เสวนาสัญจรคนค่อนศตวรรษ ที่กรุงเทพฯ
“ไล่รื้อชุมชน” ความขัดแย้งระหว่างกรรมสิทธิ์โดยกฎหมายและสิทธิชุมชน ภาวะล้าหลังทางวัฒนธรรมในเมืองไทย
สรุปความจากงานเสวนา
ศุกร์ที่ ๒๙ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๕ มูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ ได้จัดเสวนาสัญจรคนค่อนศตวรรรษ ในหัวข้อ ‘ไล่รื้อชุมชน ความขัดแย้งระหว่างกรรมการสิทธิ์โดยกฎหมายและสิทธิชุมชน ภาวะล้าหลังทางวัฒนธรรมในเมืองไทย’ โดยมี ศ.ดร.เสน่ห์ จามริก รศ.ดร.มรว.อคิน รพีพัฒน์ และรศ.ศรีศักร วัลลิโภดม ร่วมเป็นวิทยากรในการบรรยาย ณ ห้องประชุมอเนกประสงค์ชั้น ๑ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร
![]() |
|
ศ.ดร.เสน่ห์ จามริก รศ.ดร.มรว.อคิน รพีพัฒน์ และรศ.ศรีศักร วัลลิโภดม วิทยากรบรรยาย |
ปัญหาการไล่รื้อชุมชนในกรุงเทพฯ ไม่ใช่ประเด็นใหม่ที่เพิ่งเกิดขึ้น แต่มีมายาวนานกว่าสองทศวรรษและสืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ด้วยหลายเหตุผล แต่ประเด็นสำคัญที่สุดคงไม่พ้นการจัดการสร้างตึก อาคารร้านค้าขึ้นในพื้นที่เก่าที่เคยเป็นชุมชน แต่มีการขยายตัวของความเป็นเมืองและเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วในระยะเวลาดังกล่าว จนทำให้มูลค่าของที่ดินสูงขึ้น จนคนที่เช่าที่เพื่ออยู่อาศัยหรือไม่มีกรรมสิทธิ์ แม้จะร่วมกันมานานหลายทศวรรษก็จำเป็นต้องอพยพออกไปเมื่อถูกฟ้องร้องหรือใช้กฏหมายบังคับ
กระทั่งในปัจจุบันปัญหาการไล่รื้อชุมชนได้ทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น อันเนื่องจากการจัดทำผังเมืองที่ด้อยประสิทธิภาพ ความหมายของพื้นที่จึงมีมูลค่าในเชิงเศรษฐกิจเท่านั้น ความสำคัญของ “คนกับเมือง” กลายเป็นสิ่งที่คนยากจนหรืออาจจะมีฐานะแต่ไม่มีสิทธิตามกฏหมาย ไม่สามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงหล่านี้ โดยอำนาจรัฐและสังคมกลับบีบบังคับให้การไล่รื้อและโยกย้อยผู้คนออกไปจากพื้นที่เดิมทำได้โดยง่าย และมองข้ามปัญหาของผู้คนจำนวนมากในประเด็นเรื่องชีวิตและความเป็นสังคมเมืองที่ส่งผลกระทบเชิงอัตลักษณ์ของย่านเก่า ชุมชนดั้งเดิม หรือแม้แต่ชุมชนเกิดใหม่ในพื้นที่ย่านเก่าที่ถูกจัดระเบียบโดยไม่เต็มใจ
หากมองย้อนอดีตขึ้นไปกว่าสองทศวรรษจะพบว่า ในระยะเริ่มแรกการไล่รื้อชุมชนเป็นการกระทำโดยตรงของภาครัฐที่เห็นว่าพื้นที่เหล่านั้นเป็นแหล่งเสื่อมโทรมและทำลายภาพลักษณ์ของสังคมเมือง เช่น กรณีการไล่รื้อชุมชนคลองบางอ้อเมื่อ พ.ศ.๒๕๒๖ ตำรวจนำกำลังเข้ารื้อถอนบ้านเรือนด้วยเหตุผลว่า ชุมชนดังกล่าวเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดน้ำท่วมกรุงเทพฯ และใน พ.ศ. ๒๕๓๔ ชุมชนคลองไผ่สิงโตถูกมองว่าเป็นทัศนะอุจาด เพราะตั้งอยู่หน้าศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิตติ์ในช่วงที่มีการประชุมสภาผู้ว่าการธนาคารโลก จึงเกิดนโยบายไล่รื้อชุมชนให้ไปอยู่ชานเมือง เป็นต้น
แต่จากการไล่รื้อชุมชนในอดีตก็ยังมีหลายชุมชนที่ลุกขึ้นต่อสู้กับทางการและยังคงอาศัยอยู่บนพื้นที่มาจนถึงปัจจุบัน เช่น ‘ชุมชนเพชรคลองจั่น’ ในช่วง ๒๕๓๗-๒๕๓๘ ที่จะถูกไล่รื้อหลายครั้ง แต่เนื่องจากชาวบ้านรวมตัวกันต่อต้านด้วยการชุมนุมเดินขบวน ดังนั้นการไล่ลื้อจึงถูกระงับไป จากนั้นการเคหะฯ ได้เสนอที่ดินโครงการฉลองกรุง เขตหนองจอกให้ชาวบ้านย้ายเข้าไปอยู่ในลักษณะเช่าซื้อ แต่เนื่องจากที่ดินฉลองกรุงตั้งอยู่ห่างไกลจากแหล่งทำมาหากินชาวชุมชนจึงปฏิเสธ
