หน้าหลัก
เกี่ยวกับมูลนิธิ
วันเล็ก-ประไพ รำลึก
ติดต่อเรา
โพงพางบางตะบูน ก่อนวันลาลับ
บทความโดย พรพิมล เจริญบุตร
เรียบเรียงเมื่อ 27 พ.ย. 2558, 00:00 น.
เข้าชมแล้ว 16583 ครั้ง

บางตะบูนเป็นชื่อตำบลหนึ่งในอำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี อยู่ในเขตชายฝั่งทะเล มีแม่น้ำลำคลองเป็นเส้นทางสัญจรเชื่อมต่อไปยังแผ่นดินด้านใน ผู้คนส่วนใหญ่ดำเนินอาชีพประมงพื้นบ้านอย่างทำอวนลอยกุ้งลอยปลา วางลอบดักปู และ "โพงพาง" ที่ทำกันมาตั้งแต่รุ่นปู่ย่าตายายในบริเวณบ้านคลองขุด บ้านท้องคุ้ง บ้านคลองไหหลำ และปากอ่าวบางตะบูน

 

โพงพางสองช่องในบริเวณบ้านคลองขุด ตำบลบางตะบูน เจ้าของคือนายฮวด แซ่ลิ้ม ซึ่งได้รับอนุญาตให้ประกอบอาชีพโพงพางและเสียใบค่าน้ำตามกฎหมายมาตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๙๐

 

การทำโพงพางที่นี่เป็นชนิดที่เรียกว่า โพงพางหลัก เพราะโพงพางมี ๒ ประเภทคือ โพงพางประจำที่ ได้แก่ โพงพางหลัก โพงพางหลักใต้น้ำ โพงพางปีก การทำประมงแบบนี้จะไม่เก็บหลักหรือปีก และจะกลับมาทำซ้ำในที่เดิม และแบบที่สอง โพงพางเคลื่อนที่หรือเรียกว่า โพงพางหลักลอย โพงเคย หรือป้องเคย

การทำประมงจะย้ายโพงพางไปยังบริเวณต่างๆ และเก็บเครื่องมือขึ้นเรือทุกครั้ง ทำเช่นนี้สืบทอดกันมานับร้อยปี เพราะชาวบ้านกลุ่มที่มีทุนน้อยไม่สามารถพาเรือออกไปจับสัตว์น้ำในพื้นที่ชายฝั่งได้เนื่องจากเป็นบริเวณที่มีการจับจองเลี้ยงหอยแครงและหอยแมลงภู่ไว้หมดแล้ว

ลักษณะและตำแหน่งอุปกรณ์ในการทำโพงพาง
(ภาพลายเส้น : อภิญญา นนท์นาท)

 

การทำโพงพางไม่มีการกำหนดพื้นที่ว่าจะต้องปักเสาในบริเวณใด จึงขึ้นอยู่กับความพอใจของเจ้าของ ซึ่งมักจะอยู่ไม่ไกลจากบ้านนัก เพราะนอกจากจะสะดวกในการ สู้โพงพาง ซึ่งหมายถึงการออกเรือ

ไปเอาสัตว์น้ำที่ติดอวนแล้ว ยังเบาแรงสำหรับผู้ที่ใช้เรือพายและประหยัดน้ำมันหากใช้เรือติดเครื่องยนต์ ดังนั้นเมื่อแรกทำโพงพางเจ้าของจึงทดลองปักเสาขวางทางเดินน้ำ หากสัตว์น้ำเข้าอวนน้อยก็จะขยับหาที่ใหม่ เมื่อติดอวนดีจึงปักเสาอย่างถาวรไม้ที่นิยมใช้ทำเสาคือไม้ค้อ ซึ่งเป็นไม้ยืนต้นประเภทเดียวกับปาล์มเพราะคุณสมบัติทนทานและมีอายุการใช้งานหลายปี

            ลักษณะของการปักโพงพางจะเรียกกันว่า ช่อง หากปักในแม่น้ำช่องหนึ่งจะมีขนาด ๔ วา ๒ ศอก และปักคู่กันเพียงสองช่องเพื่อไม่ให้กีดขวางการจราจร ส่วนจะยักย้ายหลบหลีกกันอย่างไรนั้นขึ้นอยู่กับทางเดินของน้ำที่จะพัดพาสัตว์น้ำลงมา โดยมากแต่ละคนจะมีเรี่ยวแรงสู้โพงพางได้ราวสองช่องเท่านั้น เพราะเป็นงานหนักและเหน็ดเหนื่อย หากทำในช่วงกลางวันต้องทนแดดร้อน ส่วนยามค่ำคืนต้องอดหลับอดนอน ซึ่งในเดือนหนึ่งสัตว์น้ำจะติดโพงพางได้ดีราวสิบวัน คือช่วงน้ำเกิดในวันขึ้นและวันแรม ๑-๕ ค่ำ

