หน้าหลัก
เกี่ยวกับมูลนิธิ
วันเล็ก-ประไพ รำลึก
ติดต่อเรา
Culture Hero : จาก ‘หลวงพ่อโอด’ ถึง ‘หลวงพ่อเจริญ’ ปลูกต้นความรู้จากรากแห่งศรัทธาที่ ‘จันเสน’
บทความโดย วลัยลักษณ์ ทรงศิริ , ภาพันธ์ รักษ์ศรีทอง
เรียบเรียงเมื่อ 27 พ.ค. 2559, 08:27 น.
เข้าชมแล้ว 31037 ครั้ง

Culture Hero : จาก ‘หลวงพ่อโอด’ ถึง ‘หลวงพ่อเจริญ’ ปลูกต้นความรู้จากรากแห่งศรัทธาที่ ‘จันเสน’ 

 

หลวงพ่อโอด

หลวงพ่อเจริญ

 

                     แม้จะเป็นท้องถิ่นห่างไกลศูนย์กลางความเจริญของประเทศ แต่ชุมชน ‘จันเสน’ วันนี้ไม่ห่างไกลความรู้และภูมิปัญญาที่เท่าทันกระแสสังคมอย่างแน่นอน ซ้ำบางทีอาจดูรุดหน้าในเรื่องการจัดการทางวัฒนธรรมมากกว่าการจัดการโดยข้าราชการหรือนโยบายของนักการเมืองเสียอีก สิ่งที่ทำให้ชุมชนเดินไปข้างหน้าโดยเฉพาะการเป็นตัวอย่างในด้านการจัดการความรู้ผ่าน ‘พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น’ ให้กับที่อื่นๆ ก็คือการที่ ‘วัด’ กลับมาเป็นศูนย์กลางของชุมชุนทั้งด้านจิตใจและความรู้ดังเช่นสังคมสยามเมื่อครั้งอดีต ไม่ใช่เป็นเพียงเน้นการ ‘พุทธพาณิชย์’ อันนำมาแต่ความเสื่อมโทรมของสังคมแลพระศาสนา ซึ่งสิ่งนี้คงสำเร็จไม่ได้หากไม่มี ‘หลวงพ่อโอด’ ผู้นำความศรัทธาของผู้คนในชุมชนที่มีวิสัยทัศน์กว้างขวาง และ ‘หลวงพ่อเจริญ’ ซึ่งต่อยอดจากศรัทธาไปสู่การพัฒนาในด้านต่างๆของชุมชนท้องถิ่นจันเสน

 

                      ถึงวันนี้ชาวบ้านในย่านจันเสนและผู้ศรัทธาจากต่างถิ่นต่างยังคงมาเคารพศรัทธารูปปั้น ‘หลวงพ่อโอด’ แม้ท่านจะมรณะภาพไปตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๓๒ หรือเป็นเวลากว่ายี่สิบปีแล้ว แต่ไม่ได้ทำให้ศรัทธาของชาวบ้านที่จันเสนที่มีต่อหลวงพ่อโอดลดลงไปเลย ในสายตาของชาวบ้าน หลวงพ่อโอดนอกจากเป็นเกจิชื่อดังแล้ว ท่านยังเป็นพระนักพัฒนาที่สร้างความเจริญให้วัดจันเสนมาถึงวันนี้..

 

                       ในอดีตจันเสนเป็นเพียงชุมชนเล็กๆในอำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ เงียบๆ และห่างไกล ไม่ค่อยมีใครเข้ามาเยี่ยมกรายนอกเสียจากมีธุระปะปังบ้าง มีเพียงร่องรอยของตลาดเก่าริมทางรถไฟเท่านั้นที่ทำให้รู้ว่าชุมชนนี้เติบโตขึ้นมาจากตลาดค้าข้าวเปลือกริมทางรถไฟตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๕ เป็นต้นมา

 

                       ส่วนวัดในหมู่บ้านหรือวัดของท้องถิ่น หากไม่นับรวมบางแห่งที่เป็นวัดป่าแล้ว หน้าที่ต่อชุมชนก็ดูเหมือนจะเป็นสถานที่ประกอบพิธีกรรมตามเวลาในรอบประเพณีสิบสองเดือน การเข้าวัดฟังเทศน์ฟังธรรมของคนเฒ่าคนแก่ล้วนแต่เสื่อมคลายไปจากคนอีกรุ่นหนึ่งตามกาลเวลา ‘วัดจันเสน’ ครั้งหนึ่งก็เคยเงียบเหงาอย่างน่าใจหาย จนกระทั่ง ‘หลวงพ่อโอด’ หรือ พระครูนิสัยจริยคุณ พระผู้เป็นเกจิอาจารย์ในย่านอำเภอตาคลี นครสวรรค์และสิงห์บุรี มีความคิดให้สร้างพระธาตุบรรจุพระบรมสารีริกธาตุขึ้น บรรยากาศของท้องถิ่นจันเสนจึงเริ่มเปลี่ยนแปลงไปพร้อมๆกับความคิดที่เติบโตต่อยอดขึ้นไปเรื่อยๆ

 

