การช้อนปลาเข็มหม้อ เป็นกิจกรรมที่เด็กบ้านสวนฝั่งธนบุรีในสมัยก่อนนิยมเล่นกัน ปลาเข็มที่ว่านั้นเป็นพันธุ์ปลาธรรมชาติที่อาศัยอยู่ตามท้องร่องสวน เรียกว่า ปลาเข็มลูกป่า หรือ ปลาเข็มป่าพวกเด็กผู้ชายมักชอบไปช้อนเอามาเลี้ยงไว้ บ้างใส่อ่างไว้ดูเล่นและที่โลดโผนกว่านั้นคือนำไปกัดแข่งกันเหมือนอย่างพวกที่ชอบเล่นปลากัด
ความนิยมเลี้ยงปลาเข็มหม้อปรากฏตามคำบอกเล่าของคุณพัฒน์ เนตรรังษี ที่เขียนไว้ในหนังสือเรื่อง เด็กบ้านสวนซึ่งเป็นบันทึกความทรงจำของผู้เขียนที่เติบโตและอาศัยอยู่ในย่านวัดบุปผาราม ฝั่งธนบุรีในช่วงสมัยรัชกาลที่ ๖
“ผมมัวแต่จ้องมองหาปลาเข็ม ไอ้ตัวใหญ่สีเข้มกว่าตัวอื่นๆ การสังเกตลักษณะปลาเข็มในท้องร่องสวนนั้นต้องจับตาหาตัวที่ล่ำสันสีที่หางเข้มกว่าตัวอื่นๆ จะเป็นชนิดหางเหลืองใต้หางมีสีแดง หรือชนิดที่สองแดงจุด คือมีสีแดงทั้งส่วนบนและส่วนล่าง ส่วนบนคือปลายหางเหนือลำตัวมันแดง แล้วมีจุดดำตรงปลายสีแดง ส่วนข้างล่างมีสีแดง...และไม่มีจุด ชนิดนี้เรียกว่า “อ้ายสองแดงจุด” ถ้าเลี้ยงดีๆ มันกัดเก่งนักน้ำอดน้ำทนดีกว่า “อ้ายเหลือง”...”
(พัฒน์ เนตรรังษี, เด็กบ้านสวน, ๒๕๔๗, หน้า ๒๐)
เมื่อเวลาผ่านไปการช้อนปลาเข็มหม้อตามท้องร่องสวนนั้น ไม่ใช่กิจกรรมที่เด็กรุ่นใหม่เล่นกันในยามว่างอีกแล้ว ด้วยสภาพวิถีชีวิตที่เปลี่ยนแปลง เรือกสวนลดน้อยลง และระบบนิเวศลำคลองที่เคยอุดมสมบูรณ์ก็เปลี่ยนแปลงไป ทำให้พันธุ์ปลาเข็มหม้อที่มีอยู่ตามธรรมชาติลดลง อีกทั้งการเพาะเลี้ยงปลาเข็มเพื่อจำหน่ายเป็นปลาสวยงามไม่ได้รับความนิยมเท่าปลาชนิดอื่นๆ
อย่างไรก็ตาม ภูมิปัญญาการเลี้ยงปลาเข็มหม้อไม่ได้หายไปเสียทีเดียว ในชุมชนวัดกัลยาณ์ เขตธนบุรี ยังคงมีการอนุรักษ์พันธุ์ปลาเข็มหม้อ ซึ่งเป็นพันธุ์ปลาที่เพาะเลี้ยงสืบทอดกันมาอย่างยาวนานด้วยวิธีเลี้ยงแบบดั้งเดิม
บ้านไม้ชั้นเดียว เลขที่ ๑๐๑๐ ภายในซอยวัดกัลยาณ์ ๑ ชุมชนวัดกัลยาณ์ เขตธนบุรี กรุงเทพมหานคร เป็นที่ตั้งของชมรมอนุรักษ์พันธุ์ปลาเข็มหม้อ โดยมีคุณอุดร ฉายปรีชา หรือลุงหว๋อเป็นผู้สืบทอดการเลี้ยงปลาเข็มหม้อจากคุณพ่อและคุณลุงของท่าน
