บวงสรวง ‘เจ้าหลวงเมืองล้า’
พลังหมู่บ้านลื้อ ท่าวังผา
![]() |
![]() |
‘คนลื้อ' แม้มีความผูกพันแน่นแฟ้นในพระพุทธศาสนา แต่ก็มีความเชื่อพิธีกรรมที่แตกต่างออกไปเพื่อความเป็นสิริมงคลและระลึกถึงบรรพบุรุษ เป็นประเพณีประจำปีที่เกี่ยวกับชีวิตและอำนาจเหนือธรรมชาติที่เรียกว่า'พิธีกำเมือง' และ 'พิธีกำบ้าน' อันเป็นงานเลี้ยงและบวงสรวงอ้อนวอนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของชุมชนให้ดูแลปกป้องคุ้มครองตลอดจนทำนายความอุดมสมบูรณ์ของบ้านเมือง ให้พรแก่ชีวิตในอนาคตของลูกหลานชาวบ้านที่เข้าร่วมพิธี
'พิธีเข้ากำเมือง' คือ พิธีกรรมไหว้ผีและบวงสรวง 'เจ้าหลวงเมืองล้า' ซึ่งเป็นผู้ปกครองในตำนานที่คนลื้อเมืองล้ายึดถือเคารพสืบมานาน แม้จะอพยพโยกย้ายเปลี่ยนบ้านเมืองเปลี่ยนเมืองมาอยู่ที่น่านก็ตามที
การทำพิธีจะจัดขึ้นทุกๆ ๓ ปี เป็นประเพณีที่สืบทอดถือปฏิบัติเคร่งครัดมาโดยตลอด ถือเป็นช่วงเทศกาลที่ชาวบ้านได้พบปะกัน พักผ่อน สนุกสนาน เนื่องจากมีการละเล่นตลอดเวลา ๓ วัน
ในสายตาของคนท้องถิ่นเห็นว่า พิธีกำเมืองสามารถทำให้ลูกหลานสายตระกูลต่างๆ ได้มาพบปะกันอย่างน้อยสามปีต่อหนึ่งครั้ง ทำให้ทุกคนไม่ลืมบ้านเกิด และไม่ลืมเครือญาติของตน เพราะในพิธีกำเมือง หรือ “ก๋ำเหมิง” นี้จะมีการบูชาทั้งเจ้าหลวงเมืองล้า ผู้นำทางจิตวิญญาณร่วมของคนลื้อและบริวารเจ้าหลวงซึ่งถือเป็นบรรพบุรุษของสายตระกูลต่างๆ ในท้องถิ่น ผีบ้านในพิธีจึงถือได้ว่าเป็นบรรพบุรุษร่วมกันของทุกคนนั่นเอง
แม้ต่อมาภายหลังจะมีการแยกออกไปทำพิธีกรรมจากเดิมที่เคยทำในบ้านหนองบัว ซึ่งเป็นหมู่บ้านใหญ่และมีประชากรมาก โดยบ้านดอนมูลที่อยู่ห่างออกไปในรัศมีกว่า ๘-๙ กิโลเมตร จะทำพิธีกำเมืองเฉพาะหมู่บ้านตนอันเนื่องมาจากระยะทางไกล การเดินทางที่ลำบากทำให้ต้องออกจากหมู่บ้านในช่วงค่ำคืนตั้งแต่ก่อนเริ่มงานและเคยเกิดอุบัติเหตุจนมีผู้เสียชีวิต การแยกจัดพิธีกรรมจึงมีขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๓๙ เป็นต้นมาซึ่งแม้อาจนำไปสู่ความไม่สมบูรณ์ของพิธีกรรมของทั้งสองแห่ง เพราะตัวแทนของ 'เจ้าเมือง' และ 'บ่าวหมอ' ซึ่งเป็น บริวารผู้ทำหน้าที่ต่างๆ นั้นสืบสายตระกูลอยู่ที่บ้านดอนมูล ส่วน 'หมอเมือง' นั้นสืบสายตระกูลอยู่ที่บ้านหนองบัว
อย่างไรก็ตาม เอกภาพในการจัดงานกำเมืองของคนลื้อเมืองล้า แม้จะแยกสายไปในช่วงสิบกว่าปีที่ผ่านมา อันเนื่องมาจากจำนวนคน ที่เพิ่มขึ้นในแต่ละหมู่บ้าน ความไม่สะดวกของการเดินทางหรือรูปแบบการจัดการพิธีกรรมที่ปรับเปลี่ยนไป แต่ความสำคัญของการเลี้ยงผีเจ้านายหรือผีเมืองที่ยังคงมีหน้าที่ในการเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ผู้คุ้มครองชีวิตของลูกหลานชาวเมืองล้ากลับแสดงถึงความมั่นใจในอัตลักษณ์ของคนลื้อเมืองน่านที่อยู่อาศัยสืบมาอย่างร่มเย็น และเป็นความมั่นคงทางจิตใจที่ชาวบ้านยังคงยึดเหนี่ยว ถือเป็นการรวมเครือญาติและพบ หน้าลูกหลานที่จากบ้านไปไกล สร้างความเป็นเป็นหลักของบ้านเมืองและท้องถิ่น สามารถยึดหลักของโครงสร้างสังคมท้องถิ่นให้ยังคงดำรงอยู่อย่างมั่นคง ไม่ว่าสภาพสังคมจะเปลี่ยนแปลงเข้าสู่ยุคสมัยใดก็ตาม
รู้จัก 'คนลื้อ' แห่งท่าวังผา
