จากการที่สังคมไทยละเลยความรู้ความเข้าใจในเรื่องของประวัติศาสตร์สังคมและท้องถิ่น จึงทำให้คนในท้องถิ่นนั้น ขาดการรับรู้เรื่องภูมิศาสตร์ สังคม การเมือง ประเพณี วัฒนธรรม ความหลากหลายทางชาติพันธุ์ ทางสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) จึงสนับสนุนให้เกิด “โครงการวิจัยภูมิวัฒนธรรม” เพื่อศึกษาวิถีชีวิตของผู้คนในท้องถิ่น ภูมิวัฒนธรรม นิเวศวัฒนธรรม โดยทำการศึกษา ๔ ภูมิภาค คือ ภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคกลาง และภาคใต้
เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้กับผู้รู้ ปราชญ์ท้องถิ่น นักพัฒนาองค์กรเอกชนในท้องถิ่นต่างๆ ของอีสานเหนือ ณ ห้องประชุมมหาวิทยาลัยราชภัฎสกลนคร อ.เมือง จ.สกลนคร มีนักวิจัยท้องถิ่นและผู้รู้ในพื้นที่ชุ่มน้ำต่างๆทั้งจากน้ำชี น้ำสงคราม น้ำพุง น้ำก่ำ และหนองหาน เข้าร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับอาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม โดยงานดังกล่าวได้รับความสนใจจากคณาจารย์และนักศึกษา ภาควิชาพัฒนาชุมชน มหาวิทยาลัยราชภัฎสกลนคร

อาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม พูดถึงการศึกษาท้องถิ่นในภาพรวม โดยเน้นให้ศึกษาจากหน่วยที่เล็กที่สุดของท้องถิ่นก่อน คือสิ่งที่เรียกว่า “ชีวิตวัฒนธรรม” คือ “คน”และ “พื้นที่” เป็นหลัก ทั้งย้ำให้เห็นว่า “คน” เป็นศูนย์กลางของชุมชนในทุกๆ เรื่อง โดยความสัมพันธ์ระหว่างกันดังกล่าวมีดังนี้
คนกับโครงสร้างทางสังคม เพื่อที่จะได้รู้จักบทบาทหน้าที่ของตนเองทั้งในระดับครอบครัว เครือญาติ และชุมชน
คนกับระบบเศรษฐกิจ เพื่อที่จะเกี่ยวโยงความสัมพันธ์ทั้งกับคนภายนอกและภายใน ในเรื่องของการดำรงชีวิต การทำมาหากินฯลฯ ได้อย่างลงตัว
คนกับสภาพแวดล้อม เพื่อจะได้รู้ถึงการจัดการกับสภาพแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติได้อย่างสมบูรณ์ เช่น การจัดการน้ำ การดูแลรักษาหน้าดิน การเพาะปลูก ฯลฯ โดยมีเรื่องของภูมิปัญญาชาวบ้านมาร่วมด้วย
คนกับจักรวาล คือ เรื่องสิ่งเหนือธรรมชาติ ศาสนาผี หรือ ความเชื่อต่าง ๆ ที่ “คน” ในชุมชนให้ความเคารพร่วมกัน เช่น ภูผายนต์ ในภาคอีสาน อันเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ในเทือกเขาภูพาน จ.สกลนคร ที่แต่เดิมก่อนศาสนาจะเข้ามา ผู้คนได้ใช้พื้นที่ดังกล่าวประกอบพิธีกรรม เป็นต้น
ในส่วนของ “พื้นที่” อาจารย์ได้ให้ความหมายว่า “เป็นแผ่นดินเกิด แผ่นดินอยู่ แผ่นดินตาย” เป็นพื้นที่ที่คนเกิดการรวมกลุ่มและทำกิจกรรมต่างๆ มากมาย ซึ่ง “คน” และ “พื้นที่” ได้ก่อให้เกิดเรื่องราวของคนในชุมชน หรือ “ชีวิตวัฒนธรรม”นั่นเอง
