สรุปบรรยายสาธารณะ เรื่อง "โบราณคดีบนเส้นทางข้ามคาบสมุทรเคดาห์-ปัตตานี"
เมื่อวันที่ ๑๕ กันยายน ๒๕๕๓ เวลา ๑๓.๐๐-๑๖.๓๐ น. วิทยากรโดยคุณวลัยลักษณ์ ทรงศิริ

เส้นทางข้ามคาบสมุทร สยาม- มลายู นับตั้งแต่ชุมพรลงมา
โดยเริ่มต้นด้วยการบรรยายถึงความสำคัญของคาบสมุทรมาเลย์-สยามตั้งแต่โบราณว่า คาบสมุทรแห่งนี้คือสิ่งกีดขวางการเดินทางระหว่างโลกตะวันตกและตะวันออก หมายถึง ทางฝั่งอินเดียที่เชื่อมต่อกับอาหรับ เปอร์เซียและโรมัน กับจีนแผ่นดินใหญ่ ด้วยวิทยาการในสมัยนั้น การเดินทางระยะไกลข้ามทวีปล้วนแต่ใช้เรือเป็นพาหนะเดินทาง การเชื่อมต่อนั้นต้องผ่านคาบสมุทรมาเลย์ ผ่านช่องแคบมะละกาที่มีขนาดเล็ก หรือเดินทางข้ามคาบสมุทรมาเลย์-สยามในหลายช่องทาง

เส้นทางข้ามคาบสมุทร บริเวณ ยะลา ปัตตานี- เคดาห์
ในยุคหนึ่งช่องแคบมะละกามีปัญหาโจรสลัดชุกชุม การเดินทางสัญจรและใช้เวลานาน ตลอดจนปัญหาเรื่องเวลาที่ต้องพึ่งพาลมมรสุมในช่วงพื้นที่และฤดูกาลที่อับลมฝน จึงมีความนิยมขนส่งสินค้าหรือเดินทางข้ามคาบสมุทรและทำให้เกิดบ้านเมืองชุมชนใหญ่น้อยที่ต้นทาง กลางทางและปลายทางขึ้นหลายแห่ง
ด้วยรูปแบบเช่นนี้เองทำให้ปรากฎหลักฐานโบราณคดีต่างๆ บริเวณเส้นทางข้ามคามสมุทร ในขณะที่ตำนานท้องถิ่น เช่น ฮิกายัตปาตานี หรือฮิกกายัตมะโรง มหาวังสา ที่เป็นตำนานของบ้านเมืองในเขตปัตตานีและรัฐเคดาห์ในมาเลเซีย ตลอดจน เพลานางเลือดขาว ที่มีเส้นทางในตำนานระบุถึงพื้นที่บริเวณ พัทลุง ตรัง ลงถึงสตูล ก็พบว่าเป็นเส้นทางข้ามคาบสมุทรโบราณอีกด้วย
และอธิบายถึงการพบกลุ่มเมืองสำคัญ ๓ กลุ่มได้แก่
กลุ่มเมืองทั้งสามแห่งนี้มีบทบาทสำคัญในการทำให้การติดต่อระหว่างจีนและอินเดียดำเนินไปได้โดยสะดวกโดยมีอายุอยู่ในราวพุทธศตวรรษที่ ๑๓-๑๔ ซึ่งเป็นช่วงที่การค้าระหว่าง ตะวันออกกลาง อินเดียและจีนเติบโตเป็นอย่างมาก กลุ่มเมืองดังกล่าวมีศูนย์กลางของบ้านเมืองขนาดใหญ่ที่เมืองโบราณยะรัง ซึ่งสันนิษฐานว่าน่าจะเป็น “ลังกาสุกะ” เมืองสำคัญในเอกสารโบราณ
บทบาทของกลุ่มเมืองยะรังในขณะนั้นคือ เป็นเมืองการค้า ที่เป็นเมืองท่าภายใน อยู่ห่างจากปากแม่น้ำปัตตานี ราว ๑๖-๑๗ กิโลเมตร ร่องรอยที่ปรากฏคือ คูน้ำคันดินของเมืองขนาดใหญ่และเล็ก ๓ แห่งเรียงจากทิศใต้ขยายไปยังทิศเหนือ ได้แก่ บ้านวัด บ้านจาเละ และบ้านปราแว โดยอธิบายถึงเหตุผลที่เมืองท่ายะรังอยู่ห่างจากชายฝั่งลึกเข้ามาในแผ่นดินถึง ๑๖-๑๗ กิโลเมตรนั้น เนื่องจากบ้านเมืองแรกเริ่มมักตั้งถิ่นฐานห่างไกลชายฝั่งทะเลเป็นระยะทางที่เหมาะสม ไม่ไกลและใกล้เกินไป จากเหตุผลการทำเกษตรกรรมที่จำเป็นต้องมีที่ราบและน้ำจืด สะดวกแก่การเดินทางทั้งจากบ้านเมืองภายในแผ่นดินและภายนอก โดยรูปแบบการตั้งเมืองเช่นนี้ ปรากฏในยุคสมัยเดียวกันบริเวณอื่นๆ เช่น เมืองนครปฐมโบราณ เมืองอู่ทอง เมืองคูบัว เป็นต้น และปรากฏว่าเมืองปราแวในกลุ่มเมืองยะรังนี้ ยังปรากฏว่าใช้เป็นที่อยู่อาศัยจนถึงรายากูนิง แม้กระทั่งสมัยเปลี่ยนเป็น เจ็ดหัวเมืองแล้วก็ยังคงมีผู้คนอาศัยอยู่เรื่อยมา

