“มนต์รักแม่กลอง” ของคนรักแม่กลอง

ในช่วงปี พ.ศ.๒๕๒๑-๒๕๒๔ ชาวบ้านตำบลแม่กลอง จังหวัดสมุทรสงครามรับรู้ถึงผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมของแม่น้ำแม่กลองเมื่อเขื่อนศรีนครินทร์ถูกสร้างขึ้นเพื่อกักเก็บน้ำ เป็นระยะเวลา ๓-๔ ปี ที่คนปลายน้ำต้องทนอยู่กับน้ำเค็มที่หนุนเข้ามาแทนน้ำจืดซึ่งถูกกักไว้เหนือเขื่อนจนเรือกสวนไร่นาเสียหายจนกลายเป็นคำกล่าวกันในหมู่ชาวบ้านว่า “ชาวสวนจากเศรษฐีก็กลับกลายเป็นยาจก” ผู้คนที่เติบโตและได้รับผลกระทบในช่วงชีวิตดังกล่าวยังคงจดจำได้ดีถึง ‘ความยากแค้น’ ที่พวกเขาต้องเผชิญ ส่งผลให้พวกเขามีความตั้งใจว่า “ไม่อยากให้ผลกระทบจากการพัฒนาของรัฐสร้างความลำบากยากแค้นแก่ชาวบ้านชาวเมืองที่ไม่เคยรับรู้ว่าจะมีผลกระทบเช่นนี้เกิดขึ้นอีก”
ในเวลาต่อมาจึงเกิดการรวมกลุ่มกลายเป็น “ประชาคมกลุ่มรักแม่กลอง” เครือข่ายประชาชนที่รวมตัวกันเพื่อดูแลและ ติดตามผลจากการพัฒนาของรัฐและเอกชนที่มีผลกระทบต่อผู้คนและสังคมท้องถิ่นในจังหวัดสมุทรสงคราม โดยเครือข่ายฯมีจุดเริ่มต้นขึ้นในช่วงที่เกิด “วิกฤตโรงไฟฟ้าราชบุรี” ซึ่งการไฟฟ้าฝ่ายผลิต (กฟผ.) มีแนวคิดขนส่งน้ำมันเตาผ่านลำน้ำแม่กลอง ไปยังโรงไฟฟ้าที่จังหวัดราชบุรี จึงมีการจับกลุ่มวิพากษ์วิจารณ์ถึงผลกระทบต่อชาวบ้านทั้งสองฝั่งปากน้ำแม่กลองที่อาจเกิดขึ้น จากวิกฤตนี้ผู้คนจึงรวมกันได้มากขึ้น องค์กรต่าง เช่น สถาบันชุมชนท้องถิ่นพัฒนา [LDI]ได้เข้ามาร่วมทำงาน ตามมาด้วยการจัด ประชาพิจารณ์ของสภาพัฒน์ฯ ในเวทีแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๙ ช่วงปี พ.ศ.๒๕๔๒ (ค.ศ.๑๙๙๙) และถือว่าเป็นการจัดตั้งกลุ่มประชาคมรักแม่กลองขึ้นอย่างจริงจัง กลุ่มรักแม่กลองจึงจดจำตัวเลข ๙/๙/๙๙ เป็นช่วงวันเวลาที่ก่อตั้งกลุ่ม และเริ่มขับเคลื่อนงานของกลุ่มประชาคมฯมากขึ้น
การทำงานระยะแรกของกลุ่มประชาคมฯ ใช้สถานที่บริเวณศาลกรมหลวงชุมพรฯ เป็นสถานที่พบปะพูดคุย มี “หอการค้าจังหวัดสมุทรสงคราม” เป็นแนวร่วมสำคัญและถือ ว่า เป็นองค์กรที่มีความเข้มแข็งมีกำลังทางเศรษฐกิจสูงที่มีอิทธิพลมากพอที่จะทำให้ไม่ หวั่น เกรงต่ออำนาจคุกคามของ “ข้าราชการ” จนนำไปสู่กิจกรรมอื่นของประชาคมจังหวัด สมุทรสงครามอีกมากมาย โดยมี ‘สุรจิต ชิรเวทย์’ซึ่งเป็นประธานหอการค้าจังหวัดสมุทร สงคราม ขณะนั้นเป็นผู้สนับสนุนการทำงานหลัก

สุรจิต ชิรเวทย์ อดีตประธานหอการค้า จังหวัดสมุทรสงคราม