คนลื้อที่อำเภอท่าวังผา จังหวัดน่าน มีถิ่นกำเนิดจากเมืองล้า ซึ่งปัจจุบันอยู่ในเขตปกครองตนเองพิเศษสิบสองปันนา ในมณฑลยูนนาน ประเทศจีน การอพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานใหม่ในบ้านเมืองทางใต้ลงมานั้น เริ่มตั้งแต่ราว ๒๐๐ ปีมาแล้ว เกิดจากทั้งการศึกสงครามภายในสิบสองปันนาเองและปัจจัยจากภายนอกที่เข้าไปกวาดต้อนผู้คนในยุคเก็บผักใส่ซ้าเก็บข้าใส่เมืองซึ่งเจ้าผู้ครองนครล้านนาร่วมกันไปกวาดต้อน ตีเมืองยอง เมืองลื้อ เมืองเขิน เมืองเชียงตุง เมืองเชียงรุ้ง เมืองเชียงแขง ตลอดจนบรรดาหัวเมืองต่าง ๆ แถบไตใหญ่ ลื้อ เขิน มาเป็นไพร่พลเมือง จนทุกวันนี้มีชุมชนเชื้อสายลื้อและไตอื่นๆ กระจายอยู่ในพื้นที่จังหวัดต่างๆทางภาคเหนือในจังหวัดเชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง แพร่ น่าน เชียงราย และพะเยา
เจ้าเมืองน่านหลายท่าน เมื่อร่วมทัพไปตีหัวเมืองทางเหนือก็กวาดต้อนครัวลื้อกลับมาไว้ที่เมืองน่านมากมาย ในช่วงเวลานั้น เมืองเชียงลาบสุดไปถึงเมืองเชียงแขง เมืองล้า เมืองพง เมืองมาง เมืองภูคา เมืองเทิง เมืองเลน ถูกผนวกเป็นส่วนหนึ่งของเมืองน่านในฐานะหัวเมืองขึ้น ซึ่งปรากฏใน ‘จารึกหลักคำเรื่องอาณาจักรหลักคำน่าน’ หรือกฎหมายปกครองนครน่าน หัวเมืองลื้อที่มีอาณาเขตครอบคลุมทั้งสองฝั่งแม่น้ำโขงก็มาถูกแย่งชิงและถูกแบ่งแยกในสมัยอาณานิคม โดยฝั่งขวานั้นตกเป็นของฝรั่งเศสและฝั่งซ้ายตกเป็นของอังกฤษ และกลายเป็นส่วนในประเทศพม่าและลาวตามลำดับ บางส่วนกลายเป็นส่วนหนึ่งของมณฑลยูนนาน จนถึงเหตุการณ์เมื่อเกิดการปฏิวัติการปกครองประเทศของจีนเปลี่ยนเป็นระบอบสังคมนิยมในเวลาต่อมา คนลื้อก็ยังอพยพเข้ามาสู่เมืองน่านเป็นระยะๆ
ทุกวันนี้คนลื้อตั้งถิ่นฐานอยู่กระจัดกระจายตามที่ราบลุ่มริมน้ำในเขตตั้งแต่อำเภอท่าวังผา อำเภอปัว และกระจัดกระจายในอำเภอสองแคว เชียงกลาง ทุ่งช้างไปถึงเฉลิมพระเกียรติติดชายแดนลาว โดยคนลื้อที่ถูกอพยพมาจาก เมืองล้าและเมืองมาง ซึ่งอยู่แถบตะวันออกของสิบสองปันนา มาตั้งถิ่นฐานอยู่อาศัยแถบริมแม่น้ำน่าน ในอำเภอท่าวังผาและอำเภอสองแคว ส่วนคนลื้อจาก เมืองยู้, เมืองยอง, เมืองเชียงลาบ (เมืองโขง), เมืองเสี้ยว ซึ่งเคยอยู่ในบริเวณสิบสองปันนาฝั่งตะวันออกตั้งถิ่นฐานอยู่บริเวณน้ำย่าง ตำบลยม ตำบลศิลาเพชร ตำบลศิลาแลง และแถบน้ำปัวไปจนถึงถึงห้วยโก๋น คนลื้อทั้งสองกลุ่มนี้มีสำเนียงการพูดที่แตกต่างกัน
คนลื้อที่เมืองน่านนับเป็นฐานประชากรที่สำคัญ แม้จะมีการกวาดต้อนผู้คนมาจากถิ่นฐานอื่นๆ เช่น คนพวนอีกฝั่งน้ำของชุมชนลื้อ บ้านหนองบัว อำเภอท่าวังผา และที่บ้านน้ำปั้ว อำเภอเวียงสา และแม้จะอยู่ในพื้นที่ซึ่งเจ้าเมืองน่านถือเป็นคนยวนก็ตาม ชุมชนลื้อ ต่างเป็นอิสระในการดำเนินชีวิตแบบคนลื้อ รักษาภาษา ความเชื่อดั้งเดิมและทางพุทธศาสนาที่ประกอบกันขึ้นเป็นงาน สถาปัตยกรรม งานจิตรกรรม ตลอดจนวรรณศิลป์ ดนตรี อาหาร ผสานเป็นหนึ่งเดียวกับวัฒนธรรมหลวงของเมืองน่าน จนกลายเป็นอัตลักษณ์ทางศิลปกรรมที่หลอมละลายกับงานสถาปัตยกรรม ดั้งเดิมของเมืองน่านที่ไม่เหมือนบ้านเมืองในล้านนาอื่นใด แม้แต่เมืองแพร่ที่อยู่ทางล้านนาฝั่งตะวันตกและใกล้ชิดกันซึ่งก็เนื่องมาจากความเป็นคนลื้อที่มีรากฐานวัฒนธรรมอันแข็งแกร่งในเมืองน่านนั่นเอง
![]() |
![]() |
![]() |
![]() |
|
วัดหนองบัว ศูนย์กลางชุมชนลื้อ มีภาพจิตรกรรมช่างฝีมือคนพวนที่คล้ายกับที่วัดภูมินทร์ |
