
รูปปั้นสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช
หากกล่าวถึง ผู้นำท้องถิ่นทางวัฒนธรรม ในประวัติศาสตร์ คนทั่วไปอาจจะไม่คุ้นเคยนัก แต่ถ้ากล่าวถึงผู้นำทางการเมืองในการกอบกู้ชาติ ทุกคนคงรู้จักขึ้นมาทันที ยกตัวอย่าง เช่น สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ที่กอบกู้ชาติจากการเป็นเมืองขึ้นของพม่า จากเหตุการณ์อยุธยาเสียกรุงครั้งที่๑ หรือแม้แต่สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชที่รวบรวมผู้คน และกอบกู้ชาติขึ้นใหม่จากการเสียกรุงครั้งที่๒
ย้อนกลับมาที่ประเด็นผู้นำท้องถิ่นทางวัฒนธรรม งานศึกษานี้มีนักวิชาการสาขามานุษยวิทยาสังคมศึกษากันมานานแล้ว แต่จะเป็นผู้ศึกษาในสกุลเก่า ซึ่งไม่ได้คิดใหม่ขึ้นเหมือนนักวิชาการสกุลใหม่ ซึ่งนักวิชาการหัวเก่าจะเน้นการศึกษาโดยมุ่งดูปรากฏการณ์ทางสังคม แล้วนำมาวิเคราะห์แนวคิดตามทฤษฎีทางสังคมวิทยาที่มีอยู่
จากที่กล่าวข้างต้นว่า คนทั่วไปจะรับรู้ว่า สมเด็จพระนเรศวรมหาราช และสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช เป็นวีรบุรุษกอบกู้ชาติ แต่ถ้ามองอีกมุมในเชิงมานุษยวิทยาจะพบว่า ผู้นำทั้งสองต่างเป็นวีรบุรุษทางวัฒนธรรม (Culture Hero) ด้วยเช่นกัน ถ้าจะยกตัวอย่างให้เห็นภาพ เช่น ศาลสมเด็จพระเจ้าตาก ที่เราจะพบว่าถูกตั้งขึ้นในหลายพื้นที่หลายจังหวัด แสดงให้เห็นถึงเส้นการเดินทางของพระองค์ ซึ่งก็สะท้อนให้ภาพประวัติศาสตร์ที่ปรากฏในท้องถิ่น และเป็นศูนย์รวมทางจิตใจของผู้คนและสร้างความเป็นปึกแผ่นให้ชุมชนอีกด้วย
ในฐานะผู้นำทางวัฒนธรรม (Culture Hero) ประการแรกคือเป็นผู้นำในระดับชาติ ระดับท้องถิ่น ทั้งที่มีตัวตนจริง และไม่มีตัวตนจริง จะอยู่ในตัวของประวัติศาสตร์หรือตำนานก็ได้ ขึ้นอยู่กับว่าจะถูกหยิบยกขึ้นมาเนื่องในโอกาสไหน และเวลาใด เช่น กลุ่มเสื้อแดงได้ชูพระเจ้าตากสินให้เชื่อมโยงกับทักษิณ โดยเชื่อว่าพระเจ้าตากสินจะกลับมากอบกู้ชาติอีกครั้ง ซึ่งก็แสดงถึงนัยยะบางอย่างในทางการเมืองยุคปัจจุบันหรือความนึกคิดของคนบางกลุ่ม ถึงตอนนี้แสดงให้เห็นว่าพระเจ้าตากได้ถูกปลุกให้ตื่นขึ้นมาอีกครั้งแล้ว ซึ่งสมเด็จพระนเรศวรมหาราช และสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ก็คือตัวอย่างของผู้นำทางวัฒนธรรมในประวัติศาสตร์

รูปปั้นพระเจ้าพรหมมหาราช
ต่อมาคือผู้นำทางวัฒนธรรมในตำนาน เช่น ที่หน้าอำเภอแม่สาย จะมีลานวัฒนธรรมขนาดใหญ่และมีรูปปั้นของพระเจ้าพรหมมหาราช ที่ครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ชาติไทยเชื่อว่าเป็นมหาราชองค์แรกของไทย เป็นผู้นำในการตีขอม แต่เนื่องจากหลักฐานยืนยันในความมีตัวตนของพระองค์มีน้อย