“คน” และ “พื้นที่” ยังนำไปสู่เรื่องของ “นิเวศวัฒนธรรม” ด้วย เมื่อสร้างบ้านแปงเมือง จนเกิดเป็น “ท้องถิ่น” อันประกอบด้วยชุมชนหลายๆชุมชนรวมกัน มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์ ภาษา หรือแม้แต่ศาสนา แต่ทางกลับกันก็มีสำนึกในท้องถิ่นร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องกฎ กติกา ข้อบังคับ ความเชื่อ ตำนาน ประเพณี ฯลฯ หรือที่เรียกกันว่า “ชุมชนในจินตนาการ” เรื่องนิเวศวัฒนธรรมที่พบในภาคอีสาน เช่น ตำนานพะธาตุพนม ซึ่งไม่เพียงแต่ชุมชนอีสานเท่านั้นที่รับรู้ร่วมกัน แต่รวมถึงผู้คนทั้งสองฝั่งริมโขง ตำนานหอนางอุษาที่ภูพระบาท เรื่องลวงในเขตแม่น้ำโขง เป็นต้น
ส่วน “ภูมิวัฒนธรรม” จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีการหาทำเลหรือภูมิประเทศ เพื่อทำการตั้งถิ่นฐาน และได้ตั้งชื่อบ้านนามเมืองซึ่งสอดคล้องสัมพันธ์กับชื่อของภูมิประเทศ อย่างเช่นที่ภาคอีสานจะทำการสร้างบ้านแปงในแอ่งที่ราบ และจะตั้งถิ่นฐานใกล้กับลำน้ำหรือหนองน้ำ เช่น หนองหานสกลนคร หนองหานกุมภวาปี หนองหานน้อย เป็นต้น

อาจารย์ศรีศักร ยังได้กล่าวอีกว่า การที่ระบบภูมิวัฒนธรรม นิเวศวัฒนธรรม และชีวิตวัฒนธรรมมีการเปลี่ยนแปลง กระทั่งถูกทำลายจนทำให้พื้นที่ที่เคยมีความหมายและความศักดิ์สิทธิ์ได้สูญหาย เป็นเพราะนโยบายของรัฐในการพัฒนาประเทศแต่ละสมัย
นโยบายการพัฒนาประเทศที่เห็นชัดเจนเริ่มสมัยรัชกาลที่ ๕ ที่มีการสร้างรางรถไฟ ถนน คูคลองเป็นจำนวนมาก ซึ่งเส้นทางการคมนาคมเหล่านี้ล้วนแต่เป็นตัวทำลาย “ภูมิวัฒนธรรม” ทั้งสิ้น แต่ทั้งนี้ในสมัยดังกล่าวยังคงเหลือในส่วนของภูมิประเทศอยู่ อย่างเช่นที่ภาคอีสานชาวนายังคงมีพื้นที่ทำนา และความเป็นสังคมชาวนาไม่เสียหายมากนัก
เมื่อถึงสมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ มีการใช้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมมีขึ้น พื้นที่ทำการเกษตร เช่นในจังหวัดบุรีรัมย์ ส่วนหนึ่งได้กลายเป็นโรงสีข้าวแทน ในภาคอีสานมีการสร้างถนน อ่างเก็บน้ำ เขื่อน สิ่งเหล่านี้ต่างทำลายภูมิประเทศ ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ทำกิน ภูเขา พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ ในสมัยแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมยุคจอมพลสฤษดิ์นี้ ถือได้ว่า ภูมิวัฒนธรรม ได้เสื่อมสูญไปมาก