คนลื้อที่ท่าวังผา ประกอบด้วยหมู่บ้านหลายแห่งที่ตั้งอยู่ริมน้ำน่าน และเป็นหมู่บ้านลื้อที่อพยพมาจากเมืองล้า ได้แก่ บ้านหนองบัว บ้านต้นฮ่าง ซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้าม และบ้านดอนมูลที่อยู่ห่างจากบ้านหนองบัวไปทางทิศใต้ราว ๙-๑๐ กิโลเมตร
พวกเขาเล่าสืบต่อกันมาว่า ในสมัยหนึ่ง คนลื้อที่เมืองล้านำทัพโดยเจ้าหลวงเมืองล้าได้สู้กับกองทัพจีนละฮ่อที่มีกำลังเหนือกว่า อย่างกล้าหาญ แต่ก็ต้องพ่ายแพ้ เจ้าหลวงเมืองล้าเสียชีวิตในสนามรบ คนลื้อที่รอดชีวิตจากการรบครั้งนั้นจึงอพยพเข้ามาขอพึ่งบารมีเจ้านครน่าน ตั้งถิ่นฐานในบริเวณหมู่บ้านทั้งสามแห่ง โดยการเคลื่อนย้ายนั้น มีคนลื้อจากกลุ่มของเจ้าหลวงเมืองอูมาสมทบร่วมด้วย ดังนั้น ชาวบ้านจึงทำพิธีเลี้ยงเจ้าหลวงเมืองอูด้วย
ที่บ้านหนองบัวมีวัดหนองบัวเป็นศูนย์กลาง นับว่าเป็นชุมชนลื้อที่มีขนาดใหญ่และสำคัญในอดีต เพราะอยู่ในพื้นที่อุดมสมบูรณ์จนสามารถสร้างรากฐานชุมชนอย่างแข็งแกร่ง สร้างสถาปัตยกรรมทางศาสนาภายในวัดหนองบัวที่มีวิหารแบบไตลื้อซึ่งมีภาพจิตรกรรมฝาผนังบอกเล่าเรื่องราวในปัญญาสชาดกและวิถีชีวิตของชาวลื้อที่มีฝีมือช่างชั้นครูหากแต่เป็นช่างเขียนคนพวน และเทียบว่าใกล้เคียงกับฝีมือช่างที่วัดภูมินทร์ซึ่งตั้งอยู่กลางเวียงน่าน สันนิษฐานว่าสร้างราว พ.ศ. ๒๔๐๕ นอกจากนี้ยังเป็นแหล่งผ้าทอแบบลื้อและ ‘ผ้าซิ่นลายน้ำไหล’ ที่ถือว่าสวยงามและมีความโดดเด่น ถือเป็นสัญลักษณ์ของผ้าทอเมืองน่าน
ในงานประเพณียังคงพบเห็นการแต่งกายแบบลื้อที่เป็นเอกลักษณ์เด่น โดยผู้ชายสวมเสื้อแขนยาวแล้วสวมเสื้อกั๊กที่ปักลวดลายสวยงามทับ ส่วนผู้หญิงสวมเสื้อแขนยาวที่เรียกว่า ‘เสื้อปั๊ด’ และนุ่งซิ่น ทั้งชายและหญิงจะโพกศีรษะ ตกแต่งด้วยเครื่องประดับเครื่องเงินต่างๆ
ทุกวันนี้คนลื้อทั้งสามหมู่บ้านมีสภาพชีวิตความเป็นอยู่ที่สงบสุขตามอัตภาพ อาศัยปลูกข้าวนาปีและทำสวนทำไร่เมื่อหมดจาก ฤดูกาลทำนา จับปลาในลำน้ำน่านและนำ ‘ไก’ หรือสาหร่ายน้ำจืดมาแปรรูปโดยมีกลุ่มแม่บ้านช่วยกันผลิต มีหนองน้ำซึ่งเกิดจากการเปลี่ยนทิศทางเดินของแม่น้ำน่าน คือ หนองบัวและหนองหลง เป็นแหล่งน้ำนอกเหนือจากลำน้ำน่าน มีป่าชุมชน มีการสร้างวังปลาเพื่อการอนุรักษ์ และพ่อเฒ่าแม่เฒ่าชาวลื้อยังคงพูด เขียน อ่านหรือขับลื้อได้อย่างแคล่วคล่อง ส่วนคนวัยหนุ่มสาวอาจจืดจางไปบ้างตามลำดับ ชาวบ้านยังคงทอผ้าแบบลื้อและตัดเย็บเสื้อผ้าฝ้ายในรูปแบบต่างๆ ซึ่งเป็นที่ต้องการของตลาดในยุคนี้ที่น่านกำลังเฟื่องฟูด้วยการท่องเที่ยวแบบปัจจุบัน
ผีเมืองศักดิ์สิทธิ์ผู้คุ้มครองท้องถิ่น
พิธีเลี้ยงผีบ้านผีเมืองที่กลุ่มคนในตระกูลภาษาไต-ลาว ยึดถือทำร่วมกันเป็นปกติตั้งแต่อดีตจนทุกวันนี้คือ ‘การไหว้ผีและเลี้ยงผี’ ซึ่งเรียกว่า ‘พิธีเข้ากรรม’ บางแห่งทำกันปีละครั้ง บางแห่งอาจทำ ๓ ปีครั้ง พิธีเข้ากรรมมี ๒ ระดับคือ พิธีเข้ากำเมืองคือการเลี้ยงผีเจ้าเมือง และพิธีกรรมบ้านคือการเลี้ยงผีบรรพบุรุษแต่ละสายตระกูล ในพิธีจะมีการฆ่าควาย หมู หรือไก่เพื่อสังเวย ซึ่งมีหลักการเดียวกันและมีรายละเอียดต่างกันไปในแต่ละพื้นที่และกลุ่มคน
ชุมชนคนลื้อก็ยึดถือเอาพิธีกรรมนี้เป็นพิธีสำคัญของชุมชนเช่นกัน และมักสืบเนื่องกับตำนานคำบอกเล่าหรือที่มีการจดบันทึกไว้ในท้องถิ่นเกี่ยวกับสายตระกูลจากบ้านเมืองแต่เดิมและการสืบสายตระกูลที่เน้นการบวงสรวงทั้งผีเจ้าเมืองและผีบรรพบุรุษที่คนเหล่านั้นสืบทอดตกกันมาเรียกว่าการ ‘ก๋ำเหมิง’ หรือ ‘กำเมือง’