ดังนั้นองค์ความรู้ทางประวัติศาสตร์ในยุคหลังจึงสรุปว่าพระเจ้าพรหมมหาราชไม่มีตัวตน แต่ในทางตรงกันข้ามผู้คนในท้องถิ่นกลับสร้างพระองค์ให้เป็นผู้นำทางวัฒนธรรม (Culture Hero) จึงทำผู้คนในท้องถิ่นสร้างรูปปั้นกันขึ้นมาและมีการบวงสรวงงานประเพณีเป็นประจำหนึ่งใน๑๒ เดือน ที่ทำให้คนแม่สายมารวมตัวกัน สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงปฏิกิริยาของชุมชนพหุสังคม ที่พยายามสร้างอัตลักษณ์ให้แก่ชุมชนของตัวเอง โดยเฉพาะกลุ่มไทยใหญ่และชาวแม่สายชาติพันธุ์ต่างๆ หรือแม้แต่รูปปั้นย่าโม ที่คนโคราชต่างพากันเคารพบูชา แต่นักประวัติศาสตร์บางคนเชื่อว่าไม่ได้มีตัวตนจริงในประวัติศาสตร์ จากตัวอย่างของผู้นำทางวัฒนธรรมเหล่านี้เกิดจากแหล่งข้อมูลที่เป็นตำนานท้องถิ่น ซึ่งถือว่าเป็นต้นเรื่องของประวัติศาสตร์ท้องถิ่นนั่นเอง


งานบวงสรวงพระเจ้าพรหมมหาราช
หากย้อนกลับไปมองที่มาของการเกิดตำนาน สิ่งนี้เกิดขึ้นจากคนที่รู้หนังสือในสมัยนั้นพยายามนำเอาเรื่องเล่าประจำท้องถิ่นหรือเรื่องจากความทรงจำมาปรุงแต่งขึ้น ซึ่งในการจะหาข้อเท็จจริงในทางประวัติศาสตร์โดยตรงนั่นคงมิอาจกระทำได้ เพราะเรื่องราวของตำนานจะถูกปรับเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลาไปตามแต่ละยุคสมัย จุดประสงค์ของการสร้างตำนานนั้นถูกสร้างขึ้นมาเพื่อสร้างความมั่นคงและปึกแผ่นให้กับสังคมชุมชน เกิดการบูรณาการทางสังคม
แต่นักวิชาการในปัจจุบันบางกลุ่มพยายามจะเข้าไปหาข้อเท็จจริงของเรื่องราว จึงกลายเป็นการไปฝ่าฝืนกฎระเบียบของสังคมที่สร้างมาแต่อดีต กลายเป็นว่าเข้าไปสร้างความแตกแยกให้กับสังคมชุมชน ในประเด็นนี้ก็สร้างปัญหาให้วงการวิชาการประวัติศาสตร์ ในประเด็นที่ว่าจะเสนอความเป็นจริงเพื่อสร้างผลงานวิจัยให้กับประวัติศาสตร์ หรือจะปล่อยให้มันอยู่อย่างสงบกับชุมชน จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่เราจะต้องชั่งน้ำหนักของผลได้ผลเสียที่จะตามมา

เจ้าพ่อศรีนครเตา
ลักษณะสำคัญประการต่อมาของผู้นำทางวัฒนธรรม คือ จะต้องเป็นผู้ที่อยู่เหนือธรรมชาติ และไม่ใช่คนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง จะต้องเป็นคนที่สามารถรวมกลุ่มคนทั้งที่เหมือนและแตกต่างเข้าไว้ด้วยกัน ทำให้คนอยู่ในศีลธรรมจรรยา และต้องบูรณาการณ์สังคมได้ จะเห็นได้ว่าลักษณะในข้อนี้คนธรรมดาสามัญไม่สามารถจะกระทำได้ แต่จะต้องทำให้คนธรรมดานั้นกลายเป็นเทพหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ผู้คุ้มครองของสังคมไป(Deification)