ภาพแสดงผังคูน้ำและเมือง ในบริเวณกลุ่มเมืองโบราณยะรัง
กลุ่มเมืองยะรังนี้มีการค้นพบเส้นทางน้ำภายในหลายเส้นทาง และมีการเปลี่ยนแปลงมาโดยตลอด เนื่องจากระยะทางจากภูเขาในเขตยะลาจนถึงปากน้ำปัตตานีมีระยะทางไม่เกิน ๓๐กิโลเมตรด้วยเหตุนี้ทำให้เส้นทางน้ำเปลี่ยนแปลงโดยง่ายเมื่อมีการจัดการน้ำในรูปแบบทำนบหรือเขื่อนขนาดเล็กในบริเวณใดบริเวณหนึ่ง เช่นในสมัยของรายาฮิเยา ก็มีการบันทึกว่ามีการทำทำนบกั้นน้ำเพื่อป้องกันน้ำท่วม ซึ่งภายหลังจากการสิ้นพระชนม์แล้วก็มีการรื้อออกเนื่องจากสร้างปัญหาในการทำนาเกลือ โดยทำนบโบราณนั้นคงมีปรากฏร่องรอยให้เห็นถึงปัจจุบัน
โบราณวัตถุที่สำคัญที่พบในกลุ่มเมืองยะรังนี้ พบวัตถุโบราณเกี่ยวกับศาสนาพุทธมหายาน เช่น สถูปจำลองต่างๆ โบราณวัตถุของศาสนาฮินดูได้แก่ โคนนทิ และศิวลึงค์ในรูปแบบมุขลึงค์ แสดงให้เห็นถึงการได้รับอิทธิพลของศาสนาฮินดูและพุทธมหายานด้วย


โคนนทิ และศิวลึงคี่ที่บในเขตกลุ่มเมืองโบราณยะรัง
กลุ่มเมืองบริเวณถ้ำคูหาภิมุข ที่ยะลา เป็นพื้นที่ภูเขาหินปูน ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนผ่านการเดินทางจากน้ำเป็นบกหรือเข้าเขตภูเขา จากเรือที่ล่องเข้ามายังแม่น้ำปัตตานี ถ่ายสินค้าหรือเปลี่ยนรุปแบบการเดินทางขึ้นเขาโดยมีช้างเป็นพาหนะและเดินทางสู่ปากอ่าวอีกริมฝั่งทะเลหนึ่งเพื่อล่องเรือต่อ ในเขตถ้ำคูหาภิมุขนี้ ได้พบพระพิมพ์ดินดิบจำนวนมาก โดยรูปแบบของพระพิมพ์เป็นพระพุทธรูปประทับบนปัทมอาสน์ ซึ่งเป็นแบบมหายาน และยังค้นพบพระพิมพ์รูปแบบเดียวกันนี้ที่เคดาห์ ซึ่งสามารถแสดงถึงความร่วมสมัยและความเกี่ยวโยงกันได้อย่างชัดเจน