คนลื้อเมืองล้าที่อาศัยในอำเภอท่าวังผา ทั้งสามหมู่บ้านต่างทำพิธีเลี้ยงผีเมืององค์เดียวกัน คือ ‘เจ้าหลวงเมืองล้า’ และ ‘เจ้าหลวงเมืองอู’ คนลื้อทั้งสามหมู่บ้านเชื่อว่าเจ้าหลวงเมืองล้าเมืองอูจะปกปักรักษาลูกหลานลื้อให้อยู่เย็นเป็นสุขและไม่ให้เกิดเหตุอันตรายทั้งปวงแก่หมู่บ้านและท้องถิ่น
ในอดีตมีเพียงที่บ้านหนองบัวมีหอเจ้าเมืองและหอบริวารเท่านั้น บ้านหนองบัวซึ่งเป็นหมู่บ้านใหญ่จึงเป็นสถานที่รวมคนลื้อในชุมชนใกล้เคียงมาร่วมทำพิธีทุกสามปี ต่อมาเมื่อบ้านดอนมูลขอจัดพิธีของตนเนื่องจากระยะทางที่ห่างไกลไปมาไม่สะดวก จึงตั้งหอเจ้าหลวงเมืองล้าและหอบริวารเจ้าหลวงของตัวเอง
ภายหลังเมื่อพิธีกำเมืองเป็นที่รู้จักของคนภายนอกและมีผู้สนใจมากขึ้น ชาวบ้านทั้งสองแห่งจึงได้สร้างอนุสาวรีย์โดยเปลี่ยนจากรูปสัญลักษณ์จากหอขนาดเล็กกลายเป็นรูปปั้นในท่าทางแบบมนุษย์ โดยที่บ้านหนองบัวสร้างขึ้นโดยของพระสงฆ์รูปหนึ่งจากจังหวัดพิจิตรซึ่งว่ากันว่ามีญาณสมาธิสามารถเห็นภาพเจ้าหลวงในอดีตได้ ส่วนที่บ้านดอนมูลก็สร้างอนุสาวรีย์รูปเจ้าหลวงเมืองอูขี่ม้านำผู้คนอพยพเคลื่อนย้ายที่ริมน้ำน่านใกล้วัดศรีดอนมูล
แม้บ้านหนองบัวจะเป็นหมู่บ้านขนาดใหญ่ มีรากฐานทางศาสนาที่มั่นคงโดยการสร้างวัดใหญ่โตและน่าจะเคยเป็นหัววัดมาก่อน เพราะมีพระอุโบสถสำหรับการบวชพระสงฆ์และมีหลักฐานการเขียนบันทึกตำนานของชุมชนในปั๊บสา แต่ที่หมู่บ้านดอนมูลซึ่งมีขนาดเล็กกว่าและห่างจากบ้านหนองบัวกว่าสิบกิโลเมตร เชื้อสายตระกูลเจ้าเมืองและบริวารล้วนอยู่อาศัยที่บ้านดอนมูลตลอดจนที่นั่งผู้ทำพิธีและบริวารในงานพิธีเลี้ยงหอเจ้าเมืองล้วนสืบสายตระกูลอยู่บ้านดอนมูล โดยมีการสืบสายเครือญาติหรือสายตระกูลตกทอดกันมาอย่างชัดเจน ในขณะที่บ้านหนองบัวไม่มี
เล่ากันในบ้านดอนมูลว่า เจ้านายที่อพยพมาด้วยกันสมัยนั้นคือ เจ้าหลวงอนุภาพ ซึ่งเป็นลูกหลานเจ้าเมืองล้า ต่อมาได้รับการแต่งตั้งจากเจ้าเมืองน่านให้ดูแลการทำนาเหมืองฝายบริเวณเมืองไชยพรมหรือเมืองศรีพรม ในบริเวณตำบลป่าคาศรีภูมิและตาลชุมปัจจุบัน มีการสร้างเหมืองฝายและทำนาส่งข้าวไปยังเมืองน่าน ต่อมาเจ้าหลวงอนุภาพได้รับแต่งตั้งจากเจ้าเมืองน่านให้เป็นเจ้าชัยสงคราม ชาวไทลื้อบ้านดอนมูลจึงเรียกท่านว่าเจ้าหลวงอนุภาพชัยสงคราม ผู้ที่สืบสายตระกูลท่านจึงทำหน้าที่เป็นตัวแทน ‘เจ้าเมือง’ ในพิธีกรรม
การที่เป็นเช่นนี้ ทำให้ชาวบ้านในรุ่นปัจจุบันมักกังขาและก่อให้เกิดกระแสการตีความตามที่แต่ละฝ่ายเข้าใจ เช่น การหาช่วงเวลาที่แน่นอนของการตั้งถิ่นฐานว่าคนลื้อเมืองล้าหมู่บ้านตั้งถิ่นฐานก่อนหลังกันอย่างไรตามกระแสอิทธิพลของการศึกษาแบบสมันใหม่ที่ต้องการคำตอบที่แน่นอน ซึ่งอาจจะมีผลมาจากการคำถามจากภายนอกที่มาพร้อมกับนักศึกษาวิจัยและการประชาสัมพันธ์เพื่อการท่องเที่ยว ที่ต้องการความชัดเจนและหาข้อสรุป จนกลายเป็นประเด็นถกเถียง เมื่อมีการแยกย้ายกันประกอบพิธีกรรม เนื่องจากระยะทางของหมู่บ้านที่ห่างกันและไม่สะดวกแก่การเดินทาง จนกลายเป็นประเด็นขัดแย้งไปได้หากมีการมุ่งหาที่มาของข้อเท็จจริงมากกว่าเนื้อหาของพิธีกรรมที่แสดงถึงการระลึกถึงบรรพบุรุษชาวลื้อจากบ้านเมืองที่จากมาและเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ปกป้องคนลื้อเมืองล้านี้ร่วมกัน
![]() |
![]() |
![]() |
![]() |
![]() |
![]() |
สามปี สี่รวงข้าว : งานบวงสรวงเจ้าหลวงเมืองล้า
