|
| ภาพบรรยากาศส่วนหนึ่งในงานชุมนุมกะเหรี่ยงขององค์กร Migrant Karen Social Welfare Organization (MKSWO)ซึ่งชาวกะเหรี่ยงที่อพยพเข้ามาจัดตั้งขึ้น และได้จัดงานดังกล่าวมาเกือบ ๑๓ ปีแล้ว |
เสียงเพลงที่ขับขานสะท้อนถึงชีวิตที่ต้องจากบ้านเพื่อไปหางานทำ ทิ้งลูกเล็ก ๆ ที่บ้านไว้กับยายกะตาให้เลี้ยงดู จากน้ำเสียงของศิลปินกะเหรี่ยงวัย ๕๐ กว่าปี นาม จอไลเต้ย เสียดแทงไปในความรู้สึกของหนุ่มสาวชาวกะเหรี่ยงกว่าหมื่นคนที่แออัดยัดเยียดอยู่ในหอประชุมของโรงเรียนยอแซฟอุปถัมภ์ สามพราน แววตาของหลายคนหม่นเศร้าและวูบไหวไปกับท่วงทำนองและบทเพลงดังกล่าว แต่พลันที่เสียงเพลงจบลง พร้อม ๆ กับท่วงทำนองเพลงอันเร้าใจและเสียงร้องของ เอสซี นักร้องวัยรุ่นยอดนิยมชาวปกากะญอจากพม่าดังขึ้น หนุ่มสาวทั่วทั้งหอประชุมก็กรีดร้องพร้อมปรบมือให้เข้ากับจังหวะเพลงอย่างสนุกสนาน ราวกับอยู่ในบรรยากาศงานมหกรรมคอนเสิร์ตของพี่เบริด์อย่างไรอย่างนั้น เพียงแต่บนเวทีมิได้มีแดนซ์เซอร์สาวในชุดหรูหราทันสมัย หากเป็นสาวกะเหรี่ยงหน้าใสในชุดประจำเผ่าร่ายรำด้วยผ้าเช็ดหน้าผืนเล็ก ล้อมรอบนักร้องหนุ่มที่สวมชุดกะเหรี่ยงสีสันสดใสเช่นกัน
นี่เป็นเพียงภาพบรรยากาศส่วนหนึ่งในงานประเพณีผูกข้อมือเรียกขวัญของชาวกระเหรี่ยง หรือที่เรียกกันสั้นๆว่างานชุมนุมกะเหรี่ยงขององค์กร Migrant Karen Social Welfare Organization (MKSWO) ซึ่งชาวกะเหรี่ยงอพยพจัดตั้งขึ้น และได้จัดงานดังกล่าวมาเกือบ ๑๓ ปีแล้ว โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมประเพณีของคนกะเหรี่ยง รวมทั้งเป็นการพบปะสังสรรค์และหาทุนเพื่อนำไปช่วยเหลือผู้อพยพที่ประสบปัญหาต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาสุขภาพ ถูกไล่ออกจากงาน ถูกทำร้าย หรือถูกล่อลวงให้มาขายตัว ตลอดจนช่วยเหลือเด็ก ๆ ให้ได้เรียนหนังสือ งานนี้แม้จะเป็นการจัดร่วมระหว่างชาวกะเหรี่ยงอพยพกับกะเหรี่ยงในประเทศ แต่ผู้ที่มาร่วมงานเกือบ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์เป็นกะเหรี่ยงที่อพยพหลบหนีความยากแค้น การกดขี่ข่มเหงจากรัฐบาลทหารพม่ามาแสวงหาชีวิตใหม่ในแผ่นดินไทย
