หน้าหลัก
เกี่ยวกับมูลนิธิ
วันเล็ก-ประไพ รำลึก
ติดต่อเรา
บรรยายสาธารณะ “เมืองอู่ทอง รัฐแรกเริ่มบนแผ่นดินสุวรรณภูมิ”
บทความโดย ศิริรุ่ง ศรีสิทธิพิศาลภพ
เรียบเรียงเมื่อ 19 ก.พ. 2559, 14:18 น.
เข้าชมแล้ว 30862 ครั้ง


 

บรรยายสาธารณะเรื่อง “เมืองอู่ทอง รัฐแรกเริ่มบนแผ่นดินสุวรรณภูมิ” เมื่อวันพุธที่ 21 สิงหาคม 2556 ณ ห้องบรรยาย 202 อาคาร ดร.ศิโรจน์ ผลพันธิน มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต โดยอาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม ได้อธิบายถึงเรื่องการก่อตัวเป็นรัฐจากบ้านเมืองในเขตภายในที่มีเมืองอู่ทองเป็นศูนย์กลางเริ่มแรกทางฝั่งตะวันตก การรับพุทธศาสนาแรกเริ่มที่ได้คุณหมอบัญชา พงษ์พานิช  มาช่วยเพิ่มเติมข้อมูลที่ท่านศึกษาจากโบราณวัตถุสำคัญๆ ที่ทำให้เกิดการต่อภาพของสุรรณภูมิได้ชัดเจนขึ้น โดยอาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม ได้สรุปออกมาเป็นสองภาคคือ ภาคสุวรรณภูมิและการเป็นรัฐในฐานะ Port Polity และภาคการเป็นสุพรรณภูมิที่ต่อเนื่องทำให้เกิดบ้านเมืองและรัฐการค้าอย่างกรุงศรีอยุธยา

 

การค้นคว้าประวัติศาสตร์โบราณคดีเรื่องอู่ทองนั้น ที่ได้ทำการค้นคว้าศึกษาเรื่องอู่ทอง เพราะจะสะท้อนให้เห็นภาพการขยายตัวของบ้านไปสู่เมืองจนไปถึงรัฐ โดยใช้เมืองอู่ทองในการอธิบาย   เมืองอู่ทองเป็นพื้นที่ประวัติศาสตร์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยความเป็นเมืองท่าที่เป็นนครรัฐไม่ใช่เมืองที่อยู่โดดเดี่ยวแต่มีการติดต่อกับพื้นที่อื่นๆ นักวิชาการจึงเรียกเมืองลักษณะนี้ว่า Port Polity ซึ่งเมืองอู่ทองนั้นถือเป็นเมืองท่าที่เป็นฐานในการพัฒนาการทางสังคมมนุษย์จากบ้าน(Village)ไปสู่เมือง(Town) จนเป็นรัฐ(State) ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

                 
พัฒนาการของอู่ทองในฐานะ Port Polity “เมืองท่าที่เป็นนครรัฐ” ในสุวรรณภูมิ

  

 

จากแผนที่โลกของ ปโตเลมีข้อมูลต่างๆได้มาจากบันทึกของนักภูมิศาสตร์

ชื่อ Marinus of Tyre ดินแดนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในปัจจุบันคือคาบสมุทรทองคำ

หรือ Chryse Chersonesos หรือเรียกว่า สุวรรณภูมิ

 

การที่เมืองใดจะเป็น Port Polity หรือเมืองท่านั้นจะต้องมีการพัฒนาเมืองที่เป็นนครรัฐที่อยู่ใกล้ทะเลแต่ไม่จำเป็นต้องอยู่ติดทะเล จะต้องเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจและการปกครองของท้องถิ่น เป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างข้างในและข้างนอกนครรัฐ หัวใจของการเป็นเมืองท่าคือเป็นที่แลกเปลี่ยนสิ่งของทางเศรษฐกิจที่มาจากโพ้นทะเลและมาจากดินแดนภายใน เพราะการค้าสมัยก่อนนั้นเป็นการค้าทางทะเลไม่ใช่ทางบก  เรื่องราวของอู่ทองหรือ Port Polity ที่เกิดขึ้นในภูมิภาคเอเชียอาคเนย์เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจากเส้นทางการค้าที่เรียกว่า “เส้นทางสายไหมทางทะเล” ที่เรียกเส้นทางสายไหมเพราะเป็นเส้นทางการค้าที่เชื่อมมาตั้งแต่แถบตะวันออกกลาง จนมาถึงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แล้วไปเอเชียตะวันออก เส้นทางสายไหมนั้นแบ่งออกเป็นทางทะเล และทางบก  ผ่านทางตะวันออกกลาง เปอร์เซีย อิหร่าน จีน ในการค้าขายเส้นทางบกนั้นมักจะเกิดการปล้นสะดม ทำให้การค้าจึงเปลี่ยนมาใช้เส้นทางทางทะเล  จึงเกิดเส้นทางสายไหมทางทะเล ระหว่างเส้นทางนี้ก็มีทั้งสินค้ามาแลกเปลี่ยน และการพบปะสังสรรค์ความสัมพันธ์ของผู้คน เกิดการพัฒนาของบ้านเมืองขึ้น ดังนั้นบ้านเมืองที่เป็น Port Polity ไม่ใช่กลุ่มชาติพันธุ์เดียวที่อาศัยอยู่ แต่เป็นที่สะสมของคนหลายกลุ่มชาติพันธุ์  ทั้งข้างนอกและข้างในทางโพ้นทะเล ที่เข้ามาตั้งถิ่นฐาน บริเวณที่เป็นบ้าน เป็นเมือง สามารถสะท้อนให้เห็นโดยสินค้าที่ใช้ในการแลกเปลี่ยน อย่างเช่น ลูกปัด สิ่งเหล่านี้สามารถบอกถึงการเข้ามา การติดต่อ กับผู้คนที่เชื่อมกันระหว่างนครรัฐกับดินแดนอื่นๆ

 

“อู่ทอง” พัฒนาการของนครรัฐ “ในสุวรรณภูมิ”

 
 
 

แสดงให้เห็นถึงการเดินเรือสำเภาจากคนทางตะวันตกสู่แผ่นดินสุวรรณภูมิ

 

คำว่า “สุวรรณภูมิ” นั้นเป็นชื่อที่คนอินเดียเรียกภูมิภาคนี้ เพราะเป็นจุดหมายปลายทางของการค้าขาย คำว่า สุวรรณ นั้น แปลว่า ทอง และคำว่า ภูมิ แปลว่า ดินแดน แต่ความหมายนั้นไม่ได้แปลว่าดินแดนทองคำ เพราะคนโบราณที่พูดภาษาสันสกฤตจะเน้นเรื่องความมั่งคั่งเป็นสำคัญ  สุวรรณภูมิ จึงแปลว่า “ดินแดนแห่งความมั่งคั่ง”  และในความหมายนี้ก็สอดคล้องกับสภาพความจริงตามธรรมชาติของดินแดนสุวรรณภูมินี้ แท้จริงจะสะท้อนให้เห็นถึงความหลากหลายทางด้านชีวภาพ เพราะมีพืชพันธุ์ ธัญญาหารมากมาย หลากหลายชนิด ซึ่งดีกว่าหลายๆแห่งในโลก สิ่งเหล่านี้เป็นที่มาของสินค้าซึ่งดินแดนอื่นเข้ามาเกี่ยวข้องแลกเปลี่ยน เป็นดินแดนที่ผู้คนอยากเข้ามา โดยมีจุดหมายเพื่อเข้ามาตั้งถิ่นฐานด้วย ดังนั้นคนที่อยู่ในสุวรรณภูมิ ไม่ใช่คนกลุ่มเดียวแต่มีความหลากหลายและมีการเดินทางเข้ามาในดินแดนนี้อย่างต่อเนื่อง

 

คำว่าสุวรรณภูมิในช่วงเวลาที่ศึกษานั้นอยู่ในช่วง 500 ปีก่อนคริสตกาล (500 B.C.) เพราะในช่วงเวลานี้ในอินเดียมีความเจริญรุ่งเรืองมากเป็นอาณาจักรแล้ว ความเจริญของอินเดียไม่ใช่การเจริญภายในประเทศแต่เป็นการเจริญรุ่งเรืองในด้านการค้าจากการค้าขายทางทะเล  การติดต่อค้าขายเหนือจากอินเดียไปก็ผ่านทางด้านตะวันออกกลาง (เส้นทางโบราณ) จากอินเดียมีเส้นทางการค้าทางมหาสมุทรอินเดียที่ข้ามมาถึงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นการเดินเรือทางทะเล สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่า การที่พระเจ้าอโศกมหาราชส่งสมณะทูตเข้ามาเผยแพร่ศาสนาก็เข้ามาทางทะเล ในช่วงเวลาประมาณ 300 ปีก่อนคริสตกาล (300 B.C.)