                       ทั้งนี้ ภาระแรกเริ่มของการก่อสร้างคือ ‘ความกล้าหาญ’ ที่จะสร้างสิ่งที่แตกต่างออกไปจากวัดอื่นๆในท้องถิ่นใกล้เคียงกัน แต่การสร้างพระธาตุนั้นต้องใช้งบประมาณมหาศาล นอกจากนี้ท่านยังมีวิสัยทัศน์ในการเล็งเห็นประโยชน์จากข้อเสนอของ ‘หลวงพ่อเจริญ’ ที่ต้องการให้พระธาตุนี้มีหน้าที่ของการเป็น ‘พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น’ ด้วย แม้ความตั้งใจเบื้องต้นจะเป็นเพียงความต้องการเก็บรักษาโบราณวัตถุจากโคกจันเสนหรือเมืองโบราณสมัยทวารวดีเมื่อพันกว่าปีให้เป็นหลักแหล่งเท่านั้น แต่ต่อมาได้แตกยอดความคิดพัฒนาไปเป็นสถานศึกษานอกระบบอันเป็นเสมือนห้องเรียนสำคัญของคนท้องถิ่นเรียนในการเรียนรู้เกี่ยวกับวิถีชีวิตของตนเองที่สัมพันธ์กับย่านท้องทุ่งตอนบนของลุ่มเจ้าพระยามาแต่อดีต

 

‘หลวงพ่อโอด’ ต้นทางแห่งศรัทธา

 

 

                     หลวงพ่อโอดเดิมมีชื่อว่า วิสุทธิ์ แป้นโต เป็นคนอำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ อุปสมบทที่วัดหัวแด่น อำเภอพยุหะคีรี มีพระธรรมรัตนโลกาจารย์    เป็นพระอุปัชฌา และได้จำพรรษาอยู่ที่วัดหัวเขาตาคลี เมื่อออกพรรษาแล้วจึงย้ายไปศึกษาพระปริยัติธรรมแผนกบาลีที่วัดดอนยานนาวา เขตยานนาวา กรุงเทพ เป็นเวลา ๗ พรรษา ครั้นเกิดสงครามมหาเอเชียบูรพาจึงได้ย้ายกลับมาจำพรรษาที่วัดหนองสีนวล ในตำบลตาคลี เมื่อเสร็จสิ้นสงครามแล้ว หลวงพ่อโอดไม่ได้กลับไปศึกษาต่ออีก ต่อมา พ.ศ. ๒๔๙๓ ได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้รักษาการณ์เจ้าอาวาสวัดจันเสน หลังออกพรรษแล้วจึงได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเจ้าอาวาสและเจ้าคณะตำบลตามลำดับ

 

                     ใน พ.ศ. ๒๕๑๖​ท่านได้รับสมณศักดิ์เป็นพระครูสัญญาบัตรชั้นพิเศษ การที่ที่ท่านได้รับเกียรติยศนี้ ด้วยความศรัทธาของชาวบ้านจึงจัดขบวนช้างไปรับที่สถานีรถไฟอย่างยิ่งใหญ่เลยทีเดียว

 

                    บุคคลที่เกิดทันก่อนหลวงพ่อโอดละสังขารเล่าว่า ท่านเป็นบุคคลที่ชาวบ้านให้ความเคารพและนับถือมากๆ หากเดินไปทางไหนคนเฒ่าคนแก่จะนั่งกับพื้นแล้วกราบแสดงถึงการที่ท่านเป็นผู้นำทางด้านจิตใจของชาวบ้านอย่างสูงยิ่ง ลักษณะตรงนี้ทำให้ไ่ม่ว่าหลวงพ่อพูดอย่างไร หลวงพ่อจะทำอะไร หลวงพ่อคิดพัฒนาอย่างไร ชาวบ้านก็ให้ความร่วมมือ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้การพัฒนาท้องถิ่นต่างๆเดินหน้าไปในทิิศทางเดียวกัน

 

                    ในเรื่องของจิตใจนั้น ชาวบ้านยังยกย่องหลวงพ่อโอดในด้านวิชาทางไสยศาสตร์หรือพุทธาคม เช่น การทำเรื่องน้ำมนตร์ ยารักษาโรค หรือโหราศาสตร์ ซึ่งในช่วงเวลานั้นการรักษาแบบสมัยใหม่ยังเข้าไปไม่ถึงนัก หลวงพ่อโอดได้รำ่เรียนเรื่องนี้มาตั้งแต่ครั้งอยู่กับ หลวงพ่อรุ่ง วัดหนองสีนวล และจาก หลวงพ่อเดิม วัดหนองโพ หลวงพ่อโอดยังนับได้ท่านเป็นทั้งหลานและเป็นทั้งศิษย์ทั้งสองท่านซึ่งเป็นพระเกจิอาจารย์ที่โด่งดังและเกรียงไกรที่สุดของอำเภอตาคลีในยุคนั้น

 

                       นอกจากนี้ ท่านยังไปมาหาสู่และร่ำเรียนกับ หลวงพ่อพรหม วัดช่องแค อำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ และ หลวงพ่อเชน วัดสิงห์ ตำบลทับยา อำเภออินทร์บุรี จังหวัดสิงห์บุรี อีกด้วย ชาวบ้านเองยอมรับว่าตรงนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ญาติโยมเกิดความศรัทธากับวัด แต่อีกด้านหนึ่งที่ทำให้ชาวบ้านนับถือมากไม่ยิ่งหย่อนกว่ากันคือ บุคลิกภาพของท่านที่เป็นพระที่มีวัตรปฏิบัติสำรวมสูง พูดน้อย และมีจริยวัตรที่น่าเลื่อมใส ชาวบ้านจึงยิ่งไว้วางใจ หลวงพ่อโอดจะทำอะไรจึงให้ความร่วมมือทุกด้าน