ในครั้งนี้ชุมชนเพชรคลองจั่นได้ประสานกับชุมชนริมคลองอื่นๆ ที่ถูกไล่และจัดตั้งเป็น ‘เครือข่ายชุมชนเพื่อการพัฒนา’ เพื่อเป็นองค์กรชาวบ้านที่ดำเนินการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยของชุมชนริมคูคลอง และเข้าร่วมกับคนกลุ่มอื่นๆ ราว ๑,๐๐๐ คนในนาม ‘เครือข่ายสลัม ๔ ภาค’ โดยใช้วิธีการเจรจากับกรุงเทพมหานครและตกลงกันทำแผนปรับปรุงที่อยู่อาศัยในที่ดินเดิม รวมทั้งดูแลรักษาสภาพแวดล้อมริมคลองเมื่อปี พ.ศ.๒๔๔๑ กระทั่งชุมชนเพชรคลองจั่นได้รับการยอมรับให้เป็นชุมชนตัวอย่างในการพัฒนารักษาคูคลองจากสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า)และนำองค์ความรู้ของที่นี่ไปเผยแพร่กับชุมชนอื่นๆทั้ง ๕๐ เขตทั่วกรุงเทพฯ
ซึ่งดูเหมือนชุมชนเพชรคลองจั่นจะประสบความสำเร็จในการรวมกันต่อสู้เพื่อการอยู่อาศัยในชุมชน แต่ก็แค่ช่วงระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น เมื่ออำนาจการบริหารกรุงเทพเปลี่ยนมือไปในแต่ละสมัย ชุมชนก็ยังตกเป็นเป้าในการรื้อถอนอยู่เนื่องๆ ทำให้ชาวบ้านในพื้นที่ต้องอาศัยอยู่ด้วยความหวาดระแวงเพราะต้องลุกขึ้นต่อสู้บ่อยครั้งกระทั่ง ณ เวลานี้
ในอดีต เรามักคุ้นเคยกับการไล่รื้อพื้นที่อยู่อาศัยที่นิยมเรียกว่า “สลัม” หรือ “ชุมชนแออัด” ในเวลาต่อมา ให้ออกไปจากพื้นที่ของรัฐหรือองค์กรของรัฐบางแห่งที่มีพื้นที่ในในเมือง แต่ปัจจุบัน ปัญหาการไล่รื้อกลับกลายเป็น “วัด” ที่มีพื้นที่ธรณีสงฆ์โดยรอบวัดต้องการไล่รื้อชุมชนเดิมๆ ที่มีสภาพรกตาไม่เป็นระเบียบออกไปเพื่อจัด “ภูมิทัศน์” เฉพาะของวัดให้เป็นระเบียบสวยงาม หรือขายหรือให้เช่าทำตึกอาคารที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูง โดยหลงลืมไปว่า “วัด” กับ “ชุมชน” จำเป็นต้องคู่กันมาแต่โบราณ วัดหลายแห่งในกรุงเทพมหานคร จึงกลายเป็นโจทย์ที่สร้างความขัดแย้งต่อชุมชนที่เคยเลี้ยงดูวัดมาตั้งแต่อดีต นอกจากนี้ยังมีพื้นที่สำคัญทางเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ๆ เช่น เส้นทางรถไฟฟ้าที่ตัดผ่านเข้าไปสู่ย่านเก่า หรือผืนดินขนาดใหญ่ที่เป็นมรดกของตระกูลเก่าแก่ซึ่งนักอสังหาริมทรัพย์ต่างต้องการซื้อเพื่อพัฒนาและเก็บไว้เก็งกำไรอย่างอิสระ ดังนั้น ทุนที่ใหญ่โตและแข็งแรงทั้งในประเทศและจากภายนอกจึงเป็นอีกเงื่อนไขหนึ่งที่ทำให้เมืองที่ไม่มีข้อกำหนดกฏหมายผังเมืองที่ทันสมัยและเข้าใจฐานของความเป็นชุมชนเมือง เช่น กรุงเทพมหานครต้องมาพบกับจุดวิกฤตที่กำลังจะกลายเป็นเมืองในพื้นที่สมัยใหม่ที่ไร้วิญญาณของความเป็นเมืองเก่าและย่านเก่าดังเช่นเมืองเก่าแก่ในโลกนี้อีกหลายแห่งที่ยังคงรักษาเอาไว้ได้
สิ่งเหล่านี้กลายเป็นปัญหาของผู้คนดั้งเดิมที่อาศัยในเมืองใหญ่ ที่นับวันจะทวีความรุนแรงมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
![]() |
|
รศ.ศรีศักร วัลลิโภดม |
การจัดเสวนาครั้งนี้จึงเป็นการนำเสนอปัญหาการไล่รื้อชุมชนในปัจจุบันที่มีความซับซ้อนของปัญหาและถึงขั้นวิกฤตจนยากที่จะแก้ไข โดยเชิญตัวแทนผู้คนในบางพื้นที่ร่วมแสดงความคิดเห็นและเสนอแนวทางแก้ไข อาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม ได้แสดงทัศนะว่า “ปัญหาหลักในการไล่รื้อเกิดจากความขัดแย้งระหว่างผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินและชาวชุมชนที่การรับรองสิทธิในทางกฎหมายยังเป็นปัญหาอยู่ในปัจจุบัน ดังเช่นกรณีในพื้นที่กรุงเทพมหานคร หน่วยงาน เช่น สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ตระกูลใหญ่บางตระกูล จนถึงองค์กรจัดการทรัพย์สิน ของมหาวิทยาลัยบางแห่ง และวัดต่างๆ ที่มีที่ดินในความครอบครองจำนวนมากเข้าไปไล่รื้อคนที่อยู่ในย่านต่างๆ โดยขาดความรู้ความเข้าใจว่าคนที่อยู่ในชุมชนมีสิทธิ์ที่จะอยู่ แต่ปัญหาของคนในพื้นที่คือการไม่รู้ว่าตนเป็นชุมชน เมื่อเกิดปัญหาการไล่รื้อศาลจึงตัดสินให้กับผู้ถือกรรมสิทธิ์เป็นผู้ที่ถูกต้อง เพราะศาลไม่เข้าใจและไม่รู้จักว่าชุมชนคืออะไร
