สรุปบรรยายสาธารณะเรื่อง "คนมลายูในโลกที่เปลี่ยนแปลง ภาพสะท้อนจากวรรณกรรมท้องถิ่น" โดย กัณหา แสงรายา
![]() |
|
คุณกัณหา แสงรายาวิทยากรผู้บรรยาย |
คุณกัณหา แสงรายา เริ่มต้นด้วยการกล่าวว่า ขอชื่นชมและชอบคำโปรยที่ทางผู้จัดการบรรยายสาธารณะในครั้งนี้คือมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ เขียนในโปสเตอร์ชักชวนคนมาร่วมฟังการบรรยายที่ว่า
“ในความขมุกขมัวของสังคมมลายูมุสลิมท้องถิ่นชายแดนใต้ ผู้คนรับรู้เพียงปัญหาแห่งความรุนแรง ต่างบาดเจ็บล้มตายเป็นใบไม้ร่วง วรรณกรรมจากพื้นที่แม้จะไม่มากนัก และส่วนใหญ่เขียนขึ้นจากคนนอกที่เฝ้ามองเหตุการณ์ แต่ก็พอตอบคำถามให้เห็นถึงเลือดเนื้อและจิตใจของคนในพื้นที่แห่งความขัดแย้ง”
ผู้คนที่นั่นมีชีวิตและเลือดเนื้อเฉกเช่นเดียวกับผู้คนทั้งประเทศนี้ คือมีทั้งทุกข์และสุขคละเคล้ากันไป แต่ก็เปี่ยมด้วยมิติความเป็นมนุษย์เหมือนๆ กัน การบรรยายในหัวข้อนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาและพยายามทำความเข้าใจชีวิตและสังคมของผู้คนกลุ่มหนึ่ง ซึ่งมีความเป็นมาในพื้นที่ของตนเองมานับพันปี และแน่นอนว่าได้ประสบและกำลังประสบกับความเปลี่ยนแปลงอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง โดยเฉพาะในท่ามกลางกระแสแห่งโลกาภิวัตน์ยุคข่าวสารในปัจจุบัน
ในฐานะผู้ใช้ชีวิตและดื่มด่ำกับวัฒนธรรมและวรรณกรรมมลายูมาตั้งแต่ในวัยเด็ก เช่นเดียวกับวัฒนธรรมพื้นบ้านและวรรณคดีไทยในสมัยเพิ่งแตกเนื้อหนุ่ม คุณกัณหามองว่าวรรณกรรมที่เข้มข้นเหล่านี้ซึ่งเขียนขึ้นจากคนในพื้นที่ สามารถสะท้อนทั้งปัญหาและรากเหง้าของปัญหาได้ไม่มากก็น้อย เขากล่าวว่า ในพื้นที่ของภาคใต้ตอนล่างซึ่งชาวมลายูอาศัยอยู่กว่าร้อยละ ๘๐ นั้น มีปราชญ์และผู้รู้จำนวนมากที่สร้างชื่อเสียงขจรขจายไปทั่วทั้งภูมิภาคมลายู อาทิ ท่านเชคดาวุด อับดุลเลาะห์ อับดุลกอฎิรฺ อัลฟะฎอนี และ เชคอาหมัด บิน มูฮัมมัดเซน อัลฟะฏอนี เพียงแต่ไม่เป็นที่รู้จักในส่วนกลางเท่านั้น งานสร้างสรรค์ไม่ว่าจะเป็นทางด้านวิชาการ โดยเฉพาะวิชาการศาสนาอิสลามและกวีนิพนธ์ภาษามลายู-อาหรับ มีเป็นจำนวนมหาศาลและเป็นที่ยอมรับ โดยเฉพาะตั้งแต่ราชวงศ์อุษมานียะห์ (ออตโตมาน) ของตุรกีเข้ามามีบทบาทเป็นผู้นำ (คอลีฟะห์) ในโลกอิสลาม ทั้งในฐานะผู้พิมพ์และผู้เผยแพร่ผลงานเหล่านั้นอย่างเต็มที่ นับตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ ๑๕ จนถึงก่อนสิ้นศตวรรษที่ ๑๙
