หน้าหลัก
เกี่ยวกับมูลนิธิ
วันเล็ก-ประไพ รำลึก
ติดต่อเรา
จามบานี: มุสลิมดั้งเดิมแห่งเวียดนาม
บทความโดย วลัยลักษณ์ ทรงศิริ
เรียบเรียงเมื่อ 1 ม.ค. 2553, 14:25 น.
เข้าชมแล้ว 12331 ครั้ง

จามบานี: มุสลิมดั้งเดิมแห่งเวียดนาม

 

                ภาคกลางของเวียดนามเป็นบริเวณที่มีรัฐแรกเริ่มพัฒนาขึ้นจากชุมชนสมัยก่อนประวัติศาสตร์ที่ตั้งอยู่ใกล้ชายฝั่งทะเล โดยรวมเรารู้จักกันในนามวัฒนธรรมแบบซาหวิ่งห์ [Sa Hyunh Culture] ซึ่งวัตถุทางวัฒนธรรมให้อิทธิพลต่อรูปแบบซึ่งคล้ายคลึงแพร่หลายอยู่หลายแห่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทั้งภายในภาคพื้นและหมู่เกาะ ทำให้เห็นว่าผู้คนในวัฒนธรรมซาหวิ่งห์นั้นเป็นกลุ่มชำนาญในการเดินเรือที่ข้ามทะเลไปยังหมู่เกาะฟิลิปปินส์หรือเดินเรือเลียบชายฝั่งเข้ามาในพื้นที่ภาคกลางของประเทศไทยและยังใช้เส้นทางเดินทางบกข้ามเทือกเขาเข้ามาสู่อีสานเหนือในวัฒนธรรมแบบบ้านเชียงและในบริเวณทุ่งกุลา ที่มีร่องรอยของสิ่งของเครื่องประดับและรูปแบบวัฒนธรรมการฝังศพครั้งที่สองในยุคเหล็กลงมา

 

                  หลังจากนั้น บริเวณเทือกเขาและที่สูงในบริเวณภาคกลางของเวียดนามก็เป็นบริเวณที่มีชุมชนบ้านเมืองที่เราเรียกว่า “จามปา” ในเวลาต่อมา “คนจาม” นั้นจัดอยู่ในกลุ่มตระกูลภาษาออสโตรนีเซียน  ความเป็น “คนจาม” รวมเอากลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ เช่น กลุ่ม Cham, Rhade, Jarai, Chru, R'glai, K'ho, Sdiang, Hroy, Bahnar, Sedang เป็นต้น ซึ่งเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ซึ่งเป็นชาวเขาในเขตที่สูงและปัจจุบันก็ยังดำรงอยู่

 

                    บ้านเมืองของจามปาในระยะแรกตั้งอยู่ในเขตหุบเขาภายใน ไกลชายฝั่งทะเลก่อนที่จะกลายมาเป็นกลุ่มพ่อค้าที่ใช้การเดินเรือทะเลออกไปไกลในภูมิภาคต่างๆ ทั้งสองฝั่งอารยธรรมคือจีนและอินเดียตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ ๗-๘ เป็นต้นมา พัฒนาการของบ้านเมืองชาวจามเข้าสู่การเป็นนครรัฐโดยการรับศาสนาฮินดูซึ่งมีอยู่หลายเมืองตั้งแต่ ดานัง (อินทรปุระ)จาเกี้ยว (สิงหปุระ)  อมรปุระ กุยเญิน (วิชัย) ญาจาง (เกาธระ) ฟานรัง (ปันฑุรังคะ) ฟานเทียต

 

