หน่วยวิทยบริการวิทยาลัยสงฆ์นครสวรรค์ ณ วัดพระบรมธาตุ จังหวัดกำแพงเพชร
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
“เมืองบางขลัง” เป็นชุมชนโบราณเมืองหนึ่งในรัฐสุโขทัย พื้นที่ตั้งของชุมชนโบราณส่วนใหญ่อยู่ในตำบลเมืองบางขลัง อำเภอสวรรคโลก จังหวัดสุโขทัย ปรากฏร่องรอยความเป็นบ้านเป็นเมืองมาตั้งแต่ประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๘ ในจารึกสุโขทัยหลักที่ ๒ วัดศรีชุมระบุว่า เมืองบางขลังเป็นบริเวณที่พ่อขุนบางกลางหาวกับพ่อขุนผาเมืองได้นำไพร่พลมารวมกันก่อนจะเคลื่อนทัพเข้าขับไล่ขอมสบาดโขลญลำพงออกจากเมืองสุโขทัย
เมื่อสามารถขับไล่ได้สำเร็จแล้วพ่อขุนผาเมืองก็อภิเษกพ่อขุนบางกลางหาวให้ครองเมืองสุโขทัย ให้ทั้งพระนามของพระองค์ คือ“ศรีอินทรบดินทราทิตย์” และ “พระขรรค์ชัยศรี” แก่พ่อขุนบางกลางหาว พ่อขุนบางกลางหาวจึงมีพระนามใหม่ว่า “พ่อขุนศรีอินทราบดินทราทิตย์” แต่มีบางคำในจารึกเรียกว่า “พ่อขุนศรีอินทราทิตย์” ด้วยนักวิชาการทั้งหลายจึงเรียกพระนามว่า “พ่อขุนศรีอินทราทิตย์” เพราะง่ายต่อการอ่านและการจดจำ
การเสด็จเสวยราชสมบัติในเมืองสุโขทัยของพ่อขุนศรีอินทราทิตย์ครั้งนั้น ได้เป็นที่ยึดถือกันในการศึกษาประวัติศาสตร์ชาติไทยตามแบบเรียนของกระทรวงศึกษาธิการว่า
พ่อขุนศรีอินทราทิตย์คือปฐมกษัตริย์ราชวงศ์พระร่วงแห่งอาณาจักรสุโขทัย และเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์แรกในการศึกษาประวัติศาสตร์ชาติไทย
ทุกวันนี้บริเวณชุมชนโบราณเมืองบางขลังยังปรากฏร่องรอยโบราณสถานสำคัญหลายแห่ง เช่น โบราณสถานที่วัดโบสถ์ วัดใหญ่ชัยมงคล วัดเจดีย์เจ็ดแถว วัดริมทาง และวัดเขาเดื่อ ฯลฯ โดยเฉพาะอย่างยิ่งวัดโบสถ์ที่มีโบราณสถานสำคัญคือ มณฑปที่ก่อสร้างด้วยศิลาแลง รอบๆ ปูพื้นและมีกำแพงแก้วสร้างจากศิลาแลงล้อมรอบและบูรณะขุดแต่งจากกรมศิลปากรแล้ว ภายในวัดมีการสร้างอาคารศูนย์ข้อมูลซึ่งภายในมีนิทรรศการขนาดย่อมนำเสนอข้อมูลและเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์และโบราณคดีของเมืองบางขลัง ทั้งยังมีการปรับภูมิทัศน์รอบๆ ทำให้โบราณสถานวัดโบสถ์กลายเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้และการท่องเที่ยวไป
ในปี พ.ศ. ๒๔๕๐ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวเมื่อครั้งดำรงพระราชอิสริยยศสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชสยามมกุฎราชกุมาร เสด็จประพาสเมืองต่างๆ ในมณฑลฝ่ายเหนือซึ่งเคยเป็นส่วนหนึ่งของรัฐสุโขทัย ครั้งนั้นพระองค์ได้เสด็จประพาสชุมชนโบราณเมืองบางขลังและได้พระราชนิพนธ์เกี่ยวกับโบราณสถานวัดโบสถ์ไว้ใน “เที่ยวเมืองพระร่วง” ว่า