 

                       ดังนั้น เมื่อท่านมีความคิดให้สร้างพระธาตุบรรจุพระบรมสารีริกธาตุซึ่งไม่ใช่งานง่าย โดยเฉพาะหากไม่มีงบประมาณสนับสนุน ซึ่งต้องใช้ถึงราวยี่สิบล้านบาท แต่ทุกบาททุกสตางค์ก็มาจากพลังศรัทธาของชาวบ้านที่มีต่อหลวงพ่อโอดผู้นำชุมชนของพวกเขา จึงทำให้พระธาตุจันเสนเป็นรูปเป็นร่างขึ้นได้โดยไม่ได้ใช้งบประมาณของราชการแต่อย่างใด  แม้ต่อมาท่านจะละสังขารหลังการลงเสาเข็มแรกเพียงห้าวันก็ตาม แต่ก่อนหน้านั้นทางวัดจันเสนได้จัดทำเหรียญที่ระลึกเป็นการระดมทุนทรัพย์ไว้ส่วนหนึ่งแล้ว ซึ่งการสร้างพระธาตุครั้งนี้ยังมีการวางแผนให้เป็นแหล่งเรียนรู้ของชุมชนอีกทางหนึ่งด้วย

 

                        อย่างไรก็ตาม หลังการมรณะภาพของหลวงพ่อโอดยังมี พระครูนิวิฐธรรมขันธ์ หรือ หลวงพ่อเจริญรับเป็นภาระต่อเนื่องมาจนสร้างสำเร็จ ซึ่งการสร้างพระบรมธาตุแห่งนี้นอกจากเป็นการสร้างศูนย์กลางแห่งความศรัทธาขึ้นในชุมชนแล้ว ยังทำให้ความศักดิ์สิทธิยังได้เดินทางมาบรรจบกับความรู้กระทั่งกลายเป็น ‘พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น’ แหล่งการเรียนรู้ชุมชนที่ประสบความสำเร็จที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศด้วย

 

‘หลวงพ่อเจริญ’ ต่อยอดศรัทธา แตกกิ่ง ‘ความรู้’

 

 

                     คำพูดนี้สะท้อนความความคิดคำนึงที่อยู่ในใจของหลวงพ่อเจริญมาโดยตลอด ตั้งแต่กรมศิลปากรและพิพิธภัณฑ์แห่งชาติเพนซิลวาเนียร่วมกันขุดค้นทางโบราณคดีที่จันเสน

 

                      ในเวลานั้นหลวงพ่อเจริญเป็นพระลูกวัดที่คอยดูแลรับใช้ใกล้ชิดหลวงพ่อโอด โดยในช่วงเย็นๆท่านมักเดินไปดูการขุดค้นทางโบราณคดีอยู่เสมอจนคุ้นเคยกับนายสมพร อยู่โพธิ์ ผู้อำนวยการขุดค้นฝ่ายกรมศิลปากร ซึ่งนายสมพรก็เป็นหลานหลวงพ่อโอดที่นับเป็นเครือญาติเดียวกับหลวงพ่อเดิมด้วย

 

                        อย่างไรก็ตาม หลังนักโบราณคดีจากไป การขุดหาของเก่าที่จันเสนจึงเกิดขึ้นอย่างเป็นล่ำเป็นสัน มูลค่าที่เปลี่ยนผ่านมือต่อมือสร้างรายได้ให้พ่อค้าในตลาด นายหน้า และชาวบ้านไม่ใช่น้อย จนถึงกับมีใบสั่งซื้อให้หาของกันเลยทีเดียว แต่มีบางส่วนที่ชาวบ้านนำมาถวายวัด หลวงพ่อโอดท่านจึงรวมเก็บไว้เป็นจำนวนมากจนพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติลพบุรีและวิทยาลัยครูนครสวรรค์มาขอโบราณวัตถุไปจัดแสดง แม้จะเลือกแต่ชิ้นที่สำคัญและไม่แตกหักเสียหาย หลวงพ่อโอดท่านก็ยกให้ด้วยความเมตตา

 

รูปปั้นหลวงพ่อโอด ยังคงเป็นที่ศรัทธา แม้ท่านจะมรณภาพไปกว่ายี่สิบปีแล้ว

 

                     ช่วงบั้นปลายชีวิตของหลวงพ่อโอด ท่านประสงค์ที่จะสร้างปูชนียสถานไว้สำหรับเป็นศูนย์กลางศรัทธาของท้องถิ่น แต่ท่านเล็งเห็นว่าวัดในจังหวัดอยุธยาหรือสิงห์บุรีนิยมสร้างพระพุทธรูปองค์ใหญ่ๆกันเสียมาก จึงดำริจะสร้างเจดีย์สำหรับบรรจุพระธาตุซึ่งท่านมีเก็บรักษาอยู่น่าจะเป็นประโยชน์กว่า

 

