หน้าหลัก
เกี่ยวกับมูลนิธิ
วันเล็ก-ประไพ รำลึก
ติดต่อเรา
ปลาแม่น้ำแห่ง ‘ลำน้ำยม’
บทความโดย วลัยลักษณ์ ทรงศิริ
เรียบเรียงเมื่อ 12 พ.ค. 2559, 14:45 น.
เข้าชมแล้ว 19762 ครั้ง

 

ปลาแม่น้ำแห่ง ‘ลำน้ำยม’

 

 

ในประเทศไทย อาหารการกินที่เป็นหลักของคนลุ่มน้ำก็คือ “ข้าวและปลา”  เพราะหาง่าย มีอยู่ทั่วไป ทั้งยังมีผักพื้นถิ่นที่สามารถนำมาทำอาหารได้สารพัดอย่าง ส่วน ‘ปลา’ นั้นก็มาตามสายน้ำที่หลากล้นในช่วงหน้าน้ำและเป็นสัตว์เล็ก คนพื้นถิ่นนี้โดยเฉพาะคนลุ่มน้ำไม่นิยมบริโภคสัตว์ใหญ่หรือสัตว์สี่เท้ามาแต่เดิมเพราะเกรงกลัวบาปกรรมตามความเชื่อในพุทธศาสนา อย่างไรก็ตาม หากจะทานบ้างก็เฉพาะในงานพิธีกรรมบางอย่าง

 

ทั้งนี้ พันธุ์ปลาในแม่น้ำยังมีหลากหลายมากมายมากชนิดพอๆกับฝูงปลาที่อุดม สภาพแวดล้อมเหล่านี้เกิดขึ้นต่อเนื่องมาก่อนที่มนุษย์จะสร้างถาวรวัตถุโครงสร้างขนาดใหญ่เพื่อการกักเก็บน้ำโดยให้เหตุผลในการรองรับการเกษตรกรรมและส่งเสริมการประมง

 

แต่กว่าห้าสิบปีที่ผ่านที่เริ่มทำเขื่อนภูมิพลกั้นลำน้ำปิงเป็นแห่งแรก ดูเหมือนว่าปลาแม่น้ำที่เคยมีอยู่ชุกชุมจะหายไปตลอดเส้นทางน้ำที่มีการสร้างเขื่อนขนาดใหญ่ เพราะวงเวียนชีวิตของปลาแม่น้ำนั้น หากถูกปิดกั้นด้วยเขื่อนจะสูญพันธุ์หรือลดจำนวนลง คนสองฝั่งแม่น้ำยมตอนล่างไม่กลัวน้ำท่วม ไม่เกลียดน้ำท่วม เพราะได้ประโยชน์ดังกล่าวแล้ว เขาจึงไม่เดือดร้อนเรื่องน้ำท่วมแต่เขาจะปรับตัวเองด้วยการปลูกบ้านแบบใต้ถุนสูง ส่วนตามชุมชนซึ่งเป็นย่านการค้านั้น จะทำถนนเป็นคันกั้นน้ำ น้ำจึงไม่ท่วมบริเวณนี้ แต่ตามสัจธรรมของธรรมชาติ หากปีใดน้ำมากก็อาจจะท่วมบ้างแต่ไม่แช่อยู่นานเหมือนทางภาคกลาง ลักษณะของน้ำคือขึ้นเร็วลงเร็ว พวกเขาจึงไม่เดือดร้อนนักเพียงแต่ปรับตัวมาตั้งแต่ครั้งบรรพบุรุษและกลับทำให้ได้เปรียบด้วยฐานะทางเศรษฐกิจดีกว่าชาวนาที่ทำนาเพียงอย่างเดียว

 

ที่ ‘บ้านกง’ เป็นเกาะกลางน้ำยมหรือก็คือตัวอำเภอกงไกรลาศในปัจจุบัน คือสถานที่รับซื้อปลาขนาดใหญ่ มีอุตสาหกรรมทั้งระดับครัวเรือนจนถึงโรงงานขนาดเล็กตั้งอยู่เพื่อรับซื้อปลาจากธรรมชาติที่มีจำนวนมาก พวกเขาจึงได้รับผลประโยชน์จากลำน้ำที่ยังไม่มีการสร้างเขื่อนขนาดใหญ่ ชีวิตของ ‘พรานปลา’ ที่อยู่กับ ‘น้ำ’ และกับ ‘ทุ่งข้าว’ เศรษฐกิจของชุมชนที่นี่ปรับแปรตามสภาพแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลง มีการแปรรูปทำปลาร้าและน้ำปลา จนถึงการทำขนมต่างๆที่เป็นของขึ้นชื่อ นี่อาจเป็นภาพตัวแทนสภาพแวดล้อมของคนลุ่มน้ำที่หมดไปจากสังคมไทยภายในเวลาห้าสิบปีที่ผ่านมาอย่างสิ้นเชิง

 

 