ท้องถิ่นแม่กลองยังมีสถานการณ์ที่เอื้อให้กลุ่มประชาคมฯเข้มแข็งมากขึ้นอีก เช่น ปัญหาการแบ่งแยกพื้นที่ชนิดของน้ำจากแบบผสมผสานตามธรรมชาติของบริเวณสามเหลี่ยมปากแม่น้ำ ซึ่งเป็นการแยกออกเป็นส่วนๆ (น้ำจืด น้ำเค็ม น้ำกร่อย) อันเป็นผล จากระบบชลประทานของรัฐ ทั้งที่ตัวเมืองแม่กลองเคยอยู่ในสภาพแวดล้อมแบบผสมผสานมาก่อนถูกระบบชลประทานตัดขาดจากการทำถนนสายธนบุรี-ปากท่อและการสร้างประตูกั้นน้ำต่างๆตามโครงการปรับปรุงประตูระบายน้ำระยะที่ ๒ ก่อให้เกิดผลกระทบต่อระบบนิเวศของเมืองสามน้ำที่เคยผสมผสานมานาน แล้วกลุ่มประชาคมฯจึงได้พูดคุยและมีแนวคิดร่วมกันว่า ไม่ควรแบ่งแยกระบบน้ำเช่นนี้อีก เพราะผิดธรรมชาติและวิถีชีวิตของชาวบ้านซึ่งไม่ควรถูกกำหนดให้เปลี่ยนแปลงจากสภาพแวดล้อมที่ถูกปรับเปลี่ยนเช่นนี้ได้
ความเคลื่อนไหวของกลุ่มประชาคมฯครั้งนี้ ได้พิสูจน์ว่า การที่กรมชลประทาน ยกความเป็นโครงการพระราชดำริฯขึ้นมาอ้างอิงหรือจะมีการนำมวลชนมาต่อต้านกันเองก็ตามแต่หากมี ฐานข้อมูลที่ชัดเจนก็ไม่ใช่ว่าจะคัดค้านไม่ได้ กระบวนการทำงานร่วมกัน ครั้งนี้ทำ ให้รับรู้ได้ว่า “การทำงานค้นหาค้นคว้าข้อมูลนั้นเป็น สิ่งสำคัญ” ซึ่งต้องทำให้เห็นภาพรวมใหญ่ทั้งภูมิภาคจึงจะเข้าใจในข้อมูลได้อย่างลุ่มลึก โดยข้อจำกัดขอชาวบ้าน ธรรมดาทั่วไป ที่ได้รับผลกระทบเป็นส่วนใหญ่นั้นอาจเป็นเรื่อง ของ การไม่มีโอกาสเข้า ถึงข้อมูลเหล่านั้นได้จึงจำเป็นต้องมีกระบวนการทำงานร่วมกัน ทั้งจากผู้รู้ จากภายนอก นักวิชาการ นักศึกษา รวมทั้งชาวบ้านในพื้นที่

การร่วมมือระหว่างนักวิชาการและคนในพื้นที่อย่างชาวบ้านกันเพื่อเสวนาศึกษาถึงข้อมูลผลกระทบ
ทั้งนี้ หัวใจสำคัญในการผลักดันกระบวนการทำงานร่วมกัน คือ เน้นการใช้ฐานข้อมูลพื้นฐานที่เป็นภูมิปัญญาอันสั่งสมมาจากรากเหง้าของคนแม่กลองผสมผสานกับความรู้ในระดับครัวเรือน ทำให้มี ‘ข้อเท็จจริง’ เป็นเครื่องมือในการผลักดันการแก้ไขปัญหา ผนวกกับความรักแบบจริงใจต่อท้องถิ่นที่เป็น ‘บ้านเกิดเมืองนอน’มากกว่าการเน้นรักษาเพียงอย่างเดียวจึงทำให้มีทิศทางหรือเป้าหมายการดำเนินงานเดียวกัน
