หน้าหลัก
เกี่ยวกับมูลนิธิ
วันเล็ก-ประไพ รำลึก
ติดต่อเรา
"ฟื้นพลังยาไทย..บำรุงชาติสาสนายาไทย" สรุปเสวนาสาธารณะของคนย่านเก่าเมืองกรุงเทพฯ ที่ป้อมมหากาฬ
บทความโดย จารุวรรณ ด้วงคำจันทร์
เรียบเรียงเมื่อ 28 ก.ค. 2559, 17:04 น.
เข้าชมแล้ว 3268 ครั้ง

การเสวนา "ฟื้นพลังยาไทย บำรุงชาติสาสนายาไทย" ณ ลานชุมชนป้อมมหากาฬ

 

เช้าวันอาทิตย์ที่ ๓ เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๙ มูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ ได้จัดเวทีเสวนาสาธารณะขึ้นเป็นครั้งที่ ๙ ณ ชุมชนป้อมมหากาฬ หัวข้อเสวนา เรื่อง “ฟื้นพลังยาไทย บำรุงชาติสาสนายาไทย”  โดยมีผู้ร่วมเสวนาด้วยกัน ๔ ท่าน ได้แก่ รองศาสตราจารย์รุ่งระวี  เต็มศิริฤกษ์กุล อาจารย์ประจำภาควิชาเภสัชพฤกษศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล คุณภาสินี ญาโณทัย ทายาทรุ่นที่ ๔ ร้านหมอหวาน “บำรุงชาติสาสนายาไทย”  คุณจุฑามาศ เรืองยศจันทนา   ภัณฑารักษ์   และคุณวลัยลักษณ์  ทรงศิริ  เจ้าหน้าที่มูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ เป็นผู้ดำเนินรายการ

    

ผู้คนในเขตพระนครสมัยนั้นหรือแม้แต่ในยุคสมัยนี้โดยเฉพาะผู้สูงอายุจะทราบถึงชื่อเสียงของร้านยาหมอหวานเป็นอย่างดี เพราะยาเป็นหนึ่งในปัจจัยสี่ที่คนเราขาดไม่ได้  เป็นสิ่งจำเป็นที่ทุกบ้านต้องใช้  ราวช่วงปี พ.ศ ๒๔๖๖  ที่การแพทย์การสาธารณสุขตราพระราชบัญญัติการแพทย์ขึ้น เป็นพระราชบัญญัติการแพทย์ เพื่อจะทำให้การแพทย์การสาธารณสุขของประเทศไทยในยุคนั้นมีความเป็นสากลทัดเทียมกับนานาอารยประเทศฝั่งตะวันตก  จึงมีการออกกฎหมายฉบับนี้มาเพื่อยกระดับมาตรฐานของการแพทย์ของไทยให้มีความทัดเทียมกับตะวันตก

 

ตราสัญลักษณ์ของร้านหมอหวานเป็นรูปดาวหรือตราเฉลว

 

เจตนารมณ์ของหมอหวานคือต้องการที่จะต่อสู้กับกระแสโลกตะวันตกที่เข้ามามีอิทธิพลสูงในระยะนั้นจึงได้สร้างบ้านหลังนี้ขึ้นมาในปี พ.ศ. ๒๔๖๗ หลังจากการออกกฎหมายฉบับดังกล่าว  ๑ ปี ซึ่งระยะทางจากที่เดิมและที่ใหม่ก็ไม่ไกลกันมากนัก โดยจะมีตราสัญลักษณ์ของร้านเป็นรูปดาวหรือตราเฉลว โดยมีรูปแบบของอาคารเป็นแบบสถาปัตยกรรมตะวันตก [Colonial Style] หมอหวานมีความพยายามที่จะปรับตัวให้เข้ากับความเปลี่ยนแปลง จะเห็นได้จากการสร้างอาคารในแบบฝรั่งแม้ว่าจะปรุงยาไทย นอกจากนั้นยังมีบล็อกพิมพ์ซึ่งเป็นอีกหลักฐานหนึ่ง ที่แสดงให้เห็นถึงการปรับตัว ขวดยาในแบบตะวันตก และมีการนำการแพทย์แผนตะวันตกเข้ามาผนวกในการตรวจรักษา แต่ยังคงตัวยาเป็นยาแผนไทยเช่นเดิม