สถูปโบราณ และพระพิมพ์ดินดิบ
กลุ่มเมืองบริเวณหุบเขาบูจัง หรือหุบเขาแม่ม่ายนี้ มีลักษณะทางภูมิศาสตร์เป็นที่ราบ สำหรับทำการเกษตร โบราณวัตถุที่พบในเขตนี้จารึกสำคัญ คือ จารึกมหานาวิก พุทธคุปต์ อายุราวพุทธศตวรรษที่ ๑๑ ซึ่งมีอายุรุ่นก่อนเมืองโบราณที่ยะรัง อีกทั้งปรากฎศาสนสถานของชาวฮินดูที่เรียกว่า “จันทิ” [Chandi] จำนวนมาก ซึ่งเป็นกลุ่มพ่อค้าจากอินเดียในช่วงเวลาร่วมสมัยและภายหลังจากเมืองโบราณที่ยะรังเจริญถึงขั้นสูงสุดแล้ว

แบบจำลองสันนิฐานรูปแบบอาคารของ "จันทิ" ศาสนาฮินดู
จากข้อมูลทางโบราณคดีดังกล่าว แสดงให้เห็นว่า กลุ่มเมืองทั้งสาม ต่างได้รับอิทธิพลของศาสนาฮินดูและศาสนาพุทธมหายาน ซึ่งมีความร่วมสมัยกับศรีวิชัย และเห็นพ้องกับแนวคิดที่ว่า ศรีวิชัยไม่มีศูนย์กลางอย่างชัดเจน แต่เป็น “สหพันธรัฐเมืองท่า” [Port politics] ที่ปรับตัวตามความเหมาะสม มีศูนย์กลางหลายแห่ง และเคลื่อนย้ายไปตามช่วงเวลา