ปัจจุบันพบว่ามีหลายชุมชนในกรุงเทพฯ กำลังถูกไล่รื้อ โดยหารู้ไม่ว่าเป็นการทำลายพื้นที่ทางวัฒนธรรมของกรุงเทพฯ ซึ่งเมื่อก่อนกรุงเทพมีย่านและมีวัดเป็นศูนย์กลางทางสังคม แต่ปัจจุบันกรุงเทพมหานครได้ถูกแบ่งเป็นพื้นที่ขึ้นเป็นเขตปกครอง จึงทำให้สำนึกร่วมกันทางชุมชนนับวันเริ่มจางหายไป ตัวอย่างเช่น กรณีชุมชนใกล้ป้อมมหากาฬที่ทางกรุงเทพมหานครมีนโยบายปรับภูมิทัศน์บริเวณเมืองเก่า จึงเสนอให้ย้ายคนที่เคยอยู่แบบสังคมเมืองไปอยู่ปลายนาบริเวณคลอง ๔ และคลอง ๕ ที่ทุ่งรังสิต ซึ่งถือเป็นสิ่งผิดธรรมชาติที่ทำให้คนเมืองที่อาศัยอยู่นับแต่บรรพบุรุษไปอยู่ตามทุ่ง
ในขณะเดียวกัน การปรับปรุงภูมิทัศน์เมืองเก่าที่อ้างว่าเพื่ออนุรักษ์พื้นที่เก่าแก่และโบราณสถานนั้น หารู้ไม่ว่าได้ทำลายชุมชนเก่าแก่ที่อยู่ร่วมกันมานานกว่าร้อยปี ซึ่งเป็นมรดกวัฒนธรรมทางสังคมที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์โดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ จึงมีความเป็นไปได้ว่า จากนี้ต่อไปสังคมเมืองอาจไม่มีคนเมืองเก่าแก่อยู่อีกแล้ว และเมืองคงอาจมีแต่เพียงคนร้อยพ่อพันแม่ที่เข้ามาอาศัยอยู่เท่านั้น
เช่นเดียวกับกรณีวัดเล่งเน่ยยี่หรือวัดมังกรกมลาวาสที่ในอดีตถือได้ว่าเป็นทรัพยากรร่วมของคนในชุมชน [Common property] แต่ปัจจุบันกลับกลายสถานะเป็นวัดแบบปัจเจก ซึ่งทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างวัดกับชุมชนล่มสลายไป จากในอดีตที่วัดเป็นศูนย์กลางชุมชน เป็นศูนย์รวมจิตใจของคนในพื้นที่ โดยมีชาวชุมชนคอยอุปถัมภ์ค้ำจุน ซึ่งต่างพึ่งพาอาศัยกันและกันกลับกลายเป็นว่าวัดจัดการตัวเองทั้งหมดจนกลายเป็นวัดแบบพุทธพาณิชย์ไป อาจารย์ศรีศักรจึงเสนอว่า
“การที่มาในวันนี้ต้องสร้างพลังของชุมชนขึ้นมาต่อรอง และอย่างน้อยต้องให้ฝ่ายยุติธรรมรู้ว่าชุมชนคืออะไร”
![]() |
|
ศ.ดร.เสน่ห์ จามริก |
ในขณะที่อาจารย์เสน่ห จามริก ได้ให้ความรู้ในเรื่องสิทธิชุมชนและสิทธิมนุษยชน อันเป็นประโยชน์แก่ชาวชุมชนในการต่อสู้เรียกร้องสิทธิ โดยได้ให้คำนิยามว่า
“สิทธิมนุษยชน คือ ชีวิต ดังนั้นหมายความว่าสิทธิมนุษยชนไม่ได้อยู่ที่ตราบทกฎหมายเท่านั้น แต่อยู่ที่เจ้าของสิทธิไม่ว่าจะอยู่ในสถานะไหนก็สามารถเรียกร้องสิทธิหากได้รับความเดือดร้อน ซึ่งกรรมการสิทธิ์ และรัฐจึงมีหน้าที่ในการขยายความทางสิทธิตามสภาวะความเป็นจริง จึงทำให้มั่นใจได้ว่าเรามีสิทธิเรียกร้องตามความชอบธรรมไม่ว่าจะตามกฎหมายหรือไม่ก็ตาม ยิ่งเมื่อเป็นสิทธิส่วนรวมยิ่งมีความหนักแน่น”
อาจารยเสน่ห์เน้นย้ำให้เชื่อมั่นว่า การรวมตัวเป็นฐานสำคัญในการเรียกร้องสิทธิ เพราะสิทธิไม่ใช่เรื่องของปัจเจกบุคคลเสมอต่อไป ในวันนี้ทุกคนควรเข้าใจและต่อสู้เพื่อความเป็นอันหนึ่งอันเดียว
หากกล่าวถึงสิทธิมนุษยชนตามกฎหมายไทยพบว่า มีมานานแล้ว ในขณะที่สิทธิทางชุมชนเกิดขึ้นมาที่หลัง ราว พ.ศ.๒๕๔๐ ซึ่งถ้าพูดตามหลักสิทธิมนุษยชนของตะวันตกเป็นเรื่องของปัจเจกบุคคลเท่านั้น แต่ในสังคมไทยทำให้เห็นชีวิตขึ้นมา เพราะได้มีความพยายามบัญญัติรัฐธรรมนูญเพื่อให้เห็นชุมชน แต่เริ่มต้นมาจากการพลักดันต่อสู้ของชนบทก่อนซึ่งปรากฏความเป็นชุมชนอย่างชัดเจน แต่ในกรณีสังคมเมืองและสังคมกรุงเทพฯ มีความจำเป็นที่จะต้องสร้างความชัดเจนในการเป็นชุมชน เพื่อให้สิทธิมนุษยชนตอบสนองต่อความต้องการของชาวชุมชนในย่านต่างๆ ที่อาจจะแตกต่างในรูปแบบของความเป็นชุมชนในชนบทด้วย ดังนั้นในสังคมเมืองต้องหานิยามของชุมชนในสังคมเมืองว่ามีอยู่ตรงไหนบ้าง และควรเป็นอย่างไร แม้รัฐธรรมนูญจะยังไม่รับรองสิทธิก็ตาม
การที่สิทธิมนุษยชนไม่ได้มีกฎหมายตราไว้เป็นข้อๆ เพราะปัญหาต้องเกิดขึ้นใหม่เรื่อยๆ ดังนั้น หากมีเหตุมีผลต่างก็ควรปรับไปตามสถานการณ์ได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าศาลจะฟังเสมอไป เพราะว่าศาลเป็นระบบประมวลกฎหมายถ้าไม่มีตัวหนังสือจะไม่สามารถทำได้ ไม่เหมือนกฎหมายจารีตและประเพณี [Common Law] แบบอังกฤษที่ขึ้นอยู่กับสถานการณ์และตีความตามสภาวะของชีวิตได้
อาจารย์เสน่ห์แสดงทัศนะเพิ่มเติมว่า
