หน้าหลัก
เกี่ยวกับมูลนิธิ
วันเล็ก-ประไพ รำลึก
ติดต่อเรา
ความแตกต่างทีไม่แตกต่างจากปัตตานีสู่เชียงใหม่
บทความโดย มะรอนิง สาและ, ดอเลาะ เจ๊ะแต
เรียบเรียงเมื่อ 1 ม.ค. 2549, 14:21 น.
เข้าชมแล้ว 3052 ครั้ง

ความแตกต่างทีไม่แตกต่างจากปัตตานีสู่เชียงใหม่

 

คณะเรียนรู้ข้ามวัฒนธรรมที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

 

                ก่อนจะออกเดินทางในวันที่ ๑๓ธันวาคม ๒๕๔๘มีความรู้สึกกังวลใจที่จะต้องไปศึกษาในพื้นที่ ที่มีความแตกต่างกับปัตตานีอย่างมาก เช่น ด้านวัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม ภูมิประเทศ ความเชื่อ ศาสนา และกลุ่มชาติพันธุ์ ซึ่งมีความแตกต่างกับปัตตานีและพื้นที่ส่วนใหญ่ของภาคใต้

 

              ภาคใต้และปัตตานีมีทะเล มีอ่าวปัตตานี และมีพื้นทีราบลุ่ม มีพรุ สำหรับภาคเกษตรกร มีภูเขาที่เป็นป่าดิบชื้น ป่าแตกต่างกับพื้นที่ทางเชียงใหม่และภาคเหนือ ทางแก่งเสือเต้น จังหวัดแพร่มีดอยที่เป็นป่าพลัดใบและมีไม้สักที่ยังหลงเหลืออยู่ให้พวกเราได้เห็นเพื่อเป็นรางวัลแก่ชีวิตนับว่าเป็นป่าไม้สักที่สมบูรณ์และผืนสุดท้ายของโลกในปัจจุบันก็ว่าได้

 

              ชาวบ้านช่วยกันอนุรักษ์หลังที่ทางรัฐบาลประกาศเป็นป่าสัมปทานหลังจากที่ฝรั่งช่วยกันกอบโกยทรัพยากรมีค่าอย่างถูกต้องตามกฎหมายบนความเสียดายของคนในพื้นที่ แต่ก็โชคดีที่ชาวบ้านมีความเข้มแข้งสามารถดูแลป่าและฟื้นฟูป่าให้ป่ากลับมีสภาพเดิมตามธรรมชาติเอาไว้ได้

 

              ชาวเมืองแพร่มีมนุษย์สัมพันธ์ดี จะสังเกตได้ว่าชาวเมืองแพร่รักความสงบสุข แต่อย่าไปกดขี่และสร้างอยุติธรรมกับพวกเขา เพราะในประวัติศาสตร์พวกเขาเคยลุกขึ้นมาร่วมกับพวกเงี้ยวโดยใช้ความรุนแรงดังเหตุการณ์กบฎเงี้ยวเมืองแพร่ ซึ่งไม่ได้แตกต่างมากนักกับปัญหาชายแดนภาคใต้ที่เกิดขึ้น โดยยังไม่มีข้อสรุปชัดเจนว่ามันเกิดขึ้นด้วยสาเหตุอะไร ทำไมมันต้องเกิดตอนนี้ด้วย  คนในประเทศส่วนใหญ่คิดว่าเป็นเพราะศาสนา ภาษา เศรษฐกิจ การศึกษา ซึ่งสรุปว่าคือปัญหาการแบ่งแยกดินแดน

 

             ที่จริงแล้วช่างต่างกับความคิดของชาวบ้านธรรมดาๆ ที่คิดว่าปัญหาที่เกิดขึ้นนั้น เป็นเพราะคนใน๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ไม่ได้รับความยุติธรรม สิ่งแวดล้อมถูกทำลาย วัฒนธรรมถูกแทนที่ด้วยทุนนิยมตะวันตก สร้างกระแสการค้าเสรีโดยเงื่อนไขของคนที่ไม่เคารพวัฒนธรรมของคนในพื้นที่เพระเขาคิดว่าทรัพยากรคือตัวเงินตัวทองที่จะสร้างรายได้ให้ประเทศชาติให้มั่นคง-ชุมชนมั่งคั่ง โดยไม่ใส่ใจว่าคนในพื้นที่กำลังจะตายทั้งเป็น เพราะเขาคิดว่าเมื่อเอาเงินเป็นที่ตั้ง เอาทองเป็นพึ่งแล้ว ประชาชนจะสบาย ที่จริงแล้วประชาชนจะพึ่งใคร?