                    ในคราวแรกท่านคิดจะทำเพียงเจดีย์องค์พอประมาณ งบประมาณไม่สูงนัก เพราะหลวงพ่อโอดเป็นพระที่เกรงใจญาติโยมไม่อยากรบกวนเรื่องค่าใช้จ่าย แต่แบบที่เสนอมาทั้งสองครั้งแรกยังไม่เป็นที่ถูกใจ จนกระทัั่งมีการติดต่อมาจาก อาจารย์วนิดา พึ่งสุนทร แห่งคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร มาเป็นผู้ออกแบบ เจดีย์องค์เล็กๆที่ตั้งใจสร้างแต่แรกจึงกลายเป็นอาคารทรงมณฑปเจดีย์ที่มีประโยชน์ใช้งาน ทั้งเป็นที่บรรจุพระธาตุ ประดิษฐานหลวงพ่อนาค พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ประจำท้องถิ่น ส่วนภายในอาคารซึ่งเป็นชั้นฐานใช้เป็นที่ประชุมของสงฆ์และจัดวางรูปหล่อของหลวงพ่อโอด รวมถึงเป็นพิพิธภัณฑ์เมืองจันเสนที่รวมเอาวัฒนธรรมท้องถิ่นเข้าไว้ด้วย แบบครั้งนี้เป็นที่ถูกใจของหลวงพ่อโอดอย่างยิ่ง ในระหว่างที่ท่านอาพาธหนัก การตอกเสาเข็มก็เริ่มต้น ท่านมรณภาพหลังจากนั้นต่อมาอีกห้าวัน

 

                      เมื่อหลวงพ่อโอดถึงแก่มรณภาพ หลวงพ่อเจริญ เจ้าอาวาสวัดจันเสนรูปปัจจุบัน จึงได้เป็นกำลังสำคัญในการสานต่องานสร้าง ‘พระมหาเจดีย์ศรีจันเสน’ จนเสร็จสมบูรณ์ และได้สืบทอดเจตนาด้านการพัฒนาวัดโดยมีนักวิชาการเสียสละเวลาแรงกายตลอดจนทุนทรัพย์เข้าร่วมโครงการพัฒนาวัด เช่น ผู้ช่วยศาสตราจารย์บัญชา ชุ่มเกสร เป็นวิศวกร    อาจารย์ ศรีศักดิ์ วัลลิโภดม นักวิชาการจากคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร เป็นหัวหน้าคณะนักวิชาการดำเนินงานสร้างพิพิธภัณฑ์  

 

                      ทั้งนี้ ก่อนมรณภาพ หลวงพ่อโอดได้เรียกกรรรมการวัดทั้งหลายมาสั่งเสียให้ช่วยกันทำงานจนกระทั่งสำเร็จส่วนเงินทองจะหาได้มาภายหลังไม่ต้องเป็นห่วง ทั้งยังเรียกหลวงพ่อเจริญ รองเจ้าอาวาสในขณะนั้นมาคุยเป็นการเฉพาะอีกด้วย หลวงพ่อเจริญท่านได้รับปากทั้งๆที่ตอนนั้นยังไม่แน่ใจนักว่าจะทำได้สำเร็จ

 

                    อย่างไรก็ตาม กาลต่อมาจนบัดนี้ได้พิสูจน์แล้วว่าหลวงพ่อโอดมองการณ์ไกลและไว้ใจคนไม่ผิด การก่อสร้างพระธาตุดำเนินต่อมาเรื่อยๆโดยงบประมาณในการสร้างเป็นเงินที่ได้มาจากวัตถุมงคลทางหนึ่งและเงินบริจาคจากลูกศิษย์ลูกหาของหลวงพ่อโอดอีกทางหนึ่ง ภายใต้การประสานงานและดูแลอย่างใกล้ชิดของหลวงพ่อเจริญ ผู้รับตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดจันเสนลำดับต่อมา และสิ่งที่ต้องบันทึกไว้ในครั้งนี้ด้วยอีกอย่างหนึ่งก็คือ ความพยายามของหลวงพ่อเจริญที่โน้มนำและจุดประกายแนวคิดเรื่องรวมเอาการจัดสร้างพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นเข้าไว้ในมณฑปเจดีย์แก่หลวงพ่อโอดและกรรมการก่อนที่ท่านจะมรณภาพ ดังนั้น ความสำเร็จของชุมชนจันเสนในวันนี้จึงต้องกล่าวถึงความเป็นพระนักพัฒนาและเท่าทันโลกสมัยใหม่ของหลวงพ่อเจริญด้วย

 

                    หลวงพ่อเจริญ เกิดที่บ้านหนองงูเหลือม ในตำบลจันเสน แต่พื้นเพครอบครัวของท่านมาจากจังหวัดสิงห์บุรี เรียกว่าเป็นคนแม่น้ำที่เข้ามาหักร้างถางพงจากบ้านป่าเป็นที่นาเหมือนกับชาวนาในตำบลจันเสนส่วนใหญ่ อุปสมบทที่วัดจันเสนและติดตามใกล้ชิดหลวงพ่อโอดมาโดยตลอด ท่านเป็นคนสนใจไฝ่รู้ในเหตุการณ์ต่างๆรอบตัวและได้ศึกษาวิปัสสนากรรมฐานจากสำนักปฏิบัติธรรมวิเวกอาศรม ในจังหวัดชลบุรี และได้เป็นกำลังเผยแพร่วิชาความรู้แก่พระตามวัดต่างๆและประชาชนทั่วไป