เขากล่าวถึงคำว่า มลายูว่าเดิมเป็นชื่อเรียกเมืองเล็กๆ บนคาบสมุทรสุมาตรา บนฝั่งแม่น้ำชื่อแม่น้ำมลายู พระอี้จิงซึ่งเป็นพระภิกษุชาวจีนนิกายมหายานเคยแวะพักที่นี่เพื่อเรียนภาษาสันสกฤต ก่อนเดินทางไปศึกษาพุทธศาสนาที่เมืองนาลันทาในอินเดีย
จากบันทึกของจีนเมื่อ ค.ศ.๖๔๔และ ค.ศ. ๖๔๕เรียกชื่อคนกลุ่มหนึ่งว่า ‘โม-โล-ยูเว่[Mo-Lo-Yue]ซึ่งคุณกัณหาบอกว่าเป็นไปได้ที่คนกลุ่มนี้คือคนกลุ่มที่ใช้ภาษาออสโตรนีเซียน อยู่ในกลุ่มพวกที่จีนเรียกรวมๆ กันว่า “พวกไป่เยว่”(พวกคนป่าร้อยเผ่าพันธุ์) ซึ่งอาศัยอยู่ทางตอนใต้ของประเทศจีนในปัจจุบัน พวกนี้รวมอยู่ในพวกเผ่าไทหรือไต [Tai, Dai] ด้วย
มีข้อสันนิษฐานจากนักภาษาศาสตร์ที่ศึกษาภาษาตระกูลออสโตรนีเซียนว่า พวกนี้ข้ามจากฝั่งตะวันออกของจีนไปยังเกาะไต้หวันเมื่อประมาณห้าพันกว่าปีที่แล้ว กลายเป็นคนพื้นเมืองของเกาะไต้หวันก่อนที่คนจีนจะเข้าไปอาศัยในช่วงหลัง ต่อมาคนกลุ่มนี้ส่วนหนึ่งได้อพยพไปยังเกาะลูซอน ประเทศฟิลิปปินส์ในปัจจุบัน จากนั้นก็เคลื่อนย้ายลงใต้ไปเรื่อยๆ ยังเกาะบอร์เนียว กลายเป็นพวกชนเผ่าต่างๆ ในบอร์เนียวที่ใช้ภาษาตระกูลออสโตรนีเซียนแล้วก็อพยพต่อไปอีก ไปปักหลักบนเกาะชวาและคาบสมุทรสุมาตรา ซึ่งต่อมาก็ขยายมาสู่คาบสมุทรมลายูและแหลมทองของไทย
อีกพวกหนึ่งเคลื่อนย้ายไปทางตะวันออกและตะวันออกเฉียงใต้ เช่นไปยังเกาะเล็กเกาะน้อยในมหาสมุทรแปซิฟิก เช่นในกลุ่มเกาะต่างๆ ที่เรียกว่าไมโครนีเซียและโพลีนีเซีย บางกลุ่มก็ปนกับพวกที่ใช้ภาษาที่เรียกว่าภาษา Oceanic บางกลุ่มก็ไปไกลถึงเกาะฮาวาย กลายเป็นคนพื้นเมืองของเกาะนี้ ส่วนทางด้านตะวันตกชนกลุ่มนี้ใช้เรือที่เรียกว่า “ปราว” [Prao] หรือ “ปราฮู”[Perahu] แล่นใบข้ามไปทั่วมหาสมุทรอินเดีย จนกระทั่งถึงเกาะมาดากัสการ์นอกฝั่งทวีปแอฟริกา ปัจจุบันชาวเกาะนี้กลายเป็นพลเมืองของเกาะหรือประเทศมาดากัสการ์ หรือประเทศมาลากาซีในปัจจุบัน ซึ่งกว่า ๙๐ เปอร์เซ็นต์ใช้ภาษาในตระกูลออสโตรนีเซียน
ภาษาในตระกูลออสโตรนีเซียนประกอบด้วยภาษากลุ่มโพลีนีเซียน ภาษากลุ่มเมลานีเซียน ภาษากลุ่มไมโครนีเซียน และภาษากลุ่มมาเลยิค [Malayic] ซึ่งภาษาในกลุ่มมาเลยิคประกอบด้วยภาษามลายู อีบาน ชวา อาเจะห์ ซุนดา ดยัค ตะกะล็อก เป็นต้น ส่วนภาษาที่ใช้ในปัตตานี กลันตัน ตรังกานู ถือเป็นภาษาถิ่นของภาษามลายูอีกทีหนึ่ง นักภาษาศาสตร์เรียกว่าภาษามลายูถิ่นปัตตานี
