ในตรอกละครริมถนนหลานหลวง เลยมาจากบ้านนราศิลป์เล็กน้อยมีบ้านของเครือญาติในตระกูล 'เรืองนนท์' อยู่หลายบ้าน กลุ่มบ้านเหล่านี้ยาวจรดกำแพงวัดทางฝั่งตะวันออกเฉียงเหนือของวัดแค และเพราะเคยเกิดเพลิงไหม้ตั้งแต่ปี ๒๕๒๕ สภาพอาคารบ้านเก่าแบบเดิมๆ ก็สลายไปกับกองเพลิงรวมทั้งเครื่องแต่งกายโขนละครของคณะ ครูพูน เรืองนนท์ก็หมดไปคราวนั้น

ในตรอกนี้นอกจากบ้านลูกหลานของครูพูนแล้ว ก็ยังมีบ้านคณะละครอยู่อีกเพียง ๓ หลังที่ไม่ใช่ญาติกัน ครูกัญญา ทิพโยสถ วัย ๖๘ ปี เล่าให้ฟังในบ้านหลังเกือบชิดกำแพงวัดแคว่า ครูพูน เรืองนนท์ คุณตาเล่าว่าตนเองอายุได้ ๑ เดือน พ่อแม่กับคณะละครก็อพยพโยกย้ายมาจากเมืองนครศรีธรรมราช ครูพูนสิ้นชีวิตเมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๒ อายุได้ ๘๗ ปี ก็เกิดราวๆ พ.ศ.๒๔๓๔ ในรัชกาลที่ ๕

ในละแวกวัดสนามควายหรือวัดแคนั้นมีบ้านละครที่อพยพมาจากทางใต้อยู่หลายบ้าน กล่าวกันว่าทางตระกูลครูพูนเป็นกลุ่มไพร่หลวงจากนครศรีธรรมราช พัทลุงและสงขลาและติดตามทัพของเจ้าพระยาพระคลัง (ดิศ บุนนาค) หรือสมเด็จเจ้าพระยาองค์ใหญ่ อพยพมายังเมืองกรุงฯ หลังจากที่คณะละครโนราชาตรีอาจจะหากินในแถบนั้นไม่คล่องแล้ว บันทึกกันไว้ว่า หลังจากอพยพมาแล้วตั้งบ้านเรือนกันอยู่แถบสนามควายหรือบริเวณทุ่งทางตะวันออกของพระนครตั้งแต่ในสมัยรัชกาลที่ ๓ และกลายเป็นกลุ่มบ้านละครในยุครัชกาลที่ ๔ ที่คณะละครกลับมาเฟื่องฟูอีกครั้งจนถึงเมื่อครูพูนเกิด กลุ่มบ้านละครแถบนี้ก็เป็นที่รู้จักกันทั่วไปแล้ว
ครูพูน อายุ ๘ ขวบยังมีการบันทึกว่ากลับไปฝึกหัดโนรา ชาตรี หนังตะลุงที่นครศรีธรรมราชด้วย ตรงนี้หลังจากที่สัมภาษณ์ผู้คนที่ถูกอพยพโยกย้ายมายังพระนครเมื่อตอนต้นกรุงฯ หลายกลุ่ม ก็พบว่ายังมีการติดต่อไปๆ กลับๆ แถบบ้านเดิมในพื้นที่เหล่านั้นกันอยู่เรื่อยๆ ถ้าไม่ไกลเกินไปนัก หรือเมื่อสามารถกลับไปได้ เช่นชาวมุสลิมในสามจังหวัดชายแดนใต้ปัจจุบัน หรือในแบบทางตระกูลครูพูน
ครูพูนกับคณะเปิดการแสดงหนังตะลุงในพระนครและมีชื่อเสียงมากเป็นคณะแรก ในเวลาเดียวกัน ละครชาตรีที่มีเครื่องดนตรีแบบทางใต้ คือ ฉิ่ง ฉาบ กรับ โหม่ง กลองตุ๊ก โทน ปี่ชวา ที่ครูกัญญามักพูดเสมอว่าละครชาตรีไม่มีปี่พาทย์ หากเล่นแบบดั้งเดิม ละครหรือหนังตะลุงคณะตาพูน หรือคณะนายพูน เรืองนนท์ก็รับเล่นในพระนครทั่วไปในราคาสูงกว่าคณะอื่นๆบ้าง

ตามที่รู้กันทั่วไป ครูพูนมีเมียถึง ๕ คน ทั้ง ๔ คนแรกไม่เป็นละครเลย จนถึงเมียท่านสุดท้ายที่อายุอ่อนว่าลูกครูพูนเสียอีก ครูกัญญาเล่าว่าคุณยายท่านก็เริ่มบอกว่า 'งั้นพอเถอะ' หลังจากยุยงให้ครูพูนไปหาเมียอื่นๆ ไม่ต้องยุ่งกับแก ลูกๆ จึงมีเพียง ๓ ท่านกับภรรยาคนแรก ทั้งหมด อยู่บ้านเดียวกันในห้องเรียงเป็นแถว ส่วนแม่ครูแพนหรือยายคุณกัญญาที่เป็นแม่ใหญ่นั้น แยกบ้านมาอยู่ต่างหาก และคอยปกครองกันอยู่ห่างๆ เท่านั้นเอง
ครูพูนจึงมีลูก ๑๗ คน ลูกๆ ก็ช่วยกันเล่นละคร หนังตะลุง ทำปี่พาทย์ โดยเฉพาะมี ๒ ท่านน่าจะต้องกล่าวถึงมากหน่อยคือ ครูทองใบ เรืองนนท์ ได้รับศิลปินแห่งชาติเรื่องการเล่นละครชาตรี เล่นละครในวงพ่อแม่ตั้งแต่ยังเล็กจนเชี่ยวชาญชำนาญ ลูกหลานยังคงทำคณะปี่พาทย์และละครมาจนถึงปัจจุบัน คือครูบัวสาย ไปทำงานกรมศิลป์ก็มี เช่น คุณปู เรืองนนท์
ส่วนแม่แพนนั้นเคยเป็นข่าวดังในยุครัชกาลที่ ๗ เพราะเมื่ออายุ ๑๘ ปี ไปเล่นละครที่พระตะบองซึ่งอยู่ในปกครองของกัมพูชาแล้ว ครูกัญญาลูกสาวแม่แพนบอกว่า อย่างไรไม่ทราบ พระบาทสมเด็จพระสีสุวัติถิ์ มุนีวงศ์ โปรดเกล้าฯ ให้ไปแสดงที่พนมเปญ และกลายเป็นเจ้าจอม จนกลายเป็นข่าวอื้ออลไปทั่วพระนครในเวลานั้น

