เมื่อวันที่๑๗ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๕๓ ทางมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ ได้จัดบรรยายสาธารณะขึ้น ในหัวข้อ “สังคมอีสานในความเปลี่ยนแปลง เสียงบอกเล่าทางวรรณกรรม” โดยได้เรียนเชิญอาจารย์ ดร.แก้วตา จันทรานุสรณ์ จากภาควิชาภาษาไทย คณะมนุษย์ศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น มาเป็นวิทยากร และมีคุณวลัยลักษณ์ ทรงศิริ เป็นผู้ดำเนินรายการ จัดขึ้น ณ มูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ ตั้งแต่เวลา๑๓.๐๐น.-๑๕.๐๐น.

อาจารย์ ดร.แก้วตา จันทรานุสรณ์ วิทยากรรับเชิญจากภาควิชาภาษาไทย
คณะมนุษย์ศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
หากพูดถึงคนอีสานภาพที่คนภาคอื่นมอง และให้เป็นเอกลักษณ์มาแต่อดีต คือความยากจน แร้นแค้น ด้อยโอกาสทางการศึกษา ท้องถิ่นขาดการพัฒนา พื้นที่เพาะปลูกแห้งแล้ง สิ่งที่สื่อเสนอให้เราเห็นจนชินตาก็คงหนีไม่พ้นภาพของดินที่แตกระแหง ชาวนาแหงนหน้ามองฟ้า เฝ้ารอคอยเมื่อไหร่ฝนจะตกลงมา เหล่านี้เป็นมายาภาพที่ฝังหัวแก่คนทั่วไปตลอดมา

แต่ถ้าพูดถึงภูมิทัศน์ทางสังคมและวัฒนธรรมของอีสานในปัจจุบัน ต้องยอมรับว่าเปลี่ยนแปลงไปมาก จากสังคมเรียบง่ายกลับกลายมาเป็นสังคมที่ซับซ้อน จนไม่ง่ายนักที่จะอธิบายสังคมอีสานในทุกวันนี้ ซึ่งความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นก็เนื่องมาจากการรับเอาสิ่งต่างๆทั้งจากภายนอกหรือการที่ส่วนกลางพยายามยัดเหยียดให้ ทำให้คนอีสานหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องก้าวเข้าสู่ยุคโลกาภิวัฒน์ และหากจะเรียกว่า “อีสานยุคโลกาภิวัฒน์” ก็คงไม่ผิดนัก
การที่สังคมอีสานเปลี่ยนแปลงไป เพราะการรับเอาสิ่งใหม่ๆเข้ามาจากด้านนอก เพราะเชื่อกันว่าจะนำความก้าวหน้า และการพัฒนามาสู่ชุมชน ถามว่าทำให้สังคมดีขึ้นจริงหรือไม่
ในการจะเข้าไปศึกษาสภาพความเปลี่ยนของสังคม จำเป็นอย่างยิ่งที่เราจะต้องหาเครื่องมือเพื่อเข้าไปตรวจสอบ ในที่นี้เครื่องถือที่ถูกนำมาใช้เพื่อตรวจสอบพลวัติการเปลี่ยนแปลงของสังคมอีสานคือ “วรรณกรรมอีสาน” ซึ่งวิทยากร คือ อาจารย์แก้วตา ที่มีโอกาสคลุกคลีกับวรรณกรรมอีสานมานาน และเชื่อมโยงมุมมองทางสังคมวิทยาและมานุษยวิทยากับงานทางมนุษย์ศาสตร์ จึงทำให้ภาพของสังคมอีสานที่ได้ชัดเจนครอบคลุมขึ้น เพราะไม่เพียงแต่จะนำเอาวรรณกรรมมาวิเคราะห์ตัวบท ดูฉันทลักษณ์เท่านั้น แต่อาจารย์ยังสามารถนำวรรณกรรมอีสานเชื่อมโยงเข้ากับบริบททางสังคมในยุคนั้นได้เป็นอย่างดีอีกด้วย