“แรงงานจากประเทศพม่าที่เข้ามาเมืองไทย ๖๐ กว่าเปอร์เซ็นต์เป็นชาวกะเหรี่ยงครับนอกจากนั้นก็เป็นพวกมอญ ไทยใหญ่ คนพม่าจริง ๆ มีน้อย ส่วนใหญ่เป็นนักศึกษาที่หนีรัฐบาลมา”ไซเปราะ ผู้ดำรงตำแหน่งประธานคนที่ ๒ ขององค์กรกะเหรี่ยงพลัดถิ่นเพื่อสังคมและวัฒนธรรม (อกพสว.) ซึ่งเป็นหนึ่งในคณะกรรมการจัดงานชี้แจงให้หายข้องใจ เมื่อผู้เขียนพบว่าคนที่มาร่วมงานกว่าหมื่นชีวิตพูดภาษาไทยได้น้อยนิด ต่างทักทายปราศรัยกันด้วยภาษาของพวกเขา แม้หนังสือหนังหา ป้ายติดราคาอาหารที่จำหน่าย ก็ล้วนเป็นภาษากะเหรี่ยงทั้งสิ้น
“คนกะเหรี่ยงอพยพหนีเข้ามาเมืองไทยเยอะ สาเหตุใหญ่ ๆ ก็เพราะบ้านเกิดของเรา (รัฐกะเหรี่ยง) มีสงครามพวก KNU สู้กับรัฐบาลทหารพม่า ประชาชนเดือนร้อน ลำบาก ถูกกดดันจากรัฐบาล เราต้องเสียภาษีให้เขาเยอะ ไม่เหลือพอกิน ถ้าเป็นผู้ชายจะถูกจับไปใช้แรงงาน แบกลูกปืนบ้าง ทำงานสารพัด ชีวิตไม่มีค่าเลย หากทหารฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเข้ามา ถ้าเป็นทหารกะเหรี่ยง ไม่ช่วยเหลือพี่น้องก็ถูกต่อว่า แต่ถ้าทหารพม่ารู้ เราก็ถูกทำร้าย”
ไซเปราะสะท้อนถึงเหตุที่ทำให้พวกเขาต้องละทิ้งบ้านเกิดหลั่งไหลเข้ามาเป็นแรงงานอพยพ เพราะแม้แต่ตัวเขาก็จำต้องทิ้งพ่อแม่ผู้แก่เฒ่าและญาติพี่น้องไว้เบื้องหลัง ทำการติดต่อก็แต่เพียงส่งเงินไปจุนเจือเลี้ยงดูเท่านั้น
|
| ภาพบรรยากาศส่วนหนึ่งในงานชุมนุมกะเหรี่ยงขององค์กร Migrant Karen Social Welfare Organization (MKSWO)ซึ่งชาวกะเหรี่ยงที่อพยพเข้ามาจัดตั้งขึ้น และได้จัดงานดังกล่าวมาเกือบ ๑๓ ปีแล้ว |
“งานชุมนุมอย่างนี้จัดปีละสองครั้ง เราเน้นงานวัฒนธรรม ต้องการให้เกิดความรัก ความสามัคคีมีการผูกข้อมือ เรียกขวัญให้กำลังใจกัน และให้ข่าวสารให้ความรู้เกี่ยวกับเรื่องยาเสพติด โรคเอดส์ สิทธิในการทำงาน สมัยที่รัฐบาลไทยยังไม่บังคับทำบัตร เราถูกกดขี่ทำร้ายลำบากกว่าปัจจุบันเยอะ”
ยังไม่ทันที่ไซเปราะจะให้รายละเอียดมากกว่านี้ เขาก็ปลีกตัวไปปฏิบัติภารกิจพร้อมกับที่ผู้เขียนได้รับการเชิญชวนให้ไปร่วมงานสังสรรค์ของพวกเขาที่บ้านแห่งหนึ่งในจังหวัดหนึ่งใกล้กรุงเทพฯเพราะที่นั่นมีชาวกะเหรี่ยงจำนวนมากที่ทำงานในโรงงานและหลายคนอาจไม่ได้มาร่วมงานครั้งนี้