ในรัชกาลนั้น พระองค์โปรดการละครและมีเจ้าจอม สนมเป็นนางละครมากมาย ครูละครจากราชสำนักวังหน้าหลายท่านก็ไปอยู่ที่พนมเปญ และหลายท่านเป็นเจ้าจอมในรัชกาลพระเจ้านโรดมพรหมบริรักษ์ จึงไม่เป็นการแปลกอันใดที่จะเรียกนางเอกจากคณะละครครูพูนในวัยสวยสดใสเข้าไปเป็นเจ้าจอม
แต่เรื่องราวดังเทพนิยายเรื่องเจ้าชายกับสาวชาวบ้านครั้งนี้ กลายเป็นข่าวครึกโครม ครูพูนและภรรยากลายเป็นผู้มีชื่อเสียงถูกห้อมล้อมด้วยผู้คน เมื่อข่าวมาถึงหนังสือพิมพ์ในสยาม แต่ไม่เป็นสนใจของกงสุลฝรั่งเศส ไม่นานนักเกือบหนึ่งปีต่อมา แม่แพนก็ถูกส่งตัวกลับบ้านและไม่เคยได้ไปกัมพูชาอีกเลย

แน่นอนย่อมมีเรื่องเล่าในครอบครัวที่แตกต่างไปจากข้อมูลตามสื่ออยู่บ้าง หลายเรื่องก็อาจจะเป็นเรื่องราวที่ถูกมองว่าพูดเพียงฝ่ายเดียวไปได้
แม่แพนได้ชื่อใหม่จากการเป็นเจ้าจอมครั้งนี้คือ 'บุปผาสวรรค์ ศรีสวัสดิ์อำไพวงศ์' คือมีชื่อเรียกด้วย ซึ่งมักเป็นสิ่งที่ถูกข้ามไป ครูกัญญากล่าวว่า แม่แพนกลับมาเมื่ออายุ ๑๘ ปี อีก ๑๑ ปีต่อมาก็แต่งงานกับหนุ่มชาวลิเกคุณพ่อของครูกัญญา และดำเนินการละครร่วมกับบิดาคือครูพูนเรื่อยมา ซึ่งครูกัญญาก็เจริญรอยตามเพราะเติบโตในโรงละครก็ออกแสดงได้ตั้งแต่ยังเล็กๆ เช่นกัน

ครูกัญญาทั้งร้องและรำแบบยากมาแล้ว แทบจะเหลือเพียงคนเดียวในรุ่นที่ยังร้องและรำละครชาตรีในแบบฉบับดั้งเดิมที่ยังไม่มีทางปี่พาทย์รับ วิชาละคระชาตรีแบบครูพูน เรืองนนท์ที่ยังไม่ได้ปรับจนเป็นแบบกรุงเทพฯ ยังอยู่ที่ครูกัญญา ทิพโยสถ ได้อย่างสมบูรณ์ เสียดายวันนี้ละครลงโรงแบบดั้งเดิมคลายลงเสียหมดแล้ว บางส่วนก็ต้องไปทำอาชีพเป็นรำแก้บนสำหรับพวกคนจีนที่นิยมบนกับพระพรหมฯ เป็นกลุ่มก้อนใหญ่ๆ
ในยุคเฟื่องฟู นอกจากการเข้าไปรำเล่นละครในวังเฉลิมเขตร และที่ลูกหลานในราชสกุลนี้ยังคงใช้ละครคณะเรืองนนท์ต่อมาตามประเพณีเพื่อแก้บนคือ ท่านมุ้ย มจ.ชาตรีเฉลิม ยุคล หลังจากหนังสือสุริโยทัยออกฉายแล้ว ซึ่งนับเป็นโอกาสในการเล่นละครแบบดั้งเดิมเต็มเครื่องครั้งสุดท้ายของคณะเรืองนนท์ ก่อนจะเป็นการปรับเปลี่ยนไปในรูปแบบปัจจุบัน
ย่านบ้านครูกัญญาและตรอกละครทั้งหมดยังไม่ได้รับคำตอบสำหรับเรื่องการเวนคืนพื้นที่เพื่อสร้างสถานีขึ้นหรือลงรถไฟใต้ดิน ถ้าจะทำตามแบบแผนเดิม ย่านละครแถบถนนสนามควายที่บอกเล่าประวัติศาสตร์ การสร้างความเป็นพระนครมาแต่ยุคต้นกรุงฯ คงหายไปได้ในพริบตาเดียวขึ้นอยู่กับว่าจะทำลายหรือไม่ทำกันเท่านั้นเอง
ที่มา : จากเพจ facebook สร้างประวัติศาสตร์สังคมย่านเก่าเมืองกรุงเทพฯ วันที่ ๓๐ มิ.ย. ๒๕๕๘