หน้าหลัก
เกี่ยวกับมูลนิธิ
วันเล็ก-ประไพ รำลึก
ติดต่อเรา
บรรยายสาธารณะปีที่ ๒ : “คนไทใหญ่ขุนยวม” ขอจัดการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน อนุสนธิจาก “คนขุนยวมไม่เอา Little Japan”
บทความโดย ใหม่มณี รักษาพรมราช
เรียบเรียงเมื่อ 6 ก.พ. 2559, 08:47 น.
เข้าชมแล้ว 5799 ครั้ง

 

 

"ท่ามกลางวิถีล้านนาไทใหญ่ ท่องไปในความอลังการของธรรมชาติ  ค้นหาความมหัศจรรย์ที่ซ่อนเร้นอยู่แม่ฮ่องสอนหรือเมืองสามหมอก ยังรอคอยให้คุณมาสัมผัสและเห็นด้วยตาคุณสักครั้ง แล้วคุณจะเชื่อว่าสวิตเซอร์แลนด์เมืองไทยอยู่ไม่ไกลแค่เอื้อม"

 

หากกล่าวถึงจุดเด่นการท่องเที่ยวแม่ฮ่องสอนคงหนีไม่พ้น ๒ สิ่ง คือ ธรรมชาติและวัฒนธรรม(Nature and Culture) ด้านธรรมชาติแม่ฮ่องสอนหรือเมืองสามหมอก เป็นดินแดนที่มีหมอกปกคลุมตลอดทั้ง 3 ฤดู คือ ทะเลหมอกในฤดูหนาว เมฆหมอกในฤดูฝน และหมอกควันตามชายป่าในฤดูร้อน ทั้งยังมีความหลากหลายทางธรรมชาติ เช่น ป่าเขาที่สลับซับซ้อน สายน้ำ ถ้ำและน้ำตก เหมาะแก่การท่องเที่ยวเชิงผจญภัย

 

        

ด้านวัฒนธรรม ต้องยอมรับว่าอารยธรรมไทใหญ่ได้ฝั่งรากลึกที่แม่ฮ่องสอน โดยสะท้อนออกมาในรูปแบบของสถาปัตยกรรม ดังเช่นพระธาตุดอยกองมูและวัดจองกลาง รวมถึงวิถีชาวไทใหญ่ที่ศรัทธาในพระพุทธศาสนาอย่างมั่นคงสะท้อนผ่านประเพณีปอยส่างลอง

 

สภาพทางภูมิศาสตร์แม่ฮ่องสอนเป็นพื้นที่โอบล้อมด้วยภูเขา  ในอดีตการเดินทางเข้าแม่ฮ่องสอนค่อนข้างลำบาก แต่ปัจจุบันมีการอำนวยความสะดวกด้านการคมนาคมทั้งทางบก และทางอากาศ จึงทำให้นักท่องเที่ยวเดินทางไปง่ายขึ้น โดยแม่ฮ่องสอนมีอาณาเขตทิศเหนือและตะวันตกติดกับพม่า ทิศตะวันออกติดจังหวัดเชียงใหม่ และทิศใต้ติดจังหวัดตาก

 

               

กลุ่มคนที่อาศัยอยู่แม่ฮ่องสอนมีหลากหลายเผ่าพันธุ์ โดยแบ่งเป็น ๒ กลุ่มหลัก คือ กลุ่มคนเมืองที่อพยพมาจากล้านนามาผสมผสานกับคนในพื้นที่จึงอาจกล่าวได้ว่า “แม่เป็นคนแม่แจ่ม พ่อเป็นคนแม่ฮ่องสอนแท้” รวมถึงชาวจีนอพยพ และกลุ่มคนดั่งเดิม เช่น ชนกลุ่มน้อยเผ่ากระเหรี่ยง ม้ง ลีซอ เป็นต้น

 