ทุกวันนี้ “กลุ่มประชาคมรักแม่กลอง” กลายเป็นกลุ่มองค์กรเครือข่ายของชาวบ้านและชาวเมืองในท้องถิ่นที่ประสบผลสำเร็จในการรวมกลุ่มดูแลบ้านเกิดเมืองนอนซึ่งเป็นมาตุภูมิของตนได้อย่างน่าจับตาโดยเฉพาะกระบวนการความร่วมมือที่มีความ เข้มแข็งและก้าวหน้า ซึ่งเน้นการพัฒนาองค์ความรู้บนพื้นฐานภูมิปัญญาที่สอดคล้องกับระบบนิเวศของชุมชนโดยไม่มุ่งไปที่การ แก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่จะเน้นเรื่องการศึกษาข้อมูล สร้างคนให้เป็นผู้นำทางความคิดพร้อมกับขยาย “เครือข่าย” ขณะเดียวกันก็มี “พี่เลี้ยง” เพื่อทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้มากขึ้นและสามารถเดินไปได้อย่างมั่นใจมากขึ้นเช่นกัน
ดังนั้น การรวมกลุ่มของพวกเขาจึงไม่ได้เกิดขึ้นจากการปลุกระดมหรือใช้การจัดตั้งเป็นแกน แต่เกิดขึ้นเพราะผู้คนมี ความเดือดร้อนร่วมกัน การรวมกลุ่มจึงเป็นไปอย่างธรรมชาติโดยไม่มีโครงสร้างการลำดับชั้นสั่งการ เพื่อให้ง่ายในการติดต่อ ประสานงาน มีความยืดหยุ่นสูง มีการใช้ธรรมะในการกำกับ และยึดความเข้มแข็งในการผลิตข้อมูลเพื่อนำไปใช้ในการเรียกร้องหรือต่อรอง ทำให้แนวทางของปัญหานำไปการเจรจาแบบสู่สันติวิธีได้
ผู้ที่มีส่วนร่วมในกระบวนการทำงานของประชาคมรักแม่กลองต่างเห็นร่วมกันว่า การทำงานเพื่อส่วนรวมนี้มีผลมาสู่ตนเองในทางที่ดีและทำให้กลุ่มเข้มแข็งขึ้น
การทำงานเช่นนี้ต้องทำเรื่อยไปโดยไม่มีวันสิ้นสุด” ...นี่คือแนวทางของพวกเขาที่มองเห็นได้ในเวลานี้
บางช้างสวนนอก

บริเวณปากน้ำแม่กลองเป็นแหล่งอุดมสมบูรณ์เนื่องจากตะกอนดินจากลุ่มน้ำตอนบนถูกพัดพามาตกตะกอนทำให้พื้นที่มีธาตุอาหารสูงในบริเวณที่เป็นน้ำกร่อยและน้ำจืด ปากน้ำแม่กลองยังเป็นย่านทำประมง มีคนเชื้อสายจีนเข้ามาตั้งถิ่นฐานจนกลายเป็นชุมชนใหญ่เรียกว่า “เมืองแม่กลอง” และมีพระสมุทรสงครามเป็นตำแหน่งเจ้าเมืองถือเป็นหนึ่งใน “หัวเมืองปากใต้” ซึ่งเป็นย่านการค้าขายของทะเลแห้งมาตั้งแต่สมัยต้นกรุงศรีอยุธยา โดยมีเส้นทางติดต่อผ่านทางคลองสุนัขหอนตัดเข้าคลอง มหาชัยทางทางธนบุรีตัดเข้าแม่น้ำเจ้าพระยาได้
ลึกเข้ามาภายใน บริเวณนี้เป็นย่านสวน เพราะมีการไหลเวียนของน้ำที่ขึ้นลงเหมาะแก่การทำสวนยกร่องจนทำให้ถูกบุกเบิกจนกลายเป็นหนึ่งในเรือกสวนย่านสำคัญของพื้นที่สามเหลี่ยมปากแม่น้ำเจ้าพระยาคือ บริเวณ บางกอก ตั้งแต่เมืองธนบุรี ไปจนถึงตลาดแก้วและตลาดขวัญย่านเมืองนนทบุรี และสวนแถบอัมพวาที่ต่อเนื่องไปจนถึงย่านบางคนทีริมฝั่งแควอ้อมและลำน้ำแม่กลอง ในเอกสารและชื่อเรียกแต่โบราณเรียกย่านนี้ว่า “บางช้าง”



วัดบางกะพ้อม อำเภออัมพวา สร้างขึ้น พ.ศ.๒๓๑๒ ราวปลายสมัยอยุธยา มีภาพปูนปั้นนูนสูงประดับสถาปัตยกรรม ลักษณะเด่นคือการนำวิถีชีวิตชาวบ้านมาเป็นองค์ประกอบหนึ่งในการเล่าเรื่องพุทธประวัติซึ่งปกติมักเป็นงานจิตรกรรม