อาจารย์แก้วตานำเอาวรรณกรรมที่เขียนสะท้อนสภาพสังคมของอีสานมาตรวจสอบพลวัติของสังคม โดยกล่าวถึงพัฒนาการของวรรณกรรมท้องถิ่นอีสาน ดังนี้
ในยุคอดีตเรื่อยมาจนก่อนถึงยุคของการเปลี่ยนแปลงในรัชกาลที่ ๕ พบว่าวรรณกรรมที่เป็นแบบลายลักษณ์อักษรนั้นมีอยู่น้อยมาก ถ้ามีบันทึกไว้ก็จะอยู่ในรูปของอักษรท้องถิ่นโบราณ ซึ่งปัจจุบันหาคนอ่านได้มีน้อยมาก และวรรณกรรมอีสานมักอยู่ในรูปแบบของมุขปาถะมากกว่า โดยเรื่องราวที่เล่าถูกถ่ายทอดในรูปแบบของ วรรณกรรมลำเรื่อง เป็นการเล่าเรื่อง การร้องเพลง เนื้อหาส่วนใหญ่ก็จะเป็นเรื่องโบราณในท้องถิ่น เช่น ตำนาน นิทาน เรื่องเล่า เป็นต้น
ต่อมาในสมัยรัชกาลที่๕ มีแนวคิดความเป็นรัฐชาติเกิดขึ้น จึงทำให้อำนาจส่วนกลางแผ่อิทธิพลเข้าสู่ชุมชนท้องถิ่นอีสาน โดยหวังจะให้ท้องถิ่นมีความเป็นอารยะทัดเทียมนานาประเทศ โดยความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างชัดเจนในยุคนี้ คือ รัฐได้เข้ามาเปลี่ยนแปลงวัด โดยให้วัดเป็นที่สอนหนังสือและความรู้อย่างเป็นทางการกับชาวบ้าน เนื้อหาที่สอนโดยหลักก็จะเป็นภาษาไทยกลาง โดยพระสงฆ์รับหน้าที่ในการสอนหนังสือ
การศึกษาจากส่วนกลางทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงของงานวรรณกรรมในยุคนั้น โดยจำนวนของงานวรรณกรรมท้องถิ่นในยุคนี้ลดจำนวนลงไปมาก เนื่องจากวัดที่แต่เดิมเป็นเวทีถ่ายทอดวรรณกรรมต้องกลับกลายมาเป็นที่สอนหนังสือของอำนาจรัฐส่วนกลาง แต่ก็พบว่าในยุคนี้ยังมีงานวรรณกรรมออกมาบ้าง แต่จะอยู่ในรูปของวรรณกรรมคำสอน ซึ่งพระสงฆ์จะเข้ามามีบทบาทในการนำเสนอและวรรณกรรมประเภทนี้ ซึ่งถูกสร้างขึ้นมาเพื่อรับใช้อำนาจส่วนกลางอีกนั่นเอง
ต่อมาในปีพ.ศ.๒๔๕๗ ช่วงเวลานี้เกิด วรรณคดีสโมสร ก่อตั้งขึ้นเพื่อคัดสรรงานวรรณกรรมจากที่ต่างๆ ขึ้นเป็นวรรณคดี แต่เนื่องจากอุปสรรคด้านการเดินทางจากพื้นที่ภาคกลางมายังอีสาน การรับรู้จากท้องถิ่นจึงเป็นไปอย่างเชื่องช้าอีกทั้งมีกฎเกณฑ์ต่างๆในการเป็น “วรรณคดี” จึงทำให้งานวรรณกรรมอีสานไม่ได้รับการยอมรับจากส่วนกลาง