ยกตัวอย่างเช่น ศาลเจ้าพ่อขุนตาล ซึ่งเป็นผีศักดิ์สิทธิ์ของดอนขุนตาล ตั้งอยู่ที่พื้นที่สันปันน้ำแม่ตาลที่อยู่ระหว่างลำปางและลำพูน ซึ่งครั้งหนึ่งมีกรณีความขัดแย้งในการใช้ทรัพยากรระหว่างเขตปกครอง โดยคนแถบนั้นเชื่อถือเจ้าพ่อขุนตาลร่วมกันจึงทำให้ปัญหาถูกคลี่คลายลงไปได้ เพราะถือเสียว่าแม้ต่างเขตการปกครองแต่ก็เป็นคนถือผีเจ้าพ่อขุนตาลร่วมกัน
เช่นเดียวกันกลับเจ้าพ่อศรีนครเตา ซึ่งเป็นคนส่วยที่มาจากตระกูลเลี้ยงช้างป่าให้กับรัชกาลที่๑ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ท่านเป็นบุคคลจริง เมื่อยังมีชีวิตได้สร้างบ้านเมืองแถบราศีไศลและรัตนบุรีทางทุ่งกุลาร้องไห้ เมื่อสิ้นชีวิตไป ชาวบ้านถือว่าเจ้าพ่อศรีนครเตา คือ ผีใหญ่ ที่คนลาว เขมร ส่วยหรือไทกูย ไทย ให้การเคารพนับถือและเกรงกลัว ปัจจุบันในท้องถิ่นจะมีคนทรงเจ้าศรีนครเตาอยู่ เป็นการสร้างบรรทัดฐานทางศีลธรรมจากคำทำนายในพิธีกรรมและควบคุมให้ชาวบ้านหรือคนในพื้นที่อยู่ในศีลธรรม ซึ่งมีความเชื่อหนึ่งที่ว่าถ้าเกิดใครทำผิดเจ้าศรีนครเตาก็จะเอาไปเลี้ยงช้าง ซึ่งหมายถึงทำให้ตายตกไปนั่นเอง

รูปปั้นเจ้าพ่อศรีนครเตา ซึ่งเป็นคนส่วยที่มาจากตระกูลเลี้ยงช้างป่าให้กับรัชกาลที่ ๑
อาจารย์ศรีศักดิ์เสนอความเห็นเรื่องความวุ่นวายของการปกครองบ้านเมืองไว้อย่างน่าสนใจว่า “ทุกวันนี้อำนาจการปกครองจากกฎหมายรัฐธรรมนูญมันไม่สามารถจัดการสังคมได้เด็ดขาด แต่ถ้าปล่อยให้ผีจัดการจะทำได้ทันที” นั่นหมายความว่าระบบจารีต ประเพณี และความเชื่อดังเดิม สามารถส่งถึงผู้คนในทางจิตใจได้โดยตรง ไม่ต้องรออำนาจของบ้านเมืองแต่อย่างไร
ความมั่นคงและความสงบของชุมชนท้องถิ่นไม่ได้ขึ้นอยู่กับรัฐบาลส่วนกลาง แต่ขึ้นอยู่กับสิ่งเหนือธรรมชาติที่ชุมชนเคารพ นับถือและเกรงกลัว สามารถควบคุมชุมชนท้องถิ่นให้มั่นคง หลายครั้งที่รัฐทำผิดพลาด เช่น กรณีป่าพรุหรือท้องทะเลของภาคใต้ ที่ชาวมุสลิมเชื่อว่าเป็นของอัลเลาะห์ ไม่มีผู้ใดผู้หนึ่งเป็นเจ้าของ แต่รัฐก็เข้าไปล่วงละเมิด ซึ่งไม่แปลกใจเลยว่าทำไมถึงเกิดปัญหาความรุนแรง เพราะรัฐเข้าไปล่วงละเมิดวิถีชีวิตของคนในชุมชนยังไม่พอ แต่ยังเข้าไปล่วงละเมิดจิตใจของชาวบ้านด้วย ประการหลังนี้เป็นสิ่งที่บอบบางมาก แล้วถ้าเกิดบอบช้ำขึ้นมา ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะเยียวยาให้หายขาด ซึ่งรัฐได้กระทำไปแล้ว