ประเพณีบวงสรวงเจ้าหลวงเมืองล้าและบริวารจะปฏิบัติประจำทุกสามปีมีการเรียกในระบบสัญลักษณ์ว่า “สามปี สี่รวงข้าว” หมายถึงนับในวงรอบปีจะเป็นเวลาสามปี แต่ช่วงระหว่างนี้ใช้ระยะเวลาทำนาปีได้ ๔ ครั้ง จึงจะร่วมกันทำพิธีกรรม จะประชุมเลือกวันที่ดีที่สุดเรียกว่า “วันเฒ่า” ซึ่งจะครบรอบในปีราวเดือนธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๔ ตรงกับเดือนยี่ของคนลื้อ ในอดีตจะทำกัน ๗ วัน แต่เปลี่ยนแปลงมาทำกันเพียง ๓ วันเท่านั้น ซึ่งในอดีตช่วงนี้ชาวบ้านเก็บเกี่ยวข้าวเสร็จแล้วแต่ละคนมีเวลาว่าง ต่างจากปัจจุบันที่เมื่อหมดหน้านา ชาวบ้านจะไปทำงานรับจ้างที่อื่นๆ ผู้ที่เป็นลูกหลานลื้อเมืองล้ารวมทั้งเขยสะใภ้จะต้องเข้าร่วมพิธีกรรมทุกคนไม่ว่าจะไปอยู่ที่ไหนก็ตาม
ใกล้ถึงพิธีกำเมือง ตัวแทนทั้งสามหมู่บ้านจะมาประชุมกันเพื่อกำหนดพิธีการและมอบหมายหน้าที่และรวบรวมเงินจากชาวบ้านที่ร่วมบริจาค และที่สำคัญอย่างยิ่งจะมีการคัดเลือกบุคคลที่สืบเชื้อสายทางสายโลหิตของเจ้าหลวงเมืองล้า ๑ คน มาเป็นตัวแทนเรียกว่า “เจ้าเมือง” ซึ่งคนลื้อบ้านดอนมูลเป็นประธานและเลือกชาวบ้านหนองบัวที่สืบเชื้อสายมาจากหมอเมืองอีก ๑ คน แต่ปัจจุบันเมื่อชาวบ้านดอนมูลไม่ได้มาร่วมพิธีกรรมเช่นเดิมจึงยกเลิกไป แต่ก็สร้างอนุสาวรีย์ขึ้นมาแทน ซึ่งในพิธีเลี้ยงหอเจ้าเมืองสามปีต่อครั้งนั้น ชาวบ้านดอนมูลและบ้านต้นฮ่างต้องเดินทางไปร่วมพิธีกรรมที่บ้านหนองบัวมาโดยตลอดจนเมื่อเกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์จนมีผู้เสียชีวิต ชาวบ้านดอนมูลจึงขอมาทำพิธีกรรมของตนเองภายในหมู่บ้าน ส่วนบ้านต้นฮ่างที่อยู่คนละฝั่งน้ำก็ยังคงไปร่วมพิธีกรรมที่บ้านหนองบัวเช่นเดิม
หมอเมือง ซึ่งเป็นคนบ้านหนองบัวจะมีหน้าที่ป้อนอาหารแก่ เจ้าเมือง เป็นผู้ดูแลพิธีทุกอย่าง หน้าที่ของหมอเมืองจะจำกัดเฉพาะการเลี้ยงผีเท่านั้นไม่เกี่ยวข้องกับพิธีสงฆ์อื่นใด ไม่ทานอาหารเหลือจากผู้ใดอย่างเด็ดขาด ทุกคนต้องบริการอาหารหมอเมืองก่อนใคร แต่เมื่ออยู่นอกพิธีกรรมก็จะประพฤติตนเช่นคนสามัญ นอกนั้นก็เป็นลูกหลานบริวารเจ้าหลวงแต่งกายเป็นบริวารถืออาวุธโบราณ ฝ่ายจัดสถานที่ ฝ่ายอาหาร ฝ่ายดนตรี ฯลฯ
วันแรกของงาน จะเริ่มตอนเย็นประมาณสี่โมง เป็นการชุมนุมสมาชิกชุมชนและเครือ ญาติ ตลอดระยะเวลาสามวันจะมีการกั้นตะแหลวที่สานจากไม้ไผ่เป็นตะแกรง อันเป็นสัญลักษณ์ไม่ให้คนในออกคนนอกเข้าหมู่บ้านอย่างเคร่งครัด จัดเวรยามตามทางเข้าชุมชนเพื่อไม่ให้มีผู้ใดที่ไม่ใช่สมาชิกชุมชนหรือไม่ใช่ลื้อเมืองล้าเข้ามาในพื้นที่ชุมชนขณะดำเนินพิธีกรรม ซึ่งกำหนดว่าแม้แต่คนลื้อเมืองอื่นๆ เช่น เมืองต่วน เมืองมาง ฯลฯ ก็เข้าไม่ได้ หากมีผู้ใดหลงเข้ามาจะต้องเสียค่ารับและต้องรีบออกจากพื้นที่ทันที แม้แต่ฝ่ายปกครอง เช่น ผู้ที่ทำงานอำเภอ เทศบาล ตำรวจ ที่ไม่ได้เป็นลื้อเมืองล้าก็ไม่สามารถเข้าร่วมพิธี แต่ปัจจุบันอนุญาตให้คนนอกเข้ามาได้โดยไม่จำเป็นต้องออกจากชุมชน แต่ยังต้องเสียค่าปรับ เพราะพิธีกรรมนี้กลายเป็นที่สนใจของผู้คนจากต่างถิ่นและต้องการเข้ามาร่วมสังเกตการณ์กันมากมาย
เวลาประมาณห้าโมงเย็นจะมีการแห่เจ้าเมืองและหมอเมืองไปยังลานพิธีกรรมที่บ้านหนองบัว โดยเจ้าเมืองและหมอเมืองจะพักอยู่ในที่พักที่จัดไว้ให้คนละหลัง ที่พักนี้สร้างขึ้นไว้สำหรับพิธีนี้โดยเฉพาะ เมื่อเสร็จพิธีแล้วรื้อถอนทิ้งไป มีการขับลื้อเล่าเรื่องราวประกอบดนตรีของคนลื้อ นอกจากนี้ยังมีการละเล่นและกีฬาพื้นบ้าน เช่น หมากกอน (โยนหมอนผ้าหรือลูกช่วง) มะไข่เต่า สะบ้า การขึ้นเสาน้ำมัน ตะกร้อลอดบ่วงปิดตาตีปี๊บ ซึ่งแต่เดิมจะเป็นการเล่น การอันตามธรรมชาติ แต่ปัจจุบันมีการจัดการของหมวดต่างๆ ในหมู่บ้านเพื่อแข่งขันกัน