 

ยุคเหล็กเมื่อราว 2,500 ปีมาแล้ว เริ่มมีการติดต่อกับผู้คนภายนอก
จึงทำให้วัฒนธรรมที่เกิดขึ้นมีลักษณะเป็นการเลือกเฟ้นให้เหมาะกับท้องถิ่นของตน

 

ในช่วง 500 ปีก่อนคริสตกาล (500 B.C.) การพัฒนาการของเทคโนโลยีมีความเจริญรุ่งเรืองและถือเป็นยุคเหล็กที่เกิดขึ้นในแถบประเทศไทยในปัจจุบัน  แต่เมื่อเทียบกับอินเดียนั้น อินเดียเข้าสู่ยุคเหล็กประมาณช่วง 1,000 ปีก่อนคริสตกาล อินเดียเป็นรัฐอาณาจักรที่ใหญ่ มีการค้าขายติดต่อกับทางตะวันออกกลาง แถบอียิปต์ เมโสโปเตเมีย แล้ว บ้านเมืองใหญ่ในแถบลุ่มแม่น้ำสินธุ  อย่างเมืองโมเฮนโจดาโรถือเป็นเขตอารยธรรมลุ่มแม่น้ำสินธุ ก็เป็นรากฐานความเจริญของอินเดีย ที่เป็นรากฐานทำให้เกิดการเชื่อมต่อกับกลุ่มเปอร์เซีย  อียิปต์ จนถึงยุโรป  เหนือจากอินเดียไปก็ไปทางตะวันออกกลาง ผ่านปากีสถาน ผ่านขึ้นไปทางทะเลแดง เป็นเส้นทางโบราณจากอินเดียจะมีเส้นทางจากอินเดียมาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นการเดินเรือทางทะเลผ่านมหาสมุทรอินเดีย  ในยุคเหล็กของอินเดียคือความเจริญทางด้านวัตถุ มีพวกแก้ว แหวน เงินทอง อย่างตัวอย่างที่พบในแถบอียิปต์ 1,500 ปีก่อนคริสตกาล(1,500 B.C.)  เป็นช่วงที่อียิปต์มีความเจริญรุ่งเรืองมาก มีแก้ว แหวน เงินทองมากมาย มีความเจริญทางศิลปวัฒนธรรมมาก โบราณวัตถุ เครื่องมือเครื่องใช้ก็พัฒนาเป็นลักษณะสังคมที่มีความสลับสับซ้อนถือเป็นรัฐ(state) แล้ว ถ้าเทียบยุคนี้ของอียิปต์ถือว่าในช่วง 1,000 ปีก่อนคริสตกาล (1,000 B.C.) อินเดียได้เข้าสู่ยุคนี้เหมือนกัน พอยุคนี้เจริญถึงที่สุดก็ต่อจึงมาด้วยความเจริญเติบโตทางอักษรศาสตร์มากมาย

 


ชุมชนก่อนประวัติศาสตร์ในยุคสำริดที่ โคกพับ จังหวัดราชบุรี
การสะท้อนให้เห็นถึงการติดต่อทางทะเลจากชายทะเลในเขตเวียดนามตอนเหนือต่อกับจีนตอนใต้

 

ก่อน 500 ปีก่อนคริสตกาล (500 B.C.) ในสุวรรณภูมิมีชุมชนเกิดขึ้นเป็นยุคก่อนเหล็ก เพราะยังไม่พบเครื่องมือเหล็กจะพบเพียงเครื่องมือสำริด วัตถุที่สำคัญคือ ขวานสำริด เครื่องประดับ สิ่งเหล่านี้มันไม่ได้เกิดขึ้นในเมืองไทย แต่รูปแบบเหล่านี้มันแพร่กระจายมาจากตอนใต้ของประเทศจีน แถบยูนาน ทะเลสาบคุนหมิง เป็นแหล่งของอาณาจักรเป็นจุดเริ่มต้นของวัฒนธรรมในภูมิภาคนี้  ซึ่งแน่นอนที่สุดก็ประมาณ 500 ปีก่อนคริสตกาล(500 B.C.)ขึ้นมา  ยุคนี้จะสะท้อนให้เห็นความเจริญทางศาสนา อย่างการค้นพบกลองมโหระทึก ทำให้เห็นพัฒนาการในเรื่องศาสนา เห็นถึงความคิดเกี่ยวกับระบบจักรวาลอย่างชัดเจนและให้ความสำคัญกับดวงอาทิตย์  สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่ามีพัฒนาการทางเทคโนโลยีสูงแต่ยังไม่มีเครื่องมือเหล็ก ถือว่ายังไม่เข้าสู่ยุคเหล็ก 
 

กลองมโหระทึกนี้ยังสะท้อนเรื่องความเชื่อของพลังเหนือธรรมชาติที่อยู่เบื้องบนโดยเฉพาะเรื่องศาสนาที่สัมพันธ์กับพลังที่อยู่เหนือธรรมชาติบนท้องฟ้า ซึ่งค่อนข้างสัมพันธ์กันกับ ฝ่ายเปอร์เซีย เอเชียตะวันออกกลาง และอียิปต์ ที่มองพระอาทิตย์เป็นเทพพระเจ้าเช่นเดียวกัน  อย่างในลัทธิโซโรอัสเตอร์(Zoroastrianism) ก็บูชาพระอาทิตย์  ดังนั้น ในเอเชียอาคเนย์ก็มีการเน้นพระอาทิตย์เช่นเดียวกัน อย่างตัวกลองมโหระทึกคือตัวพระอาทิตย์โดยตรง โดยเฉพาะลวดลายกลองที่มีรูปสัตว์ล้อมรอบเป็นสัญลักษณ์ต่างๆแสดงถึงความเชื่อมโยงทางธรรมชาติ กลองมโหระทึกจึงเป็นสิ่งสะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อในสิ่งศักดิ์สิทธิเบื้องสูง สะท้อนให้เห็นถึงพิธีกรรมใหญ่ของคนในภูมิภาคนี้  กลองมโหระทึกเป็นสมบัติที่จะใช้ตีในพิธีกรรมใหญ่ๆในรอบปี และจะเป็นสมบัติของผู้นำ รวมทั้งใช้ในงานศพใหญ่ๆอีกด้วย สิ่งนี้จึงสะท้อนให้เห็น Early Civilization In Southeast Asia และก่อนที่สุวรรณภูมิจะมารับเอาอารยธรรมอินเดีย สิ่งเหล่านี้แพร่ มากับการค้าทางบกและทางทะเลจากเขตยูนานเข้ามาจนถึงลุ่มน้ำเจ้าพระยา แต่เป็นการแพร่กระจายตามละแวกหมู่เกาะในภูมิภาคนี้ด้วย

 

เส้นทางการค้าในสมัยสุวรรณภูมิ

 

ในการรับอารยธรรมอินเดีย มีการศึกษาในงานวิชาการที่ชี้ให้เห็นภาพการเข้ามาของศาสนาพุทธในสุวรรณภูมิอย่างในงานวิจัยของ ดร.ธิดา สาระยา ชี้ให้เห็นว่าในยุคที่พระพุทธเจ้าเกิดขึ้นในแถบสุวรรณภูมินั้นเป็นช่วงที่การค้าทางทะเลเจริญแล้ว การเผยแพร่พระพุทธศาสนาเข้ามากับผู้ที่เป็นพ่อค้าวานิช สัญลักษณ์ที่สำคัญของคนที่เป็นพ่อค้า โบราณวัตถุที่พบที่มากับพ่อค้าคือพระบรมธาตุถือเป็นหัวใจหลักของพวกพ่อค้าวานิช พระบรมธาตุมีทั้งจริงและไม่จริง  สิ่งนี้จึงได้กลายเป็นสินค้าที่แพร่จากอินเดียสู่เอเชียอาคเนย์  การค้าพระบรมธาตุในยุคนั้นจึงถือเป็นการเผยแพร่พระพุทธศาสนาไปในตัว ดังนั้นจะเห็นได้ว่ากลุ่มพ่อค้าวานิชที่เข้ามาติดต่อในเอเชียอาคเนย์นั้นไม่ได้เดินทางเข้ามาแบบโดดเดี่ยวต่างคนต่างมา แต่มาในลักษณะเป็นกลุ่มมีความเชื่อมีวัฒนธรรม เมื่อเข้ามาก็ตั้งถิ่นฐานก็เกิดความงอกงามทางวัฒนธรรมในพื้นที่ขึ้น แล้วคนเหล่านี้เป็นกลุ่มคนที่นำเอาพระพุทธศาสนาไปเผยแพร่ให้คนพื้นเมือง 

 

การเกิดบ้านเมืองในสุวรรณภูมิ

 

เมื่อทางฝั่งอินเดียเข้ามาทำให้ชุมชนมีพัฒนาการ มีการสังสรรค์กับคนกลุ่มใหม่ๆ ทำให้ได้รับระบบความคิดมาด้วย เช่น การเกิดของระบบกษัตริย์ ซึ่งการรับมานั้นไม่ได้เป็นการรับมาทั้งหมดของอารยธรรมอินเดีย  แต่มาในรูปแบบการเลือกใช้ผสมผสานกับสิ่งที่มีอยู่ก่อน มันจึงเกิดเป็นนวัตกรรมขึ้น (Innovation) อย่างในการศึกษาทางมานุษยวิทยาจะเข้าใจว่า เวลาสังคมใดรับเอาวัฒนธรรม จะไม่ได้รับเอามาทีเดียวทั้งหมดแต่จะรับมาแค่บางส่วน ซึ่งขึ้นอยู่กับผู้คนที่เข้ามากับคนท้องถิ่นเดิม เกิดกระบวนการที่เรียกว่า Localization of foreign influences  คือ การนำเอาวัฒนธรรมเหล่านั้นมาผสมเป็นท้องถิ่น  แต่ในงานค้นคว้าประวัติศาสตร์โบราณคดีในยุคก่อน  มักจะครอบงำว่าพัฒนาการของบ้านเมืองทั้งหลายในอุษาคเนย์ไม่ได้เกิดขึ้นเอง แต่ล้วนมีที่มาจากการแพร่อารยธรรมอินเดียเข้ามาในภูมิภาคนี้ทั้งหมด  แนวคิดเช่นนี้เกิดขึ้นจากที่บรรดานักปราชญ์ทางตะวันตก เห็นว่าพัฒนาการของบ้านเมืองในภูมิภาคที่เกิดขึ้นจากการเป็นอาณานิคมทางปัญญาของคนอินเดีย  ผลที่ตามมาของแนวคิดในเรื่องอาณานิคม (Colonization) จึงนำไปสู่ความเข้าใจที่ใช้กันแพร่หลาย คือ อินเดียนไนเซชั่น (Indianization) ยกตัวอย่างหนังสือเล่มสำคัญของศาสตราจารย์ยอร์ช เซเดส์ เรื่อง Indianized States of Southeast Asia