จังหวัดแม่ฮ่องสอน มีทั้งหมด ๗ อำเภอ คือ อำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน อำเภอปาย อำเภอแม่สะเรียง อำเภอสบเมย อำเภอแม่ลาน้อย อำเภอปางมะผ้า และอำเภอขุนยวม  ซึ่งอำเภอขุนยวมเป็นอำเภอที่เก่าแก่ที่สุดของแม่ฮ่องสอน และกำลังประสบปัญหากับนโยบายการท่องเที่ยวของฝ่ายบริหารท้องถิ่นไม่สอดคล้องกับความต้องการของชาวบ้าน

 

 

โดยอาจารย์สมจิตและกลุ่มภาคประชาสังคมขุนยวมต่างมีความวิตกกังวลว่านโยบายการท่องเที่ยวของฝ่ายบริหารที่พยายามเข้ามาแทรงแซง จะนำมาซึ่งความล่มสลายทางทรัพยากรธรรมชาติและวัฒนธรรมที่มีอยู่เดิมในท้องถิ่น

 

อาจารย์สมจิต  สุวรรณบุษย์

 

ยกตัวอย่างในกรณี    เมืองปายจัดการท่องเที่ยวเป็นแบบยุโรป (European Style)การท่องเที่ยวกลายเป็นเชิงธุรกิจ ปัจจุบันพบว่ามีร้านอาหาร ที่พัก สถานบันเทิงเกิดขึ้นมากมาย นายทุนเข้ามายึดพื้นที่ทำธุรกิจ ส่วนคนท้องถิ่นเดิมกลับถูกพลักใสให้ออกจากพื้นที่ ทำให้วิถีชีวิตของชาวบ้านในพื้นที่เปลี่ยนแปลงไป ขนบธรรมเนียม ประเพณีและวัฒนธรรมเริ่มศูนย์หายไป พบว่ามีสถานบันเทิงตั้งอยู่ใกล้โรงเรียน เด็กและเยาวชนพบเห็นตัวอย่างที่ไม่ดี จึงเรียกได้ว่าเป็นความล่มสลายทางทรัพยากรธรรมชาติและวัฒนธรรม คงไม่ผิดนัก

 

 

อาจารย์สมจิตเสนอว่าการท่องเที่ยวแบบปายคงเป็นกระแสแบบชั่วคราวเท่านั้น และอาจหมดความสำคัญไปในเวลาไม่นาน โดยอาจารย์เชื่อว่าการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมจะอยู่ได้นานกว่า และยังเป็นการรักษาทรัพยากรในทางหนึ่งด้วย เพราะคนที่มาท่องเที่ยวจะเป็นกลุ่มที่อยากเรียนรู้อยากศึกษาธรรมชาติและขนบธรรมเนียมประเพณี ซึ่งอาจารย์ให้คำจำกัดความว่า “นักท่องเที่ยวที่มีปัญญา” ไม่ใช่เป็นนักท่องเที่ยวที่มาสังสรรค์ ทิ้งขยะแล้วก็จากไป

 

ปัจจุบันมีนักท่องเที่ยวหลายคนบ่นว่า“เสียดายปายเจริญเกินไป”  ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนว่ารูปแบบการท่องเที่ยวของเมืองปายไม่ได้เป็นไปตามความคาดหวังของนักท่องเที่ยวที่อยากให้เป็น

 

ในส่วนของขุนยวมก็กังวลว่าจะตกอยู่ในสภาพเดียวกับเมืองปาย เนื่องจากองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นตั้งใจจะให้ขุนยวนเป็นเมืองแบบญี่ปุ่น (Japanese Style) โดยได้เสนอ ๓ โครงการ ซึ่งญี่ปุ่นและฝ่ายบริหารเป็นผู้สนับสนุนหลัก คือ

๑.โครงการอนุสรณ์สถานสงครามโลกครั้งที่๒

๒.โครงการLittle Japan

๓.โครงการอพยพคนแก่ญี่ปุ่นมาอยู่ในเมืองLittle Japan

 

