![]() |
|
ชุมชนปกาเกอะญอบ้านห้วยงู ตำบลสันสลี อำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย |
บ้านห้วยงู หมู่บ้านแม่ปูนน้อย ตำบลสันสลี อำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย เป็นชุมชนปกาเกอะญอที่มีบ้านเพียงสามหลัง ท่ามกลางป่าบนดอยงูซึ่งไม่ปรากฏชื่อในแผนที่ของกรมแผนที่ทหารมาตราส่วน ๑ : ๕๐,๐๐๐ อยู่ในเขตหมู่บ้านแม่ปูนน้อย ตำบลสันสลี อำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย มีห้วยงูเป็นลำน้ำสายหลักที่หล่อเลี้ยงชุมชน และพื้นที่บริเวณห้วยงูนี้นับเป็นส่วนหนึ่งของดอยหลวงอันเป็นขอบด้านตะวันตกของแอ่งที่ราบลุ่มน้ำแม่ลาว
ชาวปกาเกอะญอบ้านห้วยงูนี้ตั้งชุมชนมาได้ประมาณร้อยปีเศษ โดยได้ย้ายมาจากบ้านห้วยไร่ซึ่งอยู่ในผืนป่าเดียวกัน ดำรงชีพด้วยการทำไร่ข้าวหมุนเวียน (ชาวไร่คนหนึ่งจะมีพื้นที่ป่าที่ตนจะถางทำไร่คนละ ๗ แปลง ทำแปลงละ ๒ ปี เพราะฉะนั้น ๑๔ ปีจึงจะหมุนเวียนกลับมาทำไร่ในพื้นที่เดิม ซึ่งการทำไร่ในพื้นที่ป่าแปลงหนึ่งจะต้องเผาป่าแล้วทำไร่ในที่ตรงนั้นสองปี ทั้งนี้ในระหว่างที่ทำไร่จะต้องปล่อยให้ป่าในแปลงไร่ส่วนอื่นของตนค่อยๆ ฟื้นสภาพ) ซึ่งการทำไร่หมุนเวียนดังกล่าวนี้ดูเหมือนจะเป็นการทำลายป่า หากในความเป็นจริงแล้ว การหมุนเวียนทำไร่เช่นนี้อาจจะทำลายป่าเล็กน้อยพอให้ชาวปกาเกอะญอมีที่ให้ทำไร่เลี้ยงชีพ แต่ด้วยการทำไร่หมุนเวียนนี้ทำให้ชาวปกาเกอะญอต้องรักษาป่าผืนใหญ่อย่างเคร่งครัด เพราะหากไม่มีป่าผืนใหญ่ พวกตนจะไม่มีดินและน้ำอันอุดมสมบูรณ์ในการทำไร่ รวมทั้งเป็นสำนึกของกลุ่มปกาเกอะญอ ดังนั้นพวกเขาจึงได้กำหนดให้พื้นที่ป่าส่วนใหญ่เป็นพื้นที่หวงห้าม โดยที่บางส่วนได้กำหนดให้เป็นป่าศักดิ์สิทธิ์ห้ามทำลายป่าเช่นกัน มีส่วนหนึ่งเป็นป่าช้า และอีกส่วนหนึ่งเป็นป่าฝังรกทารกแรกเกิด นอกจากนี้ทุกครั้งที่ชาวปกาเกอะญอจะเผาป่าบางส่วนเพื่อถางที่ทำไร่นั้นจะต้องทำแนวกันไฟ เพื่อไม่ให้ไฟลามไปไหม้พื้นที่ป่าส่วนใหญ่
แต่ในระยะไม่เกิน ๓๐-๔๐ ปีลงมานี้ได้มีกลุ่มชาติพันธุ์ม้งและมูเซอเคลื่อนย้ายจากจีนและลาวเพื่อหนีภัยจลาจลและสงครามเข้ามาในภาคเหนือของประเทศไทยมากขึ้น รวมทั้งในพื้นที่ลุ่มน้ำแม่ลาว เนื่องจากกลุ่มชาติพันธุ์เหล่านี้เป็นผู้อพยพและมีความลำบากอย่างยิ่งจากประเทศเดิม จึงต้องก่อร่างสร้างตัวอย่างเร่งด่วน โดยกลุ่มคนที่เข้ามาอาศัยในที่สูง รวมทั้งที่มาตั้งถิ่นฐานบนเทือกดอยหลวงได้เข้ามาทำไร่ข้าวโพดขนาดใหญ่ จนหลายครอบครัวได้สร้างฐานะไปสู่ระดับผู้มีอันจะกินหรือเศรษฐีในเวลาอันรวดเร็ว แต่พื้นที่ไร่ส่วนหนึ่งได้รุกล้ำเข้าไปในพื้นที่ป่าบางส่วนที่คนปกาเกอะญอรักษาเอาไว้ จึงเกิดการขัดแย้งขึ้น แต่เนื่องจากกลุ่มชาติพันธุ์ม้งและมูเซอมีมากกว่าปกาเกอะญอ รวมทั้งเป็นกลุ่มที่ขยายพื้นที่การเพาะปลูกอย่างรวดเร็ว จึงมีทีท่าว่ากลุ่มปกาเกอะญอจะไม่สามารถรักษาป่าไว้ได้