 


 

ประเด็นสำคัญคือเมื่อตอนสมัยพุทธกาลนั้นยังไม่มีการเข้ามาของพระสงฆ์องค์เจ้าในแถบสุวรรณภูมิ ความเชื่อของพุทธศาสนายังมาไม่ถึงในแถบนี้ ทำให้เห็นว่าอินเดียติดต่อกับสุวรรณภูมิหลังสมัยพระพุทธเจ้า และความเติบโตงอกงามของพระพุทธศาสนาก็เกิดขึ้นเมื่อสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช ซึ่งยุคนั้นอินเดียยังอิงกลุ่มอยู่กับเปอร์เซีย กรีก โรมัน เข้ามาผสมผสาน แม้แต่พระเจ้าอโศกมหาราชก็เป็นเชื่อสายของพวกกรีกโรมัน  ที่มารุกรานอินเดียในสมัยของพระเจ้าอเล็กซานเดอร์  อินเดียไม่ใช่รัฐที่อยู่ภายในแต่มีการติดต่อกับภายนอกความเจริญของอินเดียจึงมีการพัฒนาขึ้น เมื่อพระพุทธศาสนาเข้ามาสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช โดยบันทึกของหนังสือมหาวงศ์ของลังกาว่า พระเจ้าอโศกมหาราชได้ส่งสมณะทูตไปหลายแห่ง ไม่ใช่แค่เอเชียอาคเนย์และมีการแพร่ทางศิลปวัตถุเข้ามาอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นลวดลายศิลปะ แต่พวกอาคารบ้านเรือนนั้นยังไม่มี วัดวาอารามสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่เกิดขึ้นจริงในพุทธศตวรรษที่ 11-12  ตอนสมัยที่พระเจ้าอโศกมหาราชเข้ามาเผยแพร่ศาสนาพุทธมีเพียงแค่วัตถุ ถ้าเป็นสถานที่ก็เป็นอาคารไม้เล็กๆเป็นสัญลักษณ์เท่านั้นเอง สิ่งที่เป็นพระธรรมความเชื่อยังไม่มาทั้งหมดทั้งพระคัมภีร์ แต่มาในรูปของคาถาและคำสอนในทางปฏิบัติ การเผยแพร่ผ่านเข้ามากับวัตถุทางสัญลักษณ์ เช่น เครื่องประดับ และบรรดาสิ่งของที่เห็นชัดที่พอจะบอกได้ว่ามีการติดต่อก็จะเป็นพวกลูกปัด เพราะสิ่งเหล่านี้มันเป็นสินค้าที่มีค่า แต่ไม่ได้แลกเปลี่ยนด้วยเงินตรา แต่ต้องแลกเปลี่ยนกับวัตถุดิบ เพราะเป็นสินค้าที่มีเกรียติภูมิ (Prestige Goods) คนที่รับไปเกิดความรู้สึกเป็นสิริมงคล เกิดความอลังการขึ้นมา

 

พระโสณะและพระอุตระ  สมณทูตของพระเจ้าอโศกมหาราชมาขึ้นฝั่งสุวรรณภูมิที่เมืองทวาย

 

แนวทางการศึกษาทางโบราณคดีของศาสตราจารย์วิลเฮล์มจี. โซลไฮม์  นักโบราณคดีอเมริกัน จากมหาวิทยาลัยฮาวายอี ประเทศสหรัฐอเมริกา นับเป็นจุดเริ่มต้นให้มาสนใจเรื่องการใช้จุดเล็กๆในท้องถิ่นเป็นการเริ่มต้น แล้วหาความสัมพันธ์ไปยังโครงสร้างใหญ่ภายหลัง การศึกษาสำรวจของโซลไฮม์มุ่งเน้นแหล่งโบราณคดีที่เป็นชุมชนโบราณเป็นสำคัญ ซึ่งอาจเป็นทั้งสมัยก่อนประวัติศาสตร์และสมัยประวัติศาสตร์ก็ได้ เป็นการศึกษาแบบดูกระบวนการคลี่คลายเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม ที่สังเกตและศึกษาวิเคราะห์ได้จากชั้นดินตั้งแต่ชั้นต่ำสุดของกิจกรรมในความเป็นอยู่ของมนุษย์ จนถึงชั้นบนสุดที่อยู่บนผิวดินในปัจจุบัน โบราณวัตถุที่ให้ความสำคัญมากคือสิ่งที่ใกล้ตัวมนุษย์มากที่สุด นับแต่โครงกระดูก เครื่องมือเครื่องใช้ และเครื่องประดับ รวมทั้งวัตถุที่เนื่องในการประกอบพิธีกรรมร่วมกัน ในการศึกษาลูกปัดนั้นจุดเริ่มต้นในการศึกษาลูกปัดเกิดขึ้นในอู่ทอง คนที่เริ่มในการขุดในการศึกษาลูกปัดคือ อาจารย์ชิน อยู่ดี และพลอากาศตรีมนตรี หาญวิชัย ซึ่งเป็นผู้ที่รวบรวมลูกปัด อาจารย์ชิน อยู่ดี รวบรวมสิ่งเหล่านี้ไปศึกษา ทำให้เห็นว่ามันมียุคที่ล้ำหน้าไปกว่าตัวเจดีย์ในแถบอู่ทอง แต่การค้นคว้าทำให้พบว่ามันมีการกระจายตัวหลายแห่ง เห็นบ้านเมืองที่ร่วมสมัยขึ้นมา ก่อนหน้านั้นมีการพูดถึงพระโสณะและพระอุตระที่เชื่อว่าเป็นผู้นำเข้าพระพุทธศาสนาเข้าสู่ประเทศไทย ว่าอยู่ที่ไหน เพราะตอนสมัยแรกสนใจว่าเข้ามาในแถบสุวรรณภูมิช่วงนี้หรือไม่ หลังจากที่มีการศึกษาร่วมกับโซลไฮม์  ซึ่งเป็นผู้ที่มีความรู้เรื่องหมู่เกาะทางทะเล และการศึกษาพบว่ามีคนกลุ่มหนึ่งที่เป็นพวกพ่อค้านักเดินเรือทางทะเลมีการค้าเข้าไปถึงหมู่เกาะฟิลิปปินส์ หมู่เกาะไต้หวัน แล้วก็มีการค้นพบวัตถุหนึ่งที่เป็นลักษณะสัตว์สองหัวที่ชื่อว่า “ลิง-ลิง-โอ”  ในเขตเมืองอู่ทอง ก็แสดงให้เห็นว่าเป็นคนที่เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมซาหวิ่นที่อยู่ชายทะเลในเขตประเทศเวียดนาม คนเหล่านี้นักโบราณคดีเชื่อว่าเป็นบรรพบุรุษของพวกจาม และเป็นพวกเดินเรือค้าขายในระยะไกล คือจากพื้นแผ่นดินใหญ่ไปสู่หมู่เกาะต่างๆในเขตทะเลจีน  

 

การพบ “ลิง -ลิง-โอ” ในแหล่งโบราณคดีสมัยเหล็ก ขุดพบในเขตเมืองอู่ทอง

 

ลิง-ลิง-โอ พบทั่วไปตามแหล่งโบราณคดีทางซีกตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยาที่มีเมืองอู่ทองเป็นศูนย์กลาง รอบๆเมืองอู่ทองทั้งที่อยู่บนและอยู่สูง และที่ลุ่มต่ำของลำน้ำจระเข้สามพัน จะพบแหล่งชุมชนโบราณในสมัยเหล็กที่เรียกว่าสุวรรณภูมิโดยทั่วไป โดยลักษณะความเป็นชุมชนเหล่านั้น ล้วนเห็นได้จากการมีแหล่งฝังศพร่วมกันของผู้คนในชุมชน ประเพณีผังศพดังกล่าวแตกต่างไปจากประเพณีเผาศพที่เปลี่ยนไปในสมัยทวารวดีตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 11-12 ลงมา ชุมชนโบราณที่มองเห็นจากแหล่งฝั่งศพมีทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่ อันแสดงให้เห็นว่ามีชุมชนที่เป็นศูนย์กลางของแต่ละท้องถิ่น ซึ่งมีคนที่มีอาชีพ สถานภาพทางเศรษฐกิจและสังคมแตกต่างกัน สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่าในดินแดนสุวรรณภูมิมีการติดต่อทางทะเลกันกับหมู่เกาะใกล้ๆมานานแล้ว เรียกว่า “เส้นทางการค้า” ตอนหลังโซลไฮม์ค้นพบว่าเขาพบ ลิง-ลิง-โอ ที่อู่ทอง การค้นพบนี้จึงเป็นเครื่องยืนยันว่ามีการเข้ามาของความสัมพันธ์กับทางเวียดนาม และอายุของสิ่งเหล่านี้อาจจะเก่ากว่าทางฟูนันก็เป็นได้

   


 

แผนที่ฟูนัน-สุวรรณภูมิ

 