ผู้นำทางวัฒนธรรมคือจะเป็นคนธรรมดาสามัญก็ได้แต่จะต้องเป็นผู้ที่เมื่อครั้งมีชีวิตอยู่ประกอบคุณงามความดีให้กับผู้คนในท้องถิ่น ในความเป็นจริงกระบวนการสร้างผู้นำทางวัฒนธรรมท้องถิ่นสามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ถ้าท้องถิ่นนั้นมีสำนึกชุมชน

งานวันบวงสรวงเจ้าพ่อศรีนครเตา
ตัวอย่างเช่นครั้งหนึ่งอาจารย์ศรีศักรได้มีโอกาสเข้าไปทำงานกับพวกRDI ขอนแก่น(สถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยขอนแก่น ) ได้มีโอกาสไปลำน้ำชี แล้วพบรูปปั้นพ่อหลวงธนาการ ซึ่งเมื่อครั้งมีชีวิตเป็นผู้นำชาวบ้านที่ช่วยให้ความรู้ทำเหมืองฝายให้กับประชาชน เมื่อตายไปก็เป็นที่เคารพนับถือจากการทำคุณงามความดี มีประเพณีจัดขึ้นเพื่อระลึกถึงคุณงามความดีของท่าน
จะเห็นได้ว่าความเชื่อต่างๆของคนในท้องถิ่น นำมาซึ่งการประกอบพิธีกรรมร่วมกัน ซึ่งนี่คือหัวใจของวัฒนธรรมท้องถิ่นนั่นเอง หรือแม้แต่การสร้างสถานที่ศักดิ์สิทธิไว้เพื่อประกอบพิธีกรรมร่วมกัน เช่น ในกรณีเขาพระวิหาร เมื่อก่อนใช้แบ่งดินแดนเขมรในทางภูมิศาสตร์เป็นเขมรต่ำและเขมรสูง ซึ่งจะมีเขาพระวิหารเป็นสัญลักษณ์ในจุดร่วมและเป็นเขตกึ่งกลาง เขาพระวิหารนี้ถูกสร้างขึ้นเป็นพื้นที่สาธารณะ เพื่อให้ประกอบพิธีร่วมกันและยังเป็นพื้นที่ทางการค้าด้วย ปราสาทที่เขาพระวิหารนี้ไม่ได้เป็นของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
การเข้ามาทำพิธีร่วมกันนี้สร้างความเป็นปึกแผ่นให้คนในพื้นที่ แม้จะมีอยู่หลายชาติพันธุ์ก็ตาม แต่ต่างก็เป็นเจ้าของทรัพยากรร่วมกัน ที่เรียกว่า Common Property เมื่อพูดถึงCommon Property ก็นึกถึง Elinor Ostrom ซึ่งเป็นผู้หญิงที่ได้รางวัลโนเบลไพรส์ โดยเธอเสนอว่า การอยู่รอดของสังคมสมัยนี้ คือการจัดการทรัพย์สินของสาธารณะร่วมกัน โดยที่รัฐหรือนายทุนจะมาข้องเกี่ยวไม่ได้ ในงานเขียน Private and Common Property Rights ซึ่งความคิดนี้อาจารย์ศรีศักรกล่าวว่า จริงๆแล้วในไทยมีทำกันมานานแล้ว
เมื่อพูดถึงมุมมองด้านการประสานรอยร้าวของสังคมไทย อาจารย์ได้กล่าวว่า “ทุกวันนี้ไทยเราถูกกดดันจากคนสมัยใหม่ที่มีความรู้สึกต่างจากคนรุ่นพ่อรุ่นแม่ ซึ่งถ้ายังมีการแตกแยกกันอยู่ คนไทยก็กลายเป็นทาสติดที่ดิน เพราะในความเป็นจริงความเป็นเชื้อชาติไม่มีอยู่แล้ว แต่จะกลายเป็นว่าไม่มีแผ่นดินเกิด ไม่มีชาติภูมิ ซึ่งในการฟื้นฟูสังคม และฟื้นฟูแผ่นดินเกิดจริงๆแล้วไม่ใช่หน้าที่ของรัฐ แต่เป็นหน้าที่ของเราทุกคน”
ถ้าจะฟื้นฟูกรุงเทพฯ ก็เอาเรื่องย่านมาพูดเพราะยังมีบางย่านที่เข้มแข็งอยู่ เอาย่านนั้นมาเป็นตัวอย่างในการพื้นฟู เพื่อให้ย่านอื่น ชุมชนอื่นได้เรียนรู้กันในการสร้างย่านที่แข็งเข้มขึ้นมา