อย่างไรก็ตาม กระแสข่าวระยะหลังเริ่มบ่งบอกว่า คนเมืองสุโขทัยรังเกียจน้ำ เพราะน้ำท่วมเมืองบ่อยๆ นอกจากการเรียกร้องให้สร้างเขื่อนแก่งเสือเต้นแล้วก็ยังมีโครงการทำคลองระบายก่อนเข้าเมือง ทำให้ลำน้ำยมแยกออกผ่านเมืองและอำเภอกงไกรลาศไป สร้างผลกระทบกับชีวิตชาวบ้านกงที่หาปลาได้น้อยลงอย่างเห็นได้ชัดในช่วงปีที่ผ่านมา

 

สิ่งเหล่านี้ที่เกิดขึ้นและเป็นไป...

คำถามที่ต้องมีต่อไปก็คือ...ทุกวันนี้คนบ้านกงกำลังปรับตัวอย่างไร..?

 

 

แควน้ำยม สายน้ำที่ยังไม่มีเขื่อนใหญ่

ลำน้ำยมมีต้นกำเนิดจากเทือกเขาเทือกเขาผีปันน้ำในอำเภอปง จังหวัดพะเยา ไหลผ่านจังหวัดแพร่ลงสู่สุโขทัย พิษณุโลก และพิจิตร ไปบรรจบกับแม่น้ำน่านที่อำเภอชุมแสง จังหวัดนครสวรรค์ก่อนแม่น้ำน่านจะไปรวมกับแม่น้ำปิง ที่ปากน้ำโพ   มีความยาวประมาณ ๗๐๐ กิโลเมตร  เมื่อไหลผ่านเขตที่สูงในจังหวัดแพร่ แม่น้ำยมมีลักษณะเป็นแหล่งรวมน้ำที่เป็นกิ่งสาขาไหลมาจากภูเขาที่โอบล้อม ในบริเวณจังหวัดแพร่มีลำน้ำสาขาถึง ๗๗ สาย ในแม่น้ำยมมีปลาน้ำจืด ๓๘ ชนิด ปริมาณปลามีมากที่สุดในช่วงฤดูฝนถึงต้นฤดูหนาว ปลาที่พบมาก ได้แก่ ปลาตะเพียน ปลาสร้อย ปลาซิวและปลารากกล้วย นอกจากนี้ ก็ยังพบปลาแม่น้ำขนาดใหญ่อื่นๆ เช่น ปลาค้าว ปลากราย ปลาเนื้ออ่อนอีกมาก

 

ข้อมูลจากกรมชลประทานยืนยันถึงวิธีคิดว่า ทุกลุ่มน้ำต้องมีการบริหารจัดการน้ำเพื่อทำการเกษตร แต่เสมือนไม่ได้คิดถึงต้นทุนสภาพแวดล้อมและข้อเท็จจริงว่า คนอาศัยลำน้ำมากกว่าการใช้น้ำ เพราะอาชีพเกษตรกรรมนั้น ชาวบ้านเป็นทั้งชาวนาชาวไร่และพรานปลา ทำให้การสร้างเขื่อนขนาดใหญ่จึงยังคงเป็นเป้าหมายหลักเพราะต้องการเก็บกักน้ำในฤดูฝนไว้บรรเทาปัญหาอุทกภัยและนำน้ำที่เก็บกักไว้มาใช้ในฤดูแล้งเพื่อเป็นการแก้ปัญหาภัยแล้ง แลพดูเหมือนวิธิีคิดนี้จะเป็นสูตรสำเร็จสำหรับการแก้ปัญหาน้ำท่วม น้ำล้นตลิ่ง หรือน้ำแล้งซ้ำซาก แต่ก็อาจเป็นการมองเพียงมิติเดียวจากการพัฒนาเรื่องการชลประทานหลวง

 

ข้อมูลในอีกด้านหนึ่งเกี่ยวกับผลกระทบจากการสร้างเขื่อนขนาดใหญ่  (นิยม ติวุตานนท์ อดีตผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา)บ่งบอกว่า เพราะการเสนอข้อมูลของสำนักนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อม มีแนวโน้มที่จะเป็นไปตามความต้องการของฝ่ายการเมืองเพื่อสนับสนุนให้มีการสร้างเขื่อน ‘แก่งเสือเต้น’ โดยใช้สภาพแวดล้อมที่น้ำเยอะน้ำมากเกินปกติในช่วงหน้าน้ำและน้ำแล้งจัดในช่วงหน้าแล้งมาเป็นภาพทำให้เกิดความคิดการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่หากเกิดขึ้นแล้ว ข้อมูลที่ประจักษ์ก็คือ รูปแบบของการกักเก็บน้ำขนาดใหญ่ นอกจากจะทำลายสภาพแวดล้อมและชีวิตวัฒนธรรมของคนลุ่มน้ำยมตอนบนแล้ว ก็จะทำลายชีวิตชาวบ้านในลุ่มแม่น้ำยมตอนล่างตั้งแต่ตำบลทับผึ้ง อำเภอศรีสำโรงลงมา ตลอดถึงอำเภอเมืองสุโขทัย อำเภอกงไกรลาศ ในจังหวัดสุโขทัย และอำเภอบางระกำ จังหวัดพิษณุโลก ไปจนถึงปากน้ำโพ ซึ่งจุดนี้ยังไม่มีชาวบ้านกลุ่มใดออกมาพูดมากนัก อันเนื่องมาจากสื่อไม่สนใจหรืออาจเพราะความเดือดร้อนเหล่านั้นยังเห็นภาพไม่ชัดและยังมาไม่ถึงก็ได้