                   เมืองทั้งหลายเหล่านี้ล้วนมีศาสนสถานสำคัญอยู่บนภูเขา โดยเฉพาะที่หุบเขาหมี่เซิน [My Son] ใกล้กับดานัง ซึ่งเป็นกลุ่มศาสนสถานบนภูเขาขนาดใหญ่ ส่วนปราสาทจามทางชายฝั่งซึ่งเป็นเมืองท่าสำคัญที่ญาจางคือปราสาทโปนาคา[PoNagar Tower] ซึ่งถือเป็นปราสาทสำคัญของคนจามอุทิศให้แก่ Yan Po Nagar เทพสตรีผู้เป็นแม่แห่งแผ่นดิน  ปราสาทโปนาคานี้มีรูปเคารพสำคัญในศาสนาฮินดูที่เป็นศักติของพระศิวะในภาคของมหิศวรมธินีหรือนางทุรคาอยู่เหนือประตูปราสาทกลาง

 

                     นอกจากนี้ ยังมีปราสาทต่างๆ ที่อยู่บนเนินเขาเตี้ยๆ ใกล้กับชุมชนที่อยู่เลียบชายฝั่งทะเลอีกหลายแห่งตลอดเรื่อยจนมาถึงแถบนครโฮจิมินห์ โดยที่การสร้างปราสาทบนภูเขาและการนับถือเทพสตรีถือเป็นแนวคิดที่สืบเนื่องจากวัฒนธรรมดั้งเดิมในกลุ่มชาติพันธุ์ท้องถิ่นแถบนี้อย่างชัดเจน

 

                    นอกจากปราสาทจามซึ่งถือเป็นเอกลักษณ์เด่นของบ้านเมืองในอดีต “คนจาม” ยังเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ใหญ่ในเวียดนามตอนกลางโดยเฉพาะในบริเวณจังหวัดบิงห์ถ่วนและนิงห์ถ่วน [Binh Thuan, Ninh Thuan] ที่มีคนจามอยู่ราว ๘,๖๐๐๐ คน จากจำนวนคนจามราวๆ แสนสามหมื่นคนทั่วประเทศเวียดนาม

 

                  ถือว่าคือลมหายใจที่สืบเนื่องตกทอดมาจากวัฒนธรรมจามปาอย่างน่าสนใจและอาจจะมากกว่าตัวปราสาทที่เป็นเพียงศาสนสถานด้วยซ้ำ

 

                คนจามที่ฟานรังในจังหวัดนิงห์ถ่วน [Ninh Thuan] แบ่งออกเป็น ๒ กลุ่ม คือ จามบาลามง [Cham Balamon] และจามบานี [Cham Bani] ซึ่งมีจำนวน ๒๒ หมู่บ้าน แต่ละกลุ่มแยกกลุ่มบ้านกันอย่างเด็ดขาดไม่ยุ่งเกี่ยวกันและไม่นิยมแต่งงานข้ามกลุ่ม ทำให้ผู้คนในแต่ละกลุ่มไม่มีโอกาสเรียนรู้หรือใช้ชีวิตที่สัมพันธ์กันแต่อย่างใด

 

               คนจามกลุ่มใหญ่คือ คนจามบาลามง ที่นับถือพราหมณ์ ๑๕ หมู่บ้านและมีพิธีกรรมทางศาสนาโดยใช้พื้นที่ปราสาทโป-กลงกาไร[PoKlongGarai] และปราสาทโปโลเม่[Porome] ในท้องถิ่น นับถือกษัตริย์ที่ล่วงลับไปแล้วเป็นเทพ เช่น กษัตริย์โป-กลงกาไรและกษัตริย์โปโรเมซึ่งเป็นกษัตริย์องค์สุดท้ายของจามปาก็กลายเป็นเทพในปราสาทที่ชาวจามปัจจุบันเข้าไปทำพิธีกรรมบูชา

 

               คนจามมุสลิมที่ฟานรังนั้นทั้งน่าสนใจและน่าแปลกใจสำหรับผู้ที่รู้จักชุมชนมุสลิมจากท้องถิ่นอื่นๆ  เพราะความเป็นอิสลาม [Islamization]นั้นเข้ามามีส่วนในชีวิตของคนจามบานีน้อยมาก

 