วันที่สองเป็นวันพิธีสำคัญ เพราะมีการบวงสรวงเจ้าเมืองล้า จะเริ่มงานตั้งแต่เช้ามืด ปัจจุบันเปลี่ยนเป็นหลังการรับประทานอาหารเช้าแล้ว โดยจะมีการแห่เจ้าเมือง หมอเมืองและสิ่งของที่ใช้สำหรับพิธีบวงสรวง มีบ่าวหมออารักขาอย่างใกล้ชิด ใช้พื้นที่ “ปางเมือง” ปัจจุบันคืออนุสาวรีย์เจ้าหลวงเมืองล้าที่บ้านหนองบัว ห่างจากพื้นที่การรื่นเริงในวันแรกไม่มากนัก การแห่นี้ชาวบ้าน ๓ หมู่บ้านจะมาเข้าร่วมเป็นขบวนใหญ่
ในขณะเดียวกันก็มีการจัดขบวนแห่ตัวแทนเจ้าหลวง หมอเมือง และบ่าวหมอ จากบ้านดอนมูลมาที่บ้านหนองบัว โดยให้ผู้สืบเชื้อสายผู้มีตำแหน่งต่างสมมติตัวตามตำแหน่ง ทั้งนี้เพราะลูกหลานเจ้าหลวงและบ่าวหมออยู่ที่บ้านดอนมูลทั้งสิ้น ยกเว้นหมอเมืองซึ่งอยู่ที่บ้านหนองบัว เสร็จแล้วทำพิธีกำเมืองถวายเครื่องเซ่นเจ้าหลวงเมืองล้าในวันนั้น โดยหมอเมืองจะกล่าวอัญเชิญเจ้าหลวงให้รับเครื่องเซ่น
เจ้าเมืองจะแต่งกายสีแดงล้วนซึ่งมีกฎข้อห้ามไม่ให้ผู้เข้าร่วมพิธีแต่งกายสีแดงในวันดังกล่าว เจ้าเมืองกับหมอเมืองจะเหยียบตาบเหล็ก (เหล็กแผ่น) คนละแผ่น หมอเมืองจะทักขึ้นมาก่อนว่า “เจ้าเมืองฮ่องหมอเมืองมาสัง” (เจ้าเมืองเรียกหมอเมืองมาทำไม) เจ้าเมืองจะ ตอบว่า “สองปี๋ฮาม สามปี๋คอบ ขอบดังมน ผีเมืองถูกจ้าด้ามเมืองถูกกิน หมอเมืองมาเฮือน ให้หมอนั่งตั่งหมองเมืองเซา” (สรุปความว่าประเพณีบวงสรวงได้เวียนมาบรรจบครบรอบอีกวาระหนึ่ง ขอให้หมอเมืองขึ้นไปพักผ่อนบนบ้านก่อน) เมื่อขึ้นบนบ้านแล้วบ่าวหมอทำหน้าที่ ป้อน หมาก เมี่ยง และของกินอื่น ๆ แก่เจ้าเมือง เมื่อได้เวลาอันสมควร ขบวนแห่จะเคลื่อนไปยังปางเมืองเพื่อทำพิธีบวงสรวง สัตว์ที่ใช้สังเวยพิธีบวงสรวงเจ้าหลวงคือสัตว์ ๒ เท้าและสัตว์ ๔ เท้า ได้แก่ วัว ควาย หมูดำ หมูขาวอย่างละ ๑ ตัว ส่วนสัตว์ ๒ เท้าได้แก่ ไก่
ระหว่างการเคลื่อนขบวน หมอเมืองจะแวะบวงสรวงบริวาร คือ หิ่งช้าง หิ่งม้า ซึ่งจะมีหออยู่สองหอโดยใช้ไก่เป็นเซ่นสรวง เมื่อถึงปางเมืองจึงบวงสรวงเจ้าเมืองก่อนแล้วจึงเป็นบริวารของเจ้าหลวงตามลำดับที่มีหออยู่ทั้งหมด ๓๒ หอ เช่น หิ่งช้าง หิ่งม้า ล่ามเมือง หาบมาด แจ่งฝ่าย เชียงล้าน โอ๊ก่า ช้างเผือก น้ำปี๊ด ปูก่าผมเขียวดำแดง ปางแสน ปางสา ปางเม็ด ม่อนเชียง คือ ปากท่อทั้งห้า บ่อต่วน สวนตาล เมืองหลุก อ่างเรียง และม่านตอง โดยใช้ไก่เป็น หมอเมืองจะถอนขนไก่แล้วเอาข้าวสุกปั้นเป็นก้อนจิ้มลงไปที่ตัวไก่แล้ววางไว้ที่ หอ ส่วนไก่จะโยนขึ้นเหนือศีรษะเพื่อปล่อยออกไป ช่วงนั้นจะมีการแย่งชิงไก่เพื่อนำไปเลี้ยงเพื่อเป็นสิริมงคลแก่ครอบครัว
เสร็จแล้วก็เซ่นด้วยสัตว์ ๔ เท้า อันได้แก่ วัวควาย หมูดำ หมูขาว ซึ่งจะมีการลงดาบก่อนแล้วจึงชำแหละเอาเนื้อมาเป็นเครื่องบูชา ส่วนเนื้อที่เหลือ ชาวบ้านที่ร่วมพิธีจะแบ่งปันกันไปประกอบอาหาร โดยมีข้อห้ามให้ทำใต้ถุนบ้านแต่ไม่ให้ขึ้นเรือน
