ทะนาน ถ้าหากไม่ชดใช้จนล่วงเข้าปีที่ ๒ ต้องแจกอาหารวันละ ๒ ทะนาน และทวีขึ้นเรื่อยๆ ไป
กรณีที่ ๕ ไม่ต้องชดใช้การถือศีลอด แต่ต้องแจกอาหารในอัตราเดียวกับหญิงมีครรภ์
ผู้ไม่ถือศีลอดชดใช้
ผู้ที่ขาดศีลอดและยังไม่ได้ชดใช้ ทั้งๆ ที่มีร่างกายแข็งแรงแล้ว ต้องเสียค่าปรับ (ฟิดยะฮ์) คือแจกอาหารให้คนยากจน ๑ ทะนานต่อการขาดศีลอด ๑ วัน หากไม่ชดใช้จนเข้าสู่ปีที่ ๒ ก็ต้องแจกอาหารวันละ ๒ ทะนานต่อการขาดศีลอด ๑ วัน และเพิ่มค่าปรับในอัตรานี้ไปเรื่อยๆ
ผู้ที่ร่วมประเวณีในเวลากลางวันขณะที่ถือศีลอด ถือเป็นบาปหนักและมีผลให้
๑. การถือศีลอดของเขาเสียไป
๒. ต้องถือศีลอดชดใช้
๓. ต้องจ่ายค่าทดแทนด้วยการปล่อยทาส ถ้าทำไม่ได้ก็ให้ถือศีลอด ๒ เดือนติดๆ กัน โดยไม่ขาดเลย
๔. ถ้าถือศีลอดที่กล่าวไม่ได้ก็ให้แจกอาหาร ๖๐ ทะนานแก่คนยากจนอนาถา

“รอมฎอนกำลังจากลา
ขอพระองค์อัลลอฮ์ฺ
ทรงตอบรับการงาน
ของเราและของท่านด้วยเถิด
สำหรับทุกสิ่งที่ผิดพลาด
ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ดี
ขอมาอัฟพี่น้องทุกๆ ท่านด้วย
และให้มาอัฟท่านที่เคารพเช่นกัน”
การเฉลิมฉลองหลังจากการถือศีลอดมาตลอดทั้งเดือนรอมฎอนในวันอีฎิ้ลฟิตรินั้น ถือเป็นวันแห่งความรื่นเริง วันแห่งความสุข วันแห่งการเฉลิมฉลอง คนที่อยู่ห่างไกลนิยมเดินทางกลับภูมิลำเนาเพื่อพบปะครอบครัวและเครือญาติ
พี่ทำนุ เหล็งขยัน ประธานชุมชนมัสยิดบ้านตึกดิน ชุมชนมุสลิมชานพระนคร ให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับวันอีดิ้ลฟิตรี่ว่า “พี่น้องมุสลิมจะขอมาอัฟต่อกัน มาอัฟคือขอโทษขออภัย ที่ทำไม่ดีพูดจาไม่ตั้งใจทำให้เสียชื่อหรืออับอายใส่ร้ายป้ายสีโดยไม่ได้ตั้งใจ”

นอกจากนี้ยังมีข้อกำหนดสำหรับสิ่งที่ควรทำในวันอีดว่ามีดังนี้
๑. อาบน้ำ (อับดุรรอซัค, ๕๗๕๔)
๒. สวมใส่เสื้อผ้าที่ดีที่สุดและมุสลิมีนควรประพรมน้ำหอม (บุคอรี (๘๘๖), มุสลิม (๒๐๖๖))
๓. รับประทานอินทผาลัมจำนวนคี่ก่อนออกไปละหมาดอีด หากไม่มีอินทผาลัมก็สามารถทานอาหารอื่นได้ (บุคอรี, ๙๕๓)
๔. ไปละหมาดอีด (บุคอรี (๙๑๓), มุสลิม (๘๘๙))
และก่อนละหมาดอีด ให้นำฟิตเราะฮ์ฺ คืออาหารหลักแต่ละประเทศ ของไทยคือข้าว ๑ ทะนาน หมายถึงประมาณ ๒.๗ กิโลกรัมให้กับคนยากจน เพื่อเสริมการถือศีลอด ๑ เดือน ที่อาจตกบกพร่องให้สมบูรณ์
๕. ถึงแม้มุสลิมะฮฺไม่สามารถละหมาดได้แต่ก็สนับสนุนให้ไปร่วมพิธี (บุคอรี (๙๑๗), มุสลิม (๘๙๐))
๖. กล่าวตักบีรตั้งแต่เช้าตรู่จนกระทั่งอิหม่ามเริ่มละหมาดอีด (อิบนุ อาบีชัยบะฮฺ, ๕๖๒๑)
การกล่าวตักบีร หรือกล่าวอัลลอฮ์อุอักบักร เป็นการกล่าวต่อพระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ หรือผู้ทรงเกรียงไกร
๗. ทักทายกันด้วยคำทักทายที่ดี (อัลฟาษ, ๒/๔๔๖)
๘. กลับบ้านคนละเส้นทางกับเส้นทางที่เดินทางไปละหมาด (บุคอรี, ๙๘๖)
ในสังคมไทย มุสลิมถือเป็นอีกหนึ่งกลุ่มที่เป็นกำลังสำคัญไม่แพ้คนไทยกลุ่มศาสนาความเชื่ออื่นๆ ยังมีสิ่งต่างๆ ให้เรียนรู้อีกมากเกี่ยวกับศาสนา และวิถีของชาวอิสลาม และผู้คนกลุ่มต่างๆ ในสังคมไทย. ต้องขอขอบคุณพี่ทำนุ เหล็งขยัน ประธานชุมชนมัสยิดบ้านตึกดิน เขตพระนคร ที่ร่วมแบ่งปันข้อมูลในครั้งนี้