เช่นเดียวกันในยุคจอมพล ป. ปีพ.ศ.๒๔๘๕ มีการตั้งสำนักทางวัฒนธรรมทางวรรณกรรมขึ้น และเกิดปัญหาเดียวกับยุควรรณคดีสโมสร เนื่องจากความต้องการสร้างมาตรฐานแบบภาคกลาง จึงทำให้วรรณกรรมอีสานอยู่ในฐานะเพียงวรรณกรรมท้องถิ่น ด้วยตัวของภาษาอีสานท้องถิ่นที่อยู่ในตัวบทวรรณกรรม รวมถึงเนื้อหาของวรรณกรรมที่บางเรื่องส่วนกลางมองว่าหยาบโลน จึงเป็นเหตุให้วรรณกรรมอีสานไม่ได้รับยกย่องให้เป็นวรรณคดี แสดงให้เห็นว่าปรากฏการณ์เหล่านี้คือสิ่งยืนยันได้ว่าเกิดความไม่เท่าเทียมทางสังคมและวัฒนธรรมระหว่างสังคมอีสานและส่วนกลาง โดยนำเอามาตรฐานของตนมาเป็นเครื่องชี้วัดคุณภาพของสิ่งต่างๆในสังคมอีสานแล้วอย่างชัดเจน
ความเลื่อมล้ำในการยอมรับในฐานะวรรณคดีอีกประการหนึ่งคือ คำเรียกประเภทเรื่องเล่าของชาวอีสานจะแบ่งแยกเป็น ๒ แบบ คือ “นิทาน” ที่เป็นเรื่องเก่าเรื่องโบราณ และคำว่า “นิทม” ที่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นใหม่ แต่คำว่านิทมนี่เองที่ไม่ได้รับการยอมรับการบัญญัติจากส่วนกลาง อาจารย์แก้วตาจึงเกิดคำถามว่าจะเป็นไปได้ไหมที่จะเปิดพื้นที่ให้ท้องถิ่นภูมิภาคต่างๆ ไม่ใช่แค่อีสาน ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ เข้ามามีบทบาททางสังคมบ้าง มากกว่าการรับฟังอำนาจจากส่วนกลางกำหนด ซึ่งเป็นเพียงคนกลุ่มน้อยของประเทศ
อย่างไรก็ตามนับตั้งแต่ยุครัชกาลที่๕เป็นต้นมา จนถึงสมัยจอมพล ป. งานวรรณกรรมอีสานก็ยังถูกผลิตขึ้นเรื่อยมาเป้าหมายหลักก็ทำขึ้นเพื่อให้คนในท้องถิ่นได้เสพกันเท่านั้น เพียงแต่ส่วนกลางไม่ได้นำเสนองานเหล่านี้ออกมาให้คนนอกรับรู้เท่านั้น
เมื่อเข้าสู่ยุคประชาธิปไตยเบ่งบาน หลังการเรียกร้องประชาธิปไตยของนักศึกษา จากเหตุการณ์ในยุคเดือนตุลา ๒๕๑๖-๒๕๑๙ ทำให้เกิดพื้นที่ของวิชาคติชนวิทยา ที่ทำให้คนสนใจเข้าไปศึกษางานวรรณกรรมท้องถิ่นต่างๆ โดยวรรณกรรมอีสานก็อยู่ในตัวเลือกนั้น แต่สุดท้ายคนที่เข้าไปศึกษาจริงๆกลับเป็นคนนอก เช่น นักศึกษาจากคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นการศึกษาเพียงลักษณะเฉพาะของความเป็นอีสานเท่านั้น
ส่วนคนในคือคนอีสานได้เข้ามาศึกษาอย่างจริงจังอยู่ในยุคหลังๆ เช่น ที่มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ซึ่งเปิดหลักสูตรไทยคดีศึกษาขึ้น แต่ก็ยังได้รับการศึกษาแบบเดิม คือวิเคราะห์แค่ตัวบท ความสวยงามของฉันทลักษณ์ จึงทำให้ยังขาดการดูที่ตัวบริบททางสังคมอยู่นอกจากนี้ ยังมีสำนักวัฒนธรรมอีสานขึ้นมาในหลายจังหวัด