 

            คนแพร่ชอบความสงบสุข จะสังเกตได้ว่าในเมืองจะเงียบสงบ มีมารยาทและมีมนุษยสัมพันธ์ดี มีความสามัคคี ตั้งแต่อดีตการที่จะขุดร่องน้ำยาวประมาณ ๔กิโลเมตรลึกประมาณ ๖เมตรเอาดินมาทำกำแพงคูเมือง ถึงแม้ว่าสร้างมาประมาณ ๗๐๐ ปี แต่ก็ยังมีร่องรอยสะท้อนให้ลูกหลานได้เห็นว่าถึงจะไม่มีอุปกรณ์ทันสมัย เช่น รถแมคโคร แต่บรรพบุรุษของเราก็สามารถขุดร่องน้ำ โดยใช้แรงงานคนได้ ซึ่งภาพเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าการอยู่ร่วมกัน โดยเอาความสามัคคีเป็นฐานหลัก สังคมก็มีความสุขได้ แต่ปัจจุบันยังเห็นร่องรอยอยู่ที่เมืองแพร่

 

              เมืองแพร่มีวัดกระจัดกระจายเต็มไปหมด เช่น วัดศรีชุมซึ่งเป็นวัดแห่งแรกในจังหวัดแพร่เชื่อเหลือเกินว่าคนในอดีตที่เมืองแพร่มีความศรัทธาวัดมากๆ มีชุมชนแล้วก็ต้องมีวัดโดยไม่มีการแตกแยกว่าวัดเราสวยกว่าเขา

 

              ตามป้ายประกาศของวัดกล่าวว่า หลังจากวัดศรีชุมเสื่อมความศรัทธาเพราะมีวัดอื่นมาสร้างใหม่ในเขตเวียง มันตรงกันข้ามกับความคิดของพวกเรา เพราะคิดว่าวัดไม่ได้เสื่อมความศรัทธาอาจจะเป็นผู้บริหารไม่มีทุนทรัพย์เพราะศาสนาพุทธนับถือวัตถุ เมื่อวัตถุหรือเจ้าอาวาสดังคนก็ไปทำบุญเหมือนกับวัดช้างให้ของอำเภอโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี เป็นต้น

 

             และไม่แตกต่างกับศาสนาอิสลามเมื่อมีหลายๆ มัสยิดในพื้นที่เดียวกัน ความแตกแยกด้านศาสนาก็เกิดขึ้นด้วย เช่น ลัทธิใหม่ที่ชาวบ้านส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วย

 

             ความทรงจำดีๆ ที่หมู่บ้านดอนชัยชาวบ้านดอนชัย ตำบลสะเอียบ จังหวัดแพร่ เป็นชุมชนเข็มแข็ง รักความสามัคคีและศรัทธาในพุทธศาสนา เวลามีเรื่องการประชุมก็อาศัยวัดเป็นสถานที่ประชุมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในบรรยากาศเป็นกันเอง ดังเช่นที่พวกเราได้สัมผัส

 

            ในคืนวันที่ ๑๓ธันวาคม ๒๕๔๘คนสะเอียบทำให้เราภูมิใจและสบายใจที่พวกเขามองพวกเราดังมิตรสหายที่มีปัญหาคล้ายกัน พวกเขาต่อสู้กับการที่รัฐจะสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้น พวกเราต่อสู้กับการที่รัฐสร้างเขื่อนปัตตานีและเขื่อนสายบุรีที่สร้างปัญหาเกิดขึ้นมากมาย เช่น น้ำท่วมใหญ่ในรอบ ๓๖ปีที่ผ่านมา

 

ปัญหาเหล่านี้คงไม่แปลกที่จะเกิดขึ้นในภูมิภาคของประเทศไทยที่ไม่มีความยุติธรรม

 