การค้าขายทั้งสินค้าจากบริเวณชายฝั่งทะเลตมและเรือกสวน โดยเฉพาะการทำน้ำตาลมะพร้าวที่มีการเรียกเก็บอากรเป็นรายได้สำคัญ ซึ่งใช้เส้นทางลัดเลาะไปตามลำคลองที่ขุดขึ้นเมื่อตั้งแต่ครั้งสมัยอยุธยาตอนต้น ไปเชื่อมต่อกับพระนครที่เกาะเมืองกรุงศรีอยุธยาและหัวเมืองส่วนเหนือขึ้นไป โดยไม่ต้องออกปากอ่าวอ่าวไทยเข้าสู่ลำน้ำเจ้าพระยามาแต่โบราณ ทำให้ผู้คน ในถิ่นย่านนี้ร่ำรวยมีหลักฐานเป็นเศรษฐีจนร่ำลือเป็นที่รู้ไปทั่ว จนถึงสมัยเสียกรุงฯ ต่อเนื่องจนถึงในสมัยบ้านเมืองใหม่ คนในตระกูลใหญ่ในบางช้างได้มีความเกี่ยวดองเป็นพระญาติวงศ์ราชวงศ์จักรีใน สมเด็จพระอมรินทราบรมราชินีสมเด็จพระอมรินทราบรมราชินีพระบรมราชินีใน พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช และบริเวณวัดอัมพวันเจติยาราม ซึ่งเคยเป็นบ้านเรือนของเศรษฐีในตระกูลซึ่งได้รับพระราชทานนามสกุลในสมัยรัชกาลที่ ๖ ต่อมาถือเป็นราชสกุลหนึ่งคือ “ณ บางช้าง” นั้น เป็นสถานที่พระราชสมภพของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยในท่ามกลางสวนมะพร้าว
สมุทรสงครามถือเป็นจังหวัดหนึ่งที่มีประชากรไม่มากนักและยังคงสภาพความเป็นเรือกสวนตามธรรมชาติได้มากกว่าพื้นที่อื่นๆ ในเขตสวนในหรือตั้งแต่ทางฝั่งธนบุรีเรื่อยมาจนถึงนนทบุรีและปทุมธานีบางส่วน ซึ่งในบริเวณหลังนั้น สวนอันอุดมสมบูรณ์ที่เคยสร้างรายได้สำคัญแก่ชาวบ้านถูกเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมจนกลายเป็นบ้านเรือนอยู่อาศัยและเมืองจนแทบ หมดสิ้น ยิ่งภายในระยะเวลากว่าสิบปีที่ผ่านมา พื้นที่บริเวณจังหวัดสมุทรสงครามในทุกระบบนิเวศยิ่งตกอยู่ในสภาพที่กำลังถูกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว อันเนื่องมาจากผลกระทบจากโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ที่ทำลายสภาพแวดล้อมแบบดั้งเดิมทำให้เกิดความเสียหายแก่เรือกสวน เป็นการตัดระบบนิเวศแบบผสมผสานให้เปลี่ยนไป อีกส่วนหนึ่งคือ ความนิยมในการท่องเที่ยวที่ปรับเปลี่ยนจากการท่องเที่ยวแบบทางเลือกเชิงนิเวศ เป็นการท่องเที่ยวที่ต้องรองรับผู้คนที่หลั่งไหลมาจำนวนมาก ซึ่งนำพาทุนจากต่างถิ่นเข้ามาซื้อขายที่ดินให้เปลี่ยนมือและเปลี่ยนสภาพขนัดสวนไปโดยสิ้นเชิง
บางทีสิ่งเหล่านี้อาจกำลังรุกล้ำความเป็น “สวนนอกบางช้าง” ของคนแม่กลองและมันอาจถูกทำให้ล่มสลายไปอย่างรวดเร็ว...ในเร็ววัน..?
