อยู่ร่วมได้บนความแตกต่าง
![]() |
| โซเฟีย ไทยอนันต์ ประธานสภาวัฒนธรรมอำเภอแม่สาย ผู้เป็นมุสลิมเชื้อสายปาทาน ถ่ายภาพกับกลุ่มสตรีหลากหลายชาติพันธุ์ในอำเภอแม่สาย |
ท่ามกลางเสียงเพลงเสียงเชิญชวนให้ชาวบ้านมาร่วมทำพิธีสะเดาะเคราะห์ก่อนงานวันสักการะพระเจ้าพรหมมหาราชของชาวแม่สาย ณ ลานหน้าอำเภอแม่สาย ภายในเต็นท์หน้าเวทีจัดงาน ตุ๊เจ้าหลายรูปกำลังช่วยกันจัดพานบายศรี พุ่มดอกไม้ สะตวงนพเคราะห์ ตลอดจนประดับตุง ติดธงทิวอย่างขะมักเขม้น เช่นเดียวกับเต็นท์ของสภาวัฒนธรรมอำเภอแม่สายที่ตั้งอยู่ไม่ไกลนัก มีบรรดาแม่หญิงช่วยกันจัดวางเอกสาร ธูปเทียนดอกไม้เป็นชุด ๆ สำหรับให้บริการแก่ผู้ต้องการเข้าร่วมงานพิธีดังกล่าว ในบรรดาเหล่าแม่หญิงที่กำลังหยิบฉวยจัดแต่งข้าวของอยู่นั้น ต้องสะดุดตากับหญิงสาวตาคมหน้าตาอย่างเทศที่บนศีรษะปกคลุมด้วยผ้าฮิญาบบอกความเป็นมุสลิมอย่างเด่นชัด เธอกำลังสั่งการให้เหล่าแม่หญิงช่วยกันจัดวางข้าวของให้เป็นหมวดหมู่ พร้อมตรวจตราดูแลความเรียบร้อยภายในเต็นท์ด้วยกิริยาอาการที่บ่งบอกความเป็นผู้นำของเธอ ทำให้สิ้นสงสัยเมื่อได้รับคำตอบว่า เธอคือ โซเฟีย ไทยอนันต์ ประธานสภาวัฒนธรรมอำเภอแม่สายคนปัจจุบัน
อำเภอแม่สายเป็นอำเภอเหนือสุดของจังหวัดเชียงรายและเหนือสุดของประเทศไทยมีแม่น้ำสายเป็นพรมแดนทางธรรมชาติกั้นเขตแดนระหว่างประเทศไทยกับประเทศพม่าโดยมีด่านชายแดนไทย-พม่าที่เรียกว่า "ด่านแม่สาย" ผ่านข้ามไปยังจังหวัดท่าขี้เหล็กของพม่าได้ ด้วยเป็นเมืองชายแดนนี้เอง ตลาดแม่สายจึงคึกคักไปด้วยสินค้าข้ามพรมแดนทั้งจากจีนและพม่า รวมไปถึงคนแม่สายซึ่งนอกจากเป็นคนไทยยวนพื้นถิ่นแล้ว ยังมีคนไทยเชื้อสายจีนที่อพยพมาจากหัวเมืองใหญ่หลายเมืองทางภาคเหนือ เข้ามาตั้งรกรากค้าขายในตัวเมืองมาเป็นเวลานาน เช่นเดียวกับมุสลิมจีนฮ่อซึ่งส่วนใหญ่ในอดีตเป็นพ่อค้าม้าต่างก็มาตั้งหมู่บ้านในเขตอำเภอแม่สายไม่น้อย หลังจากที่จีนเกิดการปฏิวัติใหญ่โดยพรรคคอมมิวนิสต์ในปี พ.ศ. ๒๔๙๒
“มุสลิมในแม่สายเป็นจีนฮ่อถึง ๙๐ เปอร์เซ็นต์ มีอยู่ถึง ๓๐๐ ครัวเรือน ขณะที่มุสลิมเชื้อสายปาทานอย่างดิฉันมีอยู่ ๑๐ หลังคาเรือนเท่านั้น”
โซเฟียบอกเล่าถึงความเป็นมาของมุสลิมแม่สายซึ่งส่วนใหญ่เป็นจีนฮ่อ ปัจจุบันมีมัสยิดอยู่ถึงสองแห่ง ส่วนตัวเธอเป็นชาวแม่สายโดยกำเนิด แม้ว่าบิดามารดาจะอพยพมาจากลำปาง แต่ก็ย้ายมาอยู่ที่แม่สายตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๙๐