             วันที่ ๑๔ธันวาคม ๒๕๔๘เสียงไก่ขันดังมาแต่ไกล มากับสายลมที่หนาวเหน็บเพื่อบอกว่าวันใหม่กำลังจะมา ทำให้เราต้องตื่นขึ้นมาเพื่อจะไปดูตลาดเช้า เราเรียนรู้วิถีชีวิตและทรัพยากรป่ายังมีให้ชาวบ้านเก็บมาขาย แต่ไม่เห็นปลาน้ำจืดที่จับเอามาจากธรรมชาติ  (ลำธาร ลำคลอง) จะมีก็ปลาดุก ปลานิล ปลาจีนที่เลี้ยงในกระชัง  

 

                เหยียบแผ่นดินลาวเป็นของขวัญกับชีวิตในยามเช้ามีหมอกควันมาตามผิวน้ำโขงอันเย็นสบายครั้งแรกที่ไปเหยียบแผ่นดินลาวด้วยการข้ามแม่น้ำโขงอาศัยเรือรับจ้างแต่ต้องเสียค่าเหยียบแผ่นดินตั้ง๒๐บาท เวลาลาวเหยียบแผ่นดินไทยไม่รู้ต้องเสียค่าเหยียบแผ่นดินหรือเปล่า?มิน่าล่ะ อะไรจะมา รับได้หมดเลยแม้กระทั่ง FTA.

 

             ประเทศลาวเป็นประเทศกำลังพัฒนา ฉะนั้น ธรรมชาติแวดล้อมสมบูรณ์กว่าประเทศเราเห็นได้ชัดเจน แต่เมื่อไปเห็นในตลาดลาวนั้นแม่ค้าพ่อค้าส่วนใหญ่หน้าคล้ายๆ กับคนจีนแผ่นดินใหญ่แสดงว่าจีนกำลังจะมีอำนาจทางการค้าในภูมิภาคนี้

 

            เรียนรู้แม่น้ำโขงกับกลุ่มอนุรักษ์เชียงของแม่น้ำโขงเป็นแม่น้ำที่หล่อเลี้ยงชาวบ้านและประชากรในหลายๆ ประเทศแต่น่าเสียดายที่จีนสร้างเขื่อนและระเบิดแก่งทำให้วิถีชีวิตของชาวบ้านเปลี่ยนไปจากการที่เคยจับปลาในแม่น้ำโขง กลายเป็นลูกจ้างโรงงาน  ปลาบึกเป็นสัตว์น้ำเศรษฐกิจที่ขึ้นชื่อของแม่น้ำโขงเกือบจะไม่มีให้ลูกหลานได้เห็น

 

            เช้าวันที่ ๑๖ธันวาคม ๒๕๔๘ไปตลาดในตัวอำเภอเชียงของเพื่อจะไปหาปลาแม่น้ำโขงเพราะว่าเราอยู่ปัตตานีกินแต่ปลาน้ำเค็ม คิดว่าจะได้กินปลาน้ำโขงสักครั้ง แต่ในตลาดไม่มีปลาให้เราเลือกเลยมีแค่ปลาชนิดเดียวเท่านั้นเองลำตัวยาวๆ สีขาวไม่แน่ใจว่าปลาอะไรและเอามาจากแม่น้ำโขงหรือเปล่า? มันตรงกันข้ามกับข้อมูลที่ได้มาว่า ณปัจจุบันยังมีปลากว่า ๒๐๐ชนิดอยู่ในแม่น้ำโขงจากการวิจัยของชาวบ้าน

 

            ที่บ้านห้วยหินลาดใน ไม่น่าเชื่อก็ต้องเชื่อว่าทำได้ ต้องยอมรับและนับถือชาวปกากฺญอที่มีจิตสำนึกในความเป็นมนุษย์ที่ดี มีจิตใจเข็มแข็งทั้งๆ ที่ชาวบ้านห้วยหินลาดในมีแค่ ๒๐ครอบครัวแต่ก็สามารถดูแลป่าและจัดการป่าด้วยภูมิปัญญาจารีตและความเชื่อ สามารถดูแลป่า๒๐,๐๐๐กว่าไร่ ซึ่งจะไม่เห็นในประเทศไทยเท่าไรนัก แสดงให้เห็นถึงความสามัคคี ไม่พยายามทำลายป่า พยายามปลูกจิตสำนึกตั้งแต่เยาว์วัย พยายามรักษาประเพณีดังเดิม เช่น ผู้หญิงที่ยังไม่ได้แต่งงานต้องใส่ชุดขาว ถ้าไปยุ่งกับเขาจะผิดผี