แม่กลองในการเปลี่ยนแปลง
คนแม่กลองได้ชื่อว่าเป็น “คนขยัน” เพราะเป็นชาวสวนที่มีงานให้ต้องทำทุกวันตั้ง แต่เช้ายันค่ำ ถือเป็นมรดกที่ปู่ย่าตายายส่งทอดสืบผ่านมา แม้คนรุ่นลูกหลานจะไม่ขยันไม่เท่าคนรุ่นก่อนนั้นก็ตาม

คนแม่กลองรับรู้ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมของแม่น้ำแม่กลองจากการก่อสร้างเขื่อนศรีนครินทร์ ในช่วงปี ๒๕๒๑ – ๒๕๒๔ ซึ่งได้เปลี่ยนแปลงโครงสร้างของระบบนิเวศของแม่น้ำ อันส่งผลต่อพืชไร่เรือกสวนไร่นาของชาวบ้านเป็นอย่างมาก
พื้นที่สวนนั้นอ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงในทางระบบนิเวศมาก การทำสวนยกร่องหัวใจสำคัญคือต้องมีระบบน้ำหมุนเวียน ไม้ผลจึงจะออกผลงามและให้รสชาติที่ดี โครงสร้างระบบชลประทานกันน้ำจืดและน้ำเค็มออกจากกันอย่างเด็ดขาดคือสาเหตุหนึ่งของปัญหาการจัดการน้ำในพื้นที่เกษตรกรรมใกล้ชายฝั่งทะเลมาอย่างยาวนาน เพราะพื้นที่ในระบบนิเวศเช่นนี้ชาวบ้านเรียกว่าแบบสามน้ำ คือ น้ำจืด น้ำกร่อย และน้ำเค็ม ที่ต้องเป็นแบบผสมผสานและยืดหยุ่นมากกว่าการจัดการน้ำแบบเด็ดขาดแบ่งแยกอย่างชัดเจน พื้นที่สวนซึ่งต้องการระบบนิเวศแบบผสมผสานในแถบแม่กลองจึงพบกับปัญหาอันเนื่องมาจากโครงการพัฒนาของรัฐที่ไม่เข้าใจพื้นฐานสภาพนิเวศและวัฒนธรรมของท้องถิ่นต่างๆ
การจัดการน้ำในคลองที่เมืองสามน้ำจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพราะผลผลิตทางการเกษตรต้องพึ่งพาวัฏจักรน้ำหลากในทุกรอบ ปี อาศัยตะกอนธาตุสารอาหารในหน้าน้ำหลาก ช่วยฟื้นดินโดยการโกยตะกอนน้ำหลากทับหน้าดินเก่า ซึ่งเป็นองค์ความรู้ของชุมชนในการจัดการน้ำเพื่อการเกษตรแบบธรรมชาติของคนแม่กลอง
นอกจากพื้นที่แถบสวนที่ได้รับผลกระทบจากการปรับเปลี่ยนสภาพแวดล้อมมากแล้ว จังหวัดสมุทรสงครามยังมีพื้นที่ทำนาเกลือมาแต่โบราณ คือแถบบริเวณ “บางแก้ว” ซึ่งมีภูมินิเวศแตกต่างออกไป ที่ดินอันเป็นนาเกลือมักเป็นของเจ้าของรายใหญ่ ทุนเข้ามาอย่างรวดเร็วเพราะมีการลงทุนทำนากุ้งจนต้องเช่าที่ตัวเอง ปัญหาเรื่องสวัสดิการชุมชนเป็นเรื่องสำคัญ ทั้งปัญหาขยะ น้ำสะอาด อากาศจากโรงงาน ยาเสพติดระบาด ซึ่งชาวบ้านรวมกลุ่มกันเพื่อตั้งรับให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงที่ลึกไปถึงโครงสร้างสังคมนี้ จึงเกิดมีโครงการออมทรัพย์ โครงการบ้านมั่นคง ที่พยายามรณรงค์ไม้ให้ขายที่ดินไปสู่มือคนภายนอก