“ผมเสนอว่าประเด็นสิทธิมนุษยชนน่าจะเป็นตัวอย่างเริ่มต้นของกฎหมายไทยที่ไม่จำเป็นต้องขึ้นอยู่กับตัวอักษร ดังนั้นเหตุผลในการต่อสู้จึงต้องหว่านล้อมการตีความเรื่องชีวิตให้หลากหลาย ตีความจากความเดือดร้อน ความจำเป็นของชีวิต”
![]() |
|
รศ.ดร.มรว.อคิน รพีพัฒน์ |
อาจารย์ มรว.อคิน รพีพัฒน์ กล่าวว่า จากประสบการณ์การทำรวมกับชุมชนสลัม ในสมัยก่อน “ชุมชน” คือกลุ่มคนที่มารวมตัวกันและมีแบบแผนความประพฤติและสำนึกที่ยึดมั่นในสิ่งเดียวกัน มีทรัพยากรร่วมกัน และมีวัดเป็นชุมชน แต่ปัญหาชุมชนเพิ่งมาแตกสลายเพราะสิทธิมนุษยชนที่อาจารย์เสน่ห์พูดถึงคือ ความเป็นปัจเจกบุคคลที่มาจากแนวคิดเสรีนิยม
การที่ชุมชนแตกสลายจึงมีสาเหตุหลักมาจาก ๓ ประการ จากที่หยิบยกความเห็นของอาจารย์กิตติศักดิ์ ปรกติ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร มากล่าวมีดังนี้
๑. จากรัฐรวมศูนย์ที่ให้อำนาจรัฐมากเกินไป ทำให้กลุ่มคนและชุมชนต่างๆ ที่รวมกันมีแบบแผนตามที่ต่างๆ ต่อต้านกันและกัน โดยเฉพาะการแย่งชิงทรัพยากร
๒. ความคิดด้านเสรีประชาธิปไตย หากดูเสียงมากเป็นสำคัญชุมชนจะอยู่ไม่ได้ เพราะชุมชนซึ่งเป็นเสียงส่วนน้อยต้องทำตามเสียงส่วนมาก เช่น รัฐบาลอยากให้พื้นที่เป็นเขตอุตสาหกรรม ในขณะที่ชุมชนอาจไม่ต้องการ เป็นต้น
๓. ระบบทุนนิยมเข้ามาจึงทำให้ชุมชนแตกกระจาย เพราะต่างคนต่างต้องหาผลประโยชน์ให้แก่ตนเองให้มากที่สุด ดังนั้นหัวใจของระบบทุนนิยมคือกรรมสิทธิ์ที่ดิน ดังนั้นแนวคิดจึงขัดกันอยู่กับหลักการความเป็นชุมชน
อาจารย์อคินยังกล่าวต่อว่า ช่วงคริสต์ศตวรรษที่ ๑๙ ให้หลัง เมื่อรัฐมีนโยบายแย่งยิ่งทรัพยากรที่ดินจากท้องถิ่นมากเกินไป จึงทำให้ชาวบ้านต่อสู้จนเกิดเป็นชุมชนขึ้นมาใหม่ เป็นการรื้อฟื้นขึ้นใหม่ทำให้เกิดสำนึกรวมในการต่อสู้กันมากขึ้น นำมาสู่การเกิดรัฐธรรมนูญ พ.ศ.๒๕๔๐ มาตรา ๔๖ ให้ชุมชนมีสิทธิชุมชนที่มีทรัพยากรธรรมชาติมีสิทธิในทรัพยากร และรัฐธรรมนูญระบุให้บำรุงรักษาแบบแผนทางวัฒนธรรมไว้ด้วย ดังนั้นจึงน่าจะรวมชุมชนเมืองเข้าไปกับกรณีนี้ได้
แต่ปัญหาการไล่รื้อที่เกิดขึ้นให้การใช้มาตรา ๔๖ ยังคงเป็นปัญหาอยู่ เพราะว่าศาลไม่รู้ว่าชุมชนคืออะไร และศาลมักกล่าวว่าจะต้องมีกฎหมายลูกปรากฏออกมาชี้ชัด กำหนดว่าสิทธิชุมชนคืออะไร ดังนั้นจึงเกิดปัญหาในการใช้สิทธิรัฐธรรมนูญมาตรา ๔๖ ที่ยังคงใช้ไม่ได้เลย แต่ตามทัศนะอาจารย์กิตติศักดิ์เห็นว่า การที่ศาลไม่ยอมรับชุมชนเพราะชุมชนไม่ใช่นิติบุคคล ซึ่งหากศาลจะให้บังคับใช้ จะต้องทำให้ชุมชนเป็นนิติบุคคล ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่น่าสนใจและน่าใช้ได้ผลกับบางชุมชน เช่นกรณีชุมชนในชนบท ตอนให้โฉนดที่ดินชุมชนไม่ได้ให้แก่ชุมชนแต่ให้กับสหกรณ์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนและเป็นองค์กรของชุมชน แต่ปัญหาที่เกิดในชุมชนท้องถิ่น คือ ศาลไม่เคยรับกลุ่มออมทรัพย์เป็นนิติบุคคล ทำให้ชุมชนต้องเปลี่ยนเป็นสหกรณ์ไป
ตามทัศนะอาจารย์กิตติศักดิ์ที่ยกมา จึงเชื่อว่าชุมชนเป็นนิติบุคคลได้ โดยมีชื่อว่า “นิติบุคคลตามสภาพ” ซึ่งเป็นทฤษฏีทางกฎหมาย ถ้ามีคนมารวมตัวกันมากและมีแบบแผนความประพฤติ มีสำนึกรวม มีทรัพยากรร่วมกัน ก็สามารถเป็นชุมชนได้โดยไม่ต้องมีกฎมายลูก แต่ปัญหาที่ศาลยังไม่ยอมรับเพราะยังไม่ชัดเจนและไม่รู้ว่าชุมชนเป็นอย่างไร จึงจำเป็นต้องมีกฎหมายลูก
อาจารย์อคินแสดงทัศนะเพิ่มเติมว่า
“ศาลน่าจะมีอำนาจในการตีความว่าชุมชนหรือไม่ คือสามารถตัดสินได้และแก้ไขได้ด้วย แต่คนยังเถียงกันมากว่า ชุมชนคืออะไร ยังไม่มีการยอมรับโดยทั่วไป อย่างนักเศรษฐศาสตร์บางคนยังบอกว่าชุมชนไม่มี มีแต่ปัจเจกบุคคล ดังนั้นจึงเกิดเป็นปัญหา”
ในกรณีการไล่ที่ในเมือง ศาลมักยึดถือกรรมสิทธิ์ค่อนข้างเคร่งเครียด โดยศาลดูที่โฉนดเป็นเรื่องสำคัญที่สุด เช่น กรณีนายทุนไล่ที่ หากนายทุนมีโฉนดและมีการจ้างพยานที่เป็นผู้ใหญ่บ้านก็ย่อมได้เปรียบกว่าชาวบ้านที่ให้ชาวบ้านด้วยกันเองมาเป็นพยาน