ซึ่งมีพันธกิจหนึ่งคือ การรวบรวมงานวรรณกรรมท้องถิ่น แต่ปัญหาคือรวบรวมไว้แล้วไม่ศึกษาอย่างละเอียดและลึกซึ้ง และเป็นที่น่าเสียดายอย่างหนึ่งที่ปัจจุบันผู้ที่ศึกษาด้านวรรณกรรมท้องถิ่นได้ลดจำนวนลงไปอย่างน่าใจหาย เนื่องจากสังคมปัจจุบันมีสื่ออื่นๆเข้ามาครอบงำแทนการเล่าเรื่องลำกลอนที่เคยอยู่ในชีวิตทางสังคมแบบเดิม
อย่างไรก็ตาม ในยุคประชาธิปไตยนี้นอกจากจะทำให้คนหันไปศึกษาวรรณกรรมท้องถิ่นมากขึ้นแล้ว ยังมีผลต่อการเกิดงานวรรณกรรมท้องถิ่นอีสานใหม่ๆเพิ่มขึ้นมาก งานวรรณกรรมอีสานได้รับการถ่ายทอดออกสู่สาธารณะมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเพลงลำเรื่อง เรื่องสั้น ภาพยนตร์ ซึ่งลักษณะการเล่าเรื่องสะท้อนให้เห็นปัญหาสังคมอีสานซึ่งถูกเก็บกดไว้มานาน อีกทั้งยังออกมาในรูปแบบของวาทะกรรมที่พูดถึงการพัฒนาของส่วนกลางที่เข้าไปสู่ท้องถิ่นอีสานนั้น ไม่ได้เป็นไปตามที่กล่าวอ้างสรรพคุณสวยหรูแต่อย่างใด
จากการศึกษาโดยใช้กระบวนการตรวจสอบสังคมผ่านวรรณกรรมในเชิงคุณภาพที่เป็นการดูที่ตัวบทว่าสะท้อนเนื้อหาออกมาอย่างไร อาจารย์แก้วตาเลือกหยิบยกมานำเสนอในครั้งนี้ คือ จะเน้นดูที่ตัวเรื่องสั้น และภาพยนตร์ แต่เป็นงานที่เกิดขึ้นหลังจากยุคประชาธิปไตยเบ่งบานในช่วง ๓๐ ปีในหลังมานี้เท่านั้น โดยเชื่อว่าสะท้อนให้เห็นพลวัติการเปลี่ยนแปลงทางสังคมอีสานพลิกจากหน้ามือเป็นหลังมืออย่างชัดเจนมากกว่ายุคก่อนๆ วรรณกรรมท้องถิ่นรูปแบบที่อาจารย์เลือกนำเสนอก่อนเป็นอันดับแรกคือ วรรณกรรมที่ถูกแปรรูปให้อยู่ในภาพยนตร์ ซึ่งจะทำให้คนส่วนใหญ่เห็นภาพชัดเจนมากกว่าการอ่านงานเขียนเพียงอย่างเดียว
ตัวอย่างภาพยนตร์เรื่องแรกที่นำเสนอ คือ ภาพยนตร์เรื่องทองปาน ที่เล่าเรื่องสังคมอีสาน วิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐที่พยายามเปลี่ยนแปลงท้องถิ่น ซึ่งเป็นภาพยนตร์ที่สะท้อนปัญหาสังคมท้องถิ่นอีสานที่ดีเรื่องหนึ่ง แต่สิ่งที่น่าสังเกต คือ คนพูดนั่นไม่ได้เป็นคนในท้องถิ่นจริงๆ กลับเป็นนักศึกษา นักเขียน หรือกลุ่มเอ็นจีโอ ซึ่งรับทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียงให้อีกทอดหนึ่ง