ลุงหว๋อเล่าว่า พ่อและลุงของท่านคือ ลุงตุ๋ย ชอบเลี้ยงปลาเข็มหม้อเป็นชีวิตจิตใจ ลุงตุ๋ยใช้บ้านหลังนี้เป็นที่เพาะพันธุ์ปลาชนิดนี้มานานแล้ว และมีเพื่อนในย่านวัดกัลยาณ์ที่นิยมชมชอบการเลี้ยงปลาเข็มหม้อเหมือนกัน อย่างเช่น ท่านพระยาอารักษ์นัฏกากรณ์(ผล ผลวัฒนะ) ข้าราชการตำแหน่งสำนักราชองครักษ์ในรัชกาลที่๖ ซึ่งมีทั้งบ้านและแพอยู่ข้างวัดกัลยาณมิตร ท่านเลี้ยงปลาเข็มหม้อไว้จำนวนมาก และยังเคยได้มอบอ่างดินเผาให้แก่ลุงตุ๋ย ทุกวันนี้อ่างดินเผาอายุ
ร่วม ๑๐๐ ปี ยังคงใช้เลี้ยงปลาอยู่เช่นเดิม

ลุงหว๋อ, อุดร ฉายปรีชา ผู้สืบทอดชมรมอนุรักษ์ปลาเข็มหม้อ ชุมชนวัดกัลยาณ์ฯ
ปลาเข็มหม้อ ๒ ตัว กำลังประลองกำลังกัน
หากย้อนกลับไปเมื่อราว ๓๐ กว่าปีที่ผ่านมา บริเวณย่านใกล้เคียงยังคงนิยมเลี้ยงปลาเข็มหม้อกันอยู่มาก เช่น แถววัดบุปผาราม บ้านหัวมุมเลยโรงพักบุปผารามเก่า บ้านตรงข้ามมัสยิดเชิงสะพานเจริญพาศน์ เลยไปถึงที่ชุมชนวัดสังข์กระจาย และที่ชุมชนวัดทองนพคุณ เขตคลองสานก็เคยมีอยู่เช่นกัน แต่ปัจจุบันไม่มีลูกหลานสืบทอดจึงเลิกไปเป็นส่วนใหญ่ ส่วนที่ยังเลี้ยงอยู่มีที่ชุมชนวัดกัลยาณ์ และบ้านลุงปุ๊ยในชุมชนกุฎีขาวซึ่งนำพันธุ์ปลาเข็มหม้อจากลุงอุดรไปเพาะเลี้ยง ปัจจุบันย้ายบ้านไปอยู่ที่จังหวัดนนทบุรีแล้วแต่ยังคงติดต่อแลกเปลี่ยนพันธุ์ปลากันอยู่เสมอ

เด็กๆ ล้อมวงเล่นกัดปลาในสมัยก่อน คาดว่าน่าจะเป็นปลาเข็มหม้อ เพราะปลากัดหม้อมานิยมกันภายหลัง
ลุงหว๋อยังได้อธิบายเรื่องปลาเข็มหม้อว่า แต่เดิมพันธุ์ปลาเข็มช้อนมาจากท้องร่องสวนหรือคูน้ำ แล้วนำมาเพาะเลี้ยงขยายพันธุ์กันมานานในวงการคนเล่นปลาเข็มหม้อ ปลาเข็มหม้อมีลักษณะลำตัวเรียวยาวมีสีเหลืองอ่อน คอดหางแคบ ตรงครีบหลังและครีบก้นมีสีเหลืองอยู่ค่อนไปทางหาง มีปากยื่นเป็นจะงอยแหลม ใช้ปากบนเคลื่อนไหวเพียงปากเดียว นิยมเพาะเลี้ยงกันในอ่างดินเผา
การเลี้ยงปลาชนิดนี้ต้องมีความสุขุมรอบคอบ ใจเย็นมีใจรัก หมั่นดูแลทำความสะอาดปรับเปลี่ยนน้ำอยู่เสมอ และให้อาหารเป็นเวลา ถ้าสังเกตเห็นว่าปลาตัวใดแข็งแรงมาก อดทน กัดเก่ง และมีสีสันสวยงามจะถูกนำมาฝึกฝนเพื่อออกสู่สังเวียนการแข่งขันต่อไป ซึ่งการฝึกปลาให้แข็งแรง ใช้วิธีนำไม้พายค่อยๆ คนน้ำให้หมุนไปเรื่อยๆ เพื่อให้น้ำในอ่างไหลเร็วขึ้น ปลาต้องว่ายทวนกระแสน้ำ ได้ออกกำลังกาย โดยจะต้องพายสม่ำเสมอช้าๆ ให้ปลาว่ายได้ทันด้วย ฝึกเช่นนี้ทุกๆ วัน ปลาจะแข็งแกร่งมากขึ้น