ตอนหลังอาจารย์ชิน อยู่ดี ก็ได้เข้าไปสำรวจขุดแหล่งโบราณคดีที่สำคัญที่ดอนตาเพชร อำเภอพนมทวน จังหวัดกาญจนบุรี อาจารย์ชินขุดชั้นดิน และเอารูปแบบเหล่านี้ไปวิเคราะห์ พบพวกลูกปัดที่เป็นคาร์นีเลียน อะเกต หินผลึกสีต่างๆที่มีการตกแต่งด้วยความร้อนให้เป็นหลายสีต่างๆ มากมายหลายรูปแบบ ลูกปัดเหล่านี้เรียกว่า “เอชบีด” (Etched beads) เป็นแบบที่เชื่อว่ามีการพัฒนาขึ้นในอินเดียและแพร่หลายเข้าไปในพม่า เพราะพบในตามแหล่งโบราณคดีอาณาจักรศรีเกษตรที่มีอายุตั้งแต่สมัยฟูนันมาจนถึงทวารวดี สิ่งที่อาจารย์ชิน อยู่ดี ค้นพบลูกปัดนั้นพบจากการขุดค้นแหล่งศพ ซึ่งต่างจากการพบของพลอากาศตรีมนตรี หาญวิชัย ที่รวบรวมลูกปัดบนผิวดิน ตามบ้านเรือนของผู้คน อาจารย์ชินค้นพบบริเวณที่ศพ เป็นของเซ่นไหว้ ซึ่งมีก่อนยุคประวัติศาสตร์ซึ่งยังระบุชัดเจนอายุไม่ได้ นอกเหนือไปจากของที่พบก็พบเครื่องมือเหล็กที่หลากหลายมากมาย การค้นพบเครื่องมือเหล็กที่หลากหลายชนิดสะท้อนให้เห็นถึงสังคมที่ไม่ธรรมดา พบวัตถุที่มีเทคโนโลยีชั้นสูง รวมทั้งสิ่งที่เรียกว่าวัตถุอย่างหนึ่งที่มีลักษณะเป็น “ขัน” ภาชนะที่ทำด้วยสำริด มีลวดลายศิลปะ มีรูปคน มีรูปสัตว์เป็นสัญลักษณ์ ซึ่งรูปและลักษณะการแต่งตัวของสิ่งนั้นแตกต่างจากคนพื้นเมืองหรือคนแถบนั้นอยู่   สิ่งที่ค้นพบที่ดอนตาเพชรเป็นขันรูปสตรีที่แลเห็นทรวดทรง หน้าตา การแต่งผม และเสื้อผ้าที่สวมใส่อีกทั้งมีรูปควายรวมอยู่ด้วย อย่างโบราณคดีที่จอมบึง จังหวัดราชบุรี มีทั้งภาพที่เป็นผู้หญิงในลักษณะที่ยังขูดขีดไม่เสร็จ เผยให้เห็นสรีระที่มีหน้าอกใหญ่ เอวคอด และสะโพกผาย อันเป็นเรือนร่างของหญิงอินเดียแบบเดียวกับที่พบในศิลปะแบบสาญจีสมัยพระเจ้าอโศกมหาราชทีเดียว 

 


การขุดค้นแหล่งศพ

 

               ภาชนะสำริดแบบนี้เป็นของเนื่องในพิธีกรรมที่คงเป็นคนอินเดียที่เข้ามาอยู่ในท้องถิ่นนี้สร้างขึ้น ซึ่งเป็นหลักฐานที่เด่นชัดกว่าบรรดาลูกปัดและโบราณวัตถุทางศาสนาอื่นๆ ในเรื่องของการมีคนอินเดียอยู่ในพื้นที่อย่างชัดเจน เมื่ออาจารย์ชิน อยู่ดี ได้ขุดค้นหม้อสำริด เป็นหม้อเขียนสีที่เป็นลายกลองมโหระทึก  จึงทำให้เห็นความสัมพันธ์สิ่งนี้ชี้ให้เห็นว่าเรื่องที่พระเจ้าอโศกมหาราชส่งคนมาแถบดินแดนสุวรรณภูมินั้นไม่ใช่เรื่องไร้สาระ แล้วพระพุทธศาสนาเองก็ไม่ได้มากับคณะสงฆ์แต่มากับการค้าการติดต่อโดยมาทางทะเลอย่างแน่นอน แต่คำถามที่เกิดขึ้นคือพระเจ้าอโศกมหาราชเดินทางผ่านมหาสมุทรอินเดียมาได้อย่างไร ในยุคสมัย 300 ปีก่อนคริสตกาล(300 B.C.) ถ้ามีการติดต่อทางทะเลจะเข้ามาทางฝั่งอันดามันหรือทางอ่าวไทย ในการมองการเดินทางข้ามมหาสมุทรย่านทะเลอันดามัน อ่าวเบงกอล จะไม่เรียกว่ามหาสมุทรแปซิฟิกแต่จะเรียกว่าแถบทะเลจีน ศักยภาพในสมัยพระเจ้าอโศก ยังชี้ให้เห็นว่ายังไม่เห็นความชัดเจนเรื่องเส้นทางสายไหมและการค้ายังไม่ได้มากมายนัก การค้าทางทะเลมาสู่ยุคที่รุ่งเรืองที่สุดในช่วงยุคสมัย 100 ปีก่อนคริสตกาล(100 B.C.)

 

 
ปุษปคีรี-ปุษยคีรี บริเวณแหล่งโบราณสถานในโอริสสา ได้พบซากพระพุทธสถานจำนวนมาก

 พบศิลาจารึกที่พระเจ้าอโศกให้จารึกธรรมและบทบัญญัติต่างๆ ซึ่งพุทธสถานที่เนินเขาลังกุฎี (Langudi Hill)

มีจารึกยืนยันว่าบริเวณนี้อ ปุษปคีรีมหาวิหาร หรือสังฆาราม สร้างในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราชที่พระถังซำจั๋งได้กล่าวไว้ในบันทึก


ในช่วง 100ปีก่อนคริสตกาล(100 B.C.) การค้าทางทะเลถือเป็นช่วงที่เจริญรุ่งเรืองมากที่สุด ซึ่งเป็นยุคของกษัตริย์กรีก มีหลักฐานว่ามีพ่อค้าของกรีกโรมันผ่านเข้ามาแล้วเข้ามาในแถบที่เรียกว่า “ดินแดนแหลมทอง”(Golden Chersonese) หลักฐานของพวกกรีกที่เข้ามา จะพบว่าสิ้นสุดตรงแหลมทองไม่ได้ผ่านไปทางอินเดีย การค้าในระยะแรกในช่วง 200 ปีก่อนคริสตกาล(200 B.C.) จนถึง 200 ปีคริสตกาล (200 A.D.) เป็นเรื่องการค้าที่เข้ามาทางฝั่งอันดามัน และการเดินทางข้ามคาบสมุทรมาทางฝั่งทะเลจีน(อ่าวไทย) สิ่งนี้ทำให้เห็นว่าอู่ทองคือชุมชนตั้งแต่ก่อนประวัติศาสตร์ที่พร้อมจะเป็นจุดสิ้นสุด(termination) ของการค้าทางทะเลข้ามคาบสมุทร ก่อนที่จะส่งต่อไปยังที่ต่างๆ แต่แหล่งโบราณคดีที่จอมบึง เขาขวาก และสวนผึ้งนั้น เป็นเส้นทางที่ข้ามเทือกเขาตะนาวศรีไปสู่ฝั่งทะเลอันดามันในเขตเมืองทวาย มะริด และตะนาวศรี อันเป็นเมืองท่าสำคัญในสมัยประวัติศาสตร์อยุธยา ในบริเวณเหมืองแร่เก่าแห่งหนึ่งในเขตสวนผึ้งที่เป็นบริเวณที่พบเครื่องมือหิน แร่โลหะ และโบราณวัตถุสมัยยุคเหล็กนั้นมีโนนกองหินสามกอง ที่ชาวบ้านเรียกเป็นเจดีย์สามองค์ ข้าพเจ้าเชื่อว่าเส้นทางจากอำเภอสวนผึ้งข้ามเข้าไปยังฟากตะนาวศรีในเขตเมืองทวายนี้ คือเส้นทางข้ามคาบสมุทรที่เก่าแก่ในยุคสุวรรณภูมิ เพราะบริเวณชายฝั่งทะเลในเขตเมืองทวายและมะริดนั้น เป็นบริเวณอ่าวไทยที่มีเกาะที่กำบังลมเป็นท่าจอดเรือได้ดี จนพัฒนาเป็นเมืองท่าเรื่อยมา ในฝั่งอ่าวไทยที่พบคติในการสร้างธรรมจักรที่มีรูปกวางหมอบต่อเนื่องมาจนถึงสมัยทวารวดีในพุทธศตวรรษที่ 12-13 ทีเดียว

 