นอกจากพื้นที่แถบสวนที่ได้รับผลกระทบจากการปรับเปลี่ยนสภาพแวดล้อมมากแล้ว จังหวัดสมุทรสงครามยังมีพื้นที่ทำนาเกลือมาแต่โบราณ คือแถบบริเวณ “บางแก้ว” ซึ่งมีภูมินิเวศแตกต่างออกไป ที่ดินอันเป็นนาเกลือมักเป็นของเจ้าของรายใหญ่ ทุนเข้ามาอย่างรวดเร็วเพราะมีการลงทุนทำนากุ้งจนต้องเช่าที่ตัวเอง ปัญหาเรื่องสวัสดิการชุมชนเป็นเรื่องสำคัญ ทั้งปัญหาขยะ น้ำสะอาด อากาศจากโรงงาน ยาเสพติดระบาด ซึ่งชาวบ้านรวมกลุ่มกันเพื่อตั้งรับให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงที่ลึกไปถึงโครงสร้างสังคมนี้ จึงเกิดมีโครงการออมทรัพย์ โครงการบ้านมั่นคง ที่พยายามรณรงค์ไม้ให้ขายที่ดินไปสู่มือคนภายนอก


กระแสการท่องเที่ยวแบบมวลชนกำลังทำให้วิถีชีวิตคนแม่กลองเปลี่ยนแปลง (ซ้าย) ป้ายประชาสัมพันธ์เทศกาล ปลาทู สินค้าขึ้นชื่อของทองถิ่น (กลาง) ตลาดน้ำอัมพวาที่ได้รับความนิยมสูงจากนักท่องเที่ยวกรุงเทพฯ (ขวา) ตลาดน้ำท่าคาเป็นอีกแห่งหนึ่งที่กำลังถูกผลักดันให้ตอบสนองการท่องเที่ยว
นอกจากนี้ การท่องเที่ยวบ้านสวนและลำคลองที่ทำให้ผู้คนหวนระลึกถึงวันคืนเก่าๆของกรุงเทพฯ ชีวิตกับสายน้ำและลำคลอง ในยุคสมัยหนึ่งก็กลายเป็นกระแสทำให้ การท่องเที่ยวเชิงนิเวศวัฒนธรรมเปลี่ยนแปลงเป็นการท่องเที่ยวแบบมวลชนที่มีผู้คนให้ความสนใจมาก จนเกิดการสร้างตลาดน้ำและสถานที่พักแรมแบบรีสอร์ทกันอย่างมากมาย พื้นที่บ้านสวนถูกปรับด้วยการลงทุน ของคน ในท้องถิ่น ที่ดินจำนวนมากเปลี่ยนมือไปสู่นักลงทุนจากภายนอก และวิธีการท่องเที่ยวเองส่วนหนึ่งก็สร้างผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของชาวบ้านในพื้นที่ท่องเที่ยว การซื้อขายที่ดินและถมที่ทำให้พื้นที่รับน้ำตามธรรมชาติและระบบการหมุนเวียนของน้ำที่เป็นหัวใจของชาวสวนหายไป
การต่อรองต่อต้านโครงการชลประทานเพื่อแยกระบบนิเวศดังกล่าวจึงทำให้เกิดการรวมตัวของกลุ่มประชาคมคนรักแม่กลองที่พูดคุยและปรึกษากันถึงปัญหาของท้องถิ่นอันเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมและผลกระทบที่เกิดขึ้นและกำลังจะเกิดขึ้น
คนแม่กลอง “รักแม่กลอง”