งานสังสรรค์ที่บ้านหลังนั้นถูกจัดขึ้นอย่างเรียบง่ายมีเพียงข้าวหม้อแกงหม้อฝีมือหนุ่มสาวชาวกะเหรี่ยงที่ทำงานในโรงงานรอบ ๆบริเวณนั้น ซึ่งมาลงแรงตระเตรียมงานตั้งแต่เช้าพร้อมติดตั้งเครื่องเสียงที่เจ้าของบ้านหยิบยืมมาจากเพื่อนฝูงเพื่อให้พวกเขาได้เล่นดนตรีและคาราโอเกะเพลงกะเหรี่ยงแม้เจ้าของบ้านจะหวั่นใจว่าเสียงเพลงดังกล่าวอาจชักนำภัยให้เจ้าหน้าที่รัฐมาเยี่ยมเยือนก็ตาม
บรรยากาศในงานคึกคักไปด้วยหนุ่มสาวและเด็กน้อยที่ติดตามพ่อแม่มาด้วย เด็ก ๆส่วนใหญ่เกิดบนผืนแผ่นดินไทย พวกเขาสนุกสนานและร่าเริงขณะที่ผู้เป็นพ่อแม่ได้แต่วาดหวังว่าวันหนึ่งลูกๆ ของเขาจะได้สัญชาติ มีที่เรียน มีงานและยืนอยู่บนแผ่นดินแห่งนี้ได้อย่างมั่นคงและภาคภูมิ ไม่ต้องหวาดหวั่นว่าจะถูกขูดรีด ขับไล่ออกจากผืนดินที่เขาหวังพึ่งพิงไปเมื่อใด “พวกเราไม่มีอนาคตที่แน่นอน อยู่ที่นี่ไม่มีสัญชาติ แม้จะได้เรียนหนังสือแต่ไม่สมบูรณ์ ทุกคนหาทางไปประเทศที่ ๓ กันทั้งนั้น เพราะลูกหลานของเราจะได้มีโอกาสเรียนหนังสือเต็มที่ และที่สำคัญเราได้สัญชาติ ไม่ต้องอยู่ด้วยความหวาดผวา”ไซเปราะอธิบายความในใจ แม้แต่ตัวเขาก็ดิ้นรนที่จะไปยังประเทศที่ ๓ เช่นกันและเมื่อถูกถามว่าไม่คิดจะกลับไปพม่า ไปดูแลพ่อแม่ที่แก่เฒ่าบ้างหรือไรคำตอบที่ได้รับปิดทุกคำถามที่ตั้งใจไว้ก่อนหน้าอย่างสิ้นเชิง
"วันที่ผมตัดสินใจมา ชวนพ่อแม่มาด้วย แต่พวกเขาปฏิเสธ ด้วยเหตุผลสั้นๆ ว่า เขาแก่แล้วจะขอตายที่บ้านเกิดแต่ลูกยังมีอนาคตไม่ต้องห่วงเขา ผมไม่รู้ว่าเมื่อไรจะได้กลับบ้าน เมื่อใดแผ่นดินของเราจะไม่มีสงครามและมีเสรีภาพเหมือนที่นี่”
เสียงเพลงชาติกะเหรี่ยงดังกระหึ่มขึ้น บ่งบอกการเริ่มต้นงานสังสรรค์ของพวกเขา แววตาของไซเปราะและผองเพื่อนดูมุ่งมั่นและเต็มไปด้วยความหวัง ด้วยบทเพลงนั้นเรียกร้องให้ทุกคนรักสามัคคีและหวังว่าวันหนึ่ง…ตะวันจะทอแสงบนผืนแผ่นดินของพวกเขา
“ผมให้เขาจัดงานที่บ้านไม่ได้ต้องการอะไรแต่ที่ทำเพราะพวกเขาเป็นเพื่อนมนุษย์ ทุกข์ยากจากบ้านเมืองมาอยู่นี่ก็ยังต้องดิ้นรนต่อสู้เพียงให้พวกเขาได้พบปะสังสรรค์คลายความทุกข์มีสุขเล็ก ๆน้อย ๆ เป็นสิ่งที่เราน่าจะมอบให้กับเพื่อนบ้าน เพื่อนร่วมแผ่นดินของเราได้”
เจ้าของสถานที่จัดงานตอบคำถามของผู้เขียน ก่อนจะก้าวขึ้นเวทีกล่าวต้อนรับในฐานะเจ้าบ้านและเพื่อนร่วมแผ่นดิน
| บันทึกจากท้องถิ่น :จดหมายข่าวมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ ฉ.๕๗ (พ.ย.-ธ.ค. ๒๕๔๘) |