แต่ที่สำคัญที่สุดก็คือที่เมืองอู่ทอง พบแท่งศิลาที่มีจารึกภาษาสันสกฤตว่า “ปุษยคีรี” เข้าใจว่าพบแถวเขาที่อยู่ทางทิศเหนือของเมือง คำว่าปุษยคีรีนี้เป็นชื่อเมืองและสถานที่ซึ่งพระเจ้าอโศกมหาราชโปรดให้สร้างพระสถูปบรรจุพระบรมธาตุของพระพุทธเจ้าในอินเดีย สิ่งนี้ทำให้เห็นว่าเมืองอู่ทองและปริมณฑล คือบริเวณศูนย์กลางของรัฐหรือแคว้นสำคัญที่พัฒนาขึ้นในสมัยสุวรรณภูมิ ที่มีโบราณสถานวัตถุสนับสนุนมากกว่าที่อื่นๆ เพราะตั้งอยู่ที่ตำแหน่งที่เป็นศูนย์กลางคมนาคม ทั้งจากเส้นทางข้ามคาบสมุทรจากฝั่งมหาสมุทรอินเดียมายังฝั่งทะเลจีนในอ่าวไทย อีกทั้งยังเป็นศูนย์กลางทางทะเลที่จะติดต่อทางทะเลไปยังบ้านเมืองทางตะวันออก ไม่ว่าจะเป็นตรงปากแม่น้ำโขงที่เลยขึ้นไปตามชายฝั่งเวียดนามไปยังเมืองท่าในทางตอนใต้ของประเทศจีนมณฑลกวางตุ้งและกวางสีเป็นต้น นอกจากนั้นอู่ทองยังเป็นศูนย์กลางการคมนาคมทางบกที่ผ่านลุ่มน้ำเจ้าพระยาทางซีกตะวันออกเข้าลุ่มน้ำลพบุรี-ป่าสัก ไปยังที่ราบสูงโคราชในลุ่มน้ำมูล-ชี และแม่น้ำโขงอีกด้วย อีกสิ่งหนึ่งจากหลักฐานทางโบราณคดีที่พบในเขตเมืองอู่ทองและปริมณฑล ก็คือได้พบร่องรอยของคนที่มีความแตกต่างทางวัฒนธรรมและศาสนา อันแสดงให้เห็นถึงการเป็นสังคมนานาชาติได้ดีกว่าที่อื่นๆ นั้นก็คือแหล่งโบราณคดีที่เป็นชุมชนโบราณอันกระจายอยู่ตามท้องถิ่นต่างๆนั้น มักมีโบราณวัตถุหรือโบราณสถานที่มีรูปแบบแตกต่างกัน ที่สะท้อนให้เห็นถึงความแตกต่างทางวัฒนธรรมของผู้คนด้วย

 

“ตรีรัตนะ” ศิลปะโบราณวัตถุ ภาพสะท้อนจากสุวรรณภูมิถึงทวารวดี

โบราณวัตถุที่สำคัญอันหนึ่งคือ ตรีรัตนะ หนึ่งในลูกปัดเป็นศิลปะที่มีมาแต่สมัยพระเจ้าอโศกมหาราช เป็นวัตถุโบราณร่วมสมัยถ่ายทอดศิลปะรุ่นทวารวดีอีกด้วย ลงไปถึงทางภาคใต้ของประเทศไทยอีกหลายๆแห่ง  มีการตีความตรีรัตนะใน 2 แง่ ทางตะวันตกตีความว่าตรีรัตนะ หมายถึง พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ คือมีรูปคล้ายธรรมจักร สมัยก่อนนั้นตรีรัตนะเปรียบเสมือนที่พึ่งทางจิตใจ เพราะสมัยเดิมนั้นคนในยุคสมัยเก่าไม่นิยมห้อยพระพุทธรูปติดตัว เพราะถือว่ามนุษย์ไม่ใช่สิ่งบริสุทธิ์ไม่เหมาะสมกับมนุษย์  การห้อยหรือพกพระพุทธรูปเป็นสิ่งที่ไม่นิยมทำกันในยุคเก่าก่อนแต่มาเป็นที่นิยมเมื่อสมัยอยุธยาเนื่องจากความสับสนระส่ำระส่ายของบ้านเมืองเกิดความโกลาหลจึงมีการห้อยพระพุทธรูปขึ้น แต่สมัยเก่าก่อนนั้นคนโบราณนิยมฝั่งพระพุทธรูปไว้ในกรุ ตรีรัตนะนี้จึงเปรียบเสมือนตัวแทนพระพุทธศาสนาที่ไม่อาจเอื้อมสร้างเสมือนพระพุทธรูป คนสมัยก่อนจึงมีที่เก็บไว้เพื่อเป็นที่พึ่งทางใจ

 

แง่หนึ่งของความหมายตรีรัตนะที่ค้นพบโดย ดร.ไซเลอร์ ผู้ที่ค้นพบรอยพระพุทธบาท เขาค้นพบ เครื่องหมายตรีรัตนะนี้พบบนลูกปัดที่ทำจากหินอาเกต คาร์เนเลี่ยน และทองคำตามแหล่งโบราณคดียุคสุวรรณภูมิที่เขาทอง ระนอง และเขาสามแก้ว ที่ชุมพรด้วย ดร.ไซเลอร์เห็นว่า สิ่งที่เรียก “ตรีรัตนะ” นี้แท้จริงคือ “นันทิยวัตตะ”  และสิ่งนี้ปรากฏพบเป็นหนึ่งในรอยพระพุทธบาทที่มีมงคล 108 ประการที่พม่า โดยเฉพาะที่พุกาม และประเทศไทย เครื่องหมาย “นันทิยวัตตะ” ที่พบบนรอยพระพุทธบาทที่มีมงคล 108ประการนั้นไม่ได้มีรูปแบบเหมือนกับ “ตรีรัตนะ” ในรอยพระพุทธบาทสมัยอมราวดี หากเป็นรูปแบบของดอกไม้ในวงศ์ดอกพุด ที่มีทั้งหัวกลีบหกกลีบและสี่กลีบ รวมทั้งบางแห่งก็แลเห็นชัดเจนว่าเป็นดอกพุดที่มีกลีบบิดไปทางขวาอย่างที่ข้าพเจ้าพบเห็นมา เป็นลายสัญลักษณ์สำคัญที่พบตามรอยพระพุทธบาทมงคล 108 ประการส่วนมากตั้งแต่ยุคต้น ราวพุทธศตวรรษที่17 ทั้งในพม่าและไทยจนถึงปัจจุบัน ความหมายของนันทิยวัตตะก็คือดอกไม้ที่เบ่งบานเต็มที่ มีกลีบหมุนไปทางขวา ซึ่งจากการศึกษาของ ดร.ไซเลอร์เชื่อว่าหมายถึง “ธรรมจักกัปปวัตนสูตร” ที่พระธรรมจักรหมุนไปทางขวา และตรงกลางมีศูนย์รวมเป็นแกนที่แสดงถึงความเป็นอันหนึ่งเดียวกัน  ดอกไม้ที่เรียกว่า “นันทิยวัตตะ” นี้ มีการตีความในเรื่องดอกไม้จริงๆ คืออะไรไปต่างๆ นานา เช่นบอกว่าเป็นดอกพุดซ้อนคล้ายๆ กับกุหลาบ เป็นต้น  เรื่องธรรมจักรกัปวัตนสูตรเป็นเรื่องที่แพร่หลายในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช  จริงๆแล้วธรรมจักรที่ค้นพบในอู่ทองเรื่อยไป คือ ธรรมจักรของพระราชา จักรแก้วของพระราชา เพื่อเผยแพร่พระพุทธศาสนา ที่ใดมีธรรมจักรแสดงให้เห็นว่าพระพุทธศาสนาไปถึง  ถือเป็นใจความสำคัญของเรื่องพระเจ้าอโศกมหาราชด้วย

  

“อู่ทอง” จากสุวรรณภูมิ สู่แผ่นดินสุพรรณภูมิ

 

แผนที่เมืองโบราณอู่ทองแสดงตำแหน่งที่ตั้งโบราณสถาน

 

ในการศึกษาเมืองอู่ทองในภาคสุวรรณภูมินี้ ความแตกต่างกันในการศึกษาเมืองอู่ทองในภาคสุวรรณภูมิและสุพรรณภูมิก็คือช่วงเวลาของ 2 ส่วนนี้แตกต่างกันและเรื่องขอบเขตของพื้นที่ในแถบสุวรรณภูมิและสุพรรณภูมิก็แตกต่างกัน แต่ความเหมือนนั้นก็คือทั้งสุวรรณภูมิและสุพรรณภูมิต่างอยู่แถบบริเวณเดียวกันและมีลักษณะที่เป็นเมืองท่าหรือ Port Polity เหมือนกัน   ในการศึกษาประวัติศาสตร์โบราณคดีเมืองอู่ทองทั้งสองช่วงจะชี้ให้เห็นถึงเมืองในอดีตที่เป็นศูนย์กลางของการติดต่อดินแดนภายนอกและดินแดนภายในที่สะท้อนความเป็นสังคมนานาชาติของเมืองนี้ รวมถึงเรื่องระบบจัดการน้ำ นับเป็นหัวใจสำคัญอีกประการของการเติบโตของบ้านเมือง และท้ายสุดคือเรื่องราวของเมืองอู่ทองที่อยู่ในมโนสำนึกของผู้คนในยุคหลังที่เล่าขานสืบเนื่องกันเรื่อยมาในรูปของนิทานและตำนานต่างๆ ที่จะทำให้เห็นภาพความสัมพันธ์ของผู้คนและความเป็นชุมชนในอดีตที่สำคัญในประเทศไทย  

 

ช่วงที่มีการเติบโตของการค้าทางทะเลสูง เป็นยุคที่เรือเดินทะเลข้ามมหาสมุทรมาทางอันดามันเลาะทางช่องแคบมะละกา อ้อมมาที่กลันตัน เกิดเมืองท่า(Port Polity) ขึ้นในย่านนั้นที่สำคัญ ในช่วงสมัย 8 -13 ปีพุทธศตวรรษ สู่กลุ่มเมืองท่าศรีวิชัย อู่ทอง นครปฐม ถือว่าเป็นการเข้าสู่ยุคใหม่เป็นยุคที่ การค้าเดินทางมาจากคาบสมุทร   พอจะเห็นว่ายุคสุวรรณภูมิตอนปลายมันทำให้เกิดเมืองท่าอื่นๆ ได้แก่ อู่ทอง ฟูนัน แต่มาจากเส้นทางคาบสมุทร พุทธศตวรรษที่ 7 -13 มีเส้นทางเดินเรือผ่านทางช่องแคบมะละกา การติดต่อค่าขายบริเวณเมืองท่าจึงเจริญรุ่งเรืองขึ้นทำให้เห็นว่าเมืองอู่ทองนั้นไม่ได้อยู่โดดเดี่ยวแต่เป็น Early State หรือรัฐที่มีลักษณะเป็น Port polity เริ่มแรก 