 

สองฝั่งลุ่มแม่น้ำยมตอนล่างดังกล่าวนี้ น้ำท่วมเป็นประจำทุกปี แต่ประชาชนทั้งสองฝั่งแม่น้ำไม่เดือดร้อนนัก ในทางตรงข้ามกลับเป็นผลดีแก่เกษตรกรเป็นอย่างมากเพราะการเกษตรแบบทำไร่ ในช่วงน้ำลดจะมีปุ๋ยธรรมชาติทำให้ข้าวงอกงามดี ครั้นเก็บเกี่ยวข้าวเสร็จแล้ว เขาก็จะไถกลบฟางข้าวเพื่อทำไร่ยาสูบ ปลูกผัก และพืชพันธุ์อื่น ๆ นอกจากนี้ ชาวบ้านยังได้อาชีพเสริมอีกอย่างหนึ่ง คือ การจับปลาน้ำจืด เพราะในฤดูน้ำลด ปลาจะว่ายทวนน้ำขึ้นไปอาศัยอยู่ตามวังน้ำลึก พอถึงฤดูฝนน้ำไหลหลากลงไปตามที่ลุ่ม มันจะไปตามน้ำเข้าไปในคลองจนถึงถึงตามทุ่ง ตามท่า ตามป่า จะไปวางไข่แล้วก็แพร่พันธุ์เจริญเติบโต และว่ายออกมาเมื่อถึงฤดูน้ำลด

 

ตัวอย่างลักษณะเดียวกันคือที่ลุ่มแม่น้ำน่านตอนล่าง ตั้งแต่อำเภอบางมูลนาก อำเภอชุมแสง ตลอดไปจนถึงปากน้ำโพ ซึ่งช่วงที่ยังไม่มีการสร้างเขื่อนสิริกิต์นั้น คนในสองฝั่งตอนล่างของลุ่มแม่น้ำน่านได้รับปุ๋ยธรรมชาติ เช่นเดียวกับคนสองฝั่งลุ่มแม่น้ำยมตอนล่าง แต่พอมีการสร้างเขื่อนสิริกิต์แล้ว น้ำจึงไม่ท่วมบริเวณนี้ ปุ๋ยธรรมชาติที่มีนั้นหมดไป การจับปลาของคนที่ตำบลทับกฤช ตำบลคลองปลากด ซึ่งเคยรุ่งเรืองเป็นอาชีพหลักก็หมดสิ้นไปด้วย 

 

โครงการของรัฐที่ทำในลุ่มน้ำยมมีรวมทั้งสิ้น ๗๔๑ โครงการ เป็นโครงการประเภทอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่-กลาง ๑๓ โครงการ  พื้นที่ของเกษตรกรที่ได้รับประโยชน์ ๑.๗ ล้านไร่ แต่ปริมาณน้ำก็ไม่เพียงพอ ประตูระบายน้ำ แก้มลิง คลองส่งน้ำต่างๆ ทำการผันน้ำจากแม่น้ำยมไปยังแม่น้ำน่าน พร่องน้ำจากทุ่งและลำน้ำยมไปเก็บไว้ตามแก้มลิงที่มีอยู่สองฝั่งลำน้ำ ทำให้ช่วยลดปริมาณน้ำในลำน้ำยมได้บ้าง แต่ไม่ทั้งหมด เนื่องจากเครื่องมือบริหารจัดการน้ำที่มีอยู่บรรเทาปัญหาได้เพียงร้อยละ ๔๐ แต่หากทำเขื่อนแก่งเสือเต้นซึ่งคาดว่าจะชะลอน้ำในช่วงฤดูฝนได้ถึงร้อยละ ๘๐ และกักเก็บน้ำไว้ใช้ในช่วงฤดูแล้ง ทุกปีเมื่อมีน้ำท่วม กรมชลประทานก็มักออกมาให้ข้อมูลด้านนี้เพื่อผลักดันการสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้นเสมอ

 