 

                    จิตใจที่มุ่งมั่นในการดำเนินงานจัดสร้างพิพิธภัณฑ์ของหลวงพ่อเจริญ นับว่าเป็นความพยายามอย่างสูง เพราะจำเป็นที่จะต้องอธิบายให้ชาวบ้านและคณะกรรมการวัดทั้งหลายเข้าใจถึงความสำคัญของการศึกษาและการรวมโบราณวัตถุให้เป็นหลักแหล่งซึ่งเป็นอีกก้าวหนึ่งนอกเหนือไปจากเรื่องของความศรัทธาและความศักดิ์สิทธิ์ ตลอดจนความต้องการฟื้นฟูท้องถิ่นจันเสนอันมีเมืองโบราณเป็นเอกลักษณ์สำคัญ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ต้องใช้ความอดทนและความต่อเนื่องในการให้ความรู้ ท่านเคยนำคณะกรรมการไปดูงานที่พิพิธภัณฑ์วัดม่วง จังหวัดราชบุรี เพื่อให้ชาวบ้านได้เห็นตัวอย่าง เข้าใจในความเป็นมาและหลักการในการดำเนินงานจัดการพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นซึ่งต่อมาทางวัดจันเสนได้ดำเนินในแนวทางเดียวกันมาโดยตลอด

 

                     ท่านเคยกล่าวว่า “ไหนๆหลวงพ่อโอดท่านได้มรณภาพไปแล้ว สิ่งที่จูงใจผู้คนคงไม่มี การจัดสร้างมณฑปจดีย์และพิพิธภัณฑ์ที่มีกิจกรรมต่อเนื่องน่าจะเป็นหลักของบ้านของตำบลต่อไปได้”

 

 

                    หลวงพ่อเจริญอาจมิได้คาดหวังถึงอนาคตมากไปกว่าให้ชาวบ้านมีศูนย์กลางทางจิตใจ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญสำหรับความเป็นชุมชนท้องถิ่น เด็กรุ่นหลังที่ไปทำงานต่างถิ่นจะได้พาเพื่อนฝูงมาเที่ยวชม ถือเป็นเสน่ห์ที่เชิดหน้าชูตาชาวจันเสนหากมีคนมาเยี่ยมไม่ขาดระยะ ส่วนที่เป็นผลพลอยได้ต่างๆนั้นก็จะได้ตกแก่ชาวบ้านและชุมชน

 

                     หลวงพ่อเจริญค่อนข้างเป็นคนรุ่นใหม่ที่เห็นการพัฒนาการศึกษาเป็นรื่องใหญ่ ท่านเป็นพระสงฆ์ที่สนใจความเป็นไปของบ้านเมืองและนิยมอ่านหนังสือเพื่อหาความรู้เพิ่มเติมอยู่เสมอ ท่านยังกระตือรือร้นโดยทำงานร่วมกับกำนันในการผลักดันให้มีห้องสมุดชุมชน เพื่อเป็นการให้ความรู้ควบคู่ไปพร้อมกันกับส่วนพิพิธภัณฑ์

 

                     อีกประการหน่ึงที่ท่านเป็นเรี่ยวแรงสำคัญ คือ การสร้างกลุ่มแม่บ้านที่ทอผ้ากี่กระตุก ซึ่งต้องใช้เวลานานหลายปีกว่าจะเป็นรูปเป็นร่างและมีผู้สนใจฝึกหัดเป็นจำนวนมาก โดยท่านได้ปรึกษากับกำนันและพัฒนาการอำเภอว่า แม่บ้านจันเสนว่างงานกันเยอะ คอยแต่รับเงินลูกๆที่ส่งมาจากรุงเทพเท่านั้น เลยมีการจับกลุ่มเล่นการพนัน นินทาคนอื่น มีแต่กิจกรรมไม่สร้างสรรค์น่าจะรวมกลุ่มกันทอผ้า โดยใช้พื้นที่ในวัดให้เกิดประโยชน์

 

                      การดำเนินการใช้เวลานานถึงสามปีจึงจะมีคนเริ่มสนใจ โดยที่ช่วงแรกๆหลวงพ่อเจริญออกเงินส่วนตัวไปก่อน อีกส่วนหนึ่งมาจากการขอรับบริจาคจากเอกชนจนมีกี่ทอผ้าจำนวนมาก แม่บ้านในจันเสนจึงมาใช้เวลาว่างร่วมกันทำให้สามารถรวมกลุ่มได้เร็วและช่วยเหลือกิจการต่างๆของวัดได้เป็นอย่างดี

 

                     สิ่งหนึ่งที่ท่านเห็นว่าเป็นปัญหาอย่างยิ่งของชุมชนคือ ปัญหาของเยาวชนหรือกลุ่มเด็กวัยรุ่นซึ่งพ่อแม่ส่วนมากมักจะเข้ากรุงเทพและฝากลูกหลานไว้กับญาติๆ เด็กบางคนจบแล้วไม่สามารถเรียนต่อได้ หรือบางคนก็เกเรไม่ยอมเรียนเอาแต่รวมกลุ่มมอเตอร์ไซค์ออกเที่ยวและมีปัญหายาเสพติดเสมอ ท่านจึงปรารถนาที่จะมีโครงการเยาวชนเพื่อพัฒนาฝึกอาชีพโดยทางวัดจะเป็นฝ่ายสนับสนุนอย่างเต็มที่ ปัจจุบันโครงการที่เป็นรูปธรรมและเป็นทางเลือกสำหรับเยาวชนที่นี่ก็คือ การเข้ามาเป็นมัคคุเทศก์น้อยซึ่งได้ทั้งความรู้ ประสบการณ์จากการทำงานและพบปะผู้คนอันหลากหลายรวมทั้งการใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์