จารึก พุทธคุปต์ ภาษาสันสกฤตตัวอักษรปัลลวะ อายุราวพุทธศตวรรษที่ ๙-๑๐ พบในเคดาห์

ชิ้นส่วนภาพแกะสลักบนหินรูปดอกบัวที่มีก้าน ใบ ดอก ฝักบัวอย่างวิจิตรบรรจงดอกบัวเป็นระบบสัญลักษณ์สำคัญ
ที่ใช้ในทางพุทธศาสนาและศาสนาฮินดู
อย่างไรก็ตาม เส้นทางข้ามคาบสมุทรที่ใช้กันมาตั้งแต่ช่วงแรกๆ เป็นเส้นทางภายในของชุมชนในเขตคาบสมุทรมีหลายเส้นทาง เช่น มะริด–กุยบุรีและเพชรบุรี กระบุรี-ชุมพร ตะกั่วป่าและกระบี่ –อ่าวบ้านดอนและนครศรีธรรมราช ตรัง –พัทลุง เคดาห์หรือไทรบุรี – สงขลา และเคดาห์ –ปัตตานี เป็นต้น โดยเส้นทางเหล่านี้ถูกลดความสำคัญจากเส้นทางข้ามคาบสมุทรเป็นเส้นทางที่ใช้ในท้องถิ่น เนื่องจากวิทยาการการเดินเรือนั้นสามารถเดินเรือผ่านช่องแคบได้สะดวกกว่าในอดีต จึงไม่มีความจำเป็นต้องขนถ่ายสินค้าขึ้นบกอีกต่อไป
การบรรยายยังกล่าวถึง การที่เมืองเริ่มย้ายตัวออกมาสู่บริเวณปากแม่น้ำในเวลาต่อมา ว่าเป็นเหตุผลของพัฒนาการด้านการค้ากับชาวตะวันตก เพื่อย่นระยะเวลาและเพิ่มความคล่องตัวในการติดต่อค้าขายที่มีการขยายตัวเพิ่มมากขึ้น ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ศาสนาอิสลามเผยแผ่สู่ท้องถิ่นได้อย่างรวดเร็วอีกด้วย
เมืองปัตตานีเป็นเมืองที่มีบทบาทสำคัญมาก เนื่องจากมีแม่น้ำปัตตานีเชื่อมต่อถึงปากอ่าว ที่มีภูมิประเทศบังลม มีความปลอดภัยจากลมมรสุม อีกทั้งยังมีพื้นที่ราบลุ่มกว้างขวางเหมาะแก่การเพาะปลูก โดยสินค้าที่สำคัญของปัตตานี คือ เกลือ ทำให้เมืองปัตตานีมีบทบาทเป็นเมืองท่าที่สำคัญกับทั้งตะวันตกและพ่อค้าตะวันออก แม้ในยุคที่ตะวันตกเข้ามาทำการค้าโดยตรง ปัตตานีก็ยังคงมีความสำคัญในฐานะเมืองท่าตลอดมา เนื่องจากมีการค้นพบเครื่องถ้วยของดัชท์ในปัตตานีจำนวนมาก จึงเป็นหลักฐานแสดงความเชื่อมโยงระหว่างปัตตานีและชาวตะวันตกและความเป็นเมืองท่าสำคัญในภูมิภาคนี้ได้เป็นอย่างดี
เรื่องราวการเข้ามาของศาสนาอิสลามในดินแดนแถบคาบสมุทรมลายูนี้เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่มีหลายแนวคิด โดย อ้างถึงบทความเรื่อง “สังเขปประวัติศาสตร์ปัตตานี” ของนิธิ เอียวศรีวงศ์ ว่า การเผยแผ่ศาสนาอิสลามจะเผยแผ่สู่ชาวบ้านโดยผ่านโต๊ะครูเป็นหลัก ซึ่งเป็นการเผยแผ่สู่ฐานที่กว้างที่สุด โดยมีลักษณะที่ต่างจากการเผยแผ่ศาสนาฮินดูและพุทธ ซึ่งจะเริ่มที่ชนชั้นปกครองเป็นกลุ่มแรกที่เริ่มรับศาสนาและสร้างศาสนสถาน อุปถัมภ์นักบวช ทำให้ศาสนาอิสลามมีความมั่นคงเนื่องจากเกิดขึ้นมาจากฐานของประชาชนจำนวนมาก นิธิ เอียวศรีวงศ์ยังเสนอต่ออีกว่า กลุ่มอิสลามที่เข้ามาน่าจะเป็นนิกายซูฟี เนื่องจากนิกายนี้เชื่อในเรื่องผีบรรพบุรุษ ทำให้ปรับตัวเข้ากับแนวคิด Animism ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้อย่างไม่ยากนัก
อีกทั้งยังนำเสนออีกทฤษฎีหนึ่งที่เชื่อว่า การเข้ามาของมุสลิมอาจเข้ามาพร้อมกับ เจิ้งเหอ ขันทีชาวมุสลิมจากกวางตุ้ง ในรัชสมัยจักรพรรดิหย่งเล่อ ราชวงศ์หมิง ที่เป็นแม่ทัพนำกองเรือออกสู่ดินแดนโพ้นทะเล เนื่องจากมีความร่วมสมัยกับรัชสมัยของเจ้าชายปรเมศวรผู้สถาปนามะละกาด้วย
ปัตตานี ในยุครัฐรายามีความเป็นปึกแผ่นและรุ่งเรือง มีวัฒนธรรมเป็นของตนเอง เช่น การให้ความสำคัญกับสตรี โดยสังเกตได้จากผู้ปกครองมีจำนวนหลายพระองค์ที่เป็นอิสตรี เรื่องราวของช้างในปัตตานีมีความสำคัญมาก ไม่ว่าจะเป็นการใช้ขนส่งสินค้าซึ่งจำเป็นอย่างมากในยุคนั้น แม้ขบวนเสด็จก็ยังปรากฏรูปช้างในขบวนด้วย