โครงการประตูระบายน้ำแม่น้ำยม (บ้านหาดสะพานจันทร์) จังหวัดสุโขทัย เป็นอีกโครงการสำคัญของการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำยมขณะนี้  โดยกำลังก่อสร้างประตูระบายน้ำแม่ยม ที่บ้านหาดสะพานจันทร์ อำเภอสวรรคโลก เพื่อผันน้ำไปสู่เขตสวรรคโลกและศรีสำโรงแทน ซึ่งจะผ่านพื้นที่ตำบลป่ากุมเกาะ, วังพิณพาทย์, วังไม้ขอน, นาทุ่ง, หนองกลับ, เมืองบางขลังและบ้านไร่,บ้านซ่าน, วังใหญ่ อำเภอศรีสำโรง เพื่อชักน้ำไปลงแม่น้ำยมที่ตำตลปากพระ อำเภอเมืองสุโขทัย ป้องกันเมืองสุโขทัยซึ่งอยู่ในที่ลุ่มติดแม่น้ำยมไม่ต้องรับน้ำเป็นการแก้ปัญหาเฉพาะเมือง

 

อันที่จริงแม้ว่าเทศบาลเมืองสุโขทัยธานีจะสร้างพนังกั้นทั้งสองฝั่งแม่น้ำยม เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำไหลทะลักเข้าท่วมตัวเมือง แต่ก็ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ตลอด ต้องมีการวางเสริมกระสอบทราย ติดตั้งเครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่ และเฝ้าระวังกันทุกปี เมื่อถึงหน้าแล้ง น้ำไม่มี การผลิตน้ำประปาก็ไม่สามารถทำเพียงพอต่อความต้องการ การก่อสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้นจึงกลายเป็นคำตอบง่ายๆ ที่ถูกคาดหวังให้เกิดขึ้น  ประตูระบายน้ำบ้านหาดสะพานจันทร์มีการขุดลอกปรับปรุงคลอง ระยะที่ ๑ ไปแล้วกว่า ๑๙ กิโลเมตร และกำลังดำเนินการต่อเนื่องอีก ๑๑ กิโลเมตร พร้อมก่อสร้างประตูระบายน้ำ หากแล้วเสร็จจะสามารถระบายน้ำ ไปทางฝั่งขวาของแม่น้ำยมได้มากโดยไม่ให้น้ำผ่านในเขตเทศบาลเมืองสุโขทัยธานีจนน้ำท่วมวิกฤต แต่ก็ทำให้น้ำที่เคยมีมากทางปลายน้ำลดลงเปลี่ยนสภาพนิเวศของชุมชนใน พื้นที่ซึ่งรับน้ำจากแม่น้ำยมที่เอ่อล้นตลิ่งเสมอในช่วงหน้าน้ำคืออำเภอกงไกรลาศ จังหวัดสุโขทัย อำเภอบางระกำ จังหวัดพิษณุโลก อำเภอสามง่าม อำเภอโพธิ์ประทับช้าง อำเภอโพทะเล และ อำเภอบึงนาราง จังหวัดพิจิตร

 

การปรับเปลี่ยนรูปแบบของแนวคิดจากการสร้างเขื่อนกักเก็บน้ำขนาดใหญ่มาเป็นการทำประตูระบายน้ำและอ่างเก็บน้ำขนาดเล็กในพื้นที่ลุ่มต่ำเช่นเมืองสุโขทัย อาจจะเป็นทางออกทางหนึ่งของรัฐที่ไม่สามารถผลักดันโครงการชลประทานขนาดใหญ่ได้อีกต่อไปจึงต้องหันมาพิจารณาทางเลือกอื่นๆ แม้จะไม่ใช่โครงการใหญ่ดังที่อยากทำ และเป็นมุมมองต่อปัญหาน้ำท่วมและเกษตรกรรมเชิงเดี่ยวเท่านั้น แต่วิธีเหล่านี้เปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมและสร้างผลกระทบต่อชาวบ้านจำนวนมากไปได้ไม่มาก

 

กงไกรลาศ’..เมืองลอยน้ำ

กงไกรลาศ เคยเป็นเกาะเล็กๆ อยู่กลางแม่น้ำยม เรียกว่า ‘เกาะกง’ และเคยเป็นที่ตั้งที่ว่าการอำเภอ อันแสดงถึงวิถีชีวิตของผู้คนที่อยู่กับน้ำอย่างแท้จริง กลุ่มดั้งเดิมแบ่งออกเป็น ๒ กลุ่มใหญ่คือ กลุ่มคนเชื้อสายจีนและกลุ่มลาวโซ่ง กลุ่มหลังอพยพมาทางเรือจากจังหวัดลพบุรี ตั้งรกรากเพื่อทำมาหากินบริเวณเกาะกง ต่อมาเมื่อเมืองขยายขึ้นก็มีกลุ่มชาวจีน จากพระนครศรีอยุธยา ชาวจีนแต้จิ๋ว และจีนไหหลำเข้ามาติดต่อค้าขาย จึงมีการก่อสร้างท่าเรือสำหรับขนส่งสินค้าบริเวณท่าเรือบ้านกง และเมื่อการเดินทางติดต่อกันระหว่างจังหวัดทางบกเริ่มสะดวกมากขึ้น ทำให้ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในแพเริ่มย้ายที่อยู่อาศัยมาอยู่บนบก