            ลักษณะของอวนโพงพางคล้ายกับถุงกาแฟโบราณ เนื้ออวนที่นำมาต่อกันมีความยาวประมาณ ๑๐ วา ไล่ตั้งแต่ตาใหญ่ไปตาเล็ก คือขนาดสองนิ้ว นิ้วครึ่ง จนถึงสี่หุน พอน้ำเริ่มลง เจ้าของโพงพางจะขับเรือมาดติดเครื่องยนต์บรรทุกอวนและใช้ "จิ้ว" ที่เป็นไม้โค้งเกือบครึ่งวงกลมตามธรรมชาติ มักเป็นไม้ฝาดหรือไม้โกงกาง เจาะรูร้อยเชือกสำหรับผูกติดกับเสาโพงพาง ไปที่หลักโพงพาง

            จากนั้นจะผูกหูอวนกับจิ้วล่างซึ่งมีไม้ยาวต่อขึ้นมาเพื่อความสะดวกในการกดอวนลงใต้น้ำและยกขึ้นเมื่อทำประมงเสร็จ ส่วนจิ้วบนจะผูกติดกับหูอวนที่อยู่ด้านบน เมื่อผูกอวนที่เสาโพงพางด้านหนึ่งแล้วจึงย้ายมาผูกอีกด้านหนึ่ง เสร็จแล้วกดจิ้วล่างให้ยันกับพื้นดิน ส่วนจิ้วบนอยู่ต่ำกว่าผิวน้ำราวหนึ่งเมตร เมื่อปากอวนกว้างออกจะมีความลึกประมาณ ๖ ศอก สิ่งที่ห้ามลืมโดยเด็ดขาดก็คือก่อนปล่อยอวนลงน้ำจะต้องผูกก้นอวนให้แน่นหนาและผูกทุ่นลอยเอาไว้เพื่อเป็นจุดสังเกต เพราะการสู้โพงพางในครั้งแรกจนกระทั่งทำประมงเสร็จ เจ้าของจะยกอวนในส่วนที่เป็นก้นถุงขึ้นแล้วปลดเชือกเทสัตว์น้ำใส่หลัวที่เตรียมไว้ในเรือ

            การลงโพงพางอาจใช้เวลา ๔-๕ ชั่วโมงหรือน้อยกว่านั้น ขึ้นอยู่กับความเชี่ยวของน้ำและปริมาณของสัตว์น้ำที่ติดอวน ซึ่งในแต่ละวันจะไม่เหมือนกัน หากได้มากอาจต้องสู้โพงพางสามถึงสี่รอบ แต่ถ้าได้น้อยอาจเก็บอวนขึ้นในรอบที่สอง การเก็บโพงพางจะปลดหูอวนที่เสาโพงพางด้านหนึ่งออก พออวนประกบเข้าหากันจึงค่อยๆ ยกอวนตีกับผิวน้ำ ไล่ตั้งแต่ปากอวนลงมา การทำเช่นนี้นอกจากสัตว์น้ำจะอยู่รวมกันที่ก้นอวนแล้ว ยังเป็นการทำความสะอาดเนื้ออวนไปในตัว เสร็จสรรพจึงม้วนอวนใส่ในเรือแล้วปลดหูอวนอีกด้านออกจากเสาโพงพาง

            สัตว์น้ำที่ติดโพงพางส่วนมากเป็นกุ้งแชบ๊วย กุ้งตะกาด มีปลาขนาดเล็กปะปน เช่น ปลาแป้น ปลาตะกรับ ปลาจวด นอกจากนี้ในช่วงเดือนมีนาคมถึงเมษายนจะมีปลาหมึกสายเพิ่มขึ้นมาอีกชนิดหนึ่ง กุ้งที่ได้จะนำมาแยกชนิดและคัดขนาด หากขายตามบ้านเรือน ผู้ซื้อจะนำไปประกอบอาหาร ถ้าเป็นแพรับซื้อโดยพ่อค้าคนกลางก็จะมีการนำไปขายที่ตลาดอีกทอดหนึ่ง ส่วนกุ้งเล็กอย่างกุ้งเปลือกบาง ชาวบ้านจะต้มใส่เกลือเล็กน้อยแล้วตากแห้ง ฝัดเปลือกออกกลายเป็นกุ้งแห้ง เช่นเดียวกับปลาเล็กที่นำมาหมักเกลือตากแดดให้เป็นปลาเค็ม เก็บไว้เป็นอาหารในครัวเรือนหรือจำหน่ายแจกจ่ายให้ญาติพี่น้องก็ขึ้นอยู่กับปริมาณที่ได้และราคารับซื้อในท้องตลาด

 

ศิลา คงศรี กำลังผูกหูอวนกับจิ้ว จากนั้นจะกดจิ้วบนให้อยู่ต่ำกว่าผิวน้ำราว ๑ เมตร
ส่วนจิ้วล่างจะถูกกดให้ยันกับพื้นดินใต้น้ำ

 