เรื่องต่อมาคือ ลูกอีสาน ซึ่งเป็นวรรณกรรมได้รับรางวัลซีไรท์ ซึ่งเมื่อนำมาทำเป็นภาพยนตร์ก็ทำให้ภาพรับรู้ความเป็นอีสานขยายสู่มวลชนมากขึ้น เนื้อหาส่วนใหญ่จะสะท้อนปัญหาของสังคมอีสาน โดยในเรื่องนี้มีสโลแกนประโยคหนึ่งที่ว่า “ข้าเกิดที่ไหนข้าก็เป็นคนที่นั่น” ซึ่งจากประโยคนี้สะท้อนนัยยะที่มองได้๒แบบ คือ ข้าในที่นี้คือข้าเป็นคนไทยไม่ใช่คนลาว แต่เป็นไทยอีสาน เป็นความพยายามบอกว่า การที่คนภาคอื่นว่าคนอีสานเป็นลาวนั้น สร้างความน้อยเหนือต่ำใจเพียงไร และอีกด้านหนึ่งคือ ข้าเป็นคำที่ไม่ใช่ภาษาอีสาน แต่เป็นภาษาไทย ซึ่งแสดงให้เห็นว่าอีสานได้ตกอยู่ใต้อำนาจของคนส่วนกลางตลอดมา ขนาดใช้คำแทนตนเองยังต้องใช้ภาษาไทย

อีกเรื่องคือผู้แทนนอกสภาที่สะท้อนให้เห็นถึงคำว่าประชาธิปไตย โดยเสนอว่าภาคอีสานยังขาดความเข้าใจที่แท้จริงในเรื่องประชาธิปไตย ทั้งยังสะท้อนภาพของนักการเมืองซื้อเสียงเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจทางการเมือง ดังนั้นจะเห็นได้ว่าภาพยนตร์ในทศวรรษที่๒๕๒๐ เป็นเรื่องที่สะท้อนแต่ปัญหาอีสานที่ไม่สอดคล้องกับการพัฒนาอย่างที่รัฐพยายามให้เป็นไป
แต่ในช่วงท้ายของทศวรรษ๒๕๒๐ เริ่มมีภาพยนตร์ที่สะท้อนถึงการเริ่มต่อสู้ของคนอีสานและไม่ใช่แต่รอคอยความหวังอย่างเดียวเหมือนภาพยนตร์ในยุคต้นทศวรรษ เช่น เรื่อง เกิดมาลุย เป็นภาพยนตร์แนวแอคชั่น เน้นการต่อสู้ แต่ก็สะท้อนให้เห็นว่า ตอนนี้คนอีสานพร้อมที่จะลุกขึ้นต่อสู้แล้ว

หลังทศวรรษที่๒๕๒๐ ภาพยนตร์ที่สะท้อนปัญหาชนบทท้องถิ่นอีสานกลับน้อยลง แต่เน้นไปที่เรื่องรัก และเรื่องตลก ซึ่งเป็นแนวที่ทำเงินให้กับอุตสาหกรรมภาพยนตร์ ดังนั้นยุค๒๕๓๐-๒๕๔๐ จึงสามารถสะท้อนได้ว่า สังคมอีสานเดินสู่ยุคของความศิวิไลซ์ ภาพยนตร์จากที่แต่เดิมเคยเป็นสื่อที่คอยสะท้อนปัญหากลับกลายมาเป็นสื่อเพื่อความบันเทิง เช่น บ้านผีปอบ เนื้อหาหลักคือการวิ่งหนีปอบทั้งเรื่อง

มาในยุคหลังเมื่อย่างเข้าสู่ทศวรรษ๒๕๕๐สื่อภาพยนตร์ที่สะท้อนเรื่องราวของคนอีสานมีหลายแนว ไม่ว่าจะเป็นแนวตลก แนวรัก แนวสารคดี แสดงให้เห็นว่าในยุคนี้ภาพยนตร์เริ่มเปิดกว้างขึ้น ซึ่งเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจจะยกตัวอย่างในที่นี้ คือ เรื่อง ๑๕ค่ำ เดือน๑๑ เป็นเรื่องเกี่ยวกับที่มาของการเกิดบั้งไฟพญานาค เป็นเรื่องที่สะท้อนความแตกต่างทางค่านิยม ๒ ด้าน ของคนสองคนแต่ต่างช่วงอายุ คนหนึ่งอยู่ในกรอบจารีตเดิมของท้องถิ่น แต่อีกคนอยู่ในโลกใหม่ในโลกที่เรียกว่าโลกาภิวัฒน์ สะท้อนภาพปัญหาวิกฤติทางสังคมและวัฒนธรรมอีสานในยุคนี้อย่างชัดเจนว่า ค่านิยมความเชื่อ ขนบประเพณีเดิมของคนรุ่นเก่าในท้องถิ่นกำลังจะสูญหายไปกับความเจริญก้าวหน้าและแนวคิดแบบวิทยาศาสตร์ที่คนรุ่นใหม่รับเข้ามานั่นเอง