“วันที่ ๑ กุมภาพันธ์ ขี่ช้างออกจากตำบลหนองยาวเวลาประมาณ ๔โมงเช้า...เวลาเที่ยงถึงวัดร้างเรียกตามคำชาวบ้านว่าวัดโบสถ์ ตัววัดโบสถ์เองนั้นก็เป็นที่น่าดูอยู่ ยังมีสิ่งที่เป็นชิ้นควรดูเหลืออยู่ชิ้นหนึ่ง คือมณฑปมีกำแพงแก้วล้อมรอบ มณฑปนั้นสี่เหลี่ยมจัตุรัสด้านละ ๕ วา ในนั้นพิจารณาก็เห็นท่าทางจะมีพระพุทธรูปนั่ง มีพระเจดีย์เล็กๆ ก่อไว้ในลานรอบมณฑป กำแพงแก้วที่ล้อมลานนั้นทำด้วยแลง เป็นก้อนกลมหรือแปดเหลี่ยมปักยึดกันทำนองรั้วเพนียด แล้วมีแลงแท่งยาวๆ พาดเป็นพนัก พนักทำเป็นรูปหลังเจียดตัดยอด คะเนว่าสูงประมาณ ๒ ศอก...มีอยู่สองประตู ทางด้านหน้าวิหารกับด้านหลัง ด้านหน้าพังเสียแล้ว แต่ด้านหลังศิลาทับกรอบบนประตูยังวางอยู่ตามที่...”
จากข้อมูลในศิลาจารึกและพระราชนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทำให้คุณสมชาย เดือนเพ็ญ ข้าราชการและนักประวัติศาสตร์ท้องถิ่นสุโขทัย (ปัจจุบันเป็นรองปลัดเทศบาลตำบลในเมือง อำเภอสวรรคโลก) ได้สำรวจและศึกษาประวัติศาสตร์ของเมืองบางขลังตามรอยเสด็จประพาสของรัชกาลที่ ๖ ต่อมาก็มีนักวิชาการและผู้สนใจหลายคนหลายหน่วยงาน เช่น รองศาสตราจารย์ ดร.จิราภรณ์ สถาปนะ-วรรธนะ, คุณมนต์ชัย เทวัญวโรปกรณ์, ชมรมเรารักเมืองพระร่วง และเจ้าหน้าที่กรมศิลปากรเข้ามาทำการศึกษามากขึ้น ทางองค์การบริหารส่วนตำบลเมืองบางขลัง ก็ได้สนับสนุนและส่งเสริมให้นักวิชาการเข้ามาศึกษาและจัดเสวนาประวัติศาสตร์ขึ้นหลายครั้งภายในบริเวณวัดโบสถ์
การจัดกิจกรรมและประชาสัมพันธ์ขององค์การบริหารส่วนตำบลเมืองบางขลังอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยานิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์เสด็จทอดพระเนตรโบราณสถานเมืองบางขลังในวันที่ ๑๓ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๐ และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีเสด็จทอดพระเนตรโบราณสถานวัดโบสถ์เมืองบางขลังวันที่ ๒๙ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๐ สร้างความภาคภูมิใจให้แก่ท้องถิ่นเมืองบางขลังเป็นอย่างมาก และทำให้เมืองบางขลังเป็นที่รู้จักไปทั่วประเทศ