"ศิลา คงศรี" ลูกหลานเจ้าของโพงพางในบ้านคลองขุดเล่าให้ฟังว่า ในตำบลบางตะบูนเคยมีโพงพางมากถึง ๒๐๐ ช่อง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นโพงพางเถื่อนที่เกิดมากในช่วงหลังพายุไต้ฝุ่นเกย์เข้าอ่าวไทยเมื่อปลายปี พ.ศ. ๒๕๓๒ ส่งผลให้บางตะบูนน้ำท่วมหนักจนกุ้งกุลาจากบ่อเลี้ยงทะลักลงแม่น้ำจนขยายพันธุ์โดยธรรมชาติมาติดโพงพาง ชาวบ้านที่เคยทำโพงพางช่องเดียวจึงปักเพิ่มเป็นสองช่องและทำกันเรื่อยมา       

จนเมื่อ พ.ศ. ๒๕๕๕ กรมประมงได้เข้ามารื้อถอนโพงพางผิดกฎหมายในแม่น้ำบางตะบูนทั้งหมด โดยอาศัยอำนาจตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องดังนี้

            "๑. โพงพางถือเป็นเครื่องมือประจำที่และเป็นเครื่องมือในพิกัด ประกอบกับมาตรา ๓๐ ตามพระราชบัญญัติการประมง พ.ศ. ๒๔๙๐ มาตรา ๔ (๑๒) และ (๑๓) ผู้ใดจะทำการประมงด้วยเครื่องมือโพงพางจะต้องได้รับอนุญาตและเสียเงินตามที่กฎหมายกำหนดไว้

          ๒. มาตรา ๓๑ แห่งพระราชบัญญัติการประมง พ.ศ. ๒๔๙๐ ห้ามมิให้ผู้ใดตั้ง หรือปัก หรือสร้างเครื่องมือประจำที่ลงในที่สาธารณประโยชน์ ส่วนที่จับสัตว์น้ำอื่นๆ ห้ามมิให้บุคคลใดกระทำการเช่นที่ว่านั้นโดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่

          ๓. หนังสือกระทรวงเกษตรที่ ๖๕๑/๖๙๕/๒๕๐๓ เรื่องห้ามมิให้โอนใบอนุญาตเครื่องมือโพงพาง รั้วไซมาน กั้นซู่รั้วไซมานลงวันที่ ๑๙ มกราคม ๒๕๐๓

            ๔. ประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่องห้ามใช้เครื่องมือโพงพาง รั้วไซมาน หรือกั้นซู่รั้วไซมาน ลี่ หรือเครื่องมือที่มีลักษณะและวิธีการใช้คล้ายคลึงกันทำการประมง ฉบับที่ ๔ (พ.ศ. ๒๕๒๑) ลงวันที่ ๑๔ กันยายน" (ข้อมูลจาก รายงานกิจการและผลการดำเนินงานประจำปี ๒๕๕๕ เทศบาลตำบลบางตะบูน, ๒๕๕๕, หน้า ๓๐.)

            หลังจากการรื้อถอนโพงพางผิดกฎหมาย ในปัจจุบันย่านบางตะบูนจึงเหลือโพงพางเพียงไม่กี่ช่องที่เจ้าของที่ได้รับอนุญาตและเสียเงินอากรตามกฎหมายกำหนดในปี พ.ศ. ๒๔๙๐ หรือเรียกตามภาษาชาวบ้านว่า เสียใบค่าน้ำ ซึ่งมีเพียง ๔ รายและมีอายุมากกว่า ๘๐ ปี โดยให้ลูกหลานช่วยทำ ซึ่งหากเจ้าของโพงพางถึงแก่กรรม ตามกฎหมายห้ามไม่ให้สืบทอดการประกอบอาชีพสู่ลูกหลาน เนื่องจากเครื่องมือชนิดนี้ดักจับสัตว์น้ำทุกชนิดเป็นสาเหตุทำให้ทรัพยากรในน้ำลดน้อยลง จึงเท่ากับว่าอีกไม่นานโพงพางจะหมดไปจากบางตะบูนและพื้นที่อื่นๆ ในประเทศไทยตามเงื่อนไขทางกฎหมาย

            แม้เป็นเรื่องที่ต้องยอมรับ แต่ก็น่าเสียดายที่การทำโพงพางซึ่งเป็นอาชีพที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษนับร้อยปีใกล้หมดลงคนรุ่นหลังคงรู้จักโพงพางผ่านการละเล่นและเสียงร้อง "โพงพางเอย ขุนนางเข้าลอบ มัจฉาตาบอด เข้าลอบโพงพาง" เท่านั้น

            ขอบคุณ : คุณศิลา คงศรี บ้านคลองขุด หมู่ที่ ๔ ตำบลบางตะบูน อำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี

 

บันทึกจากท้องถิ่น : จดหมายข่าวมูลนิธิเล็ก-ประไพ  วิริยะพันธุ์ ฉ.๑๐๔ (ต.ค.-ธ.ค. ๒๕๕๗)

อัพเดทล่าสุด 27 พ.ย. 2558, 00:00 น.
บทความในหมวด
ที่ตั้งมูลนิธิ ๓๙๗ ถนนพระสุเมรุ แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐
โทรศัพท์ ๐-๒๒๘๑-๑๙๘๘ , ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐ โทรสาร ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐
อีเมล์ [email protected]
                    
Copyright © 2011 lek-prapai.org | All rights reserved.