 

เมืองอู่ทองโบราณ

 

การศึกษาเรื่องระบบจัดการน้ำ นับเป็นหัวใจสำคัญอีกประการของการเติบโตของบ้านเมือง เมืองอู่ทอง เมืองนครปฐมโบราณ เมืองคูบัว และเมืองศรีมโหสถที่อยู่ใกล้ทะเลอ่าวไทย เมืองเหล่านี้ไม่มีผังเมืองที่ซับซ้อนมากนัก เมืองนครปฐมและเมืองคูบัวมีความคล้ายอยู่ที่ตั้งอยู่บริเวณที่ราบลุ่ม เมืองนครปฐมเป็นเมืองอกแตกที่มีลำน้ำใหญ่ผ่านเข้ามาถึงกลางเมือง ในขณะที่เมืองคูบัวก็มีทางน้ำแยกจากลำน้ำอ้อมอันเป็นสายหนึ่งของแม่น้ำแม่กลองเข้ามาถึงตัวเมือง เมืองทั้งสองแห่งนี้มีเรือเข้ามาถึงเมืองและคูเมือง ต่างกันกับเมืองอู่ทองและเมืองศรีมโหสถที่ตั้งอยู่ชายขอบที่สูงน้ำท่วมไม่ถึง แต่ว่าอยู่ใกล้กันกับที่ราบลุ่มและแม่น้ำใหญ่ มีทางน้ำจากลำน้ำใหญ่เข้ามาถึงหน้าเมือง มีเรือสินค้าและเรือทั่วๆไปเข้ามายังหน้าเมืองได้ คูเมืองของเมืองอู่ทองและเมืองศรีมโหสถแม้จะไม่กว้างแต่เรือก็เข้ามาได้ น่าจะมีความหมายอยู่ที่การกักน้ำไว้ใช้เป็นสำคัญ การพูดถึงผังเมืองและผังชุมชนที่กล่าวมานั้น เพื่อมุ่งสู่ประเด็นสำคัญที่เกี่ยวกับลักษณะทางกายภาพของเมืองอู่ทอง ที่เกี่ยวข้องกับการจัดการน้ำโดยตรง นั้นก็คือบรรดาคูดินที่อยู่รอบชุมชนและบริเวณใกล้ทั้งหลายนั้น คือสิ่งที่สะท้อนให้เห็นการจัดการน้ำของบ้านเมือง 

 

ในอดีตหัวใจของการสร้างบ้านแปงเมืองนั้นอยู่ที่การหาแหล่งทำกินและแหล่งน้ำดังจะเห็นเป็นสูตรเลยก็ว่าได้ คือต้องมีที่ราบลุ่มที่ทำการเพาะปลูกได้ และต้องใกล้กันกับลำน้ำและลำห้วย ถ้าเป็นลำน้ำใหญ่ก็มีความหมายเนื่องด้วยในการคมนาคม แต่ถ้าเป็นลำน้ำหรือลำห้วยเล็กๆ นั้น มุ่งที่จะนำน้ำมาใช้ในการอุปโภค-บริโภคเป็นสำคัญ แต่ชัยภูมิที่ดีเหมาะแก่การสร้างบ้านแปงเมืองนั้น นอกจากมีที่ราบลุ่มและใกล้กับแหล่งน้ำและลำห้วยแล้ว ยังต้องมีภูเขาเป็นแบ๊คกราวด์ด้วย เมืองสำคัญหลายแห่ง เช่น เมืองคูบัว เมืองศรีมโหสถ เมืองศรีเทพ เมืองละโว้ และเมืองอู่ทอง คือตัวอย่างในเรื่องนี้ โดยเฉพาะเมืองอู่ทองนั้น   เห็นได้ชัดว่าอยู่ติดชายขอบที่สูงที่ลาดลงจากเทือกเขาทำเทียมซึ่งเป็นทิวเขาเตี้ยๆ ที่อยู่ทางด้านตะวันตก ลำน้ำลำห้วยทุกสายจะลงจากทิวเขานี้ ผ่านที่ราบในระดับ 10 เมตรจากระดับน้ำทะเลไปรวมกับลำน้ำจระเข้สามพัน และลำน้ำท่าว้าที่ไหลมาจากทิศใต้และทิศเหนือ ก่อนที่จะรวมกันเป็นลำคลองสองพี่น้องตรงหน้าเมืองอู่ทองไปออกแม่น้ำสุพรรณบุรี ทั้งลำน้ำจระเข้สามพันและลำน้ำท่าว้านี้คือสิ่งที่แบ่งเขตที่สูงกับที่ต่ำ คือด้านตะวันออกของลำน้ำเป็นที่ราบสูงที่อยู่ในระดับ 10 เมตรจากน้ำทะเล ในขณะที่ทางซีกตะวันตกของลำน้ำเป็นที่ราบลุ่มน้ำท่วมถึง อยู่ในระดับต่ำกว่า 7 เมตรจากระดับน้ำทะเลลงไป ชุมชนโบราณที่อยู่รอบเมืองอู่ทองจะกระจายตัวกันอยู่ตามที่ราบสูงและที่ราบต่ำทั้งสองด้านนี้ โดยเฉพาะเมืองอู่ทองนั้นอยู่ในระดับ 10 เมตรจากน้ำทะเล เป็นบริเวณที่น้ำท่วมไม่ถึงทั้งเมืองอู่ทองและชุมชนที่อยู่โดยรอบอยู่ได้โดยการจัดการน้ำที่ลงมาจากที่สูงทางภูเขามาใช้ในการบริโภค-อุปโภคทั้งสิ้น  โดยเฉพาะที่เมืองอู่ทองนั้น คูเมืองที่มีความกว้างกว่า 20 เมตรขึ้นไป คือสิ่งที่ดักน้ำจากลำห้วยหางนาคที่ไหลลงมาจากเขาพระเพื่อใช้ในเมือง ถ้าหากปริมาณน้ำที่มีเกินความต้องการในฤดูฝน ก็จะระบายลงสู่ที่ราบต่ำตรงมุมคูเมืองด้านใต้ ผ่านบ้านท่าพระลงสู่ลำน้ำจระเข้สามพัน ณ บริเวณนี้มีชุมชนโบราณที่มีอายุมาแต่สมัยเหล็กหลายแห่งที่อยู่สองฝั่งน้ำจระเข้สามพัน เช่น บ้านจระเข้สามพัน บ้านนาลาว บ้านท่าม่วง และบ้านอู่ทองเป็นต้น คูเมืองอู่ทองคือแหล่งเก็บน้ำที่สำคัญ (Tank Moat) มีรูปแบบไม่สม่ำเสมอ เพราะต้องสัมพันธ์กับระดับความสูง-ต่ำของพื้นดิน ปัจจุบันยังไม่มีการศึกษาให้ชัดว่า ภายในตัวเมืองมีการขุดสระน้ำและบ่อน้ำเพื่อการบริโภคและอุปโภคของคนเมืองในลักษณะที่ดึงน้ำจากคูเมืองเข้ามาใช้ได้อย่างไร แต่อาจจะเห็นความสัมพันธ์ระหว่างบริเวณต้นน้ำที่เขาพระกับน้ำที่ใช้ในเมืองอย่างชัดเจน เพราะบริเวณที่เป็นต้นน้ำที่เป็นเขาถูกกำหนดให้เป็นเขาศักดิ์สิทธิของเมืองจึงเรียกว่าเขาพระ มีร่องรอยศาสนาบนเขา ซึ่งสมัยก่อนได้มีการสร้างพระสถูปขึ้นบนเขา และกำหนดถ้ำตีนเขาพระให้เป็นวิหาร พบโบราณสถานสมัยทวารวดีกระจายกันอยู่ทั่วไปในเขตบ้านเขาพระ การกำหนดเอาเขาต้นน้ำใช้น้ำกินเป็นเขาศักดิ์สิทธิและบริเวณศักดิ์สิทธิเช่นนี้ พบเห็นได้จากเมืองโบราณในที่อื่นเช่น เมืองพระนคร ประเทศกัมพูชา มีเขาพนมกุเลนเป็นต้นน้ำ มีศาสนสถานและการแกะสหัสลึงค์และภาพนารายณ์บรรทมสินธุ์ไว้บนพื้นน้ำ หรือที่เมืองสุโขทัย น้ำมาจากเขาพระบาทน้อยและเขาสะพานหิน ก็มีวัดและศาสนสถานเกิดขึ้นตั้งแต่บริเวณต้นน้ำมาจนถึงทางน้ำไหลเข้าคูเมือง

 


เอกมุขลึงค์ จากเมืองอู่ทอง

 