โดยอาจารย์สมจิตกล่าวว่าโครงการแรก เดิมเป็นพิพิธภัณฑ์ของพื้นบ้านที่จัดแสดงของชาวบ้านร่วมกับปืนของชาวญี่ปุ่น แต่ฝ่ายบริหารจะเปลี่ยนมาเป็นอนุสรณ์สถานสงครามโลกครั้งที่๒ เพื่อใช้จัดแสดงโบราณวัตถุของญี่ปุ่นเท่านั้น ซึ่งอาจารย์และคณะไม่เห็นด้วยกับการเปลี่ยนชื่อและวัตถุประสงค์ของพิพิธภัณฑ์เพื่อตอบรับโครงการ Little Japan ในทางกลับกันอาจารย์และชาวบ้านบางส่วนกลับเห็นว่าให้จัดเป็นพิพิธภัณฑ์พื้นบ้าน โดยจัดทั้งของคนขุนยวมและคนญี่ปุ่นร่วมกันเพราะในความเป็นจริงชาวขุนยวมไม่ได้รังเกียจญี่ปุ่นแต่อย่างใด

 

โครงการ Little Japan ทำให้เป็นเมืองแฝดตั้งคู่เมืองขุนยวม เป็นแหล่งเพียบพร้อมทั้งเทคโนโลยีและศูนย์การค้า ซึ่งกลุ่มชาวบ้านต่างไม่เห็นด้วยเพราะทุกวันนี้การจัดการไฟและน้ำยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของชาวบ้านในพื้นที่ รวมถึงเทคโนโลยีต่างๆที่ญี่ปุ่นนำเข้ามาอาจจะกระทบต่อวิถีชีวิตของชาวขุนยวม

 

ส่วนการอพยพคนแก่ญี่ปุ่นมาอยู่ที่ Little Japan ทั้งยังจะให้มีหมอศัลยกรรมเพื่อช่วยดูแลความงามให้คนญี่ปุ่นโดยเฉพาะ ซึ่งถ้ามองในความเป็นจริงด้วยลักษณะของคนญี่ปุ่นเป็นคนติดถิ่นฐาน ถ้าย้ายมาอาจเกิดปัญหา หรือชาวญี่ปุ่นที่มาจากประเทศเป็นเกาะอาจไม่มีภูมิต้านทานโรคของประเทศภาคพื้นทวีป ในทางกลับกันคนญี่ปุ่นอาจจะมาแพร่โรคต่างๆกับชาวขุนยวมก็เป็นได้

 

 

การคัดค้านกับนโยบายของฝ่ายบริหาร ทางกลุ่มจึงได้ขอความช่วยเหลือจากสื่อต่างๆ ซึ่งทางมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ได้ลงจัดเวทีประชาพิจารณ์เพื่อให้ความรู้แก่ประชาชน แต่ก็พบว่ามีอุปสรรคขัดขวางไม่ให้ประชาชนมาร่วมงานได้ เช่น ฝ่ายบริหารลงประกาศว่ามีกลุ่มคนไม่หวังดีมาสร้างความแตกแยกให้ชุมชน ร่วมทั้งการดึงคนไปทำกิจกรรมอื่นๆ  แต่สุดท้ายงานก็ผ่านมาอย่างราบรื่นโดยยังมีประชาชนมาร่วมรับฟังจำนวนมาก

 

ประเด็นการท่องเที่ยว อาจารย์ได้กล่าวเพิ่มเติมว่าฝ่ายบริหารพยายามเข้ามาแทรกแซงประเพณีท้องถิ่นต่างๆพยายามทำให้เป็นในรูปแบบการท่องเที่ยว ทำให้วิถีชีวิตเดิมของคนท้องถิ่นสูญหายไป เช่น กรณีประเพณีปอยส่างลอง ซึ่งถ้ามองย้อนไปในอดีตประเพณีปอยส่างลองถือได้ว่าเป็นกุศโลบายที่ทำให้คนในชุมชนมีความสามัคคี ร่วมไม้ร่วมมือกัน ทำให้คนในชุมชนตั้งแต่ระดับร่ำรวยยากดีมีจนมีโอกาสได้มาพบปะและช่วยเหลือซึ่งกันและกัน แต่สิ่งเหล่านี้กำลังจะหมดไปเพราะภาคบริหารเข้ามาแทรกแซงโดยนำทุนมาสนับสนุน เพื่อสร้างให้เป็นจุดเด่นในการท่องเที่ยวใช้เรียกนักท่องเที่ยวให้เข้ามาขุนยวม 