เมื่อมีการรวมตัวเป็น “กลุ่มประชาคมรักแม่กลอง” การดำเนินงานที่มีมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ ปีพ.ศ. ๒๕๔๒ คืองานเรื่อง ชุมชน สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรม กิจกรรมที่ร่วมมือร่วมใจกันคือ การประชุมประจำเดือนของแกนนำจากกลุ่มท้องถิ่นและกลุ่มเฉพาะกิจต่างๆอย่างต่อเนื่อง เพื่อวางแผนงานภาคประชาชน/แนวทางการดำเนินงานร่วมกัน รวมทั้งการแลกเปลี่ยนสถานการณ์ปัญหาของจังหวัดสมุทรสงคราม ผลักดันสร้างการเรียนรู้ชุมชนในประเด็นต่างๆ พัฒนาองค์ความรู้ท้องถิ่น เน้นเรื่องการศึกษา ข้อมูลสร้างคนให้เป็นผู้นำทางความคิด พร้อมกับการขยายความหมายความเข้าใจเรื่อง “เศรษฐกิจพอเพียง” เน้นการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ในชุมชน เกษตรอินทรีย์ ประชาสัมพันธ์กิจกรรมอย่างต่อเนื่องโดยพัฒนารูปแบบของการสื่อสารที่หลากหลาย เช่น เว็บไซต์ สื่อสิ่งพิมพ์ กิจกรรมเยาวชนสัญจร เป็นต้น
การรวมกลุ่มกันจึงเกิดขึ้นเพราะผู้คนมีความเดือดร้อนร่วมกัน เป็นไปอย่างธรรมชาติโดยไม่มีโครงสร้างการลำดับชั้นสั่งการทำให้ง่ายในการติดต่อประสานงาน ยืดหยุ่นสูง และยึดความเข้มแข็งในการผลิตข้อมูลเพื่อนำไปใช้ในการเรียกร้องหรือต่อรอง ทำให้แนวทางของปัญหานำไปสู่การเจรจาแบบสันติวิธีได้
เผชิญปัญหาอย่างสร้างสรรค์
กลุ่มประชาคมรักแม่กลองเชื่อว่า การเจรจาและต่อรองอย่างสร้างสรรค์สามารถเกิดขึ้นได้ โดยไม่ต้องพึ่งพาการใช้ อำนาจและความรุนแรง นั่นคือ กระบวนการ “สันติวิธี” ที่นำเสนอประเด็นปัญหาด้วยข้อมูลหรือข้อเท็จจริง เพื่อทำให้หน่วยงานของ รัฐจำต้องยอมรับและจัดการปัญหาที่สอดรับกับวัฒนธรรมและวิถีชีวิตของผู้คน โดยอาศัย “งานวิจัยท้องถิ่น” ที่ได้รับการสนับ สนุนจากแหล่งทุนต่างๆ เช่น สำนักงานกองทุนสนับสนุนงานวิจัย (สกว.) โดยการเก็บรวบรวบและตรวจสอบข้อมูลร่วมกันและการเผยแพร่ข้อมูลในสื่อสิ่งพิมพ์ประเภทต่างๆ นอกจากนี้ ยังมีการสร้างกระบวนการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง โดยการสนับสนุนให้ ทำสื่อประเภทต่างๆ ทั้งในอินเตอร์เน็ต นิตยสาร การจัดกิจกรรมของกลุ่มต่างๆ เช่น กลุ่มแม่กลองดี กลุ่มเยาวชนตามวาระโอกาส เช่นในงานปลาทูแม่กลองมีการแสดงทางวัฒนธรรม กิจกรรมสาระในสวนสำหรับเด็กๆ ที่อยู่ใกล้เคียง