หลังจากดูงานวรรณกรรมผ่านตัวภาพยนตร์แล้วต่อมาก็เป็นการพิจารณาพลวัติการเปลี่ยนแปลงของสังคมอีสานผ่าน เรื่องสั้น โดยยกตัวอย่างจากรวมเรื่องสั้นชุด สาบอีสาน เขียนขึ้นในโอกาสครบรอบ๒๐ปีของสโมสรนักเขียนอีสาน ที่รวมตัวกันเพื่อประกาศเรื่องราวของท้องถิ่นตัวเอง ยกตัวอย่าง เช่น เรื่องสั้น เป่าขลุ่ยแลกข้าว ของคำพูน บุญทวี เรื่องราวของคนอีสานที่ทำได้ทุกอย่างเพื่อให้ได้กิน แม้กระทั่งการเป่าขลุ่ย ทั้งยังสะท้อนค่านิยมของอีสานโดยทั่วไปด้วยว่า คนอีสานเป็นคนไม่ขี้เหนียวชอบแบ่งปัน ถ้าใครไม่แบ่งปันก็จะไม่ได้รับการยอมรับจากสังคม หากมีคำถามว่าทำไมคนอีสานถึงเป็นเสื้อแดงมาก คำตอบแบบเข้าใจได้ง่ายๆก็เพราะความผูกพันได้รับการแบ่งปันและช่วยเหลือจากรัฐบาลชุดนั้นนั่นเอง

เรื่อง เพื่อนเก่าที่บ้านเกิด ของ คำหมาน คนไค เป็นเรื่องของคนที่ได้เรียนจบสูงมาจากเมืองกรุงและมองคนชนบทว่าเป็นคนไม่มีความรู้ แต่เมื่อกลับมามองจริงๆแล้ว การที่เรียนจบสูงใช่ว่าจะมีความรู้มากกว่าคนในท้องถิ่น ถ้าเรียนจบสูงแต่กลับทำมาหากินไม่เป็นแล้วจะถือว่ามีความรู้ได้อย่างไร
เรื่อง ไปซื้อน้ำปลาและหาผัวฝรั่งที่เเม็คโคร ของ วีระ สุดสังข์ เป็นการเล่าถึงผู้หญิงอีสานที่นิยมแต่งงานกับฝรั่ง เพราะคิดว่าฝรั่งเป็นเหมือนผีบุญแบบใหม่ที่เข้ามาช่วยให้คนอีสานได้รับโอกาสที่ดีขึ้นและสามารถยืนหยัดในสังคมได้อย่างทัดเทียม
จริงอยู่การแต่งงานข้ามวัฒนธรรมของสังคมอีสานจะนำมาซึ่งชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น แต่ในขณะเดียวกันก็นำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลงทางสังคมอีสาน ทำให้ขนบธรรมเนียม ประเพณีดั่งเดิมของอีสานเริ่มเลือนหายไป เช่น แต่เดิมการแต่งงานของสาวอีสานจะต้องมาสู่ขอกันตามประเพณี และตามขนบอีสานฝ่ายชายจะต้องแต่งเข้าบ้านฝ่ายหญิง แต่กลับกลายว่าสาวอีสานไปอยู่กับฝรั่งเลย ส่วนพ่อแม่ ปู่ย่า ตายาย ก็มีเงินใช้ แต่ต้องอยู่เดียวดายตามลำพังหรืออาจจะอยู่กับเด็กลูกครึ่งที่ไม่รู้ว่าจะอบรมเลี้ยงดูอย่างไร ระบบครอบครัวขยายนับวันก็กลับกลายเป็นครอบครัวเดี่ยว