นอกจากจะกำเมืองเจ้าหลวงเมืองล้าและเมืองอูแล้ว ยังมีการกำเมืองให้กับบ่าวหมอหรือบริวารของเจ้าหลวงเมืองล้า เช่น เจ้าหลวงอานุภาพ เจ้าช้างเผือก เจ้าแจ่งฝาย เจ้าปากบ่อ เจ้าสังฆราช (พระสงฆ์) ฯลฯ รวม ๑๖ ท่าน เพราะบริวารเหล่านี้เคยรับใช้และได้ เป็นผู้นำคนลื้อเมืองล้าเคลื่อนย้ายเข้ามาในพื้นที่อำเภอท่าวังผา รวมทั้งเป็นบรรพบุรุษในอีกหลายสายตระกูลของคนรุ่นปัจจุบัน โดยการกำเมืองบริวารเจ้าหลวงเมืองล้าจะจัดขึ้นในวันที่สองของพิธีกำเมืองพร้อมกับเจ้าหลวง
วันที่สาม มีพิธีกำเมืองเจ้าหลวงเมืองอู สำหรับคนลื้อเมืองอูที่ได้เคลื่อนย้ายสมทบกับคนลื้อเมืองล้า แต่ในวันนี้ผู้ที่ไม่ได้เป็นลูกหลาน ลื้อเมืองอูก็จะไม่ได้เข้าร่วมพิธี ซึ่งตำแหน่งดังกล่าวจะต้องให้ลูกหลานผู้ชายสืบทอดตามสายตระกูลเท่านั้น
ในความเปลี่ยนแปลง
มักเป็นที่ทราบกันทั่วไปว่า พิธีกำเมืองในสิบสองปันนาในอดีตอาจจะจัดพิธีกรรมกันทั้ง ๗ วัน ๗ คืน หรือบางแห่งจัดกันราวหนึ่งถึงสองเดือนก็มี สำหรับพิธีทบวงสรวงเจ้าเมืองล้านั้นเคยจัดกัน ๗ วัน ก่อนที่จะมาลดให้เหลือ ๓ วันในภายหลัง เนื่องจากความไม่สะดวกในการปิดหมู่บ้านและการทำมาหากิน การติดต่อกับชาวบ้านในพื้นที่แวดล้อมใกล้เคียงที่ไม่ใช่แต่เป็นเฉพาะกลุ่มคนลื้อเท่านั้น แต่ยังมีคนพวน คนยวนรวมอยู่ด้วย
เนื่องจากการแยกการจัดพิธี ดังนั้นองค์ประกอบของพิธีกรรมในทั้งสองหมู่บ้านคือ บ้านหนองบัวและบ้านดอนมูลจึงไม่สมบูรณ์ โดยที่บ้านดอนมูลจะขาดหมอเมืองหรือข้ารับใช้เจ้าหลวง ในขณะที่บ้านหนองบัวจะขาดเจ้าหลวงและบ่าวหมอซึ่งมีสายตระกูลอยู่ที่บ้านดอนมูล
อีกทั้งการละเล่นในพิธีกรรม เดิมจะเป็นการเล่นเพื่อสนุกตามธรรมชาติ แต่ปัจจุบันจะต้องมีการจัดการเพื่อประชันหรือแข่งขันจากหมวด ต่างๆ อาจเป็นเพราะในระยะหลังมานี้ประชากรในหมู่บ้านมีจำนวนมากขึ้นมีการจัดการผ่านอำนาจขององค์กรบริหารส่วนท้องถิ่นมากขึ้นตามลำดับ พิธีกรรมและการละเล่นแบบธรรมชาติจึงไม่ได้เป็นเช่นเดิม
พิธีกำเมืองนี้ เป็นที่สนใจแก่ผู้คนภายนอก โดยเฉพาะนักศึกษาวิจัยและในระยะหลังคือนักท่องเที่ยวที่เข้ามาในพิธีและทำการถ่ายทำทั้งภาพนิ่งหรือภาพเคลื่อนไหว อย่างไรก็ตาม ในพิธีกำเมืองจะต้องอนุญาตให้คนข้างนอกเข้าร่วมพิธีได้โดยต้องเสียค่าปรับต่างจากในอดีตที่ไม่อนุญาตให้มีคนนอกเข้าร่วมอย่างเด็ดขาด
การอนุญาตดังกล่าวได้ทำให้เกิดมีผู้สนใจถ่ายทำภาพเคลื่อนไหวในพิธีกรรมแล้วเผยแพร่สู่สาธารณชน แต่ก็ได้ก่อให้เกิดปัญหาละเอียดอ่อนระหว่างคนที่ต้องการให้ถ่ายไว้เพื่อเป็นการแสดงของดีท้องถิ่นให้โลกภายนอกรับรู้กับคนที่ต้องการให้รักษาความศักดิ์สิทธิ์ในพิธีโดยปราศจากการรบกวนใดๆ และในอีกแง่หนึ่งการแพร่ภาพออกสู่สาธารณะได้ทำให้เกิดความเข้าใจคนลื้อว่าโหดร้าย เพราะปรากฏภาพการบวงสรวงสัตว์สี่เท้าสองเท้าร่วมด้วย คนกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยกับจึงต้องการปกป้องชื่อเสียงของท้องถิ่นจากการวิจารณ์และดูหมิ่นใดๆ และเริ่มมีการตรวจสอบคนภายนอกถึงวัตถุประสงค์และความถูกต้องในการสื่อสารต่างๆ และเข้าใจในพิธีกรรมที่เข้าร่วมมากขึ้น
บูรณาการทางสังคมและชาติพันธุ์
ในสายตาของคนท้องถิ่นเห็นว่า พิธีกำเมืองสามารถทำให้ลูกหลานสายตระกูลต่างๆ ได้มาพบปะกันอย่างน้อยสามปีต่อหนึ่งครั้งหรือแม้ว่า เอกภาพในการจัดงานกำเมืองของคนลื้อเมืองล้าจะแยกต่างออกไปในช่วงสิบกว่าปีที่ผ่านมา แต่ความสำคัญของการเลี้ยงผีเจ้านายหรือผีเมืองที่ยังคงมีหน้าที่ในการเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ผู้คุ้มครองชีวิตของลูกหลานชาวเมืองล้ากลับแสดงถึงความมั่นใจในอัตลักษณ์ของคนลื้อเมืองน่านที่อยู่อาศัยสืบมาอย่างร่มเย็น