เนื่องจากผู้คนซึ่งแทบทั้งหมดเป็นผู้ที่อาศัยอยู่ตามเกาะหรือหมู่เกาะต่างๆ ในทะเลจีนใต้และในมหาสมุทรแปซิฟิก เรียกรวมๆ กันว่า ชาวออสโตรนีเซียน หรือ พวกมาลาโย-โพลีนีเซียน แต่เนื่องจากภาษาในกลุ่มมาเลยิคหรือกลุ่มมลายูใช้กันอย่างกว้างขวาง ชาวยุโรปซึ่งเดินทางมาค้าขายซื้อหาเครื่องเทศพร้อมกับเผยแผ่ศาสนาคริสต์มาตั้งแต่ศตวรรษที่ ๑๕ ก็พบว่าภาษามลายูเป็นภาษากลาง [Lingua franca] หรือภาษาสื่อสารที่ใช้กันทั่วไปตามเมืองท่าต่างๆ ในเวลานั้น รวมทั้งที่มะละกา ปัตตานี สงขลา นครศรีธรรมราช แม้แต่ที่อยุธยาก็ยังใช้ภาษามลายูเป็นภาษากลาง คนมลายูก็เลยเหมาเอาหมู่เกาะเหล่านี้รวมกันทั้งหมดเป็นโลกมลายูหรือ อาลัมมลายูนักวิชาการฝรั่งหรือพวกนักบูรพคดีก็เรียกตามนี้เช่นกัน คือ “มาเลย์ เวิลด์”[Malay World] ภาษามลายูที่ใช้อยู่จึงมีความหมายขยายไปจนกระทั่งกลายเป็นว่า ผู้ที่พูดภาษาในตระกูลออสโตรนีเซียน หรือเมื่อก่อนเรียกว่า ภาษามาลาโย-โพลีนีเซียน ก็พลอยถือว่าเป็นพวกมลายูไปด้วย
ปัจจุบันนี้ มาเลเซียบัญญัติในรัฐธรรมนูญว่าคนมลายูคือผู้ที่พูดภาษามลายู มีขนบธรรมเนียมประเพณีเป็นมลายู และที่สำคัญต้องนับถือศาสนาอิสลามด้วย ในมาเลเซียหรือในปัตตานี ไม่ว่าจะเป็นคนจีน คนเชื้อสายแขก อินเดีย ทมิฬ หรือฝรั่งมังค่า ถ้านับถือหรือเปลี่ยนมานับถือศาสนาอิสลามก็ถือว่าเป็นคนมลายูหมด เขาเรียกว่า มาโซะนายู หรือมาโซะมลายู แปลว่า เข้ามลายูความหมายก็คือได้เข้ารับนับถือศาสนาอิสลามเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ปัจจุบันผู้ใช้ภาษามลายู “เป็น”มีไม่น้อยกว่า ๒๕๐ ล้านคน แต่ถ้ารวมคนที่ใช้ภาษาไท-ออสโตรนีเซียน (ซึ่งรวมภาษาไท-ไทยด้วย) พวกฝรั่งได้ทำสถิติบอกว่ามีมากถึง ๕๐๐ ล้านคนทั่วโลกแต่เรากลับไม่สนับสนุนให้ใช้ภาษามลายู อยากให้คนในสามจังหวัดพูดภาษาไทยแทน ทั้งๆ ที่คนไทยและคนเชื้อสายจีนในภาคใต้ตอนล่าง เช่นที่หาดใหญ่ สงขลา เห่อส่งลูกหลานไปเรียนที่มาเลเซีย และเรียนภาษามลายูกันเยอะมาก เมื่อ ๓-๔ ปีก่อน คุณกัณหาเคยไปสอนภาษามลายูเพื่อการท่องเที่ยวที่มหาวิทยาลัยในหาดใหญ่ ตามโครงการของผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา ลูกศิษย์มีทั้งคนไทย คนจีน และคนมลายูที่พูดมลายูไม่ได้ แต่อยากรู้และอยากพูดภาษามลายูเป็น
จากนั้นก็พูดถึงวรรณกรรมท้องถิ่นเพื่อหานัยที่สะท้อนภาพของคนมลายูทั้งในอดีตและปัจจุบัน คุณกัณหากล่าวว่า ความเปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งจีรัง มันเกิดขึ้นมาตลอด ไม่ใช่เพิ่งเกิดขึ้นตอนนี้คนมลายูกลายเป็นคนสมัยใหม่ตั้งแต่เปลี่ยนมานับถือศาสนาอิสลามตั้งแต่ศตวรรษที่ ๑๓ เป็นต้นมา โดยอิสลามเป็นพวกที่รับและส่งผ่านอารยธรรมกรีก-โรมันให้แก่ชาวโลกมาตั้งแต่ศตวรรษที่ ๗ พวกนี้แปลตำรับตำรากรีก-โรมันเป็นภาษาอาหรับ และค้นคว้าทดลองเพิ่มเติมทั้งปรัชญา ตรรกวิทยา คณิตศาสตร์ ดาราศาสตร์ ภูมิศาสตร์ เคมี วิศวกรรมศาสตร์ และการแพทย์อย่างยิ่งใหญ่มาก