ในหนังสือเรื่อง เด็กบ้านสวน ของคุณพัฒน์ เนตรรังษี บันทึกไว้ว่า การเลี้ยงปลาเข็มหม้อมีอุปกรณ์สำคัญ ได้แก่ กะลามะพร้าวขัดมัน สำหรับช้อนปลาจะไม่ใช่ขันโลหะ เพราะปลาจะเอาปากเราะขันจนปากเยินช้ำไม่สวยงาม ส่วนอ่างที่ใช้เพาะเลี้ยงต้องเป็นอ่างดินเท่านั้น เพราะว่ากันว่าธรรมชาติของปลาเคยอยู่กับน้ำและดิน จึงไม่ถูกกับโลหะทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นสังกะสี ทองเหลือง ทองแดง เหล็ก เงิน ใช้ไม่ได้ทั้งนั้น คนที่เป็นนักเลงปลาเข็ม ปลากัดจะไม่ช้อนปลาด้วยขันหรือเอาปลาใส่กระป๋องเด็ดขาด ปัจจุบันวิธีการเลี้ยงปลาเข็มหม้อของชมรมอนุรักษ์ฯ แห่งนี้ไม่แตกต่างจากสมัยก่อนเท่าไรนัก อุปกรณ์ที่สำคัญ มีดังนี้
กระจ่าตักปลา เหมือนกระจ่าตักข้าวของคนโบราณแต่ทำจากหัวกะลาที่โตกว่า ใช้สำหรับตักปลาที่เลี้ยงไว้ในอ่างดิน ตัวกะลาภายในต้องขัดเรียบเพื่อป้องกันปลาบาดเจ็บ
กะโหลกมะพร้าว สำหรับใส่ปลาเข็มเวลาเคลื่อนย้ายไปแข่งยังสถานที่ต่างๆ ทำด้วยกะลามะพร้าวทั้งใบ เลือกใบกลมๆ แล้วปาดทางปลายออกเล็กน้อย ด้านในขัดด้วยกระดาษทรายให้เรียบเพื่อป้องกันปลาบาดเจ็บ แล้วถักเชือกเพื่อเป็นหูหิ้วด้วยก็ได้นอกจากนี้บางคนนิยมใช้ลูกน้ำเต้ามาทำก็มีเพราะมีลักษณะกลมอยู่แล้วเหมาะสำหรับใส่ปลา
กะลามะพร้าวทุย ใช้สำหรับตักปลาออกจากกะโหลกมะพร้าวเพื่อนำใส่ในกะลาเปรียบ ปัจจุบันกะลามะพร้าวทุยหายาก ต้องไปแหล่งที่ปลูกมะพร้าวเพื่อตัดจั่นทำน้ำตาลจึงจะได้กะลามะพร้าวทุยตามต้องการ
กะลาเปรียบปลา เป็นอุปกรณ์ที่คู่กับกะลามะพร้าวทุยเวลานำปลาเข็มหม้อไปแข่งขันต่อสู้กัน จะต้องนำปลาใส่กะลาเปรียบปลา เพื่อเปรียบปลาที่จะนำมาต่อสู้กันว่ามีความเหมาะสมพอที่จะต่อสู้กันได้หรือเปล่า ถ้าตัวโตกว่าหรือหนุ่มกว่ากัน ก็จะเกิดการเสียเปรียบในการต่อสู้ได้
หม้อเลาะหรืออ่างนอน เป็นตุ่มดินเผาขนาดเล็กนำมาเลาะขอบตุ่มด้านบนออกให้เปิดกว้างขึ้น หรือดัดแปลงมาจากไหกระเทียมดองอ่างกวนห่อหมกก็ได้เช่นกัน นักเลี้ยงปลาเข็มเรียกว่า หม้อเลาะหรืออ่างนอน ใช้สำหรับให้ปลาพักผ่อน หรือกักปลาไว้ให้ห่างจากปลาตัวอื่นๆ ไม่ให้ปลาเห็นอะไรเลยนอกจากแสงเพียงเล็กน้อย ส่วนน้ำประปาที่นำมาใช้ในทุกวันนี้ ต้องพักน้ำไว้เป็นเวลาเดือนครึ่งก่อนเพื่อให้กลิ่นคลอรีนเจือจางหายไป ช่วงเวลาที่ให้ปลาพักในอ่างนอนกำหนดไว้ประมาณ ๓ะ๔ สัปดาห์ จึงนำมาออกกำลังหรือหัดต่อสู้กับปลาคู่ซ้อมได้