 

                     หลวงพ่อเจริญและกลุ่มคนรุ่นหนุ่มในตำบลจันเสนบางคนเลือกอยู่ในถิ่นฐานเดิม ไม่ได้ย้ายไปอยู่ที่อื่นเหมือนกับผู้คนในจันเสนที่ได้รับการศึกษาสูงๆแล้วมักจะทิ้งบ้านเกิดของตนไปด้วยเหตุผลต่างๆ เวลานี้กำลังรวมตัวกันเพื่อทำกิจกรรมที่เกิดประโยชน์แก่ท้องถิ่น โดยเฉพาะในงานพิพิธภัณฑ์ ซึ่งนับเป็นความสำเร็จในเรื่องจุดมุ่งหมาย เพราะทำให้เกิดการรักถิ่นฐานและเป็นประโยชน์ในการศึกษาแก่ผู้คนในรุ่นต่อไป

 

                    หลวงพ่อเจริญ เจ้าอาวาสองค์ปัจจุบันของวัดจันเสน ไม่เพียงเป็นผู้ผลักดันให้เกิดพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นจันเสนได้เท่านั้น ท่านยังเป็นพระนักพัฒนาซึ่งเห็นประโยชน์ของการศึกษาและอำนวยความสะดวกแก่กิจกรรมสร้างสรรค์ของชุมชนทั้งปวง ดังนั้น แม้จะอยู่ท้องถิ่นห่างไกล ชุมชนแห่งนี้จึงไม่ห่างไกลความรู้และภูมิปัญญา พระและวัดที่นี่กลับมาเป็นศูนย์กลางของชุมชนดังเมื่อครั้งอดีต

 

                     สำหรับที่จันเสน พระสงฆ์คือ ‘วีรบุรุษทางวัฒนธรรม’ ลักษณะหนึ่งที่ถ่ายทอดจากคนรุ่นหนึ่งไปสู่อีกรุ่นหนึ่งโดยไม่ยึดติดกับรูปแบบวิธีการในการสร้างศรัทธาหรือความรู้ แต่สืบทอดต่อกันทางเป้าหมายปณิธานที่สามารถรวมจิตใจของผู้คนให้มองไปสู่อนาคตในวันข้างหน้าภายใต้รากฐานที่ดีร่วมกันได้

 

                     ความสำเร็จของชุมชนจันเสน หากพิจารณาอย่างถ่องแท้แล้วคงไม่ใช่ความสำเร็จเรื่องของสถาปัตยกรรมเพียงเท่านั้น แต่เป็นความสำเร็จของการจัดการความรู้ทางวัฒนธรรมที่นำไปสู่การพัฒนาด้านอื่นๆอันเนื่องมาจากความเลื่อมใสศรัทธาในพระศาสนา โดยมีพระสงฆ์เป็นเป็นผู้สิ่งเชื่อมร้อยทางจิตวิญญาณเข้าไว้ด้วยกัน ที่จันเสน วัดไม่ใช่เป็นเพียงสถานประกอบพิธีกรรม ซื้อบุญซื้อทาน มอมเมาทุนนิยมสามานย์ผ่านการตลาดเรื่องบุญกรรมดังที่บางคน บางวัด หรือบางชุมชนความเชื่อนิยมกำลังทำกันในปัจจุบัน ปรากฏการณ์เหล่านี้ทำให้บางทีรู้สึกว่า พระบางรูปในสังคมไทยอาจจะลืมไปเสียแล้วว่า ‘ผ้ากาสาวพัสตร์’ นั้นมีความหมายมากกว่าเป็นเพียงผ้าห่มตัวของคนโกนคิ้วโกนหัวไว้กันการถูกวิพากษ์วิจารณ์ หรือยกระดับสถานะเพื่อหาผลประโยชน์เพียงเท่านั้น แต่ผ้าผืนนี้แท้จริงแล้วคือเครื่องนุ่งห่มขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ทรงประทานอนุญาตให้พระสาวกสวมใส่ จึงเป็นประดุจดังสัญลักษณ์สำคัญแห่งผู้สืบทอดพระธรรมแห่งศาสนาแทนพระศาสดา  

 

เมื่อ ‘ความศักดิ์สิทธิ์’ และ ‘ความรู้’ บรรจบอย่างสร้างสรรค์

 

                      ดังที่กล่าวมาแล้วการสร้างพระบรมธาตุจันเสนในเวลาต่อมาได้มีการปรับให้เจดีย์แห่งนี้มีหน้าที่ในการเป็น ‘พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น’ ด้วย ครั้นเจดีย์สำเร็จเสร็จสิ้น วัดจันเสนจึงกลายเป็นสถานศึกษานอกระบบที่เป็นห้องเรียนสำคัญของคนท้องถิ่น และหลังจากมีพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นขึ้นภายในวัด กำแพงวัดและกำแพงของชาวบ้านบ้านที่เคยต่างคนต่างอยู่ มาวัดบ้างไม่มาบ้าง รวมทั้งเด็กๆไม่ชอบเข้าวัดก็เปลี่ยนแปรเป็นทุกคนมุ่งหน้าเข้าหาวัดที่มีการจัดการเป็นแหล่งความรู้เพิ่มเติมจากที่แต่เดิมเป็นเพียงศาสนที่ศักดิ์สิทธิ์ของชุมชนหรือสถานที่ประกอบพิธีกรรมเท่านั้น