ส่วนบรรดาชุมชนนอกตัวเมืองนั้นก็มีวิธีการขุดสระน้ำที่เรียกว่าตะพังดักทางน้ำเพื่อเก็บน้ำไว้ใช้ในชุมชน แต่ถ้ามีน้ำเกินความต้องการก็ระบายออกสู่ที่ลาดต่ำไปยังชุมชนอื่นๆ ในบางแห่งอาจใช้แนวคันดินแบบน้ำที่ไหลแผ่ซ่านลงมาเข้าสู่สระน้ำหรือหนองน้ำที่กำหนดไว้ให้เป็นที่รองรับได้ การกักน้ำไว้เพื่อการบริโภค-อุปโภคของชุมชนที่มีหลักฐานโดดเด่นที่สุดในเขตเมืองอู่ทอง ก็คือบริเวณหน้าเขาถ้ำเสือที่อยู่ห่างเมืองอู่ทองมาทางใต้ประมาณ 4 กิโลเมตร บริเวณนี้พบหลักฐานทางโบราณคดีที่สำคัญที่ชาวบ้านเรียกว่า คอกช้างดิน ทางกรมศิลปากรได้ทำการสำรวจและขุดแต่ง พบทั้งบริเวณที่เรียกว่าคอกช้างดินจำนวน 4 แห่ง ลักษณะคล้ายกับอ่างเก็บน้ำหรือบ่อน้ำ มีคันดินล้อมรอบ มีรูปร่างและขนาดต่างๆกัน ตั้งกระจายอยู่ใกล้กับลำห้วยและน้ำตกพุม่วงตั้งแต่บนเชิงเขาคอกในระดับความสูงประมาณ 85 เมตรเหนือระดับน้ำทะเลเป็นระยะๆ ลงมาถึงบริเวณที่ลาดรอบเขา และพื้นที่ราบด้านทิศใต้ที่ระดับความสูงประมาณ 25 เมตรจากระดับน้ำทะเล ชาวบ้านเชื่อกันว่าเป็นเพนียดคล้องช้าง แต่ทางกรมศิลปากรให้ความเห็นว่าคอกช้างดินนี้แต่ละแห่งอยู่พื้นที่ต่างกัน และตั้งอยู่ใกล้กับทางน้ำไหลที่ลงมาจากเขาคอกทางทิศเหนือในลักษณะที่เป็นแอ่งรับน้ำเข้ามาเก็บไว้ จึงน่าจะเป็นอ่างเก็บน้ำมากกว่า การสำรวจและขุดค้นทางโบราณคดี ตรงบริเวณนี้มีความสำคัญและเป็นผลงานที่ดี โดยที่ว่าเป็นคอกช้างดินเป็นอ่างเก็บน้ำ โดยคิดว่าอ่างเก็บน้ำเป็นแบบที่เรียกว่า “บาราย” ซึ่งนับเป็นอ่างเก็บน้ำแบบหนึ่ง(Tank) เหมือนกันกับที่พบใกล้กับศาสนสถานที่เป็นปราสาทในฮินดู-พุทธมหายานของพวกขอม แต่ลักษณะของบารายของคอกช้างดินนั้นคือการรับน้ำจากห้วยม่วงที่มาจากเขาคอกโดยตรง โดยมีคันดินหรือทำนบเสริมให้เข้าไปในตัวบาราย มีช่องทางน้ำเข้าออก พอน้ำเต็มแล้วก็ถมดินและหินปิด บารายคอกช้างดินในเขตเมืองอู่ทองมีลักษณะที่เป็นอ่างเก็บน้ำเพื่อการอุปโภค-บริโภคที่สัมพันธ์กับศาสนสถานของชุมชน ไม่ใช่เพื่อการเก็บน้ำไว้เพื่อการเกษตร เพราะบารายแบบนี้ไม่พบประตูปิดหรือเปิดในการระบายน้ำเข้าสู่พื้นที่เพาะปลูก ซึ่งต่างจากทางภาคอีสานที่บารายแต่ละแห่งจะสัมพันธ์กับปุระหรือปราสาทอันเป็นศูนย์กลางของชุมชนแต่ละแห่ง ยกเว้นชุมชนขนาดใหญ่ที่จะมีบารายและปราสาทหลายแห่งในที่เดียวกัน แต่ที่บริเวณคอกช้างดินของเมืองอู่ทองนั้น บารายทั้งสี่แห่งกับสัมพันธ์กับศาสนสถานที่เป็นกลุ่มกระจายอยู่ในอาณาบริเวณที่เป็นท้องถิ่นเดียวกัน ที่สัมพันธ์กับลำน้ำลำห้วยที่มาจากเขาคอก ทำให้เห็นว่าเขาคอกคือเขาศักดิ์สิทธิที่เป็นศูนย์กลางของชุมชนแห่งหนึ่งน้ำที่ไหลลงมาจากเขาคอกคือน้ำศักดิ์สิทธิ บริเวณที่ลาดลงจากเขาคอกจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำและที่ราบ มีศาสนสถานในลัทธิฮินดูทั้งเล็กและใหญ่อยู่ทั่วไป อันแสดงให้เห็นว่าบริเวณเขาคอกและเชิงเขาคอกทั้งหมดนี้เป็นชุมชนของฮินดูโดยตรง และเป็นชุมชนขนาดใหญ่ที่มีความซับซ้อน

 

เรื่องของคูเมืองอู่ทองและคอกช้างดินที่เป็นอ่างเก็บน้ำของชุมชนฮินดูที่กล่าวมาแล้วคือเรื่องการจัดการน้ำเพื่ออุปโภค-บริโภค เป็นสิ่งที่มีความสำคัญยิ่งต่อการดำรงอยู่ของชุมชน แต่ที่เมืองอู่ทองยังมีร่องรอยของแนวคันดินที่เป็นทำนบและคูน้ำที่เกี่ยวข้องกับการเกษตรไว้ให้เห็นด้วย แนวคันดินนี้ชาวบ้านเรียกกันมาแต่โบราณว่าเป็นถนนท้าวอู่ทอง เพราะเป็นแนวคันดินที่มีความยาวคล้ายถนน แนวคันดินนั้นเกี่ยวเนื่องกับชลประทาน แต่ไม่ใช่ถนน เพราะแนวคันดินแบบนี้มีพบตามชุมชนโบราณและเมืองโบราณในที่อื่นๆ นับแต่สมัยเหล็ก อันเป็นยุคก่อนประวัติศาสตร์เรื่อยมาจนถึงทวารวดี ลพบุรี และอยุธยาทีเดียว  มีคำเรียกโบราณที่น่าจะเกี่ยวข้องกับคันดินนี้ เช่น ในจารึกของสุโขทัยเรียกว่า พนังสรีดภงส์ และคำเรียกตามภาษาชาวบ้านที่เรียกกันสืบลงมาว่า ทำนบ เป็นสิ่งที่สอดคล้องกับพฤติกรรมการจัดการน้ำของคนโบราณ ที่มีทั้งการขุดคลอง ขุดตระพัง ซึ่งเป็นการสร้างคันดินหรือทำนบเพื่อการแบ่งน้ำ กันน้ำ ชักน้ำ ไปจนถึงการกักน้ำ การกักน้ำด้วยเขื่อนหรือทำนบคือบารายนั่นเอง   การสร้างสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่สัมพันธ์กับสภาพแวดล้อมของชุมชนและท้องถิ่นในระบบนิเวศวัฒนธรรมด้วย เพราะเป็นกลไกอย่างหนึ่งในการจัดการและปรับตัวของชุมชนมนุษย์เข้ากับสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติเพื่อการตั้งถิ่นฐานและสร้างที่อยู่อาศัย มีเมืองโบราณและชุมชนโบราณหลายแห่งที่มีพัฒนาการมาตั้งแต่สมัยเหล็ก จนถึงทวารวดีเช่นเดียวกับเมืองอู่ทองที่มีการใช้ทำนบในการจัดการน้ำเช่นเดียวกัน ยกตัวอย่างเช่น เมืองจันเสนในเขตนครสวรรค์ เมืองอู่ตะเภา ตำบลหางน้ำสาคร ในเขตจังหวัดชัยนาท เมืองอินทร์บุรีในเขตจังหวัดสิงห์บุรี เมืองละโว้ที่ลพบุรี และเมืองศรีมโหสถในเขตจังหวัดปราจีนบุรี

 

ถนนท้าวอู่ทองดูจะมีความหมายอย่างมากกับบรรดาชุมชนโบราณที่มีการพัฒนาการมาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ ที่อยู่ฝั่งน้ำจระเข้สามพันในที่ราบลุ่มตั้งแต่บ้านจระเข้สามพัน บ้านนาลาว บ้านท่าม่วง บ้านท่าพระ ไปจนถึงบ้านอู่ทอง อันเป็นบริเวณหน้าเมืองอู่ทองที่ลำน้ำจระเข้สามพันที่ไหลมาทางตะวันตกเฉียงใต้ของเมืองอู่ทองที่ผ่านชุมชนโบราณที่กล่าวมาแล้วนี้ น่าจะเป็นลำน้ำที่มีการใช้เรือติดต่อระหว่างกันได้และบริเวณหน้าเมืองอู่ทองที่เป็นบ้านอู่ทองนั้นมีท่าพระยาจักรหรือท่าน้ำท้าวอู่ทอง อันเป็นที่สบกันของลำน้ำจระเข้สามพันกับลำน้ำท่าว้าก็น่าจะเป็นบริเวณที่เรือสินค้าจากโพ้นทะเลแล่นเข้ามาถึง ทำให้เมืองอู่ทองเป็นเมืองท่าที่สำคัญตั้งแต่สมัยสุวรรณภูมิจนถึงสมัยฟูนันและทวารวดี

 

“พระเจ้าอู่ทอง” ตำนานหลักฐานทางประวัติศาสตร์โบราณคดี

 