เป็นความมั่นคงทางจิตใจที่ชาวบ้านยังคงยึดเหนี่ยว ถือเป็นการรวมเครือญาติและพบหน้าลูกหลานที่จากบ้านไปไกล สร้างความเป็นเป็นหลักของบ้านเมืองและท้องถิ่น สามารถยึดหลักของโครงสร้างสังคมท้องถิ่นให้ยังคงดำรงอยู่อย่างมั่นคง ไม่ว่าสภาพสังคมจะเปลี่ยนแปลงเข้าสู่ยุคสมัยใดก็ตาม
และพิธีกำเมืองเจ้าหลวงเมืองล้าหรือการบวงสรวงเจ้าเมืองล้านี้ กลายเป็นสัญลักษณ์ของพิธีกรรมในชีวิตของคนลื้อแห่งท่าวังผาที่สำคัญที่สุดในการแสดงถึงตัวตนและความเป็นมาของคนลื้อที่เป็นรากฐานสำคัญของประชากรแห่งเมืองน่าน ที่อยู่ร่วมกับกลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆ และทำมาหากินอย่างเป็นปกติ
ตำนาน พิธีกรรม และรากเหง้าทางวัฒนธรรมของคนลื้อจากเมืองล้าคือระบบความสัมพันธ์ในการดำรงความเป็นสังคมและชุมชนที่ยากนักที่จะเกิดภาวะล่มสลาย
ทิ้งท้าย...เจ้าหลวงเมืองล้า พลังของหมู่บ้านคนลื้อ
งานบวงสรวงเจ้าหลวงเมืองล้าคือหัวใจของ “คนไทยเมืองน่านเชื้อสายลื้อแห่งท่าวังผา” ถ้อยคำนี้อาจจะทำให้คนนอกื้องถิ่นรู้สึกสับสนไม่น้อย เพราะมีทั้งความเป็น กลุ่มชาติพันธุ์ที่ได้ชื่อว่า “คนลื้อ” หรือ “คนไตลื้อ” ผู้เคยมีถิ่นฐานบ้านเมืองอยู่ในแคว้นสิบสองปันนาครั้งโบราณ แต่ปัจจุบันทุกคนเป็น “คนไทย” เพราะอยู่ใน “รัฐชาติ” เดียวกัน ทุกคนมีสิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญเท่าเทียมกัน เพราะอยู่ร่วมแผ่นดินที่เรียกว่าประเทศไทย
ในขณะเดียวกันก็บังเกิดความรู้สึกรักและหวงแหนแผ่นดินเกิด คือ ‘ท่าวังผา’ ที่ราบในแอ่งเทือกเขาที่มีแม่น้ำน่านไหลผ่าน สร้างบ้าน สร้างชุมชน เป็นสังคมของชาวลื้อที่มีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมของตนเองท่ามกลางผู้คนหลากหลายชาติพันธุ์ที่ดำรงอัตลักษณ์ จนกลายเป็นสังคมหลากชาติพันธุ์และวัฒนธรรม “แบบเมืองน่าน”
ทั้งนี้ แม้จะเกิดเป็นคนไทยเหมือนกัน แต่ก็มีความแตกต่างทางกลุ่มชาติพันธุ์ได้ เราคงไม่อาจถือใครเป็นคนส่วนน้อยหรือคนส่วนมากอีกต่อไป ซึ่งการธำรงอัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์ ถือเป็นกระบวนการสร้างความมั่นคงให้กับกลุ่ม เป็นหลักประกันว่า พวกเขาจะไม่สูญหายไปไหนในท่ามกลางกระแสการกลืนกลายจนกลายเป็นพลเมืองโลกไปทั้งหมด
ความสำคัญของการเลี้ยงผีเมืองยังคงมีหน้าที่ในการเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ผู้คุ้มครองชีวิตของลูกหลานชาวเมืองล้ากลับแสดงถึงความมั่นใจในอัตลักษณ์ของคนลื้อเมืองน่านที่อยู่อาศัยสืบมาอย่างร่มเย็น และเป็นความมั่นคงทางจิตใจที่ยึดเหนี่ยวผู้ที่สืบเชื้อสายมาจากคนลื้อเมืองล้าให้เกาะกลุ่มสัมพันธ์กันแบบเครือญาติต่อไป
สิ่งเหล่านี้ผู้คนในสังคมอื่นๆ อาจไม่เข้าใจและคิดว่าเป็นเรื่องงมงาย ทว่า การเลี้ยงผีเมืองจะยังคงเป็นหลักของสังคมบ้านเมืองและท้องถิ่นให้ดำรงอยู่อย่างมั่นคง ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงที่รุนแรงเหลือเกินในยุคปัจจุบัน
| ข้อมูลสัมภาษณ์/ |
อุ๊ยผัด เทพเสน ผู้ใหญ่แทน เทพเสน ผู้เฒ่ากลุ่มดนตรีพื้นเมืองบ้านหนองบัว ครูบุญยัง คำยวง คุณลำใย วงค์ไทย ผู้ใหญ่สมศักดิ์ จันต๊ะนุ กลุ่มทอผ้าไทลื้อสีธรรมชาติบ้านดอนมูล |
| เรื่อง/ | วลัยลักษณ์ ทรงศิริ, วันใหม่ นิยม |
| ภาพ/ | วลัยลักษณ์ ทรงศิริ |
| เรียบเรียง/ | ภาพันธ์ รักษ์ศรีทอง |