 

ขนบการร่วมไม้ร่วมมือนับวันยิ่งเลือนหายไป จากเดิมชาวบ้านจะเป็นฝ่ายนำข้าว ของ เครื่องใช้ต่างๆมารวมที่วัด ส่วนเณรหรือพระที่บวชก็จะมาจากความศรัทธาของผู้บวช แต่เมื่อฝ่ายบริหารเข้ามาแทรกแซงมุ่งเน้นความยิ่งใหญ่และอลังการ ทำให้ศรัทธาของประชาชนที่มีต่อประเพณีปอยส่างลองลดน้อยลง  ซึ่งถือได้ว่าเป็นการล่มสลายทางวัฒนธรรมโดยแท้จริง

 

หากมองในแง่การท่องเที่ยวเชิงการเรียนรู้ ขุนยวมถือได้ว่าเป็นพื้นที่ที่สวยงาม มีสถานที่ท่องเที่ยวหลายแห่ง ในขณะเดียวกันด้านวัฒนธรรมก็มีประเพณีทุก๑๒ เดือน ให้นักท่องเที่ยวได้เรียนรู้และสัมผัสกับวิถีชาวบ้านอย่างใกล้ชิด ซึ่งขุนยวมมีจุดเด่นด้านนี้อยู่แล้วไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงขนบประเพณีให้เป็นเชิงธุรกิจเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว

 

                          

ด้านคุณวลัยลักษณ์ได้เสนอประเด็นเมืองปายเพิ่มเติมว่าเป็นการท่องเที่ยวแบบล้างผลาญ จากการที่ภาคประชาสังคมไม่เข้มแข็งจึงปล่อยให้นายทุนทะลักเขายึดพื้นที่ ไม่เหมือนจังหวัดน่านที่รวมตัวกันอย่างเข้มแข็งและพยายามรักษาวิถีชีวิตของชุมชนแบบเดิมพร้อมกับอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ

 

เช่นเดียวกันการหลั่งไหลเข้ามาของทุน แต่ไม่คำนึกถึงสภาพทางภูมิศาสตร์ โดยดูเพียงความสวยงามของพื้นที่ เช่น พื้นที่ริมน้ำ และร่องหุบเขา ที่นายทุนนิยมจับจองเพื่อสร้างที่พัก ในความเป็นจริงพื้นที่ดังกล่าวเหมาะแก่การเพาะปลูกไม่ได้มีไว้ตั้งที่อยู่อาศัย โดยชาวบ้านจะตั้งบ้านเรือนอยู่สูงขึ้นไปจากริมน้ำ เพราะพื้นที่ริมน้ำและร่องหุบเขาเป็นจุดอันตรายที่น้ำป่าอาจไหลทะลักเข้าท่วมได้ทุกเมื่อ อาจคร่าชีวิตนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาพักได้

 

 

ในประเด็นทุนญี่ปุ่นโดยมูลนิธิเอโตะร่วมกับกรมศิลป์ตั้งโครงการขุดซากศพของคนญี่ปุ่น เพื่อรำลึกเหตุการณ์หลังพ่ายแพ้สงครามโลกครั้งที่ ๒ และทหารญี่ปุ่นได้ทำฮาราคีรีบนพื้นที่บริเวณขุนยวมเลยไปถึงพื้นที่พม่า ซึ่งเป็นประเด็นที่บอบบางมาก เพราะพม่าอาจไม่ยอม เช่นเดียวกันกับกรณีศาลเจ้ายาซูคินิที่จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ประท้วงการเข้าไปกราบไหว้สังการะของนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น เพราะถือว่าเป็นสัญลักษณ์ของการรุกรานทางทหารในประเทศเอเชียด้วยกัน