               อิสลามเริ่มเข้ามาในจามปาเมื่อใดไม่แน่ชัด มีการสันนิษฐานว่านำมาโดยพ่อค้าอาหรับที่เข้ามาแวะพักเมื่อเดินทางผ่านเมืองท่าแถบนี้และกำหนดอายุจากแผ่นหินที่จารึกเหนือหลุมฝังศพเมื่อราวพุทธศตวรรษที่ ๑๖

 

             ในตำนานกล่าวว่า แม้ในระยะเริ่มแรกการมีศาสนาใหม่เข้ามาสู่กลุ่มคนจามที่เป็นพราหมณ์จะทำให้เกิดความขัดแย้ง แต่กษัตริย์จามก็ทำให้ศาสนาอิสลามผสมผสานเข้าสู่ความเป็นท้องถิ่นที่นับถือกษัตริย์เป็นเทพและกำหนดสถานภาพของกลุ่มคนในฐานะต่างๆ โดยยกให้นักบวชหรือกูรูเป็นกลุ่มที่มีสถานภาพสูงเช่นเดียวกับกลุ่มจามที่เป็นพราหมณ์ รวมทั้งมีส่วนร่วมในพิธีฉลองปราสาทโปโรเมตามตำนานร่วมกัน มีการบูชาบรรพบุรุษเช่นเดียวกับชาวจามท้องถิ่นกลุ่มอื่นๆ ซึ่งแตกต่างไปจากคนมุสลิมที่เคร่งครัด

 

             แต่พวกเขาก็ถือว่าตนเองเป็นมุสลิมนับถือศาสนาอิสลามและถือตนว่าเป็น “อิสลามดั้งเดิม” ที่ต่างจากกลุ่ม “อิสลามใหม่” ซึ่งนำเอาการประพฤติปฏิบัติแบบศาสนาอิสลามนิกายซุนนี่จากแถบสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงที่ได้อิทธิพลมาจากคนมาเลย์มุสลิมทางคาบสมุทรมลายูมาอีกทอดหนึ่ง เนื่องจากมีโต๊ะครูผู้สอนศาสนาจากเมืองเจาด๊ก [Chau Doc] ซึ่งอยู่ติดชายแดนกัมพูชาเข้ามาสอนศาสนาและเสียชีวิตที่ฟานรังเมื่อราว ๕๐ ปีที่แล้ว ปัจจุบันนี้มีมัสยิดของกลุ่มศาสนาอิสลามในกลุ่มนี้ราวๆ ๔ แห่งในจังหวัดนิงห์ถ่วนและมีผู้นับถือปฏิบัติอยู่ตามหมู่บ้านต่างๆ ราว ๑๐-๑๕ เปอร์เซ็นต์ของคนจามบานี

 

บริเวณเนินทรายที่ฝังศพของคนจามแห่งเมืองฟานรัง

 

                คนจามไม่ว่าจะเป็นกลุ่มใดต่างฝังศพไว้ในสถานที่เดียวกัน บริเวณเนินทรายขนาดใหญ่ที่มีพื้นทรายละเอียดและสะอาดไม่ไกลจากชายฝั่งทะเล ซึ่งเป็นพื้นที่ฝังศพกันมาแต่ดั้งเดิมโดยแบ่งพื้นที่แยกเป็นกลุ่มจามบาลามงซึ่งมีขนาดใหญ่ที่สุด กลุ่มจามบานีซึ่งมีขนาดรองลงมาและกลุ่มกลุ่มจามบานีที่เป็นกลุ่มใหม่เคร่งครัดตามหลักเกณฑ์ทางศาสนาซึ่งยังมีไม่มากนักและกลุ่มจามที่นับถือผีและอำนาจเหนือธรรมชาติ รูปแบบการฝังศพนั้นจะมีหินรูปทรงกลมๆ สองก้อนวางที่หัวและเท้าเช่นเดียวกันทุกกลุ่ม ส่วนหินของคนจามบานีที่เป็นกลุ่มใหม่จะเริ่มมีการเขียนจารึกวันเกิดและตายรวมทั้งชื่อเป็นภาษาอาหรับ ภาษายาวีและภาษาเวียดนามอยู่แต่ก็อยู่บนก้อนหินรูปกลมบ้างเหมือนของมุสลิมทั่วไปบ้างและวางหัวท้ายแบบเดิม