เท่าที่ผ่านมาดูเหมือนจะมีแต่บุคคลจากภายนอกแวะเวียนเข้ามาศึกษาและเที่ยวชมโบราณสถานเมืองบางขลัง ในขณะที่คนท้องถิ่นโดยเฉพาะอย่างยิ่งเยาวชนกลับไม่ค่อยจะมีความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์และโบราณสถานในท้องถิ่นของตนเองเลย ทำให้พระมหาบุญมี ภูริมงฺคลาจาโร เจ้าอาวาสวัดโบสถ์ ซึ่งเป็นผู้เข้ามาพัฒนาฟื้นฟูและปรับภูมิทัศน์วัดโบสถ์ให้เหมาะสมกับการเป็นแหล่งเรียนรู้ทางด้านประวัติศาสตร์และการท่องเที่ยว ได้ดำริที่จะนำเยาวชนในท้องถิ่นมาเรียนรู้ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นเมืองบางขลัง จึงมีการจัดค่ายให้ความรู้เชิงวิชาการกับเยาวชนขึ้น ซึ่งผู้เขียนได้มีโอกาสเป็นส่วนหนึ่งของการจัดค่ายครั้งนี้ด้วย
ค่ายให้ความรู้เชิงวิชาการกับเยาวชนเมืองบางขลังในครั้งนี้มีชื่อว่า “ค่ายวิชาการ ๔+๒ ถอดรหัสนักประวัติศาสตร์น้อย” บริเวณโบราณสถานวัดโบสถ์และโรงอาหารโรงเรียนบ้านวัดโบสถ์ ตำบลเมืองบางขลัง อำเภอสวรรคโลก จังหวัดสุโขทัย โดยมีทีมงาน กลุ่มคนทำค่ายเฉพาะกิจ ซึ่งเป็นเยาวชนจากหลายโรงเรียนในจังหวัดสุโขทัยรวมตัวกันเป็นผู้จัดทำค่าย วางแผนออกแบบกิจกรรมและเป็นพี่เลี้ยงคอยช่วยเหลือในด้านต่างๆ โดยได้รับงบประมาณสนับสนุนจากเทศบาลตำบลเมืองบางขลัง พระมหาบุญมี ภูริมงฺคลาจาโร และคณะศรัทธาวัดโบสถ์ซึ่งนำอาหารเครื่องดื่มมาร่วมงานเป็นจำนวนมาก

เยาวชนในท้องถิ่นเมืองบางขลังที่เข้าร่วมกิจกรรมนั่งฟังวิทยากรบรรยายอย่างตั้งใจ
ค่ายวิชาการ ๔+๒ ถอดรหัสนักประวัติศาสตร์น้อยมี นางสาววรรณพร สังกาศ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๕โรงเรียนอุดมดรุณีเป็นแกนนำในการดำเนินการ พร้อมด้วยเพื่อนๆ เยาวชนที่เป็นนักเรียนนักศึกษาจากสถาบันการศึกษาในจังหวัดสุโขทัย ๔ โรงเรียน คือ โรงเรียนอุดมดรุณี โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยรามคำแหง โรงเรียนศรีสำโรงชนูปถัมภ์ และวิทยาลัยนาฏศิลป์สุโขทัยจำนวนกว่า ๔๐ คนเป็นทีมงาน สมาชิกกลุ่มคนทำค่าย (เฉพาะกิจ) เป็นกลุ่มเยาวชนที่สนใจทางด้านประวัติศาสตร์และเคยมาทำบุญที่วัดโบสถ์ จึงได้นำดำริของพระมหาบุญมีมาดำเนินการจัดค่ายให้เป็นรูปธรรมและให้เกิดประโยชน์ โดยประสานงานกับคณะครูนำนักเรียนจากสถานศึกษาที่อยู่ในเขตชุมชนโบราณเมืองบางขลัง ๒ โรงเรียน คือ โรงเรียนบ้านวัดโบสถ์และโรงเรียนบ้านขอนซุงจำนวนกว่า ๑๕๐ คนมาเข้าร่วมกิจกรรม จึงเป็นที่มาของคำว่า “ค่ายวิชาการ ๔+๒”
ค่ายวิชาการ ๔+๒ ถอดรหัสนักประวัติศาสตร์น้อย ถูกจัดขึ้นเมื่อวันอาทิตย์ที่ ๒๙ ธันวาคม ๒๕๕๖ พิธีเปิดกิจกรรมเริ่มขึ้นเมื่อเวลา ๐๙.๐๐ น. ณ โรงอาหารโรงเรียนบ้านวัดโบสถ์ท่ามกลางอากาศที่หนาวเย็นกว่า ๑๔ องศาเซลเซียส จากนั้น คุณสมชาย เดือนเพ็ญ ให้ความรู้ในหัวข้อ “ประวัติศาสตร์เมืองบางขลัง” และนำผู้เข้าร่วมกิจกรรมเดินชมโบราณสถานวัดโบสถ์ด้วยข้อมูลที่เต็มไปด้วยสาระที่น่าสนใจ ก่อนที่จะฟังบรรยายและร่วมกิจกรรมในหัวข้อ “โบราณสถานเมืองบางขลังกับการอนุรักษ์และสร้างสรรค์ของเยาวชนในท้องถิ่น” ผู้เขียนทำหน้าที่เป็นวิทยากรและดำเนินกิจกรรม