ในมุมมองของผู้หญิงหม้าย ค่านิยมการแต่งงานกับฝรั่งทำให้ผู้หญิงกลุ่มนี้กลับขึ้นมามีโอกาสทางสังคมอีกครั้ง จากเดิมแม่หม้ายถือได้ว่าเป็นผู้หญิงชายขอบทางสังคมอีสานที่พบผ่านงาน วรรณกรรมเพลงกล่อมลูก ได้ระบายถึงความทุกข์ยากลำบากของหญิงหม้ายที่ต้องเลี้ยงดูลูกเพียงลำพัง แต่ขนบการแต่งงานกับฝรั่งได้เข้ามาเปิดโอกาสให้หญิงหม้ายกล้า เพื่อมีโอกาสยืนหยัดทางสังคมอีสานอีกครั้ง ตามคำกล่าวภาษาอีสาน “โสตาย” หมายถึง “ชีวิตต้องกล้าที่จะไปตายเอาดาบหน้า กล้าเลอะยิ่งเยอะประสบการณ์” โดยผู้หญิงหม้ายสามารถเปลี่ยนสามีฝรั่งไปเรื่อยๆ จนกว่าจะหาคนที่ดีที่สุดให้ตนเอง เพราะการที่มีสามีฝรั่งใหม่ในแต่ละครั้งไม่ได้ทำให้คุณค่าของหญิงหม้ายลง ในทางตรงกันข้ามกลับยิ่งเพิ่มคุณค่าของตัวเองให้ขึ้นมาถัดเทียมคนอื่นในสังคม เช่นเดียวกันค่านิยมใหม่นี้ก็ทำให้ผู้หญิงบางกลุ่มที่ไม่สวยตามแบบฉบับไทยนิยม แต่กลับเป็นที่นิยมชมชอบของฝรั่งได้มีโอกาสขึ้นมายืนหยัดทางสังคมได้
จะเห็นได้ว่า เรื่องสั้นชุดสาบอีสาน ได้สะท้อนให้เห็นโครงสร้างความสัมพันธ์ของอีสานโดยรวม ที่นับวันโครงสร้างทางสังคมอีสานจะเปลี่ยนแปลงไปมากกว่าเดิม
เรื่อง ม้าก้านกล้วย ของ ไพวรินทร์ ขาวงาม ซึ่งเขียนในรูปของกวีนิพนธ์และได้รางวัลซีไรท์ในปี๒๕๓๘ ยุคก่อนฟองสบู่แตกไม่กี่ปี ในเรื่องจะพูดถึงคนอีสานที่อยู่ช่วงวัยขายแรงงานต้องอพยพไปทำงานในเมืองกรุง ด้วยหวังว่าจะมีชีวิตที่ดีกว่า แต่พอเอาเข้าจริงกลับไม่เป็นเช่นนั้นกลับกลายเป็นว่ามีปัญหาเพิ่มพูนมากขึ้น จนท้ายที่สุดต้องถูกกดเข้าไปอยู่ภายใต้อำนาจบางอย่างที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ถือได้ว่าเป็นวรรณกรรมที่สะท้อนการเปลี่ยนแปลงของสังคมอีสานไว้ชัดเจนมากเรื่องหนึ่ง
จากการศึกษาสังคมอีสานผ่านวรรณกรรมพบว่า ในทุกวันนี้สังคมอีสานก้าวสู่ยุคโลกาภิวัฒน์แล้ว แต่สิ่งที่ต้องสูญเสียไปแลกเปลี่ยน คือขนบธรรมเนียมประเพณีในท้องถิ่นเดิม ที่นับวันจะยิ่งเลือนหายไป กฎจารีตในสังคมเดิมจากนี้ต่อไปไม่สามารถใช้ควบคุมสังคมได้แล้ว เช่น วิธีการกล่าวหาว่าคนเป็นปอบ ที่คนในสังคมอีสานใช้เรียกคนที่ชอบทำตัวแปลกแยกและเป็นที่หวาดกลัวของชุมชนว่าจะเป็นกลุ่มคนที่จะทำให้ระบอบจารีตสังคมเสีย คนที่ผิดแปลกนี้จะถูกขับไล่ออกจากสังคมท้องถิ่น ถ้ามองในยุคนี้เชื่อว่าคนอีสานส่วนใหญ่คงเป็นปอบกันหมดเพราะทำผิดจารีตแทบทุกคน แต่ปัจจุบันมีเพียงคนส่วนน้อยเท่านั้นที่จะยึดติดค่านิยมนี้ หรือแม้แต่ธรรมเนียมการแต่งงานที่ปัจจุบันสาวอีสานบางกลุ่มมีค่านิยมแต่งงานกับฝรั่ง ทำให้ขนบธรรมเนียมเดิมเริ่มเลือนหายไป