การที่ศาลให้ความสำคัญกับเอกสารของรัฐและพยานบุคคลที่เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐก่อน จึงทำให้ศาลตกเป็นเครื่องมือของนายทุนในการหาผลประโยชน์และยึดครองทรัพยากรของคนอื่นได้โดยง่าย โดยอาจารย์อคินเห็นว่าตัวศาลไทยมีปัญหาอยู่เพราะการเอาประมวลกฎหมายมาใช้แต่ไม่ได้ใช้ระบบไต่สวน แต่กลับใช้ระบบกล่าวหา ซึ่งหากดูตามศาลอังกฤษพบว่าผู้พิพากษาสามารถแก้กฎหมายเพื่อให้เกิดความยุติธรรมได้ ซึ่งถ้าหากศาลไทยใช้ระบบไต่สวนอาจใช้ผ่อนปรนปัญหานี้ได้
ที่กล่าวมาข้างต้นเป็นทัศนะของอาจารย์ทั้งสามท่านที่น่าจะมีทางออกให้กับบางชุมชนได้บ้างในด้านกฎหมาย ตามหลักสิทธิมนุษยชนและชุมชน ซึ่งผู้รวมรับฟังต่างได้ร่วมแสดงปัญหาชุมชนและเสนอทัศนะทางออกในหลายทิศทาง ดังนี้
ตัวแทนผู้นำชุมชนจากฝั่งธนบุรี ชาวชุมชนวัดบุปผาราม ได้กล่าวว่าชุมชนบริเวณวัดในท้องถิ่นทั้งในเขตย่านเก่าและฝั่งธนฯ มักเริ่มจากคนต่างจังหวัดเข้ามาอยู่กรุงเทพฯ ราวๆ เมื่อปี พ.ศ.๒๕๐๖ ช่วงนั้นกรุงเทพฯ เป็นเมืองเล็ก ถูกเรียกกรุงเทพชั้นใน คนที่เข้ามาอยู่กรุงเทพเข้ามาอาศัยอยู่อย่างหนาแน่นมาก ตั้งแต่บริเวณสะพานพุทธเป็นต้นไปหรือแม้แต่ที่ของวัดประชาชนก็ต่างเข้ามาจับจอง เพราะเชื่อว่าเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์สามารถอยู่ได้และจะได้รับความเมตตาจากวัด จนกระทั่งปี๒๕๒๔ ทางการเคหะแห่งชาติกรุงเทพเห็นว่าแออัดมากจึงเกิดโครงการสร้างถนน และทางเดินตามชุมชนต่างๆ ทำให้เกิดเป็นชุมชนและมีการตั้งกรรมการชุมชนขึ้น แต่ยังไม่ได้มีการระบุว่ามีสิทธิอะไรบ้าง ต้องดูแลชุมชนอย่างไร กระทั่งนายทุนเข้ามาขอซื้อที่จากวัด ตั้งแต่นั้นมาชาวชุมชนก็ถูกไล่รื้อตลอดมา แต่จะเป็นไปในลักษณะค่อยๆไล่ในแต่ละจุด เพื่อป้องกันการรวมตัวของคนในชุมชน ซึ่งวัดอ้างเหตุผลว่าต้องการปรับแต่งภูมิทัศน์ โดยที่ชาวบ้านไม่ได้รับเงินค่าไล่รื้อเลย
![]() |
|
วรชัย พิลารมย์ผู้ต่อสู้กรณีชุมชนวัดกัลยาณ์ร่วมแสดงความคิดเห็นในงาน |
วรชัย พิลารมย์ และ ประดิษฐ์ ห้วยหงส์ทอง เครือข่ายชุมชนวัดกัลยาณ์และวัดบุปผาราม์ กล่าวเพิ่มเติมว่า เดิมทีวัดกัลยาณมิตรเป็นวัดหลวงชั้นโท มีตำนานการสร้างวัดคล้ายวัดพนัญเชิง มีชุมชนล้อมรอบหันหน้าไปทางแม่น้ำและมีชุมชนเพื่อคอยหล่อเลี้ยงพระพุทธศาสนา แต่เมื่อเปลี่ยนเจ้าอาวาสใหม่ที่เข้ามาปกครองวัดไม่รู้รกรากและไม่เข้าใจวิถีชุมชนท้องถิ่น และได้ทำการไล่รื้อบ้านชาวบ้าน จนทำให้ต้องทำหนังสือร้องต่อสำนักพระพุทธศาสนา ซึ่งที่จริงแล้วเรื่องนี้ทางวัดมีคณะทนายจัดการทั้งหมด โดยวัดมักอ้างว่าชุมชนเป็นที่รกร้างและสกปรก จึงต้องการปรับภูมิทัศน์เสียใหม่
ทางชุมชนวัดกัลยาณ์ต่อสู้ในเรื่องสิทธิมนุษยชนเรื่อยมาจนถึงปี พ.ศ.๒๕๕๒ ทั้งทำเอกสารและยืนยันทั้งหลักฐานทางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมท้องถิ่น และวิถีชีวิต เพื่อให้เกิดการรับรองสิทธิมนุษยชน แต่ด้วยความล้าช้าของหน่วยงานราชการและองค์กรต่างๆ ทำให้ถึงเวลาต้องขึ้นศาลอุทธรณ์ ทำให้ชาวบ้านหวาดผวาไม่น้อย
จากการที่ชุมชนถูกละเมิดตามพระราชบัญญัติกฎหมายรัฐธรรมนูญปี ๕๐ มาตรา ๖๖ และ ๖๗ หลังจากศึกษาแล้วฝ่ายกฎหมายก็ยังไม่มีการยอมรับเพราะตีความมาแล้ว แต่จากการพยายามหาทางออกในหลายๆ ทางก็มาถึงเวลานี้โดยยื่นเรื่องที่สำนักงานตรวจราชการแผ่นดินเพื่อนำการละเมิดสิทธิมนุษยชนในกรณีนี้ให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ และก็ยังอยู่ในช่วงดำเนินการ
ในส่วนตนแล้วเห็นได้ว่าการต่อสู้เรื่องสิทธิมนุษยชนกับราชการยังพอมีหวังอยู่บ้าง แต่หากต้องสู้กับภาคเอกชนแล้วคงมีทางเป็นไปได้ยากมาก