 

 

                       ชาวบ้านเองยังมีกิจกรรมสารพัดแบบในวันสำคัญและมีคนเข้ามาเยี่ยมชมวัดจันเสนอยู่เสมอ หน้าที่ของวัดในการฟื้นพลังทางศีลธรรมจึงกลับมาใหม่พร้อมๆ กับการเป็นสถานที่เผยแพร่ความรู้ และทำให้วัดเป็นที่น่าไปเยี่ยมชมสำหรับคนไกลวัดอีกครั้งหนึ่ง

 

หลวงพ่อนาค สิ่งศักดิ์สิทธิ์ของชาวจันเสน

                  สำหรับพิพิธภัณฑ์นั้น สถานที่จัดแสดง คือ ห้องโถงด้านล่างของเจดีย์ ซึ่งทางวัดจันเสนได้เชิญคณาจารย์และนึกศึกษาจากคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร ในขณะนั้นมาช่วยกันจัดทำทะเบียนโบราณวัตถุและการจัดแสดง ใช้เวลาไปทั้งสิ้นเกือบสิบปีจึงแล้วเสร็จสมบูรณ์

 

                  ในระหว่างช่วงเวลาเหล่านี้ ทางชุมชนผ่านอุปสรรคยากเข็ญในการสร้างสิ่งที่ดูเหมือนไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ในชุมชนเล็กๆที่เงียบเหงา อีกทั้งยังเป็นผลงานทดลองของการจัดสร้างพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นขนาดใหญ่ต่อเนื่องจากพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดม่วงที่จังหวัดราชบุรี และจากกระแสเฟื่องฟูในเรื่องการกลับมาค้นหาอัตลักษณ์ของตนเองรวมทั้งการท่องเที่ยวในท้องถิ่นต่างๆ ทำให้เกิดเครือข่ายหรือกลุ่มชมรมที่ต้องการทำพิพิธภัณฑ์ในบ้านเกิดเมืองนอนของตนเองมากมาย ‘จันเสน’ จึงเป็นทั้งจุดค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมและจุดรวมของผู้คน นักเรียนนักศึกษาจากทั่วทุกทิศเข้ามาแลกเปลี่ยนความรู้และข้อมูล ทำให้เกิดการสร้างเครือข่ายความรู้ท้องถิ่นต่างๆ ทั้งในระบบโรงเรียนและนอกเหนือจากนั้นดังที่เห็นในปัจจุบัน ทำให้ชุมชนที่เคยเงียบเหงากลายมาเป็นศูนย์รวมของความรู้ที่ห่างไกลตัวเมืองที่น่าสนใจที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทย

 

 

 

วันนี้ของ ‘พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นจันเสน’ หลัง ‘เปิด’เป็นทางการ

 

                      สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี ทรงเสด็จมาเปิดพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นแห่งนี้ด้วยพระองค์เอง แม้ผู้คนจากภายนอกคาดหมายว่า พิพิธภัณฑ์แห่งนี้คงเหมือนกับสถานที่อื่นๆ คือ มีคนมาร่วมทำพิธีเปิดมากมาย แต่พอหันหลังกลับ สถานที่แห่งนั้นๆ ก็ร้างด้วยผู้คนเช่นเดิม

 

                       แต่สำหรับพิพิธภัณฑ์จันเสนนั้นไม่ได้เดินตามเส้นทางดังกล่าว ผู้นำชุมชนในระยะนั้น แม้ หลวงพ่อโอด อดีตเจ้าอาวาส หรือกำนันคนเก่าจะเสียชีวิตไปแล้ว ก็ยังมีครูอาจารย์ในท้องถิ่น ต่างจับมือร่วมกันตั้งเป็นคณะกรรมการดูแล มีการสร้างกลุ่มชมรม ‘เรารักจันเสน’ ชมรมยุวมัคคุเทศก์ซึ่งเป็นแห่งแรกๆที่ประสบความสำเร็จในกรณีนี้อย่างยิ่ง มีการจัดตั้งกลุ่มแม่บ้านหัดทอผ้าจากที่ไม่เคยมีประสบการณ์ใดๆเลยก็ตาม เพราะจันเสนเป็นชุมชนเกิดขึ้นใหม่ในช่วงรัชกาลที่ ๕ นี่เอง ไม่เหมือนคนพวนที่บ้านหมี่ซึ่งทำกันมานานหลายชั่วอายุคนแล้ว การจัดตั้งกลุ่มจักสาน กิจกรรมต่างๆทำให้พื้นที่จันเสนกลายเป็นศูนย์รวมการทำงานเสริมของชาวบ้านที่ต้องการหารายได้โดยการค่อยๆ เรียนรู้ไปทีละเล็กละน้อย ในขณะเดียวกันก็มีการอบรมฝึกฝนมัคคุเทศก์จากโรงเรียนประถมและมัธยมในท้องถิ่นทุกปี จนทำให้กิจกรรมนี้เด็กๆ ในชุมชนต่างอยากเข้าร่วมกันแทบทั้งนั้น