“ครอบครัวเราแต่ก่อนซื้อวัวควายจากพม่าไปลำปาง ต้องผ่านแม่สาย เลยเลือกย้ายมาอยู่ที่นี่”
ในสายตาของคนภายนอกอดแปลกใจไม่ได้กับการที่เธอมาร่วมทำงานในสภาวัฒนธรรม ซึ่งต้องมีบทบาทในเรื่องงานบุญประเพณีต่าง ๆ ของอำเภอ ที่หลีกไม่พ้นในเรื่องทางพุทธศาสนาซึ่งคนแม่สายโดยรวมนับถือ ต่อเรื่องดังกล่าวเธอกลับไม่รู้สึกเป็นปัญหา เพราะคุ้นเคยกับบุญประเพณีต่างๆ ทางพุทธศาสนามาแต่เด็ก เนื่องจากครอบครัวอาศัยอยู่ในหมู่บ้านที่แวดล้อมด้วยพุทธศาสนิกชนถึง ๙๙ เปอร์เซ็นต์ อีกทั้งยังเรียนในโรงเรียนที่แม่สายตั้งแต่อนุบาลถึงมัธยม แล้วไปต่อด้านพาณิชยการที่ลำปางและปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยนเรศวร จังหวัดพิษณุโลก ก่อนกลับมาศึกษาปริญญาโทต่อที่มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย จนเป็นอาจารย์พิเศษสอนที่มหาวิทยาลัยราชภัฏแห่งนี้จนถึงปัจจุบัน เธอจึงซึมซับและเข้าใจถึงวัฒนธรรมคำสั่งสอนของคนล้านนาเป็นอย่างดี
โซเฟียเล่าว่าเธอเข้ามาทำงานในสภาวัฒนธรรมของจังหวัดเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๕ สมัยที่คุณสุเมธ พรมใจสา เป็นประธาน เพราะส่วนตัวเห็นว่าวัฒนธรรมคือการงอกงาม การดำเนินชีวิตของคนแต่ละกลุ่มแต่ละชุมชนในสังคม สัมพันธ์เกี่ยวข้องกันตั้งแต่ตื่นนอนจนถึงเข้านอนอีกครั้ง สิ่งที่กระทำในทางที่ดีและเป็นประโยชน์เหล่านี้นับวันจะเปลี่ยนแปลงหรือหายไปกับสังคมในยุคที่เจริญทุกด้าน จึงเห็นสมควรที่คนทุกๆ วัยต้องช่วยกันอนุรักษ์ ฟื้นฟู และดำรงไว้ซึ่งวัฒนธรรมอันดีงามของพวกเราเองให้คงอยู่สืบไปซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดและวัตถุประสงค์ของสภาวัฒนธรรมแม่สายที่ถือว่า “การรักษาทางวัฒนธรรมคือการรักษาชาติ และการยึดครองที่สมบูรณ์ที่สุดคือการยึดครองวัฒนธรรม”
ด้วยเหตุนี้สภาวัฒนธรรมอำเภอแม่สายที่จัดตั้งมาราว ๒๐ กว่าปีแล้ว จึงเปิดกว้างให้บุคคลหลากหลายศาสนาและชาติพันธุ์เข้ามาร่วมงาน อย่างเชิญผู้ที่นับถือศาสนาคริสต์ ศาสนาอิสลาม ที่แม้จะมีสัดส่วนไม่มากเมื่อเทียบกับผู้นับถือศาสนาพุทธให้เข้ามาเป็นที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ เป็นกรรมการหรือเป็นอนุกรรมการในการปฏิบัติงานของสภาวัฒนธรรม