ตัวแทนจากชุมชนเจริญชัยที่ได้รับผลกระทบจากกรณีวัดมังกรกลมลาวาส เสนอปัญหาชุมชนว่าไม่ได้รับการต่อสัญญาเช่ากว่า ๔ ปีแล้ว แต่ความเป็นชุมชนที่มีวัฒนธรรมสืบทอดกันมาสี่ถึงห้ารุ่น และขายสินค้าประเพณีและวัฒนธรรมจีนรอบๆ วัด เมื่อเกิดปัญหาขึ้นมาตอนนี้ทางเลยรวมตัวกันอนุรักษ์ชุมชนเจริญชัย รื้อฟื้นและสืบสานวัฒนธรรมเก่าๆ ขึ้นมาเพื่อให้สังคมรับรู้ว่าชุมชนตรงนี้อยู่มานานหลายชั่วคน แต่ผู้ที่มีอำนาจในกรรมสิทธ์ที่ดินได้พยายามหาทางไล่รื้อชุมชน โดยการออกข่าวมาต่างๆ นานา เช่น การสร้างตลาดใต้ดิน สร้างอุโมงค์รถลอดเหนือสถานีรถไฟวัดมังกร จึงเป็นความกดดันที่ทำให้ชาวชุมชนต้องไปเรียกร้องยังองค์กรต่างๆ แต่ก็ยังไม่มีความคืบหน้าในทางที่ดีแต่อย่างใด
![]() |
|
วิศิษฎ์ เตชะเกษม ตัวแทนชุมชนเวิ้งนครเกษมร่วมเสนอนิยามชุมชน |
วิศิษฎ์ เตชะเกษมตัวแทนชุมชนเวิ้งนครเกษม ซึ่งเป็นชุมชนที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ ข่าวล่าสุดว่ามีนายทุนเชื้อสายจีนคือ เจริญ สิริวัฒนภักดี ซื้อไปในราคาสูงมาก ได้เสนอแนะชุมชนอื่นๆ ว่าให้ต่อสู้ด้วย ‘คุณค่าของพื้นที่’ โดยเปรียบเปรยกับพุทธสมบัติ ๔ ประการ คือ ๑. กาลสมบัติคือ ชุมชนมีคุณค่าทางประวัติศาสตร์หรือไม่ ๒. คติสมบัติคือ ตัวสถานที่ การอยู่รวมกัน อาชีพที่ทำอยู่รวมกัน มองว่าตลอดเวลาที่ผ่านมองว่าชุมชนมีค่าหรือไม่ ๓. อุปธิสมบัติคือ ความเป็นคนในชุมชนที่นั้นมีวิถีชีวิตมีคุณค่าต่อชุมชนนั้นอย่างไร และ ๔. ปโยคะสมบัติคือ กระบวนการอยู่รวมกัน ซึ่งเมื่อกาลเวลาเหมาะสม สถานที่เหมาะสม คนเหมาะสม ขบวนการรักษาให้คงอยู่นั้นเหมาะสม จึงทำให้ชุมชนมีคุณค่าขึ้นมา
![]() ![]() |
|
สุธีร์รัฐ จึงแย้มปิ่นร่วมเสนอปัญหาในวัดมังกรกมลาวาส |
สุธีร์รัฐ จึงแย้มปิ่น ผู้ได้รับผลกระทบจากความต้องการของวัดในการทุบเจดีย์ในวัดมังกรกมลาวาส โดยวัดมังกรกมลาวาสนี้ที่ถูกสร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๕ เนื่องจากคนจีนอพยพเข้ามาเมืองไทยไม่นิยมเข้าวัดแบบเถรวาทเพราะการปฏิบัติธรรมแตกต่างออกไป ดังนั้น คนจีนจึงสร้างวัดเป็นของตัวเองเพื่อสร้างความเป็นปึกแผ่นขึ้นมาสำหรับชุมชนชาวจีน สมัยก่อนเจ้าอาวาสเป็นพระมาจากมณฑลกว้างตุ้งเป็นนิกายเซน ด้วยความที่คนจีนต้องพึ่งพาตนเองมากจึงเกิดการรวมตัวกันสร้างโรงเจขึ้นที่วัด โรงเจทำหน้าที่เป็นบ้านพักคนชราและมีห้องยาเพื่อรักษาคนจีนสมัยก่อนที่กินยาไทยแล้วไม่ถูกโรค วัดจึงถือว่าเป็นที่พึ่งของชุมชนชาวจีนในช่วงนั้นและต่อเนื่องตลอดมา
เมื่อวัดเปลี่ยนจากนิกายเซนไปเป็นนิกายวชิรยานแต่ไม่ทราบรายละเอียดแน่ชัดว่ามีหลักคำสอนเป็นเช่นไร จนมาถึงประมาณ ๒๐ ปีมานี้ เจ้าอาวาสเห็นว่าโรงเจไม่ทำให้คนมาทำบุญ จึงัดแปลงเป็นสถานที่เลี้ยงเณรและเลี้ยงเด็ก แต่เกิดปัญหาผันแปรไปเพราะเณรส่วนใหญ่กลายเป็นคนลาวและเขมร ซึ่งแม้จะเป็นการสืบทอดพระศาสนา แต่ไม่แน่ใจว่าเข้าใจหลักธรรมแบบจีนจริงหรือไม่
นอกจากนี้ โรงเจอายุเกือบร้อยปียังถูกทุบ และมีอาคารอื่นๆ ถูกทุบอีกมากมายโดยทางวัดอ้างการปรับภูมิทัศน์ ซึ่งการที่วัดตัดสินใจดังกล่าวไม่ได้ถามความเห็นจากชุมชนเลยว่าต้องการหรือไม่ ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างวัดและชุมชนที่พึ่งพากันมาแต่อดีตนับวันก็ยิ่งเลวร้ายลง ครั้นเมื่อชาวชุมชนไม่เห็นด้วยและร้องไปยังสำนักพุทธศาสนาก็ไม่สามารถช่วยอะไรได้เพราะไม่มีอำนาจในการจัดการ เช่นเดียวกันกรมศิลปากรที่ยังไม่เข้ามารับรองโบราณสถานภายในวัด
ปัจจุบันวัดมังกรกมลาวาสกลายมาเป็นวัดแบบพุทธพาณิชย์อย่างชัดเจน เช่น เมื่อเข้าวัดไปไหว้พระต้องทำบุญหรือหากเป็นปีชงก็ต้องซื้อใบสะเดาะเคราะห์ราคา ๒๐๐ บาท และต้องเผาทิ้งเพื่อเป็นการสะเดาะเคราะห์ด้วย ถึงตอนนี้ก็เป็นการทำลายหลักฐานใบเสร็จรับเงินไปแล้ว ดังนั้นการที่วัดมีรายได้ปีละเท่าไหร่จึงไม่สามารถตรวจสอบได้ชัดเจน แต่ในทุกๆ ปีมีเงินหมุนเวียนภายในวัดอย่างมหาศาลทั้งที่เป็นทรัพย์สินของสงฆ์และวัด กระทั่งสามารถสร้างตึกโครงการใหญ่ๆ ได้