 

                คนจามในภาคกลางของเวียดนามไม่ว่าจะเป็นจามบาลามงหรือจามบานีจะถือลำดับตามสายตระกูลที่นับถือเครือญาติทางฝ่ายแม่อย่างเคร่งครัด คนจามในเขตภาคกลางนี้ยังคงถือเครือญาติสายแม่ [Matrilineal] และให้สมบัติและพื้นที่ทางฝ่ายหญิงทั้งหมด [Matrilocal] ลูกสาวคนเล็กซึ่งเป็นผู้ดูแลพ่อแม่จะได้บ้านและที่ดินเป็นมรดกแทบทั้งหมด ส่วนฝ่ายชายนั้นแม้แต่ฝังศพก็ยังกลับไปฝังที่พื้นที่ทางฝ่ายแม่ของตนและไม่มีสิทธิ์ในบ้านเรือนและสมบัติที่หาไว้ในการแต่งงานแต่อย่างใด

 

                คนจามดั้งเดิมที่นับถือพราหมณ์แบบท้องถิ่นก็ไม่ได้มีปัญหาทางศาสนากับกลุ่มจามบานีซึ่งเป็นมุสลิมแต่อย่างใดและทั้งสองกลุ่มนี้ไม่มีส่วนใดในชีวิตประจำวันที่ต้องสัมพันธ์กันและต่างคนต่างอยู่ในชุมชนของตนเอง

 

องค์กูรูจากหมู่บ้านวัน ลัม 

 

             ในกลุ่มนักบวชหรือที่พวกเขาเรียกว่า “กูรู”นั้นมีสถานภาพพิเศษ ในหมู่บ้านแต่ละแห่งมีจำนวน ๑๐-๑๒ คน มักจะสวมชุดยาวสีขาวและมีถุงใบเล็กๆ สามใบเป็นสัญลักษณ์ โกนผมและโพกผ้าคลุมไว้ ไม่กินเหล้าและหมูและอาหารจะมีการจัดเตรียมพิเศษเสมอ สามารถอ่านภาษาอาหรับจากคัมภีร์อัลกุรอ่านได้แม้จะไม่เข้าใจก็ตาม มีการจัดลำดับอาวุโสลดหลั่นกันถึง ๖ ระดับ ผู้ที่อยู่ในลำดับสูงสุดเรียกว่า “องค์กูรู” [Ong Guru] ซึ่งชาวบ้านจะให้ความเคารพสูงสุดและเชื่อฟังองค์กูรูซึ่งมักจะเป็นผู้อาวุโสที่มีประสบการณ์ชีวิตและมีครอบครัวที่ดีเป็นตัวอย่างแก่ชาวบ้านถือว่าเป็นผู้มีบารมีสูงสุดของชุมชน

 

              คนจามบานีต้องให้กูรูทำพิธีต่างๆ ตั้งแต่เกิดจนกระทั่งเสียชีวิตและมีพิธีต่างๆ มากมาย ต้องจ่ายค่าตอบแทนแก่กูรูเสมอและถ้าหมู่บ้านใดไม่มีองค์กูรูก็จะทำพิธีกรรมพิเศษบางอย่างไม่ได้ ดังนั้นเมื่อเป็นคนจามบานีก็ต้องใช้เงินสำหรับพิธีกรรม สำหรับจ่ายให้กูรูไม่ใช่น้อยขึ้นอยู่กับความสำคัญของพิธีกรรมต่างๆ  มีผู้ให้ข้อมูลเป็นตัวอย่างว่า สำหรับงานแต่งงานอาจจะต้องให้ค่าตอบแทนเป็นทองแก่องค์กูรูราวๆ สองสลึงทีเดียว

 