ยุโรปในเวลานั้นหลับใหลอยู่ในยุคมืด อาหรับเอามาถ่ายทอดและสอนคนมลายูหลายอย่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาษา ปรัชญา คณิตศาสตร์ ตรรกวิทยา และดาราศาสตร์ คนมลายูจึงเป็นพวกที่รู้จักคิดแบบใช้เหตุผลมาเรื่อยๆ แต่ก็ยังจำกัดในกลุ่มคนชั้นสูงและพ่อค้า เพราะบรรยากาศทั่วไปยังคงถูกครอบงำภายใต้อิทธิพลของพวกชวา-ฮินดู โดยเฉพาะพวกมายาปาหิต [Majapahit] ซึ่งขยายอิทธิพลทั้งทางด้านศิลปวัฒนธรรมและความคิดความเชื่อในคาบสมุทรมลายู รวมทั้งปัตตานีมาก่อน ตั้งแต่ศตวรรษที่ ๑๒ จนถึงศตวรรษที่ ๑๔-๑๕ ด้วยซ้ำ
คนมลายูปัตตานีเป็นทั้งชาวประมง ชาวไร่ชาวนา และพ่อค้า หลังจากรัฐปัตตานีล่มสลายตั้งแต่ต้นรัตนโกสินทร์เป็นต้นมา ซึ่งทุกอย่างต้องขึ้นอยู่กับกรุงเทพฯ มาเมื่อประมาณ ๓๐ ปีก่อน สิ่งหนึ่งที่พวกเขาประสบก็คือ มรดกทางภาษาและวัฒนธรรมกำลังเผชิญกับการคุกคามอย่างหนัก การค้นพบแหล่งโบราณคดีที่ยะรังจังหวัดปัตตานี ซึ่งต่อมาเชื่อว่าเคยเป็นอาณาจักรลังกาสุกะที่จีนพูดถึงว่ามีมาตั้งแต่ศตวรรษที่ ๒ แล้ว กระทั่งเมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๕ มีการจัดนิทรรศการศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่นภาคใต้ขึ้นครั้งแรกที่รูสะมิแล มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ด้วยความตระหนักถึงมรดกอันล้ำค่าที่เพิ่งถูกค้นพบ แต่อีกด้านหนึ่งกลับหมายถึงการสูญหายของมรดกทางอัตลักษณ์ของมลายูปัตตานีอย่างร้ายแรง สิ่งที่พวกเขาเก็บรักษาไว้ ไม่ว่าจะเป็นดาบ ดั้ง โล่ กริช ทวน ตะเกียง หรือผ้าจวนตานีอันมีชื่อเสียง ล้วนมีราคาค่างวดขึ้นมาทันที ในช่วงนั้นตัวเมืองปัตตานีจึงเต็มไปด้วยร้านค้าแลกเปลี่ยนของเก่าเต็มไปหมด วัตถุมีค่าทางวัฒนธรรม-ประวัติศาสตร์เหล่านั้นถูกกวาดหายไปจากหมู่บ้าน ตำบล อำเภอของจังหวัดปัตตานี ยะลา และนราธิวาสจนแทบไม่เหลือ นี่คือที่มาของการสูญเสียมรดกวัฒนธรรมของปัตตานีทางด้านวัตถุเป็นครั้งแรก
ตามมาด้วยการล่มสลายของการละเล่นทางวัฒนธรรม เป็นต้นว่าหนังตะลุงที่เรียกว่า วายังกูเละ และ วายังฆือแด๊ะ รวมทั้งมะโย่ง โนรา ลิเกฮูลูหรือดิเกร์ฮูลูตือรีหรือมายน์ตือรี และการโต้ตอบกลอนปันตุนชนิดไม่เหลือซาก พิธีปูยอปาตาร์หรือการบูชาชายหาด หรือปูยอปาดีซึ่งเป็นพิธีบูชาพระแม่โพสพหรือขวัญข้าวก็เลิกไปโดยปริยาย ด้านหนึ่งก็เพราะอิทธิพลของศาสนาอิสลามในขณะนั้น ที่เผยแผ่หลักธรรมแบบเพียวริแทน [Puritan] ไม่ว่าจะจากกลุ่มคณะใหม่หรือกลุ่มนักเผยแผ่ศาสนาที่เรียกว่า กลุ่มดะอ์วะห์ พวกนี้ปฏิเสธพิธีกรรมที่ขัดต่อศาสนาอิสลาม โดยเฉพาะพิธีกรรมเกี่ยวกับผี เทวดา นางไม้ วิญญาณบรรพบุรุษ ซึ่งเคยเป็นความเชื่อของคนพื้นเมือง