นอกจากนี กรณีปัญหาอาคารหน้าวัดเมื่อไปฟ้องสื่อบางสำนักก็ไม่ได้รับการตอบรับ กระทั่งมาทราบว่าทีหลังว่ากรรมการวัดเป็นหนึ่งในผู้บริหารสื่อสำนักนั้น ซึ่งเห็นได้ว่าตอนนี้วัดมีอำนาจมาก เพราะมีทั้งทนาย มีคนหนุนหลัง และยังมีสื่ออยู่ในมือ ดังนั้น การที่ชุมชนสู้กับคนกลุ่มนี้จึงไม่มีทางชนะและเป็นไปได้ยาก
ตัวแทนจากสมาคมสถาปนิกสยาม ยกตัวอย่างชุมชนซอยหวังหลี ซึ่งเป็นที่ธรณีสงฆ์ของวัดยานนาวา สืบเนื่องจากเรื่องราวเมื่อปี พ.ศ.๒๕๔๙ ทางวัดยานนาวายกเลิกสัญญาเช่าที่ปีต่อปีกับชุมชน ทำให้ทางชุมชนต้องต่อสู้โดยร้องไปหลายองค์กร และมาหาสมาคมในช่วงท้ายที่สุดด้วยหวังว่าจะสามารถรักษาตึกไว้ได้ แต่เมื่อสืบค้นพบว่าไม่ได้จดทะเบียนเป็นชุมชนและต่างคนต่างอยู่ จึงกลายเป็นแหล่งเสื่อมโทรมและถูกไล่รื้อ
ทางชุมชนได้ส่งเรื่องไปยังสมาคมสถาปนิกสยามเพื่อให้พิจารณาตึกอายุราว ๘๐ ปี จึงส่งทีมเข้าไปสอบดูคุณค่า เมื่อดูแล้วตึกอาจจะไม่ใช่มรดกในยุคที่ทุกคนเห็นว่ามีคุณค่าภายนอกเหมือนตึกแถวทั่วไป แต่เมื่อมองคุณค่าภายในแล้วพบว่าเป็นอาคารมรดกยุคโมเดิร์นที่เข้ามาก่อสร้างในประเทศไทย ยุคแรกๆ เพราะเป็นการก่อสร้างด้วยระบบเสาคาน จากนั้นทางสมาคมได้ส่งไปทางกรมศิลปากรในการสอบคุณค่าได้ความว่า “มีคุณค่าแก่การอนุรักษ์” แต่ไม่ได้มีคุณค่าในระดับชาติในการเป็นโบราณสถาน วันรุ่งขึ้นวัดยานนาวาก็รื้อตึกทิ้งไป เพราะวัดอยากนำพื้นที่ไปใช้ประโยชน์เพราะอยู่ใกล้สถานีรถไฟฟ้า ต่อมาบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งที่ได้รับสัมปทาน ส่งจดหมายขู่ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากสมาคม เนื่องจากทำให้บริษัทเสียผลประโยชน์ ดังนั้น หลังเกิดเหตุการณ์นี้ทำให้ทางสมาคมระวังในการจะเข้าไปช่วยเหลือโดยตรง แต่ปัจจุบันได้เข้าทำงานเป็นเครือข่ายกับสมาคมอื่นๆ ที่ทำงานเกี่ยวกับการอนุรักษ์ ดังนั้นในกรณีนี้ควรรวมตัวกันแก้ปัญหาระยะยาว และนอกจากการที่ชุมชนจะต่อสู้ได้นอกเหนือจากรรมการสิทธิมนุษยชนแล้ว คุณจอมขวัญตัวแทนจากสมาคมสถาปนิกแนะว่าตอนนี้ทางกรุงเทพมหานครเปิดให้เสนอและแสดงความเห็นว่าควรแก้ไขกรุงเทพฯ อย่างไรบ้าง ซึ่งชุมชนน่าจะเสนอเรื่องเข้าไป
![]() |
|
ภารณี สวัสดิรักษ์เครือข่ายวางแผนและผังเมืองเพื่อสังคม ร่วมเสนอทางออกปัญหาการไล่รื้อชุมชน |
ภารณี สวัสดิรักษ์ เครือข่ายวางแผนและผังเมืองเพื่อสังคม เสนอว่ามีความเป็นไปได้ไหมว่าควรมีการพิจารณาเรื่อง “ศาลชุมชน” ในกรณีที่สิทธิมนุษยชนที่ถูกละเมิด การที่วัดบอกว่าวัดเป็นฝ่ายถูก เราควรต่อสู้ด้วยการบอกว่าวัดผิด และต้องต่อสู้ว่าชุมชนถูกด้วยเพราะชุมชนอยู่มานาน เมื่อวัดต้องการนำที่ดินที่เคยให้ชุมชนอยู่อาศัยไปทำประโยชน์อย่างอื่น ทำให้ชุมชนถูกเบียดเบียดปัจจัยในการดำรงชีวิต ถ้าศาลไม่รับผิดชอบต่อความเป็นอยู่ของชุมชนแล้วศาลก็ต้องตอบคำถามต่อสังคม ในขณะเดียวกันการที่ชุมชนและวัดเคยอยู่กันโดยไม่มีเอกสารมาก่อน อยู่ร่วมกันโดยสร้างกติกาที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษร เมื่อมีเรื่องกรรมสิทธิ์เกิดขึ้นจนทำให้เกิดปัญหาสิทธิมนุษยชนและสิทธิชุมชนถูกลิดรอน ดังนั้น การที่ให้วัดเป็นนิติบุคคลได้กลายเป็นดาบสองคมเพราะเป็นการยกอำนาจการตัดสินใจของวัดไปให้ฝ่ายวัดซึ่งอาจจะเป็นเจ้าอาวาส หรือทนายความ ถือเป็นการมอบอำนาจที่ชาวบ้านเคยมีและเป็นกฏเกณฑ์ทางสังคมที่จะต้องตัดสินใจร่วมกันทั้งฝ่ายวัดและฆารวาสไปให้แก่วัดเพียงฝ่ายเดียว
![]() |
|
สุนีย์ ไชยรส คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายร่วมเสนอความเห็น |
สุนีย์ ไชยรส คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย ให้ความเห็นว่า กรรมสิทธิ์ที่ดินของวัด ถ้าสู้ไปตามกฎหมาย ที่มาที่ไปของที่ดินของวัดค่อนข้างสลับซับซ้อน นอกจากนี้ ชาวบ้านยังเกรงใจวัดทั้งนิตินัยและพฤตินัย จึงเสนอว่า “ไม่ควรสู้ตามกฎหมายอย่างเดียว อย่างสลัมต่างๆ ทุกวันนี้ มักใช้วิธีการเจรจาต่อรอง ใช้บทบาทขององค์กรต่างๆ มาช่วยผลักดัน แต่ขึ้นอยู่กับความเข้มแข็งของชุมชนนั้นด้วย ดังนั้นการเดินตามกฎหมายต่างๆ จึงไม่สามารถเป็นคำตอบของชุมชนได้”