              คนจามบานีเรียกเดือนรอมฎอนว่า “รามาวัน” [Ramuwan] ซึ่งอยู่ในช่วงเดียวกันกับมุสลิมทั่วโลก แต่จะแปลกไปกว่าคนมุสลิมอื่นๆ เพราะกูรูหรืออาจารย์จะเป็นกลุ่มที่ไปค้างคืนในมัสยิด เสมือนเป็นตัวแทนชาวบ้านซึ่งไม่จำเป็นต้องถือศีลอดกันทุกคนตามแบบธรรมเนียมของชาวมุสลิมทั่วไป พวกเขาแยกจากครอบครัวไปทำอยู่ที่มัสยิดอย่างเคร่งครัดตั้งแต่พระอาทิตย์ขึ้นจนพระอาทิตย์ตกในช่วง ๕ วันแรกและทำละหมาด ๕ ครั้งต่อวันตลอดทั้งเดือน เมื่อละศีลอดก็จะมีผู้หญิงในครอบครัวนำเอาสำรับกับข้าวมาส่งให้ โดยอาหารในสำรับนั้นจะจัดอย่างดีที่สุด

 

ถาดที่ครอบอาหารซึ่งนำมาให้แก่นักบวชหรือกูรูที่มัสยิดช่วงเดือนรามาวันหรือรอมฎอน (ภาพจากโปสการ์ด)

 

              ทุกวันนี้กลุ่มมุสลิมใหม่ในหมู่บ้านของคนจามบานีที่ถือศาสนาแบบเคร่งครัดก็แยกออกไปมีมัสยิดของตนเอง ทำละหมาดวันละ ๕ ครั้งและถือศีลอดในเดือนรอมฎอนทุกคน และมีความใฝ่ฝันที่จะไปฮัจญ์ที่เมกกะและมักอยู่ในเครือญาติเดียวกันในขณะที่บ้านของคนจามบานีดั้งเดิมที่ปลูกบ้านอยู่ในรั้วติดกันนั้นไม่เคร่งครัดเท่า เพราะแต่ละบ้านมักเลี้ยงสุนัขและไปมัสยิดกันเพียงปีละครั้งเท่านั้นกลุ่มประเทศมุสลิมที่เข้ามาให้เงินบริจาคช่วยสร้างมัสยิดร่วมกับชาวบ้านมาจากแอฟริกาใต้และมีการให้ทุนนักศึกษาไปเรียนทางศาสนาในตะวันออกกลางด้วยนอกจากนี้ก็ยังกลุ่มอิสลามแบบเคร่งครัดแบบดั้งเดิม [Orthrodox] หรือที่มุสลิมในเมืองไทยมักเรียกกันแบบง่ายๆ ว่ากลุ่มสายใหม่ที่เคร่งครัดกว่ากลุ่มที่เข้ามาใหม่เริ่มเข้ามาในชุมชนแล้ว ส่วนใหญ่ก็เป็นกลุ่มที่สืบเนื่องมาจากกลุ่มสายใหม่ทางเจ๊าดกที่เรียกกันในชุมชนว่ามัสยิดเล็กที่แตกต่างจากกลุ่มท้องถิ่นแบบสายเก่าที่เรียกว่ามัสยิดใหญ่

 

             กลุ่มคนจามบานีที่รับการปฏิบัติทางศาสนาเหมือนกับคนจามมุสลิมที่ทางภาคใต้ที่สามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขง เพราะถือว่านี่คือแนวทางที่ควรปรับเปลี่ยนเพื่อให้ถูกต้อง และเมื่อสังเกตพบจากการพูดคุยใกล้ชิดก็พบว่าพวกเขาค่อนข้างขบขันต่อเพื่อนบ้านที่ยังประพฤติปฏิบัติแบบเดิม เพราะถือว่าคนในกลุ่มนี้คือผู้ไม่เข้าใจศาสนาอิสลามอย่างแท้จริง

 