จนกระทั่งวันหนึ่งในปี ๒๕๕๐ พระอธิการบรรพต คมฺภีโร เจ้าอาวาสวัดศรีสุทธาวาสได้รับรู้เรื่องบ้านห้วยงูจากชาวปกาเกอะญอบ้านหินลาดใน ตำบลบ้านโป่ง อำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย และมีโอกาสเดินทางไปพบปะพูดคุยกับชาวปกาเกอะญอที่บ้านห้วยงู จึงมีโอกาสทราบปัญหาที่เกิดขึ้นกับชาวบ้านห้วยงู จึงได้ช่วยเหลือกลุ่มชาวบ้านโดยจัดหาถังน้ำขนาดใหญ่และอุปกรณ์ดับไฟอย่างอื่นเพื่อป้องกันไฟป่า และที่สำคัญคือการสร้างกำลังใจต่อกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ในพื้นที่เดียวกัน โดยในครั้งแรกเมื่อปี ๒๕๕๐ ได้บูรณะเพิงที่พักให้เป็นอาศรมสำหรับพระสงฆ์ปฏิบัติภาวนาในป่า ต่อมาในปี ๒๕๕๓ จึงได้ริเริ่มสร้างพระธาตุขึ้นบนยอดเนินที่อยู่ใกล้เคียงกับบ้านห้วยงู ซึ่งในปัจจุบันนี้กำลังอยู่ในระหว่างการก่อสร้าง
โดยเฉพาะการสร้างพระธาตุครั้งนี้นับเป็นการทำงานครั้งใหญ่ ซึ่งพระอธิการบรรพต คมฺภีโร ได้เข้ามากำกับการก่อสร้างอย่างใกล้ชิด ทั้งการออกแบบ การจัดซื้ออุปกรณ์ การก่อสร้าง ฯลฯ รวมทั้งได้ให้พระสงฆ์ส่วนใหญ่วัดศรีสุทธาวาส (เวียงป่าเป้า) ไปจำพรรษาในพื้นที่ก่อสร้างเพื่อดูแลและช่วยเหลือในการก่อสร้างอย่างใกล้ชิด
ในปัจจุบันจึงปรากฏว่าการทำลายป่าในพื้นที่นี้ได้ลดลงเป็นอย่างมาก ซึ่งน่าจะเป็นเพราะผู้คนในพื้นที่รอบข้างมีความเคารพในพระพุทธศาสนา จึงไม่เข้ามาขยายพื้นที่ไร่ทำลายป่าต่อไปอีก
การสร้างปูชนียสถานในพื้นที่ชุมชนกลางป่าเขาเช่นนี้นับเป็นการสร้างความศักดิ์สิทธิ์ให้แก่พื้นที่ป่าด้วยคติพระพุทธศาสนา ให้สืบเนื่องกับความศักดิ์สิทธิ์ของผีป่าดั้งเดิมของชาวปกาเกอะญอ ซึ่งตรงกับการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในภูมิภาคเอเชียอาคเนย์ผ่านการสร้างพระธาตุ ซึ่งจะสร้างในพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ดั้งเดิมตามคติการถือผีเป็นส่วนมาก โดยเฉพาะในดินแดนล้านนาจะมีความโดดเด่นในเรื่องพระธาตุเป็นพิเศษแห่งหนึ่ง หากเทียบกับภูมิภาคอื่นๆ ที่อาจใช้พระพุทธรูปหรือพระสงฆ์สำคัญของท้องถิ่นนั้นๆ เป็นศูนย์รวมศรัทธา เพื่อบูรณาการกลุ่มชาติพันธุ์ที่นับถือผีให้มายอมรับพระพุทธศาสนา โดยที่พระธาตุนี้นับว่าเป็นสิ่งที่สามารถสื่อสารความศักดิ์สิทธิ์ในพระพุทธศาสนาให้เข้าถึงผู้คนในดินแดนล้านนาได้ง่ายแม้ในยุคปัจจุบัน
สำหรับกรณีพระธาตุที่บ้านห้วยงูนี้ถือเป็นการนำเอาคติธรรมเนียมพระศาสนาโบราณเพื่อควบคุมจริยธรรมว่าด้วยการใช้พื้นที่ร่วมของคนหลากกลุ่มไม่ให้ไปรุกล้ำทำลายป่า อันเป็นพื้นฐานแห่งความอุดมสมบูรณ์ในพื้นที่ จึงถือได้ว่าการสร้างพระธาตุในพื้นที่นี้เป็นการสืบทอดคติพระพุทธศาสนาท้องถิ่นล้านนาในสังคมท้องถิ่นให้ยั่งยืนและสอดคล้องกับความเป็นไปในท้องถิ่นยุคปัจจุบัน
ขอบพระคุณ
พระอธิการบรรพต คมฺภีโร เจ้าอาวาสวัดศรีสุทธาวาส อำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย
พ่ออ้ายน้อย นุแฮ ผู้นำชุมชนปกาเกอะญอห้วยงู หมู่บ้านแม่ปูนน้อย ตำบลสันสลี อำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย
บันทึกจากท้องถิ่น : จดหมายข่าวมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ ฉ.๘๖ (กันยายน-ตุลาคม ๒๕๕๓)