และกล่าวเพิ่มเติมว่าการที่ให้ความหมายชุมชนเฉพาะในเชิงคุณค่า เป็นการยิ่งทำให้คำจำกัดความของชุมชนแคบลง ซึ่งทำให้เกิดปัญหาแก่ชุมชนอื่นเช่น ชุมชนสลัมแม้ไม่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ ไม่มีคุณค่าสร้างสรรค์พิเศษในสังคม แต่ก็เป็นคนที่สังคมไทยขับมาจนไม่มีที่ดิน มาจากชนบทที่ล่มสลาย ดังนั้นเรื่องสิทธิชุมชนจึงควรตีความให้กว้างมากที่สุด
จากปัญหาในแต่ละชุมชนที่กล่าวข้างต้น เป็นเพียงตัวอย่างเสี้ยวหนึ่งของปัญหาการไล่รื้อชุมชนที่มีกระจายอยู่ทั่วกรุงเทพฯ สิ่งที่ปรากฏชัดเจนในการเสวนาครั้งน ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าใจหายที่สุด คงหนีไม่พ้นปัญหาการไล่รื้อชุมชนที่ถูกกระทำโดยองค์กรทางพุทธศาสนานั่นก็คือ “วัด” ซึ่งสะท้อนได้ว่า ปัจจุบันได้เกิดการล่มสลายของโครงสร้างทางศีลธรรมในสังคมเมืองอย่างชัดเจน เมื่อวัดอันเคยเป็นที่พึ่งทางกายและทางใจของชาวชุมชนในอดีต เคยเป็นแหล่งพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน กลับถูกอำนาจของทุนนิยมเข้าครอบงำจนร่วมมือกับนายทุนเพื่อขับไล่ชาวชุมชน โดยปราศจากความเห็นอกเห็นใจ
![]() |
|
บรรยากาศในวันเสวนาไล่รื้อชุมชน |
อย่างไรก็ตาม การเสวนาถือเป็นจุดเริ่มต้นในการสร้างประเด็นปัญหาที่ชัดเจนเพื่อค้นหาแนวทางที่ชัดเจนการการแก้ปัญหาต่อไป และยังไม่สามารถกล่าวถึงบทสรุปได้ อาจารย์ศรีศักรกล่าวว่าอย่างน้อยก็เป็นนิมิตหมายที่ดีท่ามกลางความขัดแย้งทางความคิดเห็น ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาเพราะมาจากหลายชุมชนหลายประสบการณ์ แต่สิ่งที่ได้มาทำให้เราเห็นว่าปัญหาคืออะไร ทั้งยังเสนอให้ทำประชาพิจารณ์ในท้องถิ่นและทำการเคลื่อนไหวให้เกิดสิทธิชุมชนขึ้น ในเมื่อพึ่งรัฐไม่ได้เราจำต้องพึ่งตัวเอง สร้างแนวทางแก้ปัญหาด้วยตนเองอย่างรอบด้าน เพื่อไปต่อรองต่อฝ่ายตรงข้าม
ในขณะที่อาจารย์เสน่ห์กล่าวว่า การจัดเวทีของคนในเมืองครั้งนี้ที่ไม่ได้พูดถึงเรื่องส่วนตนของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นการพูดถึงส่วนรวม ถือได้ว่าเป็นเรื่องที่น่ายินดี จากการได้ยินได้ฟังในสิ่งที่หลากหลายออกไป ทำให้เกิดความเข้าใจในปัญหามากขึ้น แต่ขออย่าให้เกิดความขัดแย้งจนเกิดขอบเขต
แต่โดยหลักปัญหาเกิดเมื่อมีการค้าเข้าไปในพื้นที่ทำให้ที่ดินเกิดมีค่ามีราคา อำนาจเงินได้กลายมาเป็นตัวกำหนด แม้แต่ทั่วทั้งโลกก็ยังเกิดความขัดแย้งระหว่างอำนาจเงิน การพาณิชย์ การเงิน การธนาคาร และความเชื่อมั่นของคน แต่สังคมไทยเป็นสังคมที่มีประเพณีที่หลากหลาย จากการออกมาพูดนี้แสดงถึงความผูกพันที่มีอยู่ แต่การจะทำอย่างไรให้เกิดการประสานกับสิทธิประโยชน์ทางโลกเป็นสิ่งที่ต้องกลับไปคิด ซึ่งการเคารพในสิ่งศักดิ์สิทธิ์น่าจะเป็นตัวสกัดกั้นอำนาจเงินและทำให้เกิดความสมดุลย์ในสังคมให้เกิดขึ้นได้
สุดท้ายอาจารย์อคินได้กล่าวสรุปที่น่าจะครอบคลุมแนวทางในแก้ปัญหาการไล่รื้อชุมชน จากการเสวนาในครั้งนี้ว่า
“การที่เราได้พูดคุยกันมากๆ จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ในเรื่องสิทธิ หลังจากได้คุยกับหลายฝ่ายในการจะทำความเข้าใจและแก้ไขเราจะต้องแลกเปลี่ยนกัน และจะต้องมั่นคงเป็นปึกแผ่น สร้างตัวเองขึ้นมาเพื่อให้เกิดคุณค่า และต้องสร้างพันธมิตรขึ้นมา สร้างกระแสให้เกิดขึ้นมา เพื่อให้คนอื่นฟังเรามากขึ้น แสดงให้เห็นว่ามีความไม่เป็นธรรมอยู่ ผมว่าศาลจะเข้าใจแม้มันอาจจะติดขัดหลายทาง
ผมว่าถ้าเรารวมกันสร้างทางออกขึ้นมาเราอาจจะประสบความสำเร็จได้”
เสวนาสัญจรคนค่อนศตวรรษ :จดหมายข่าวมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ ฉ.๙๕ (กรกฎาคม-กันยายน ๒๕๕๕)
ภูมิวัฒนธรรม >ประชุมเสวนา