 

ชาวบ้านดั้งเดิมมีอาชีพทำประมงเป็นหลัก จับปลาที่มีอยู่ชุกชุมมาตามสายน้ำที่ขึ้นลงตามธรรมชาติ คนในแถบเมืองสุโขทัยต่อเนื่องถึงกงไกรลาศอาศัยอยู่ริมน้ำ ชาวบ้านส่วนหนึ่งอยู่อาศัยบนเรือนแพที่ผูกลอยเพื่อสะดวกสำหรับชีวิตแบบชาวน้ำ บ้างเป็นท่าเรือสำหรับขนส่งสินค้าค้าขาย บางพื้นที่ก็ทำนาพอไว้กิน ปลูกไร่ทำสวนบ้างและจับปลาเป็นอาชีพหลัก การจับปลาในอดีตจะต้องประมูลเสียภาษีให้รัฐในการดักจับปลาตามปากน้ำในช่วงเวลาน้ำลด

 

หลวงพ่อโตวิหารลอยที่วัดกงไกรลาศเป็นสัญลักษณ์ของชาวกงไกรลาศ เพราะอยู่กับลำน้ำยม น้ำจะหลากตามช่วงฤดูตั้งแต่เดือนกรกฎาคมถึงตุลาคม แม้ในยามน้ำท่วมหลากไปหมด วิหารหลวงพ่อโตยังลอยน้ำ เพราะเป็นที่สูงกว่าพื้นที่อื่น น้ำจึงไม่ท่วมและเป็นที่พึ่งของคนในแถบกงไกรลาศวัดนี้อยู่ติดแม่น้ำยม เมื่อครั้งเกิดน้ำท่วมใหญ่ศาลาและกุฏิต้องทำการยกสูงขึ้นอีกกว่าหกศอก จึงหนีน้ำพ้น แต่ทว่าวิหารหลวงพ่อโตที่อยู่ใกล้กัน กลับดูเสมือนลอยพ้นน้ำ ชาวบ้านจึงเชื่อกันว่า มีเรือสำเภาเงิน-สำเภาทอง หนุนค้ำอยู่ให้วิหารลอยได้

 

ปัญหาของลำน้ำยมในช่วงสุโขทัยคือฤดูแล้งน้ำไม่พอใช้ ฤดูน้ำหลากน้ำมากเกินไป เพราะมีแก่งกั้นน้ำจากเทือกเขาที่แถบอำเภอศรีสัชนาลัย ต่อจากนั้นเมื่อถึงอำเภอบางระกำพื้นที่ลาดเอียงสูง เมื่อน้ำจำนวนมากมาในหน้าน้ำทำให้น้ำไหลเร็วท่วมตลิ่งอย่างรวดเร็วในพื้นที่รับน้ำต่อมาแถวอำเภอสวรรคโลก ศรีสำโรง อำเภอเมือง อำเภอกงไกรลาศอยู่ท้ายน้ำจากอำเภอเมือง มีหนองน้ำรองรับหลายแห่ง ซึ่งเป็นแหล่งอาหาร หาเห็ด หาผักและสัตว์ขนาดเล็กที่ชาวบ้านยังคงใช้บริโภคได้อย่างอุดมสมบูรณ์ในช่วงก่อนที่น้ำจะท่วม และผู้คนก็ยังไม่ได้เปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมการอยู่อาศัยแบบ “อยู่กับน้ำ” ในช่วงฤดูกาลมากนัก ดังนั้น พื้นที่ซึ่งต้องรับน้ำหนักคือบริเวณอำเภอเมืองสุโขทัยที่ชาวบ้านเปลี่ยนเป็นชาวเมือง สร้างสาธารณูปโภคกั้นทางน้ำและถมหนองน้ำต่างๆ จนไม่สามารถรองรับน้ำที่เข้าท่วมรวดเร็วเพราะเป็นที่ลุ่มรับน้ำได้เช่นเดียวกับอำเภออื่นๆ

 

คนในพื้นที่เสนอความคิดเห็นไว้ในหลายวาระและสถานที่ว่า ควรสร้างทำนบสำหรับแก้มลิงหรือพื้นที่รับน้ำในบริเวณหนองน้ำธรรมชาติซึ่งเป็นพื้นที่ลุ่มริมลำน้ำยมที่มีอยู่หลายแห่งให้รับน้ำจากสภาพน้ำล้นตลิ่งในช่วงฤดูน้ำไว้ รวมทั้งขุดลอกคลองระบายน้ำต่างๆ เพื่อรับน้ำได้มากขึ้น แทนที่จะรอการกักเก็บน้ำจากเขื่อนใหญ่ๆ เพียงอย่างเดียว ในช่วงหน้าแล้งควรพึ่ง “ฝายยาง” ซึ่งเป็นฝายอัดลมกั้นลำน้ำสำหรับใช้ในช่วงฤดูแล้งและควรสร้างไว้ให้เพียงพอและเหมาะสมต่อสภาพพื้นที่ ที่เมื่อถึงหน้าน้ำก็ปล่อยให้น้ำระบายได้ เพราะน้ำตามธรรมชาติต้องเข้าใจสภาพแวดล้อม ควรผ่อนหนักผ่อนเบาไปตามรายละเอียด และไม่ควรคิดมองปัญหาจากการจัดการน้ำด้วยระบบใหญ่โตเพียงอย่างเดียว