อีกด้านหนึ่งคือการพัฒนาของทางการที่ทำให้นาข้าวอันกว้างใหญ่ไพศาลในเขตอำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี ซึ่งเคยเป็นอู่ข้าวอู่น้ำเลี้ยงชาวมลายูปัตตานีมาแต่โบราณไม่สามารถปลูกข้าวได้อีก ผลจากการสร้างเขื่อนชลประทานกักเก็บแม่น้ำปัตตานีในเขตท้องที่ตอนบนของอำเภอยะรัง ทำให้นาข้าวที่อยู่ในเขตอำเภอแม่ลานอุดมสมบูรณ์ แต่นาข้าวที่อยู่ใต้เขื่อนกลายเป็นนาร้าง เพราะน้ำเค็มจากทะเลไหลทะลักเข้ามา ทำให้ดินกลายเป็นดินเค็ม ทำนาข้าวไม่ได้ ตอนนี้สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ก็กว้านซื้อที่ดินมาให้ชาวนาเช่าเพื่อปลูกปาล์มน้ำมัน ซึ่งบรรพบุรุษของพวกเขาไม่เคยมีพิธีบูชาปาล์มน้ำมัน เคยแต่ทำพิธีบูชาพระแม่โพสพหรือบูชาขวัญข้าว เมื่อในนาไม่มีข้าว พิธีบูชาพระแม่โพสพหรือบูชาขวัญข้าวของพวกมลายูปัตตานีก็อ่อนแรงและหมดลมหายใจไปในที่สุด
คนมลายูปัตตานีพากันยากจนลงและไม่มีงานทำเป็นจำนวนมาก และอพยพย้ายถิ่นฐานไปบุกเบิกที่ทำกินใหม่ ไม่ว่าจะเป็นที่ยะหา บันนังสตา เบตง จังหวัดยะลา ที่สะบ้าย้อย นาทวี สะเดา จังหวัดสงขลา ที่แม่ขรี จังหวัดพัทลุง เป็นต้น
จากนั้นคุณกัณหาได้อ่านบทกวีที่แปลมาจากบทกวีมลายู ซึ่งแผนกภาษามลายู คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี จัดขึ้นเมื่อกว่า ๒๐ ปีก่อน (พ.ศ. ๒๕๓๐)ในบทที่ชื่อว่า Penjual Bunga (คนขายดอกไม้) บทกวีนี้เขียนโดยผู้ที่ใช้นามแฝงว่า ‘Ismani Jaha’ (อิสมานี ยะหา)และภาพที่ทำให้เห็นความเปลี่ยนแปลงของสังคมสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ในห้วงเวลาที่ใกล้ปัจจุบันมากที่สุด ปรากฏในงานกวีทั้งภาษาไทยและภาษามลายู (แปลเป็นไทย) ของผู้ใช้นามปากกาว่า ‘ฏออา ไอนุ’(Taha Ainu) ซึ่งปรากฏอย่างต่อเนื่องในห้วงปี พ.ศ. ๒๕๕๐ในเว็บไซต์ของสถาบันข่าวอิศรา ซึ่งเวลานั้นสังกัดกับ “สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย”นั่นก็คือเหตุการณ์ความรุนแรงในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งจนกระทั่งปัจจุบันคร่าชีวิตของผู้คนไปแล้วกว่า ๔,๓๐๐ คน โดยรัฐบาลสูญเสียงบประมาณไปมากกว่า ๑ แสนล้านบาท ( *อ่านฉบับเต็มได้จากเว็บไซต์ของมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์)
ปรับบทความจากมติชนออนไลน์ วันที่ ๑๘ธันวาคม ๒๕๕๓
(ข่าว กิจกรรม ความเคลื่อนไหว :จดหมายข่าวมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ ฉ.๘๗ (พฤศจิกายน – ธันวาคม ๒๕๕๓)