ในขณะเดียวกัน การที่สังคมอีสานได้ถูกนำพาเข้าสู่ยุคโลกาภิวัฒน์กลับไม่ได้ทำให้สังคมอีสานมีชีวิตดีขึ้นกว่าแต่ก่อนเลย ซ้ำยังทำให้สังคมอีสานซับซ้อนมากขึ้น ด้วยความเชื่อที่ว่าความเจริญจะทำให้คนอีสานมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นนั้น ไม่เป็นไปตามหวัง แต่กลับเข้ามาสร้างค่านิยมใหม่ซึ่งเป็นค่านิยมแบบวัตถุนิยม เน้นการแสวงหาความร่ำรวย กลับยิ่งสร้างความยากลำบากของคนอีสานในการถีบตัวเองออกจากความยากจน ซึ่งเมื่อไปไม่รอดคนอีสานบางกลุ่มก็ต้องลุกขึ้นต่อสู้เรียกร้องจากรัฐ เป็นปัญหาที่เราพบเห็นในปัจจุบัน
ดังนั้นสรุปว่าความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นทำให้สังคมอีสานดีขึ้นจริงหรือไม่ หรืออาจจะดีขึ้นด้านวัตถุ แต่สูญเสียไปด้านจิตวิญญาณ
ในตอนท้ายนี้จากการหยิบยกวรรณกรรมอีสานมาอธิบายปรากฏการณ์ความเปลี่ยนแปลงของสังคมอีสาน เนื่องจากเข้าใจว่านักเขียนจะมีลักษณะพิเศษ ที่จะมองสังคมแตกต่างจากคนทั่วไป หรืออาจมองเห็นบางสิ่งที่คนทั่วไปไม่เห็น ทั้งยังสะท้อนให้เห็นว่าตอนนี้พวกนักเขียนมองสังคมเป็นอย่างไร กำลังจะเดินไปในทิศทางใด
งานวรรณกรรมอีสานสามารถแสดงพลวัติความเปลี่ยนแปลงบางอย่างของสังคมอีสานได้ถึงแม้ว่าอาจไม่เห็นภาพอีสานทั้งหมด เช่นเดียวกันงานวรรณกรรมก็เป็นเพียงชิ้นส่วนเล็กๆที่แสดงให้เห็นความเปลี่ยนแปลงของสังคมอีสานได้เพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น เพราะในการจะอธิบายภาพของอีสานทั้งหมดจำเป็นอย่างยิ่งที่จะหยิบองค์ประกอบต่างๆมาร่วมอธิบายจึงจะทำให้เห็นภาพกระจ่างชัดขึ้น
สื่อและสิ่งพิมพ์ที่เกี่ยวข้อง
DVD บรรยายสาธารณะ “สังคมอีสานในความเปลี่ยนแปลง เสียงบอกเล่าผ่านวรรณกรรม” โดย อาจารย์แก้วตา จันทรานุสรณ์. URL : http://lek-prapai.org/publish_show.php?id=18
ภาพยนตร์เรื่องทองปาน URL : http://www.youtube.com/watch?v=4pwXp6Ps6TA
ภาพยนตร์เรื่องผู้แทนนอกสภา URL : http://www.youtube.com/watch?v=OirWrKJsAS4
ภาพยนตร์เรื่องบ้านผีปอบ ภาค1 URL : http://www.youtube.com/watch?v=Pn0jZ_MJmCY
ลำกลอน ในภาพยนตร์เรื่องลูกอีสาน URL : http://www.youtube.com/watch?v=1sfO54Cnv_M&feature=related