 

โดยปกติแล้วคนไทจะรักสงบและอะลุ่มอล่วย แต่ถ้าออกมาเรียกร้องแสดงว่าเป็นเรื่องใหญ่ ซึ่งการที่อาจารย์และกลุ่มขุนยวมบางกลุ่มลุกขึ้นมาต่อสู้นั่นถือว่าเป็นเรื่องดี แต่ไม่ควรจะต่อสู้อย่างโดดเดี่ยว ควรจะหาแนวร่วมจากวงนอก เช่น สื่อต่างๆ ที่จะช่วยผนึกกำลังในการต่อสู้  เมื่อทบทวนดูแล้วเรื่องทั้งหมดไม่ใช่ประเด็นด้านสังคมและวัฒนธรรมโดยตรง แต่เป็นโดยอ้อม คือ การรวมตัวของภาคประชาคมในการต่อต้านโครงการ แต่ประเด็นหลักคือทางการเมืองที่ชาวบ้านต่อสู้กับฝ่ายบริหารและมีเรื่องทุนเข้ามาเกี่ยวข้อง  

 

นอกจากนี้คุณวลัยลักษณ์ยังได้เสนอมุมมองในโครงการ Little Japanเพิ่มเติมว่า คนในอาจมองว่าโครงการ เป็นสิ่งที่น่าหวาดกลัว เกรงว่าจะเข้ามาทำลายวิถีชีวิตและขนบประเพณีที่เป็นอยู่ในชุมชน ดังนั้นจึงต้องรวมตัวกันเพื่อต่อสู้

 

แต่ถ้ามองในฐานะคนนอกแล้ว โครงการLittle Japan ไม่มีทางเป็นไปได้ เพราะดูเป็นโครงการที่เพ้อฝันมาก อย่างกรณีคนญี่ปุ่นค่อนข้างเปลี่ยนตัวเองได้ยาก โดยเฉพาะเรื่องกินอยู่ อย่างกรณีการขุดซากศพทหารญี่ปุ่นขึ้นมาเพื่อรำลึกไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะทำให้พม่าและไทยยินยอม หรือแม้แต่ประเด็นของหมอศัลยกรรมเองก็ดูเป็นฝันเฝืองมากๆ ซึ่งคนนอกก็รู้ได้ทันทีว่าไม่มีทางเป็นไปได้ ประกอบกับการเรียกร้องของชาวบ้าน แสดงให้เห็นว่าฝ่ายบริหารทำให้เกิดการแตกแยกขึ้นในชุมชน นักการเมืองถ้าต่อสู้กับพลังมวลชนชาวบ้านไม่มีทางชนะ เพราะนักการเมืองอยู่ได้ต้องพึ่งพิงเสียงจากประชาชน ถ้าประชาชนไม่เห็นด้วย อนาคตนักการเมืองก็ต้องจบลง

 

“จากการรวมตัวต่อสู้ของชาวบ้านและวิ่งหาทางออกในหลายๆทาง สุดท้ายคำตอบที่พบคือกลุ่มชาวบ้านเองที่ต้องร่วมมือกันต่อสู้ เพราะประเทศไทยในทุกวันนี้ต่างคนต่างเอาตัวรอด ไม่มีใครช่วยใครทั้งนั้น ดังนั้นเราต้องช่วยตัวเองก่อน ซึ่งถ้าเราไม่ช่วยกันก็อย่าหวังจะให้ใครมาช่วย เช่นเดียวกันถ้าเลิกต่อสู้หรือยอมแพ้ก็ต้องปล่อยให้มันสูญสลายไปตามวิถีการเปลี่ยนแปลงของโลก”

 

 