 

พรานปลาแห่ง ‘ลำน้ำยม’

 

 

เพราะเป็นแหล่งน้ำและชุมชนพรานปลา จึงมีการตั้งร้านรับซื้อปลากันหลายเจ้าบริเวณริมน้ำยม ที่บ้านกงจึงได้ชื่อว่าตลาดปลาแห่งแรกในประเทศไทยและใหญ่ที่สุดในจังหวัดสุโขทัย การรับซื้อปลาโดยเฉพาะในช่วงปลาเยอะมีการซื้อขายตลอดทั้งวัน เช่นที่ร้านเจ๊น้อย มีการบันทึกไว้เมื่อปีที่แล้วว่า เฉพาะในช่วงฤดูน้ำหลาก ระหว่างเดือนกันยายน-พฤศจิกายนของทุกปี มีเม็ดเงินสะพัดจากการซื้อขายปลาสดแม่น้ำยม ที่ชาวบ้านจับมาขายได้เฉลี่ยวันละ ๖ แสนบาท เดือนละ ๑๘ ล้านบาท เฉพาะ ๓ เดือนในช่วงน้ำหลากคงมีเงินสะพัดมากกว่า ๕๔ ล้านบาททีเดียว

 

ปลาในแม่น้ำยมเคยมีมาก เช่น ปลาค้าว ปลาแดง ปลาชะโอน ปลากราย ปลาเนื้ออ่อน ปลาตะเพียน ปลากด ปลาช่อน ปลาหมอ ปลาสร้อย วงเวียนชีวิตของปลาน้ำจืดเหล่านี้ คือ พวกชาวบ้านสองฝั่งแม่น้ำยมตอนล่างก็จับปลาเอามาขาย ปลาสร้อย เป็นปลาที่ใช้ทำน้ำปลารสดีที่สุด ปลารากกล้วยก็ใช้ทำน้ำปลาได้เหมือนกัน แต่ส่วนมากนิยมใช้ปรุงอาหารสด ๆ ปลาค้าว ปลากราย และปลาเนื้ออ่อน ในลำน้ำขุ่นซึ่งไม่มีเขื่อน จะมีรสชาติอร่อยมากกว่าพวกที่เกิดในลำน้ำใส ปลาน้ำเงินคล้ายปลาเนื้ออ่อนมีริ้วสองริ้วเป็นแถบ ครีบสีเงิน เนื้อนุ่มอร่อย เคยมีชุกชุมและขึ้นชื่อของแม่น้ำยมและบ้านกง ก็หาไม่ได้แล้วในปัจจุบัน

 

คนกงไกรลาศส่วนใหญ่ใช้ชีวิตอยู่ริมแม่น้ำ หาปลาในหน้าน้ำและทำนาปลูกข้าว การดักปลามีทั้งที่ในลำน้ำยมและในท้องทุ่งนา โดยการวางลอบ ทำ “เฝือก” หรือกำแพงไม้ไผ่ขวางลำน้ำเพื่อดักฝูงปลาที่ว่ายผ่าน ให้เลี้ยวเลาะตามเฝือกเข้าไปติดกับอยู่ในลอบ การกู้ลอบแต่ละครั้งของชาวบ้านแต่ละคนจะได้ปลาครั้งละหลายสิบกิโลกรัม ชาวบ้านคนหนึ่งบอกว่า การจับปลาในแม่น้ำยมไม่ใช่เรื่องยากหรือต้องใช้อุปกรณ์มากมาย เพราะปลาว่ายตามน้ำเข้ามาอยู่ในพื้นที่นา แต่ชาวบ้านต้องช่วยกันดูแลที่นาของตนเองด้วยการไม่ใช้สารเคมีหรือยาฆ่าแมลงที่จะเป็นอันตรายกับปลา 

 

ทุกวันนี้..กงไกรลาศเปลี่ยนไปแล้ว ปลาไม่ได้มีมากเช่นเดิม อันเนื่องจากการทำคลองระบายน้ำที่ฉีกเส้นน้ำไม่ให้ไหลเข้าท่วมเมืองสุโขทัย ปลาจึงหายไปมาก จากที่มีชาวบ้านนำปลามาขายเป็นหมื่นกิโลกรัมต่อวันก็ลดลงอย่างเห็นได้ชัด และมีผลต่อเศรษฐกิจของอำเภอกงไกรลาศ รวมทั้งพรานปลา ร้านรับซื้อขายปลาที่จำเป็นต้องไปนำเอาปลาเลี้ยงจากที่อื่นๆในภาคกลางมาเสริม รวมไปถึงชาวบ้านที่มีอาชีพขึ้นอยู่กับการจับปลาขายก็ได้รับผลกระทบมากมาย