จากการสำรวจและศึกษาตำแหน่งที่ตั้งทางภูมิศาสตร์และโบราณสถานวัตถุที่พบที่เมืองอู่ทองพบว่า เมืองอู่ทองมีอายุเก่าแก่กว่าสมัยที่สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 สร้างพระนครศรีอยุธยาไม่ต่ำกว่า 300 ปี เมืองอู่ทองจึงไม่น่าจะเป็นเมืองที่สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 ครองราชย์อยู่ก่อน  ในทางตรงกันข้าม เมืองอู่ทองเป็นเมืองสมัยทวารวดีที่สืบเนื่องมาจนถึงสมัยลพบุรี  แต่โดยเหตุที่เมืองนี้ตั้งอยู่ในเส้นทางคมนาคมและทางเดินทัพมาแต่โบราณ จึงมีผู้คนอยู่อาศัยในบริเวณที่ใกล้กับลำน้ำจระเข้สามพันมาจนถึงสมัยอยุธยา ทำให้เกิดมีวัดวาอารามในสมัยอยุธยาสร้างทับอยู่บนซากโบราณสถานสมัยทวารวดี เป็นต้น การสำรวจเมืองโบราณของอาจารย์มานิต วัลลิโภดมนั้น คือหลักฐานที่ทำให้เห็นได้ชัดว่าเมืองอู่ทองนั้นไม่เกี่ยวกับการเป็นเมืองของสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 ที่เคยที่เคยปกครองอยู่ก่อนแล้วทิ้งร้างมาสร้างพระนครศรีอยุธยา เมืองอู่ทองคือเมืองท้าวอู่ทอง หาใช่เมืองที่ชื่ออู่ทอง  แต่การที่สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงเปลี่ยนมาเรียกว่าเมืองอู่ทอง ก็เพราะต้องการนำไปสัมพันธ์กับชื่อเมืองสุพรรณภูมิ ซึ่งแปลว่าแผ่นดินทอง เพราะปรากฏในพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาและหลักฐานในจดหมายเหตุจีนว่าสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 ทรงเป็นพระราชบุตรเขยของกษัตริย์เมืองสุพรรณบุรี แต่เมืองสุพรรณบุรีมีตัวตนอยู่ในประวัติศาสตร์อยุธยาที่มีกษัตริย์สืบเนื่องเรื่อยมา เมืองสุพรรณไม่ใช่เมืองร้าง เมื่อสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงพบท้าวเมืองอู่ทอง จึงได้ตีความว่าเป็นเมืองสุพรรณภูมิ เพราะชื่อเมืองสุพรรณภูมิมีชื่อปรากฏอยู่ในจารึกสุโขทัยหลักที่ 1 ซึ่งจารึกนี้ไม่ได้เอ่ยถึงชื่อเมืองอยุธยาแต่อย่างใด  ในวารสารสังคมศาสตร์ปริทัศน์ราว 30 ปีที่ผ่านมา พบว่าเมืองสุพรรณภูมินั้นเป็นเมืองเดียวกับเมืองสุพรรณบุรีจึงทำให้ความกังขาในเรื่องเมืองอู่ทองว่าเป็นเมืองที่สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 เคยครองมาก่อนการสร้างพระนครศรีอยุธยาตกไป 

 

อย่างไรก็ตามการสืบหาเรื่องเมืองอู่ทองก็ยังไม่จบสิน เพราะต้องได้รับการยืนยันจากผู้เชี่ยวชาญฝรั่งเศสเสียก่อน ทางกรมศิลปกรจึงได้เชิญศาสตราจารย์ฌอง บวสเซอลิเยร์ นักโบราณคดีประวัติศาสตร์ศิลป์มาทำการศึกษาและขุดค้นทางโบราณคดีที่เมืองอู่ทองเพื่อเป็นการพิสูจน์ ซึ่งศาสตราจารย์บวสเซอร์ลิเยร์ก็สรุปออกมาแล้วว่า เมืองอู่ทองไม่ใช่เมืองในสมัยอยุธยาที่สมเด็จพระรามธิบดีที่ 1 เคยอยู่มาก่อน ตรงข้ามกลับเป็นเมืองที่มีความสำคัญย้อนยุคจากสมัยทวารวดีขึ้นไปจนถึงฟูนัน

 

ในการศึกษาประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับกษัตริย์นั้นเป็นเรื่องยากที่จะรับรู้ความเป็นจริงได้ถูกต้อง จึงจำเป็นต้องอาศัยการอธิบายความเป็นมาของตนเองและบ้านเมืองจากตำนาน สาระสำคัญที่สุดที่จะใช้อธิบายความเป็นมาของผู้คนของบ้านเมืองในลักษณะที่เรียกว่าตำนานเป็นสิ่งเชื่อมโยงในมิติของเวลาและเรื่องราวที่สมมติขึ้น โดยเฉพาะเรื่องราวของพระมหากษัตริย์สำคัญๆ นั้นกลายเป็นเรื่องเล่าที่ทำให้บุคคลนั้นมีลักษณะสำคัญที่เรียกกันว่าผู้นำทางวัฒนธรรม (Culture Hero)   ความเป็นกษัตริย์ในตำนานคือสิ่งที่เรียกว่าผู้นำทางวัฒนธรรม ที่ผู้รู้หรือปราชญ์สร้างขึ้นจากกษัตริย์ที่มีตัวตนองค์ใดองค์หนึ่งที่ทรงเป็นที่ยอมรับของคนทั้งหลายในยุคนั้น แต่ว่าเรื่องราวของพระองค์หาได้มีการบันทึกไว้เป็นลายลักษณ์ที่ระบุสมัยเวลาที่แน่นอน แต่เกิดจากการจดจำและบอกเล่ากันมาหลายชั่วคนจนจำเวลาและเหตุการณ์ที่แน่นอนไม่ได้

          

 

เมื่อพิจารณาตามเรื่องราวของตำนาน เมืองอู่ทองคือเมืองท้าวอู่ทอง เพราะตั้งอยู่บนเส้นทางคมนาคมโบราณจากเพชรบุรีและราชบุรี ที่เป็นเมืองท่าใกล้ทะเลเข้าไปยังบ้านเมืองภายในของลุ่มน้ำเจ้าพระยา ไม่ใช่ชื่อว่าอู่ทอง เมืองอู่ทองจึงกลายเป็นเมืองในตำนานรุ่นใหม่ที่สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพสร้างขึ้นจากการนำไปสัมพันธ์กับชื่อเมืองสุพรรณภูมิที่ปรากฏอยู่ในศิลาจารึกสุโขทัยหลักที่ 1 ซึ่งสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงเชื่อว่าร้างไปเพราะเกิดอหิวาตกโรคระบาด ทำให้พระเจ้าอู่ทองต้องทิ้งเมืองไปสร้างพระนครศรีอยุธยา แต่หลังสมัยสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ก็พบหลักฐานจารึกวัดช่องลมในสมัยสมเด็จพระราชาธิราชในพุทธศตวรรษที่ 20 ที่กล่าวอย่างชัดเจนว่าเมืองสุพรรณบุรีคือเมืองสุพรรณภูมิ เป็นเมืองสำคัญคู่กับอโยธยา หลักฐานใหม่นี้คือสิ่งที่ทำให้เรื่องเมืองอู่ทองคือเมืองสุพรรณภูมิ ที่แปลว่าแผ่นดินทองหรืออู่ทองหรืออู่ทองของสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพตกไปในเรื่องเมืองสุพรรณบุรีคือเมืองสุพรรณภูมินี้ เมื่อได้ทำการค้นคว้าหลักฐานทางโบราณคดีและการศึกษาร่องรอยของเมืองจากภาพถ่ายทางอากาศมาพิสูจน์ดูสอดคล้องกับพระวินิจฉัยของสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพก็คือเรื่องสุวรรณภูมิ ที่น่าจะมีความเกี่ยวข้องกับคำว่า “สุวรรณภูมิ” ในคัมภีร์อินเดียโบราณสมัยต้นพุทธกาล ก็เพราะเมืองอู่ทองและบริเวณใกล้เคียงมีแหล่งโบราณคดีเก่าแก่ยุคสุวรรณภูมิกระจายกันอยู่อย่างหนาแน่น ซึ่งล้วนอยู่ในตำแหน่งเมืองท่าสำคัญที่รับสินค้าทางทะเลจากฝั่งทะเลอันดามัน ข้ามคาบสมุทรจากเมืองท่าในเขตพม่าผ่านช่องเขาตะนาวศรีมายังลุ่มแม่น้ำแม่กลอง-ท่าจีน มายังอู่ทองก่อนที่จะส่งต่อไปทางจีนและบ้านเมืองใกล้เคียงทางตะวันออกต่อไป จากหลักฐานที่ได้กล่าวมาแล้วในบทต้นๆทำให้เชื่อว่าเมืองอู่ทองคือเมืองท่าของสุวรรณภูมิที่คนอินเดียเข้ามาติดต่อค้าขาย ความเป็นเมืองท่านี้เสื่อมไปในสมัยทวารวดีตอนปลายอันเนื่องมาจากเมืองท่าอื่นๆ เจริญขึ้นมาแทนที่ในบริเวณที่การติดต่อทางน้ำสะดวกกว่า เช่น เมืองคูบัวในเขตจังหวัดราชบุรี และเมืองนครชัยศรีหรือนครปฐมโบราณ เป็นต้น

 

 

อัพเดทล่าสุด 9 ต.ค. 2561, 14:18 น.
บทความในหมวด
ที่ตั้งมูลนิธิ ๓๙๗ ถนนพระสุเมรุ แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐
โทรศัพท์ ๐-๒๒๘๑-๑๙๘๘ , ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐ โทรสาร ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐
อีเมล์ [email protected]
                    
Copyright © 2011 lek-prapai.org | All rights reserved.