ภาคบ่ายก็เป็นกิจกรรมนันทนาการที่สนุกสนาน และการนำผู้เข้าร่วมกิจกรรมร้องเพลง “รุ่งเรืองเมืองบางขลัง” ซึ่งแต่งโดยคุณโชคชัย บัณฑิตศิละศักดิ์ กวีซีไรต์ประจำปี พ.ศ. ๒๕๔๔ จากเยาวชนกลุ่มคนทำค่ายเฉพาะกิจ ประมาณ ๓๐ นาที ก่อนที่จะเข้าสู่กิจกรรมรวมกลุ่มวาดภาพในหัวข้อ “เมืองบางขลังในจินตนาการ” ซึ่งมีคุณอุเทน ลำใย จิตรกรผู้เป็นศิลปินท้องถิ่นที่มีผลงานโดดเด่น เคยทูลเกล้าฯ ถวายภาพวาดโบราณสถานวัดโบสถ์แด่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เมื่อครั้งที่เสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรโบราณสถานวัดโบสถ์ เป็นหัวหน้าผู้ตัดสินและดำเนินกิจกรรม
จากที่ผู้เขียนได้ร่วมกิจกรรมค่ายวิชาการ ๔+๒ สังเกตชัดเจนถึงความตั้งใจจริงที่อยากให้เยาวชนในท้องถิ่นเมืองบางขลังได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นและมีจิตสำนึกร่วมในการอนุรักษ์โบราณสถานเห็นความตั้งใจในการทำงานของสมาชิกกลุ่มคนทำค่ายเฉพาะกิจเห็นพลังศรัทธาของประชาชนที่มีต่อพระมหาบุญมีและความเมตตาที่มีให้กับการทำกิจกรรมครั้งนี้ ที่สำคัญคือเห็นความสนใจที่จะเรียนรู้ของเยาวชนในท้องถิ่นเมืองบางขลังที่อยากเป็นส่วนหนึ่งในการอนุรักษ์และเผยแพร่เรื่องราวของชุมชนให้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง
มณฑปวัดโบสถ์ โบราณสถานสำคัญในบริเวณชุมชนโบราณเมืองบางขลัง
ในอนาคตข้างหน้า พระมหาบุญมียังได้ปรารภกับผู้เขียนว่าอยากให้มีการอบรมยุวมัคคุเทศก์สำหรับการนำชมโบราณสถานวัดโบสถ์และโบราณสถานอื่นๆ ในเขตชุมชนโบราณเมืองบางขลัง ซึ่งผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านวัดโบสถ์ซึ่งตั้งอยู่ติดกับวัดโบสถ์ก็ขานรับ พร้อมที่จะส่งนักเรียนเข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าว คาดว่าในปี พ.ศ. ๒๕๕๗ น่าจะมียุวมัคคุเทศก์สำหรับนำชมโบราณสถานวัดโบสถ์เกิดขึ้นแน่นอน ซึ่งจะทำให้ดำริของผู้หลักผู้ใหญ่ในท้องถิ่นเป็นจริง และน่าจะเป็นการสร้างความยั่งยืนด้านศิลปวัฒนธรรมให้กับท้องถิ่นเมืองบางขลังในอนาคต
ประวัติศาสตร์และพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น : จดหมายข่าวมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ ปีที่ ๑๘ ฉบับที่ ๑๐๑(ม.ค.-มี.ค.๒๕๕๗)