เมื่อกล่าวถึงรัฐ ที่แล้วมาถือว่าเป็นทรราช เพราะมันกดภาพสังคมยับเยิน แถมยังสอนสังคมให้เป็นทรชน ทำให้เสื้อแดง เสื้อเหลืองทะเลาะกัน จริงๆทั้งสองกลุ่มมีความต้องการที่ต่างกัน ต้องแก้ตรงจุดนั้นไม่ใช่แก้ที่ส่วนกลาง รัฐทำหน้าที่ได้เพียงแค่เป็นผู้ประสานเท่านั้น
จะเห็นได้ว่าการแก้ปัญหาชุมชนหรือท้องถิ่นให้สำเร็จลุล่วงนั่น ควรจะปล่อยให้ท้องถิ่นจัดการกันเอง คือปล่อยให้เป็นหน้าที่ของอำนาจของ 2 ส่วน คืออำนาจปกครอง(law enforcement)คือกลุ่มการปกครองในท้องถิ่น และอำนาจแทรกแซง(sanction) เช่น ความเชื่อ การเคารพนับถือในสิ่งลี้ลับที่มีในท้องถิ่น ซึ่งทั้ง 2 สิ่งนี้ อยู่ในท้องถิ่น และเข้าใจท้องถิ่นดีกว่ารัฐส่วนกลาง การที่ปล่อยให้ท้องถิ่นจัดการกันเอง จะทำให้สังคมท้องถิ่นดำเนินอยู่อย่างสงบสุขได้
กระบวนการผู้นำทางวัฒนธรรมทั้งท้องถิ่นและส่วนกลางเป็นกระบวนการหนึ่งที่ถูกสร้างมาเพื่อใช้ในสังคม เพื่อสร้างศูนย์กลางความเชื่อที่จะบูรณาการคนในกลุ่มหรือสังคมเข้าด้วยกัน ในอดีตก็เพื่อสร้างความเป็นปึกแผ่น และความสงบสุข ในท้องถิ่น แต่ในปัจจุบันคนบางกลุ่มอาจจะสร้างขึ้นมาเพื่อรับใช้อุดมการณ์ที่ผิด อันจะนำมาซึ่งความแตกแยกของคนในสังคม ขึ้นอยู่กับว่าคนจะเลือกหยิบไปใช้ในด้านดีหรือด้านทำลาย
อนึ่ง “มูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ของเราไม่ได้มีเป้าหมายจะปฏิรูปหรือปรับเปลี่ยนสังคมท้องถิ่น แต่พวกเรามีความต้องการที่จะฟื้นฟูวิถีเดิมของท้องถิ่นที่แต่เดิมเคยเป็นปึกแผ่น เคยสงบสุข และดีงามมาก่อนให้กลับคืนมาสู่ท้องถิ่นอีกครั้ง”
บรรยายสาธารณะ เรื่อง "ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นกับผู้นำทางวัฒนธรรม" เมื่อวันที่ ๒๑ กรกฎาคม ๒๕๕๓
โดยอาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม และวลัยลักษณ์ ทรงศิริ ดำเนินรายการ ณ มูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์
บทความเพิ่มเติม
วลัยลักษณ์ ทรงศิริ. “พระเจ้าพรหมมหาราช” จากวีรบุรุษในตำนานสู่อารักษ์เมืองแม่สาย.URL: http://lek-prapai.org/home/view.php?id=232
Elinor Ostrom. Private and Common Property Rights . URL: http://encyclo.findlaw.com/2000book.pdf
สื่อที่เกี่ยวข้อง
DVD ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นกับผู้นำทางวัฒนธรรม โดย อาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม. URL : http://www.lek-prapai.org/publish_show.php?id=13