 

ศูนย์รวมผลิตผลจากปลาแม่น้ำ

 

 

เพราะเป็นพื้นที่แหล่งน้ำขนาดใหญ่ ชาวบ้านหาปลาจนเป็นกิจวัตรและมีเหลือมากมาย จึงคิดวิธีแปรรูปเป็นผลิตผลอย่างอื่น เช่น ทำปลาแดดเดียวการทำน้ำปลาและปลาร้า เป็นสิ่งที่ชาวบ้านกงทำจนมีชื่อ ซึ่งน้ำปลาทำจากปลาสร้อยปลาซิวจะใช้เวลาหมักราว ๑ ปี มีความหอมและเป็นหัวน้ำปลาแท้ๆ พัฒนาจนกลายเป็นสินค้าท้องถิ่นและถูกนำไปใส่ชื่อในโอทอป และสามารถสู้กับตลาดน้ำปลายี่ห้อดังๆได้เช่นกัน

 

บริเวณบ้านกงเป็นแหล่งที่ปลาสร้อยชุกชุมมากเป็นพิเศษ เวลาที่ปลาขึ้นเป็นฝูงจะมีเสียงดังมาก ถึงขนาดเล่ากันว่า หากพายเรือผ่านไป พายไปแตะน้ำ ปลาสร้อยก็กระโดดขึ้นเรือทีเดียว ๔๐ กว่าปีที่แล้ว คนที่นี่ทำน้ำปลาเพื่อไปแลกข้าวกับชาวบ้านที่อยู่ห่างน้ำออกไป ต่อมาก็พัฒนากลายเป็นการทำเพื่อเป็นสินค้าส่งขาย

 

ที่โรงงานรับซื้อปลา หลังจากคัดปลาสดๆ ตัวใหญ่ๆ ขายให้กับพ่อค้าแม่ค้าที่ซื้อไปทำอาหารแล้วก็จะเหลือปลาไว้สำหรับส่งเข้าโรงงานปลาร้าอีกมากมาย ในช่วงที่ปลามีมากอย่างเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมาพวกเขาสามารถส่งปลาได้ถึงราวๆ ๕- ๘ ตันต่อวัน ปลาเหล่านั้น ก็จะถูกตัดหัว ควักไส้ และส่งเข้าเครื่องล้างทำความสะอาด จากนั้นจึงนำปลามาหมักกับเกลือทะเลประมาณครึ่งชั่วโมง แล้วใส่ไว้ในแกลลอนพลาสติกเติมน้ำเกลืออีกอย่างน้อย ๒ สัปดาห์ ก่อนส่งขายให้กับโรงงานปลาร้าต่อไป เช่นที่โรงงานของโกเชียรเป็นแหล่งผลิตปลาร้าส่งให้โรงงานปลาร้าทั่วภาคกลาง

การทำปลาร้าที่เป็นของดั้งเดิมของชุมชน ก็กลายมาปรับเป็นรูปแบบต่างๆ เช่น ปลาร้าก้อน ปลาร้าผง ปลาจ่อม น้ำพริกปลาร้า ปลาร้าแจ่วบองกลายเป็นสินค้าท้องถิ่นที่พัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์ไปอีกมากมาย นอกจากนี้ยังมีการแปรรูป ทำปลาแดดเดียว ปลาเกลือ ปลาแห้ง ฯลฯ

 

สำหรับสำรับอาหารปลาจากบ้านกงที่โดดเด่นและเป็นของดั้งเดิมรวมทั้งเป็นสำรับมื้อปลาที่นิยมก็มีเช่น ต้มเค็มปลาตะเพียน ต้มยำปลาหมู ปลาเห็ด(ทอดมัน) ฉู่ฉี่ปลาเนื้ออ่อน นอกจากนี้คนบ้านกงยังมีชื่อจากการทำขนมอร่อยอีกด้วย คือทองม้วนและขนมผิง

 

ทิ้งท้าย...จากเมืองลอยน้ำ ‘กงไกรลาศ’

 

น้ำหลากปีนี้มาเร็วและท่วมท้นมากมาย เป็นเพราะสภาพภูมิอากาศของโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรุนแรงจนมนุษย์ปรับตัวไม่ทัน ที่บ้านกง ที่ตั้งอำเภอกงไกรลาศในจังหวัดสุโขทัยแห่งนี้ อยู่ริมแม่น้ำยม แม่น้ำที่ยังไม่มีการทำเขื่อนขนาดใหญ่ขวางกั้นลำน้ำจนทำให้สภาพนิเวศของสัตว์น้ำและการดำรงชีวิตเปลี่ยนไป ในขณะที่แม่น้ำอีกสามสาย คือ ปิง วัง น่าน ล้วนมีเขื่อนขนาดใหญ่ไปหมดแล้ว เขื่อนเหล่านี้รองรับการผลิตไฟฟ้าเป็นหลักส่วนการชลประทานเป็นเรื่องรอง เพราะเครือข่ายของเส้นทางชลประทานขนาดเล็กยังไม่ครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมดของลุ่มน้ำอยู่ดี