 

                         เหล่านี้ล้วนเป็นคำตอบว่า ทำไมหลังจากเปิดพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นจันเสนแล้วจึงสามารถทำให้พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ยังคงมีชีวิตชีวาและต่อยอดความรู้ไปเรื่อยๆ แม้จะเปิดอย่างเป็นทางการมาแล้วกว่าสิบปีก็ตาม

 

ทิิ้งท้ายจาก... จันเสน

 

                       ‘พิพิธภัณฑ์จันเสน’ เป็นพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นแห่งแรกๆ ของประเทศไทยที่จัดสร้างตามแนวคิด “สร้างพื้นที่สำหรับความรู้เกี่ยวกับท้องถิ่น โดยคนท้องถิ่นเป็นเจ้าของความรู้ จัดสร้างและดูแลด้วยตนเอง”ถือเป็นพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นที่ประสบความสำเร็จมากในการเผยแพร่ความรู้ให้แก่เยาวชนและคนทั่วไปในเขตภาคกลางแถบจังหวัดนครสวรรค์ ลพบุรี สิงห์บุรี ฯลฯ นานนับทศวรรษ

 

                        ต้นทางของพิพิธภัณฑ์อาจฟังดูแล้วประหลาดนั่นคือ เริ่มต้นจากความศักดิ์สิทธิและศรัทธา ซึ่งก็คือ ‘หลวงพ่อโอด’ วีรบุรุษวัฒนธรรมของท้องถิ่นนี้ ภายหลังความคิดยังได้แตกกระบวนคลี่คลายมาสู่การจัดสร้าง ‘พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น’ และอาจกล่าวได้ว่าความศรัทธานั่นเองที่รวมชาวบ้านให้มองไปที่เป้าหมายเดียวกัน โดยมีองค์กรภายในท้องถิ่นร่วมกับนักวิชาการและองค์กรทางการศึกษาอื่นๆจากภายนอกมาช่วยให้การดำเนินงานสร้างและดูแลกิจกรรมต่างๆเป็นไปด้วยความราบรื่นมากกว่าแห่ง อื่นๆ จากวัดที่เคยทำหน้าที่เพียงเป็นสถานที่ประกอบพิธีกรรมก็กลายมาเป็นการใช้พื้นที่เพื่อการศึกษา  

 

                        สิบกว่าปีที่ผ่านมา พิพิธภัณฑ์จันเสนปลุกหมู่บ้านที่กำลังหลับใหลซึ่งเคยมีร่องรอยของความรุ่งเรืองในการเป็นสถานีขนส่งข้าวในอดีต รวมทั้งปลุกอดีตของมนุษยชาติที่เคยมีการอยู่อาศัยมาตั้งแต่สมัยทวารวดีอันเป็นมรดกของท้องถิ่นให้กลายมาเป็นชุมชนแห่งการศึกษาที่ผู้คนนับพันนับหมื่นต่างเข้ามาแสวงหาความรู้ และเป็นการพลิกวิกฤตสร้างโอกาสให้กับชาวบ้านรอบๆได้มีกิจกรรมสร้างรายได้อย่างยั่งยืน รวมทั้งเด็กๆ เยาวชนที่อยู่ใกล้แหล่งความรู้และใกล้วัดก็ได้สร้างความหมายใหม่ๆ ในการเป็น ‘ยุวมัคคุเทศ’ ให้แก่วัดจันเสน จนกลายเป็นสถานที่ซึ่งให้โอกาสในการสร้างคนและความรู้แก่ผู้คนมากมาย

 

                        ประสบการณ์การทำงานเช่นนี้ ถือเป็นตัวอย่างในการสร้างสรรค์และบริหารงานที่ดี มีคณะกรรมการที่เป็นชาวบ้านคอยดูแล เรียนผิดเรียนถูก จนบัดนี้ พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นจันเสน กลายเป็นแม่แบบให้แก่พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นแห่งอื่นๆ อีกหลายแห่ง ถือว่าเป็นมิติใหม่ของการศึกษาผ่านพิพิธภัณฑ์ในระดับท้องถิ่นเล็ก ที่สร้างโอกาสทางการศึกษาให้กับลูกหลานโดยไม่ต้องรอปาฎิหารย์จากการปฏิรูปการศึกษาของรัฐบาลเลยทีเดียว.

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ข้อมูล/ภาพ/  สังคมและวัฒนธรรม จันเสน เมืองแรกเริ่มในลุ่มลพบุรี - ป่าสัก.เรือนแก้วการพิมพ์:กรุงเทพ,๒๕๓๙
เรื่อง/ วลัยลักษณ์ ทรงศิริ , ภาพันธ์ รักษ์ศรีทอง
อัพเดทล่าสุด 27 พ.ค. 2559, 08:27 น.
บทความในหมวด
ที่ตั้งมูลนิธิ ๓๙๗ ถนนพระสุเมรุ แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐
โทรศัพท์ ๐-๒๒๘๑-๑๙๘๘ , ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐ โทรสาร ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐
อีเมล์ [email protected]
                    
Copyright © 2011 lek-prapai.org | All rights reserved.