นอกจากนี้ยังมีอ่างดินเผาที่ใช้ในขั้นตอนอื่นๆ อีก ได้แก่ อ่างไล่ ใช้ฝึกปลาให้ว่ายทวนกระแสน้ำ เพื่อเตรียมร่างกายให้แข็งแรง ปลาที่ฝึกได้มักคัดปลาที่มีอายุ ๗ เดือนขึ้นไป อ่างเพาะพันธุ์ ใช้จับคู่พันธุ์ปลาที่เหมาะสมใส่ลงอ่างนี้เพื่อให้ผสมพันธุ์กันตามธรรมชาติอ่างประลอง เพื่อเป็นสนามลองกำลังของปลาที่ผ่านการฝึกและเก็บตัวในอ่างนอนมาแล้ว
ดังที่กล่าวไปแล้วว่าพันธุ์ปลาเข็มหม้อในธรรมชาติหาได้ยากยิ่งในปัจจุบัน จึงต้องทำการคัดเลือกและผสมพันธุ์ปลาเพื่อสืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น ซึ่งหลักการคัดพันธุ์ปลาเข็มหม้อนั้น ลุงหว๋อเล่าว่า “หัวใจอยู่ที่แม่ ความเก่งอยู่ที่พ่อ” ดังนั้นการคัดพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ปลาจึงต้องคำนึงถึงความแข็งแรง ว่องไวของตัวผู้ และความสมบูรณ์แข็งแรงของตัวเมีย นอกจากนี้ยังต้องดูที่ลวดลายมีจุดมีสีสันสวยงามด้วย
ช่วงวัยเจริญพันธุ์ของปลาเข็มหม้ออยู่ที่อายุ ๙-๑๕ เดือน ซึ่งปลาเข็มหม้อมีอายุขัยอยู่ราว ๑๘ เดือนหรือเกินกว่านั้นเพียงเล็กน้อย การผสมพันธุ์ปลาจะใช้วิธีตามธรรมชาติ จึงไม่มีกำหนดเวลาที่แน่นอน บางครั้งเพียงหนึ่งเดือนก็ได้ลูกปลาแล้ว แต่บางครั้ง ๖ เดือนถึง ๑ ปีอาจไม่ติดลูกเลย หรือปลาตั้งท้องแล้วแต่ตายไปเสียก่อนก็มี
ข้อสำคัญอีกอย่างหนึ่งในการเพาะพันธุ์ปลาเข็ม แม้ว่าการเลี้ยงในอ่างดินเผาจะทำให้น้ำใสและเย็นตามธรรมชาติ แต่พออากาศหนาว น้ำจะเย็นมากเกินไป อาจทำให้ปลาตายได้ ดังนั้นในช่วงที่หนาวเย็นจึงต้องลดระดับน้ำในอ่างให้น้อยลงเพื่อลดความเย็น
ทุกวันนี้กลุ่มคนที่เลี้ยงปลาเข็มหม้ออยู่ยังคงมีการแลกเปลี่ยนสายพันธุ์ระหว่างกัน เพื่อให้ได้พ่อพันธุ์แม่พันธุ์ปลาต่างสายพันธุ์ลูกปลาที่ได้จะสมบูรณ์แข็งแรงดีกว่า และที่สำคัญต้องเลือกปลาเข็มหม้อพันธุ์แท้ซึ่งผ่านการคัดเท่านั้น จึงจะได้ปลาที่แข็งแรง อดทนดีกว่าการนำปลาเข็มอื่นๆ มาผสมกัน
สนามประลอง