    

หมอหวานเกิดในช่วงต้นรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ไม่ปรากฏหลักฐานที่เป็นรูปถ่ายของท่านจะมีเพียงแต่รูปปั้นที่ปั้นขึ้นมาหลังจากที่ท่านเสียแล้ว ยาที่ท่านปรุงเด่นๆ คือ ยาหอม ซึ่งมีมากมายหลายตำรับมีทั้งยาถ่าย ยากวาดคอ ยาเด็ก ยาสตรี ยาแก้ไข้และถือเป็นมรดกตกทอดมาจนถึงยุคปัจจุบัน นอกจากนั้นยังพบหลักฐานที่กล่าวอ้างถึงหมอหวานว่ามีความเก่งทัดเทียมกับ
ด็อกเตอร์วิลเลียม ออสเลอร์ ซึ่งเป็นบิดาของการแพทย์แผนตะวันตกในยุคนั้น

 

“ฟื้นพลังยาไทย”มรดกวัฒนธรรมสู่การผลิตเพื่อคนยุคใหม่และการเผยแพร่ความรู้เรื่องยาไทยแบบพิพิธภัณฑ์

    

จากคำบอกเล่าของท่านรองศาสตราจารย์รุ่งระวี เต็มศิริฤกษ์กุล ว่าตัวท่านเองก็เป็นหนึ่งคนที่มีความคิดในแบบของตะวันตก จึงได้พยายามเรียนรู้และศึกษารูปแบบในการดัดแปลงสมุนไพรไทยต่างๆ นานา แต่ก็ได้พบว่า เราได้ละเลยสิ่งเก่าสิ่งเดิมที่เรามีกันอยู่โดยที่ใช้ชุดความรู้ของตะวันตกเข้ามาตัดสิน ที่สำคัญคือคนไทยเพิ่งจะมาตระหนักถึงความสำคัญต่อสมุนไพรตามฝรั่งที่ในระยะหลังมานี่ทางตะวันตกเองก็เริ่มสนใจในเรื่องของสรรพคุณของสมุนไพร สุดท้ายผลของการศึกษานั้นเพียงเพื่อจะมาตอบคำถามที่ตั้งกันขึ้นเองว่าที่เรามีและใช้กันอยู่นั้นสามารถใช้ได้จริงหรือไม่

 

    

เม็ดอมชื่นจิตต์ อีกรูปแบบหนึ่งของยาหอมไทยยุคปัจจุบันที่เป็นผลิตภัณฑ์ยุคใหม่สำหรับคนรุ่นใหม่

 

การใช้ยาไทยมีความคล้ายคลึงกับวัฒนธรรมของไทย กล่าวคือ มีการผสมผสานในตัวยาที่มีทั้งตัวที่ออกฤทธิ์รุนแรงกับตัวที่ช่วยผ่อนผันการออกฤทธิ์ ทำให้มีสรรพคุณที่ช่วยในการรักษาโรคได้ไม่แพ้ยาตะวันตก นอกจากนั้นยาไทยยังช่วยในการรักษาสภาพจิตใจให้ดีขึ้น ซึ่งจะเรียกการรักษาในลักษณะนี้ว่า “การรักษาแบบองค์รวม” เป็นการรักษาสมดุลของร่างกายและจิตใจได้พร้อมๆ กัน ซึ่งจะแตกต่างจากยาของฝรั่งที่ต้องใช้ระยะเวลาในการพักฟื้นสักระยะ

    