 

              และพิธีบวชป่าซึ่งอาจจะไม่มีในคำสอนของศาสนา แต่ก็สามารถรักษาป่าตรงนั้นได้ ด้วยความเชื่อว่าต้นไม้ที่ได้บวชจะมีความศักดิ์สิทธิ์ ความชั่วร้ายไม่สามารถไปรบกวนนับว่าเป็นแนวทางหนึ่งที่จะให้ป่ารอดจากการทำลาย ศาสนาอิสลามก็เช่นกันหากคนเราเคารพธรรมชาติด้วยความเป็นมนุษย์ที่ดี ความศรัทธาในศาสนา ไม่ฟุ่มเฟือย ไม่โลภ ธรรมชาติคงจะดีกว่านี้

 

           ซึ่งแตกต่างกับชาวอาข่าที่สะเอียบในการจัดการป่าและพื้นที่สำหรับการเกษตร ชาวปกากฺญอแบ่งเขตความรับผิดชอบในการดูแล เวลาเก็บเกี่ยวใบชาจะช่วยกันเก็บโดยไม่แบ่งว่าเขตใครเขตมัน คนๆ หนึ่งสามารถไปเก็บในพื้นที่อีกของอีกคนได้แล้วนำมารวบรวมในที่เดียวกัน ในลักษณะเป็นกลุ่มเพื่อแบ่งรายได้จากการขายใบชาในอัตราเท่าเทียมกัน ชาวปกากฺญอจะปลูกชาโดยไม่ตัดต้นไม้ พวกเขาจะปลูกใต้ต้นไม้ใหญ่ต้นชาอยู่ได้เคียงคู่ต้นไม้ใหญ่ ชาวปกากฺญออยู่รอดด้วยใบชา

 

            ส่วนชาวอาข่านั้น พื้นที่ทำการเกษตรจะเป็นดอยหัวโล้น มีกระต๊อบเล็กๆ เป็นที่พักผลผลิตจากการปลูกข้าวโพดของชาวอาข่า ทำให้หลายๆ ดอยถูกทำลายและมีเจ้าของที่ชัดเจน แต่จะไปโทษว่าชาวเขาทำลายป่าโดยตรงก็คงไม่ได้ พวกเขาทำลายป่าเพื่อปากท้องเพราะเขาไม่มีทางเลือกทำไมเจ้าหน้าที่ไม่ไปจัดการให้ชีวิตพวกเขาดีขึ้น จะไปโทษชาวเขาว่าน้ำท่วมเชียงใหม่เพราะชาวเขาทำลายป่า เพราะยังมีอีกมากมายที่ดอยถูกทำลายเพราะนายทุนปลูกส้มสายน้ำผึ้ง และลำไยเพื่อธุรกิจเป็นพันๆ ไร่ และมีหนังสือรับรองใช้พื้นที่ถูกต้องตามกฎหมายอีกด้วย

 

            สรุปว่าการไปเรียนรู้ในครั้งนี้ได้อะไรหลายอย่างที่เราไม่เคยได้รับจากที่ไหนมาก่อน นับว่าเป็นการเรียนรู้ที่ไม่มีในโรงเรียนและมหาวิทยาลัยที่ต้องค้นคว้าและเรียนรู้ด้วยตัวเอง ซึ่งโอกาสแบบนี้คิดว่าพวกเราเป็นคนโชคดี เพราะคงไม่มีโอกาสบ่อยครั้งนักที่จะเกิดกับตัวเองเช่นนี้

 

 

 

 

 

 

บทความจากจดหมายข่าว ฉ.๕๘ (มกราคม-กุมภาพันธ์ ๒๕๔๙)

อัพเดทล่าสุด 1 ส.ค. 2559, 14:21 น.
บทความในหมวด
ที่ตั้งมูลนิธิ ๓๙๗ ถนนพระสุเมรุ แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐
โทรศัพท์ ๐-๒๒๘๑-๑๙๘๘ , ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐ โทรสาร ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐
อีเมล์ [email protected]
                    
Copyright © 2011 lek-prapai.org | All rights reserved.