ปลาเข็มหม้อที่ถูกคัดเลือกเพื่อเตรียมเข้าสู่สังเวียนประลองความแกร่งนั้น จะนำไปเก็บตัวไว้ในอ่างนอนประมาณ ๓ะ๔ สัปดาห์เพื่อไม่ให้เห็นปลาตัวอื่น แล้วจึงนำมาฝึกซ้อมในอ่างไล่ จากนั้นนำมาทดสอบความแข็งแรงโดยปล่อยให้เผชิญหน้ากับปลาเข็มหม้อตัวอื่นที่มีวัยไล่เลี่ยกัน นักเลี้ยงปลาเข็มจะรู้เองว่าปลาตัวไหนเก่งและมีความพร้อมที่จะลงแข่ง
การนำปลาไปลงแข่งขันในสนามประลองของนักเลี้ยงปลาเข็มทั้งในอดีตและปัจจุบันไม่ต่างกันนัก เมื่อปลาพร้อมก็จะมีการนัดหมายเพื่อนในชมรมนักเลี้ยงปลาเข็มด้วยกัน ส่วนมากมักเป็นวันเสาร์หรืออาทิตย์ โดยสถานที่จะหมุนเวียนไปตามบ้านต่างๆ ซึ่งในหนึ่งวันอาจแข่งขันกันหลายคู่
การคัดเลือกคู่ต่อสู้ของปลาเข็มแต่ละตัว จะใช้วิธีการนำปลาที่จะใช้ต่อสู้กันมาใส่ในกะลาเปรียบปลา แล้วดูอายุ ขนาดความพร้อมของปลาว่าเหมาะสมกันหรือไม่ เพื่อไม่ให้เสียเปรียบซึ่งนักเลี้ยงปลาเข็มหม้อที่เชี่ยวชาญดูแล้วจะรู้ได้ทันที จากนั้นจึงนำปลาเข็มที่พร้อมใส่ลงในอ่างประลองเพื่อแข่งขัน
“ปลาเข็ม ... พอเห็นเข้ามันพองเหงือกสกัดตบหน้า อ้ายตัวไหนฮึดสู้ก็จะพองเหงือกออกให้รู้ว่าฉันจะเอาแกละ แล้วจะพุ่งกันด้วยปากคนละที สองที บางครั้งถึงขนาดติดบิดฟันกันไปมาเหมือนคนงัดข้อกันยังนั้นแหละ ไอ้ตัวไหนคาบได้ปากบนก็เป็นฝ่ายได้เปรียบ เพราะปากบนมันสั้นกว่าปากล่างและคงจะอ่อนกว่าด้วย”
(พัฒน์ เนตรรังษี, ๒๕๔๗, หน้า ๔๕)
การแข่งขันของปลาแต่ละคู่ใช้เวลาไม่เท่ากัน บางคู่ไม่นานก็รู้ผลแพ้ชนะ แต่บางคู่กันกัดตั้งแต่เช้าจนเย็นยังไม่ยอมแพ้ชนะกันเลย จนนักเลี้ยงต้องยอมแพ้เอง โดยการแยกปลาออกแล้วถือว่าเสมอกัน
การแข่งขันปลากัดหม้อไม่จำเป็นต้องมีการพนันมาเกี่ยวข้องแต่ถือเป็นการสังสรรค์ในหมู่เพื่อนฝูงที่นิยมชมชอบในเรื่องเดียวกันทั้งได้ความเพลิดเพลิน ประกวดประขันและชื่นชมปลาที่เฝ้าดูแลมาอีกทั้งการเลี้ยงปลาเข็มหม้อยังเป็นการรักษาและคัดพันธุ์ปลา ตลอดจนเพาะพันธุ์ให้เพิ่มจำนวนมากขึ้น รวมถึงได้อนุรักษ์มรดกวัฒนธรรมการละเล่นของเด็กในอดีตไว้ให้ได้ศึกษาเรียนรู้ แทนที่จะปล่อยให้สูญหายเหลือเพียงคำบอกเล่าของคนรุ่นก่อนเท่านั้น
ข้อมูลอ้างอิง
พัฒน์ เนตรรังษี. เด็กบ้านสวน. (กรุงเทพฯ : บรรณกิจ), ๒๕๔๗.
สัมภาษณ์, อุดร ฉายปรีชา จากชมรมอนุรักษ์ปลาเข็มหม้อ ชุมชนวัดกัลยาณ์ เขตธนบุรี
พระนครบันทึก : จดหมายข่าวมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ ปีที่ ๑๘ ฉบับที่ ๑๐๑ (ม.ค.-มี.ค.๕๗)