ด้วยข้อจำกัดหลายอย่างทั้งในส่วนของวัตถุดิบที่หาได้จากธรรมชาติเริ่มร่อยหรอลงทุกวัน  เป็นความยากและความท้าทายของผู้ประกอบการที่จะต้องหาวัตถุดิบมาปรุงยา เพราะหายากจึงนำมาสู่ราคาที่สูงมหาศาล เช่น  คุริก่า  หญ้าฝรั่น  เห็ดน้ำนมเสือ ฯลฯ
ทำให้ผู้ประกอบการหลายรายจำเป็นต้องดัดแปลงและคิดค้นส่วนผสมที่ใช้ทดแทนกันได้ เพื่อลดต้นทุนการผลิต ทว่าทางร้านยาหมอหวานยังคงรักษาความเป็นยาโบราณ มีกรรมวิธีการปรุงแบบเดิมที่ได้ถูกถ่ายทอดสืบต่อกันมาจากรุ่นสู่รุ่น จากคำบอกเล่าของ
คุณภาสินี ญาโณทัย คือมีเจตนารมณ์ที่จะอนุรักษ์สิ่งเก่าที่มีอยู่เพราะนั่นคือคุณค่าทางจิตใจที่บรรพบุรุษได้สร้างเอาไว้ เพียงแค่คน
รุ่นใหม่นั้นสืบทอดให้สิ่งเหล่านั้นคงอยู่สืบไป 

 

    

วัตถุดิบจากธรรมชาติที่ต้องใช้ในการปรุงยาซึ่งหาได้ยากมากขึ้น

 

คนโบราณจะมีค่านิยมในการใช้ยาหอม กล่าวคือการให้ยาหอมเปรียบเสมือนการส่งต่อความปรารถนาดี ยาหอมจึงเป็นที่นิยมมากในอดีต แต่ปัจจุบันยาหอมถูกมองว่าเป็นของโบราณใช้กันเพียงในกลุ่มของผู้สูงอายุ และสรรพคุณไม่ชัดเจนเทียบเท่ายาฝรั่ง 

    

ในปัจจุบันร้านยาหมอหวานเปิดกิจการขายยาหอมขึ้นมาใหม่และมีการเผยแพร่มากขึ้นในกลุ่มของคนรุ่นใหม่ที่เริ่มสนใจและมีแนวคิดที่จะเริ่มหวนหาอดีตผนวกกับตัวร้านที่มีความงามของสถาปัตยกรรมที่น่าดึงดูดใจจนได้รับรางวัลอนุรักษ์ศิลปะสถาปัตยกรรมดีเด่นประจำปี พ.ศ. ๒๕๕๗ ประเภทอาคารพาณิชย์ จากสมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ และด้วยกรรมวิธีการผลิตที่ประณีตสวนกระแสทุนนิยมที่ได้เข้ามาทุกหย่อมหญ้า เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ร้านบำรุงชาติสาสนายาไทย (บ้านหมอหวาน) เป็นที่สนใจในกลุ่มคนรุ่นใหม่มากยิ่งขึ้น

    

ต้องยอมรับว่าในปัจจุบันนี้พิพิธภัณฑ์นั้นมีอยู่มากมาย ทั้งในส่วนของทางภาครัฐและเอกชน บ้านหมอหวานหรือร้านบำรุงชาติสาสนายาไทย ก็เป็นหนึ่งในพิพิธภัณฑ์หรือแหล่งเรียนรู้ที่เป็นเอกชน มีการบริหารจัดการกันเอง โดยมีทั้งชุดความรู้ที่ได้ลงมือศึกษา และมีภัณฑารักษ์ที่ดูแลและศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม โดยมีจุดประสงค์หลักคือเพื่อต้องการสืบทอดมรดกทางวัฒนธรรมที่บรรพบุรุษได้ให้ไว้ 

    