การสร้างกระบวนการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างความเข้าใจในถิ่นเกิด
แก่ชาวบ้าน
การรวมกลุ่มสร้างสรรค์งานเหล่านี้ถูกขับเคลื่อนไปด้วยรูปแบบการรวมตัวกันอย่างหลวมๆ แต่ทำให้คล่องตัว ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ในการสื่อสารแต่มีประสิทธิภาพสูง และสามารถรวมเอาผู้คนแทบทุกเพศทุกวัยและสาขาอาชีพมารวมตัว กันเพื่อทำกิจกรรมต่างๆ ในพื้นที่ซึ่งพวกเขาเรียกว่า “บ้านเกิด” ด้วยความภาคภูมิใจและเป็นห่วงเป็นใย
เอกภาพในความหลากหลาย
ผู้คนในท้องถิ่นให้ความเห็นโดยสรุปว่า “ความเป็นคนแม่กลอง” นั้น พฤติกรรมการรวมกลุ่มอย่างเหนียวแน่นมีน้อยมาก การสร้างกลุ่มให้เกาะเกี่ยวกันจึงต้องเป็นไปอย่างหลวมๆโดยไม่มีระบบสั่งการ เพราะแต่ละคนแต่ละกลุ่มมีความเชื่อมั่นในตนเอง สูงก็ว่า ได้ ดังนั้น จึงมีความพยายามทำงานแบบเป็นภาคีเครือข่าย โดยไม่จำเป็นต้องมีผู้นำเดี่ยวตลอดเวลา และหลีกเลี่ยงปัญหาความขัดแย้งส่วนบุคคลไปให้มากที่สุด แต่พยายามให้ข้อมูลเชิงข้อเท็จจริง เพื่อให้สามารถใช้ในการประสานงานหรือรู้สำนึกในการทำงานเพื่อแผ่นดินเกิด การเชื่อมโยงอย่างเป็นระบบ อยู่บนพื้นฐานความเป็นจริงของชีวิต ตลอดทั้งการทำงานแบบมีภาคีเครือข่าย เพราะชุมชนไม่สามารถจัดการปัญหาได้เพียงลำพังแต่จะอาศัยพลังทางสังคมในการประสานความร่วมมือขับเคลื่อนร่วมกัน
ส่งท้าย
ถึงแม้ว่ากลุ่มภาคีเครือข่ายประชาคมคนรักแม่กลองจะมีอยู่หลายกลุ่ม แต่ก็สามารถสร้างกระบวนการทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากการจัดการข้อมูลอย่างเป็นระบบแล้ว คำว่า “รักแม่กลอง” ยังเป็นอีกส่วนหนึ่งที่ผลักดันการทำงานร่วมกัน โดยนิยามคำว่า “รักแม่กลอง” นี้ คือ ความรักแบบจริงใจต่อท้องถิ่นที่เป็นบ้านเกิดเมืองนอนมากกว่ารักษาเพียงอย่างเดียวซึ่งคำสั้นๆนี้เองจะเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวที่ทำให้ชาวบ้านแม่กลองมีความสามัคคีที่จะหวนแหนและปกป้องถิ่นฐานอขงพวกเขาด้วยความภาคภูมิ...
| ข้อมูลสัมภาษณ์/ |
ประชาคมกลุ่มรักแม่กลองนำโดย สุรจิตชิรเวทย์ |
| เรื่อง/ | วลัยลักษณ์ ทรงศิริ |
| ภาพ / |
มูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ |
| เรียบเรียง / | ตรีโรจน์ ไพบูลย์พงษ์ |