หลังจากจบการบรรยายสาธารณะในปีพ.ศ. ๒๕๕๓ อาจารย์สมจิต ได้กลับไปต่อต้านโครงการ Little Japan ร่วมกับประชาคมชาวขุนยวม กระทั่งฝ่ายบริหารท้องถิ่นไม่สามารถต้านทานกับอำนาจของมวลชนได้ ทำให้โครงการ Little Japan และโครงการย้ายผู้สูงอายุชาวญี่ปุ่นมาอยู่ขุนยวมเป็นอันต้องล้มเลิกไป ยังแต่โครงการอนุสรณ์สถานสงครามโลกครั้งที่ ๒ ที่ไม่สามารถเลิกล้มได้ เนื่องจากฝ่ายบริหารได้ตอบรับงบประมาณและทำสัญญาเป็นที่เรียบร้อยไปก่อนหน้านี้อย่างไรก็ตามประชาคมขุนยวมก็ได้ใช้อำนาจมวลชนในการต่อรองจนทำให้โครงการอนุสรณ์สถานยืดหยุ่นและปรับเปลี่ยนให้กลายมาเป็นสถานที่จัดแสดงเรื่องราวของชาวขุนยวมร่วมกับชาวญี่ปุ่นในที่สุด ซึ่งก็เป็นข้อตกลงที่สร้างความพึงพอใจให้กับทุกฝ่าย

 

จะเห็นได้ว่าชาวขุนยวมเป็นตัวอย่างชุมชนหนึ่งที่ลุกขึ้นต่อสู้เรียกร้องรัฐ เพื่อรักษามาตุภูมิแผ่นดินเกิด ให้คงไว้ซึ่งทรัพยากรธรรมชาติและวัฒนธรรมที่งดงาม อันจะนำไปสู่การท่องเที่ยวอย่างยั้งยืนที่แท้จริง ซึ่งชุมชนอื่นควรถือเป็นแบบอย่าง และพึงระลึกเสมอว่า “อำนาจมวลชนมีพลังมหาศาล เพียงแค่ทุกคนร่วมมือกัน ชุมชนของพวกท่านก็จะเป็นชุมชนที่เข้มแข็งและยั้งยืน”

 

บรรยายสาธารณะ เรื่อง "คนไทใหญ่ขุนยวม" ขอจัดการท่องเที่ยวยั่งยืนอนุสนธิจาก "คนขุนยวมไม่เอา Little Japan" เมื่อวันที่ ๑๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ ณ ห้องประชุมชั้น ๒ อาคารป๊อปปูล่าโบรคเกอร์เชิงสะพานวันชาติ วิทยากรโดยอาจารย์สมจิต  สุวรรณบุษย์ หัวหน้าศึกษานิเทศน์ สำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดแม่ฮ่องสอน และวลัยลักษณ์  ทรงศิริ ดำเนินรายการ.

 

 อ้างอิงเพิ่มเติม

สรุปผลการดำเนินงานเรื่องร้องเรียนกรณีจัดสร้างอนุสรณ์สถานมิตรภาพไทย-ญี่ปุ่น

http://web.parliament.go.th/parcy/sapa_db/committee-upload/36-20100222084745_samary(maehongson).pdf

ประชาธรรม สถานีข่าวประชาชน .จากอนุสรณ์สถาน Little Japan : การจัดการมรดกทางวัฒนธรรมท้องถิ่นของคนขุนยวมในมุม “อาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม, 8 มกราคม 2553 http://www.prachatham.com/detail.htm?code=n2_08012010_04

ไทยรัฐออนไลน์.หลุมศพหยุ่นขุนยวมกองกระดูกแห่งรัก. 15 พฤษภาคม 2552.http://www.thairath.co.th/today/view/6188

 

 

อัพเดทล่าสุด 16 มิ.ย. 2560, 08:47 น.
บทความในหมวด
ที่ตั้งมูลนิธิ ๓๙๗ ถนนพระสุเมรุ แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐
โทรศัพท์ ๐-๒๒๘๑-๑๙๘๘ , ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐ โทรสาร ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐
อีเมล์ [email protected]
                    
Copyright © 2011 lek-prapai.org | All rights reserved.