ครั้นถึงสมัยพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ จนปัจจุบัน การพัฒนาที่เน้นอุตสาหกรรมเพื่อเพิ่มการผลิต ยิ่งเป็นตัวเร่งให้เกิดการทำลายพื้นที่และวิถีชีวิตของคนในท้องถิ่นมากขึ้น ดังเห็นได้จากก่อนสมัยพลเอกชาติชาย จะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แถบภาคอีสานยังคงเป็นสังคมชาวนา หรือ สังคมเกษตรกรรม แต่เมื่อรัฐในขณะนั้นต้องการการพัฒนาที่เน้นผลผลิต จึงเกิดการเร่งสร้างโรงงานอุตสาหกรรม มีการจ้างแรงงานในภาคอุตสาหกรรมมากขึ้น ทำให้พื้นที่และชีวิต ของคนอีสานเปลี่ยนไปอย่างมาก ดังที่นักวิจัยท้องถิ่นชุ่มน้ำพุง กล่าวว่าในพื้นที่น้ำพุงจะเหลือเพียงชาวบ้านอายุ ๔๐ ขึ้นไป ส่วนคนหนุ่มสาวได้ออกจากพื้นที่ไปทำอุตสาหกรรม หรือ นักวิจัยท้องถิ่นชุ่มน้ำชีที่กล่าวว่า พื้นที่ทางการเกษตรป่าลดลง อีกทั้งน้ำที่ใช้อุปโภคบริโภคก็คลาดแคลน มีผลให้การทำมาหากิน หรือหารายได้ลดลงตามไปด้วย เป็นต้น
อาจารย์ได้ทิ้งท้ายถึงการพัฒนาที่ไม่ยั่งยืนของไทยอีกประเด็นหนึ่ง นั่นคือการศึกษาของไทยจากรัฐส่วนกลางที่พยายามป้อนให้กับท้องถิ่นต่างๆ ถือเป็นส่วนสำคัญที่เป็นตัวทำลายท้องถิ่นให้เร็วขึ้น และเป็นการพัฒนาอย่างไม่ยั่งยืน เนื่องจากการศึกษาของรัฐมักจะเน้นให้คนทำการพัฒนาโดยมองจากภายนอกไม่ใช่ภายใน หรือเอาคนนอกไปพัฒนาแทน ซึ่งแท้จริงแล้ว การพัฒนาที่ยั่งยืน ต้องอยู่ที่ “คนใน” (คนในชุมชนและท้องถิ่น) ย่อมที่จะเป็นผู้รู้ดีที่สุด ว่าชุมชนหรือท้องถิ่นของตนมีลักษณะทั้งทางภูมิวัฒนธรรม นิเวศวัฒนธรรมและชีวิตวัฒนธรรมอย่างไร ควรที่จะปรับปรุงหรือเปลี่ยนแปลงในส่วนไหน

ตัวแทนนักวิจัยท้องถิ่นและผู้รู้ในเขตพื้นที่ลุ่มน้ำต่างๆ ในภาคอีสาน ร่วมกันเสวนาในพื้นที่ที่ตนเองศึกษา
จากนั้น นักวิจัยท้องถิ่น ในพื้นที่ต่างๆ ทั้งจากน้ำชี น้ำสงคราม น้ำพุง น้ำก่ำ และหนองหาน ได้อธิบายถึงพื้นที่ศึกษาของตนเอง โดยได้กล่าวในทำนองเดียวกันว่า พื้นที่ชุ่มน้ำในบริเวณต่างๆ ล้วนได้รับผลกระทบจากคนนอก ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องพื้นที่ที่ถูกเปลี่ยนสภาพจากพื้นที่ทางการเกษตร เป็นพื้นที่โรงงานอุตสาหกรรม หรือเป็นการเน้นการเกษตรเพื่ออุตสาหกรรม อีกทั้งน้ำในแหล่งน้ำมีปริมาณลดลงและเน่าเสีย ก่อให้เกิดผลกระทบต่อภูมิปัญญาของชาวบ้าน ทั้งการประกอบอาชีพและอยู่อาศัย ซึ่งส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงพืชที่ปลูกเพื่อให้เหมาะสมกับสภาพน้ำ แต่กลับส่งผลต่อสภาพดินในท้องถิ่นตามมาด้วย
จากปัญหาที่พบในพื้นที่ชุ่มน้ำของตนเอง นักวิจัยท้องถิ่นต่างรับรู้ว่าจำเป็นที่จะต้องรื้อฟื้นความรู้ในพื้นที่ชุ่มน้ำ เพื่อรู้จักรากเหง้าและความเป็นชุมชนหรือพื้นที่ชุ่มน้ำของตนยิ่งขึ้น อันจะนำมาซึ่งการพัฒนาจากข้างในอย่างแท้จริง เพื่อความยั่งยืนของท้องถิ่น ชุมชน และพื้นที่ชุ่มน้ำต่างๆ ต่อไป
เสวนาโครงการภูมิวัฒนธรรม “พื้นที่ชุ่มน้ำภาคอีสาน” : เมื่อวันที่ ๒๗ ธันวาคม ๒๕๕๐