“ดิฉันไม่ทราบว่าสภาวัฒนธรรมของที่อื่นเขาเปิดรับบุคคลหลากหลายอย่างของเราหรือไม่ แต่ที่ทราบในอำเภอใกล้ ๆ ของจังหวัดเชียงรายไม่มี”
โซเฟียอธิบายให้เข้าใจถึงการทำงานของสภาวัฒนธรรมอำเภอแม่สาย แต่กระนั้นเมื่อเธอได้รับเลือกให้เป็นประธานสภาวัฒนธรรมเมื่อเดือนมิถุนายน ๒๕๕๒ เธอยังคงได้รับกระแสวิจารณ์ที่กลัวว่าสภาฯ จะถูกศาสนาอิสลามเข้ายึดครอง
“แรกๆ คนภายนอกที่ไม่ได้คลุกคลีกับการทำงานของพวกเราก็วิจารณ์กันไป พวกผู้ใหญ่และเพื่อนๆ ร่วมงานเขาพากันให้กำลังใจว่าต้องมีความมั่นใจ มาถึงวันนี้ต่างก็ยอมรับและเข้าใจในตัวดิฉันมากขึ้น เพราะดิฉันมีหลักคิดในการทำงานว่า การรักษาฟื้นฟูและดำรงไว้ซึ่งศิลปวัฒนธรรมนั้น คืองานที่สร้างความเจริญทางปัญญาและจิตใจ อันถือเป็นองค์ประกอบหลักที่จะทำให้ความเป็นไทยคงอยู่
“มีมุสลิมเข้ามาทำงานสภาวัฒนธรรมมากไหม ดิฉันไม่ทราบ แต่เมื่อปลายปีที่แล้วได้ไปประชุมเรื่องวัฒนธรรมที่ศูนย์วัฒนธรรม กรุงเทพฯ พบว่ามีสภาวัฒนธรรมเขตสวนหลวงของกรุงเทพฯ เป็นมุสลิมเหมือนกัน ได้พูดคุยกันก็พบว่าเราทั้งคู่จะรู้สึกอึดอัดบ้างในการปฏิบัติกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับศาสนาพุทธ แต่เราได้พยายามทำความเข้าใจกับทุกคน ทั้งที่เป็นคนมุสลิมเองหรือไม่ใช่ว่า ‘ทุกกิจกรรมในงานสภาวัฒนธรรม เราสามารถทำได้ แต่ทุกพิธีกรรมในงาน ไม่สามารถทำได้ค่ะ’เราจึงทำงานแบบแสวงจุดร่วม สงวนจุดต่าง และที่สำคัญอยากบอกกับพี่น้องชาวพุทธว่า อย่าเอาการกระทำของคนมุสลิมบางคนมาตัดสินว่า นี่คืออิสลาม”
โซเฟียเน้นย้ำกับประโยคสุดท้าย เพราะหลายครั้งที่มีมุสลิมบางคนทำสิ่งที่ขัดต่อหลักการศาสนา พลอยทำให้ชนมุสลิมอื่นๆ ถูกมองไปอย่างบิดเบี้ยว หรือกระทั่งมีอคติต่อศาสนาอิสลามไปเลย ดังกรณีที่มักถูกวิจารณ์ว่า คนพุทธพยายามเรียนรู้วัฒนธรรมของคนมุสลิม แต่คนมุสลิมกลับปิดกั้นตัวเอง ไม่สมาคมหรือพยายามเรียนรู้ประเพณีของศาสนาอื่นบ้าง
ในประเด็นนี้โซเฟียเห็นว่าคนมุสลิมไม่ได้ปิดกั้นตัวเองในการเรียนรู้ เพราะการศึกษาหาความรู้นั้นเป็นข้อบังคับที่มุสลิมทั้งหญิงชายพึงปฏิบัติ ดังที่ท่านศาสดามีวจนะให้อิสลามิกชนต้องแสวงหาความรู้ตลอดชีวิต “จงศึกษาตั้งแต่ในเปลนอนจนถึงหลุมฝังศพ” หากแต่มุสลิมบางคนอาจไม่เข้าใจหรือไม่สามารถแยกออกได้ในสิ่งที่เป็น “ข้อห้าม” หรือ “ข้อปฏิบัติ” ในศาสนาอิสลาม
|
ความหลากหลายทางสังคมและวัฒนธรรม :จดหมายข่าว ฉ.๘๖ (กันยายน-ตุลาคม ๒๕๕๓) |