              คนจามมุสลิมในแถบเมืองเจาด๊ก [Chau Doc] ซึ่งอยู่ติดชายแดนกัมพูชาซึ่งถือว่าตนเองมีความใกล้ชิดกับกลุ่มชาวมาเลย์มุสลิมในแถบคาบสมุทรมากกว่าคนจามจากทางภาคกลางที่ถือตนเองว่าสืบทอดมาจากบรรพบุรุษผู้เคยครอบครองอาณาจักรจามปาในอดีตและมีความเป็นเอกภาพในความเป็น “คนจาม” ร่วมกันมากกว่าการเป็นคนมุสลิมเหมือนกับที่คนจามทางภาคใต้นึกคิด

 

             ผู้คนอาจจะคิดไปเองว่าคนจามบานีที่เป็นมุสลิมแบบดั้งเดิมของเวียดนามนี้อาจจะไม่รู้จักโลกอิสลามหรือไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับโลกภายนอก เพราะเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่ห่างไกลและปิดตนเอง แต่กลับเป็นว่าคนจามบานีเหล่านี้เป็นจำนวนมากที่มีการศึกษาในขั้นสูง มีอาชีพเป็นหมอ วิศวกร พยาบาลหรือนักวิชาการโดยเฉพาะทางมานุษยวิทยาก็ไม่ใช่น้อย เพียงแต่เขาเลือกจะเป็นมุสลิมแบบที่เคยเป็นมา เลือกที่จะไม่ไปฮัจญ์แม้จะมีเงินทองมากพอและเลือกที่จะปฏิบัติแบบที่ปู่ย่าตายายเคยทำมา เช่น ไปละหมาดที่มัสยิดในวันศุกร์เพียงเดือนละครั้ง โดยเฉพาะกลุ่มกูรูทั้งหลายก็ไม่เคยสนใจที่จะเปลี่ยนแปลง สถานภาพในทุกวันนี้ของพวกเขาก็ทำให้มีบารมีมากพอที่จะปฏิเสธศาสนาอิสลามใหม่ อาจเพราะเป็นการกระทบกระเทือนต่อตนเองและสังคมของคนจามบานีตามที่พวกเขาคิด แม้จะมีคลื่นแห่งโลกอิสลามโถมเข้ามาสู่พวกเขาไม่หยุดยั้งก็ตาม

 

               ทั้งรัฐของเวียดนามเองก็ไม่ได้เข้าไปแทรกแซงในกระแสความเคลื่อนไหวหรือการรักษาอัตลักษณ์ทางสังคมและวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ที่ถูกแบ่งออกเป็นทางการรวม ๕๔ กลุ่มชาติพันธุ์ (แม้อาจจะมีข้อถกเถียงในการแบ่งกลุ่มแบบเคร่งครัดเช่นนี้จากนักวิชาการภายในประเทศและจากภายนอกก็ตาม) นอกจากการให้โอกาสคนกลุ่มต่างๆ สามารถสอนหนังสือภาษาจามทั้งภาษาพูดและภาษาเขียนอย่างเป็นทางการในโรงเรียนแล้ว ก็จะมาเพียงเยี่ยมเยียนเคารพผู้นำศาสนาในเทศกาลสำคัญของท้องถิ่นและจัดการให้เคารพกฎหมายของรัฐเท่านั้น

 

                ดังนั้น ลักษณะโครงสร้างทางสังคมแบบดั้งเดิมเดิมนั้นจึงเปลี่ยนแปลงช้าและไม่ได้ถูกกระทบจากการเปลี่ยนแปลงโดยอำนาจรัฐมากนัก

 

 

 

 

 

 

 

จากคอลัมน์บันทึกจากท้องถิ่น :จดหมายข่าว ฉ.๘๒ (มกราคม-กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓)

อัพเดทล่าสุด 1 ส.ค. 2559, 14:25 น.
บทความในหมวด
ที่ตั้งมูลนิธิ ๓๙๗ ถนนพระสุเมรุ แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐
โทรศัพท์ ๐-๒๒๘๑-๑๙๘๘ , ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐ โทรสาร ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐
อีเมล์ [email protected]
                    
Copyright © 2011 lek-prapai.org | All rights reserved.