คุณจุฑามาศ เรืองยศจันทนา กล่าวว่าการจัดการพิพิธภัณฑ์บ้านหมอหวานยากเพราะโครงสร้างเดิมของตึกนั้นเป็นบ้านมีจุดประสงค์หลักในการสร้างคือเป็นที่อยู่อาศัย ทำให้ระบบการจัดการวางเป็นเรื่องลำบากและข้อมูลก็ค่อนข้างจะมีน้อยเพราะการบอกเล่ามีไม่เพียงพอ โดยเฉพาะจุดเปลี่ยนของการโยกย้ายจากถนนอุณากรรณมายังถนนตีทอง แต่ข้อดีที่บ้านหมอหวานมีนั้นเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้กิจการปรุงยาและการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์เพื่อการเรียนรู้สามารถอยู่ได้แบบยั่งยืนคือ สิ่งต่างๆ ที่นี่มีเป็นของเก่า ของเดิม และของจริง ทั้งองค์ความรู้ กระบวนการการถ่ายทอดและมรดกทางวัฒนธรรมที่ตกทอดมาสู่คนรุ่นหลังในรูปแบบของวัตถุ ทำให้ที่นี่แตกต่างไปจากที่อื่น ทำได้โดยไม่จำเป็นต้องนำสิ่งอื่นเข้ามาจับ ไม่จำเป็นต้องประดิษฐ์ข้อมูลขึ้นมาใหม่เพื่อดึงดูดความสนใจ เพียงแค่ศึกษาของเดิมที่มีอยู่ให้ได้ชุดข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริงก็เพียงพอและในส่วนของคุณภาสินี ญาโณทัย ฐานะทายาทรุ่นที่ ๔ ของร้านหมอหวานกล่าวว่า สิ่งที่ทำให้ต้องทุ่มเททำสิ่งนี้เพราะเป็นสิ่งมีค่าเป็นความรู้สึกภูมิใจในสิ่งที่บรรพบุรุษได้สร้างขึ้นมา และยังเชื่อว่ามีอีกหลายกลุ่มคนที่เห็นค่าความสำคัญของการอนุรักษ์และสืบสานสิ่งเหล่านี้เช่นกัน  

 

    

 

จากเรื่องราวของร้าน “บำรุงชาติสาสนายาไทย” หรือบ้านหมอหวาน ทำให้ฉุกคิดในประเด็นของสังคมย่านเก่าเมืองกรุงเทพฯ ได้ว่า หากเอกชนไม่ลุกขึ้นมาต่อสู้เองจนมีความเข้มแข็งเช่นนี้ มรดกทางวัฒนธรรมเหล่านี้ก็จะค่อยๆ เลือนหายไปจากสังคม ไม่มีการบอกเล่า ไม่มีการถ่ายทอดจากผู้รู้ที่แท้จริง คงจะมีให้เห็นเพียงตำนานที่เล่าขานสู่ลูกหลานฟังก่อนนอน เพราะทางรัฐเองไม่เข้าใจหรือสนับสนุนตามที่ควรจะเป็น มิหนำซ้ำนโยบายการพัฒนาเมืองที่ไร้การให้ความสำคัญของผู้คนในชุมชนคือตัวการสำคัญที่ทำลายวัฒนธรรมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ 

 

กิจกรรมเสวนาสาธารณะ : จดหมายข่าวมูลนิธิเล็ก-ประไพ  วิริยะพันธุ์ ฉ.๑๑๐ (เม.ย.-มิ.ย.๕๙)

 

อัพเดทล่าสุด 12 ม.ค. 2560, 17:04 น.
บทความในหมวด
ที่ตั้งมูลนิธิ ๓๙๗ ถนนพระสุเมรุ แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐
โทรศัพท์ ๐-๒๒๘๑-๑๙๘๘ , ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐ โทรสาร ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐
อีเมล์ [email protected]
                    
Copyright © 2011 lek-prapai.org | All rights reserved.