 

แม่น้ำยมจึงกลายเป็นหนึ่งในแควสี่สายที่ยังสภาพแวดล้อมแบบน้ำหลากโดยธรรมชาติแบบเดิมที่ยังไม่มีมนุษย์เข้าไปบังคับธรรมชาติมากเท่าไหร่ น้ำหลากทุ่ง น้ำท่วมทุ่งกันอยู่เป็นประจำ เพราะพื้นที่บริเวณนี้เป็นที่ลุ่มคล้ายแอ่งกระทะ เวลาน้ำมา น้ำก็ท่วมมาก เวลาหน้าแล้งน้ำก็แห้งผากทีเดียว

 

แต่น้ำหลากก็มาพร้อมกับปลาที่อยู่ในทุ่ง เมื่อน้ำเริ่มเข้าทุ่ง ปลาในทุ่งก็จะเพาะพันธ์ุจนได้ปลาธรรมชาติ ชาวบ้านนำมาขายเป็นรายได้เสริมจากการทำนาที่อาจล่มเพราะน้ำมากนั่นเอง

 

บ้านกงจึงกลายเป็นเมืองลอยน้ำในช่วงหน้าน้ำ แต่ค้าขายปลากันสนุกสนาน ทั้งทำน้ำปลา ปลาร้า ส่งออกขายไปทั่ว เป็นเช่นนี้ตลอดมา

 

วันนี้คนบ้านกงบอกว่า พวกเขาไม่ได้เดือดร้อนแสนสาหัส จนต้องพึ่งรัฐให้มาทำโมเดลอะไร แต่เขากลับชอบเสียอีก เพราะปรับตัวให้เข้ากับสภาพน้ำท่วม น้ำนองมาตั้งแต่ปู่ย่าตายาย ความชำนาญในเรื่องน้ำท่วมบ้านท่วมทุ่งนี่รู้จักจนสามารถอยู่ด้วยกันได้เป็นอย่างดี

 

แต่ที่พวกเขาเดือดร้อนจนพรานปลาต้องมารวมตัวจะประท้วงกันมาตลอดก็คือ ระยะหลัง กรมประมงเขตเริ่มบังคับให้จับปลาในแม่น้ำได้เพียงปีละหนึ่งเดือนเท่านั้นครับ เพราะกลัวปลาจะสูญพันธ์ ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่พบกันครึ่งทางกับชาวประมงบ้านกงเลย ซึ่งรัฐและเจ้าหน้าที่ควรเข้ามาเรียนรู้ชีวิตวัฒนธรรมและการทำมาหากินของคนที่นี่ให้เข้าใจจริงๆ เสียก่อนการออกกฎเกณฑ์ที่แสดงถึงความเข้าใจในสภาพนิเวศท้องถิ่นที่มากกว่านี้

 

“เวลาไปแจกของน้ำท่วม อย่านึกว่าชาวบ้านเขาจะปลื้มไปทุกพื้นที่นะครับ เห็นน้ำนองๆ แบบนี้ แต่คนที่นี่เขาถือว่า ปลามากับน้ำ เขาชอบเสียอีก แต่ที่ต้องรับของไว้ เขากลัวจะเสียน้ำใจผู้ให้..เราแก้ปัญหากันแบบนี้ เพราะไม่รู้จักภูมิวัฒนธรรมของบ้านเมืองของเราเอาเสียเลยไงครับ”  

 

อาจฟังดูแล้วสวนสถานการณ์ แต่ก็คือความรู้สึกลึกๆที่ทิ้งท้ายไว้หลังนำ้ท่วมจาก  ‘คนบ้านกง’ หมู่บ้านลอยน้ำแห่งลำน้ำยม.

 

 

 

 

 

 

 

 

ข้อมูลสัมภาษณ์/ ปรมา คงอิ่ม, สมปอง พึ่งเพี้ย, วันชัย พวงเงิน
เรื่อง/ภาพ/   วลัยลักษณ์ ทรงศิริ
เรียบเรียง    ภาพันธ์ รักษ์ศรีทอง
อัพเดทล่าสุด 12 พ.ค. 2559, 14:45 น.
บทความในหมวด
ที่ตั้งมูลนิธิ ๓๙๗ ถนนพระสุเมรุ แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐
โทรศัพท์ ๐-๒๒๘๑-๑๙๘๘ , ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐ โทรสาร ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐
อีเมล์ [email protected]
                    
Copyright © 2011 lek-prapai.org | All rights reserved.