ขบวนเสด็จรายาฮิเยาแห่งปัตตานี ค.ศ.๑๕๙๖
รูปแบบของเมืองในคาบสมุทรนั้น ทั้งในเคดาห์ ปัตตานี และมะละกามีลักษณะไม่ยืนยาว เปลี่ยนแปลงไปตามปัญหาการเมืองภายในและภายนอกของผู้ปกครอง อีกทั้งปัตตานีนั้น เป็นเมืองที่อยู่ท่ามกลาง ๒ ภูมิวัฒนธรรม คือ สยาม และ มลายู โดยตอนแรกปัตตานีอยู่ภายใต้การปกครองของนครศรีธรรมราช ต่อมาตกอยู่ใต้อำนาจของสงขลา จนเข้าสู่การแบ่งเจ็ดหัวเมือง ทำให้ปัตตานีและสยาม เข้าใจบทบาทของตนไม่ตรงกัน กล่าวคือปัตตานีเข้าใจว่าตนเองดำรงสถานะรัฐสุลต่าน [Sultanate] โดยตลอด ในขณะที่สยามมองปัตตานีว่าเป็นรัฐเมืองในอารักขาต้องส่งบุหงามาศ
ต่อมาการเปลี่ยนการปกครองเป็นรูปแบบมณฑลเทศาภิบาล ทำให้ความเชื่อเดิมของชาวปัตตานีถูกทำลายไป และเมื่อเปรียบเทียบกับกลันตัน ตรังกานู ที่ยังคงดำรงสถานะเป็นกึ่งรัฐสุลต่านในปัจจุบัน ทำให้เกิดข้อเปรียบเทียบและเรียกร้องเพื่อที่จะกลับสู่ความเป็นรัฐสุลต่านในแบบดั้งเดิม ตามประวัติศาสตร์อันรุ่งโรจน์แห่งปัตตานีในอดีต อันเป็นการนำอดีตมารับใช้การเมืองแห่งความรุนแรงที่ชัดเจนประการหนึ่งในการอบรมผู้ก่อการไม่สงบในพื้นที่ปัจจุบันนี้
บทความที่เกี่ยวข้อง
งานนำเสนอ สรุปการบรรยายสาธารณะ “เส้นทางโบราณคดีคาบสมุทร เคดาห์-ปัตตานี” โดย วลัยลักษณ์ ทรงศิริ

ยะรังชุมชนในเขตเทือกเขาสันกาลาคีรี
ท้องถิ่นยะรัง เป็นบริเวณที่อุดมไปด้วยชุมชนโบราณและแหล่งโบราณคดีที่หนาแน่นที่สุดแห่ง หนึ่งในเขตจังหวัดภาคใต้ หรืออีกนัยหนึ่งทั้งของคาบสมุทรมลายูก็ว่าได้ จากการขุดทำลายแหล่งโบราณคดีเป็นเหตุให้นักวิชาการนักโบราณคดีทั้งไทยและเทศ เข้ามาศึกษากันตลอดมาร่วมกว่า ๙๐ ปี

เมืองโบราณขนาดใหญ่ที่อยู่ในบริเวณอำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี ห่างจากชายฝั่งทะเลเข้าไปในแผ่นดินราวๆ ๑๕-๑๖ กิโลเมตร มีผู้รู้จักมาเป็นเวลานานแล้ว และทราบว่าเป็นเมืองสำคัญที่พบร่องรอยการตั้งถิ่นฐานเป็นบ้านเป็นเมืองและพบศาสนาสถานจำนวนมาก อาจจะเป็นชุมชนโบราณที่พบหลักฐานการตั้งถิ่นฐานที่ซับซ้อนและใหญ่ที่สุดในคาบสมุทรมลายูทีเดียว
สื่อและสิ่งพิมพ์ที่เกี่ยวข้อง
DVD บรรยายสาธารณะ “โบราณคดีบนเส้นทางข้ามคาบสมุทรเคดาห์-ปัตตานี” โดย วลัยลักษณ์ ทรงศิริ
“ความทรงจำในอ่าวปัตตานี” โดย ดอเล๊าะ เจ๊ะแต, มะรอนิง สา, วลัยลักษณ์ ทรงศิริ