หน้าหลัก
เกี่ยวกับมูลนิธิ
วันเล็ก-ประไพ รำลึก
ติดต่อเรา
บ้านบ่อโพธิ์ : บ่อเกลือ ความเชื่อและวิถีชุมชนในหุบเขานครไทย
บทความโดย ธีระวัฒน์ แสนคำ
เรียบเรียงเมื่อ 1 ม.ค. 2556, 11:04 น.
เข้าชมแล้ว 26490 ครั้ง

ลำน้ำเฟี้ยมีต้นกำเนิดในเขตเทือกเขาบริเวณรอยต่อระหว่างอำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย กับอำเภอนครไทย จังหวัดพิษณุโลก ไหลผ่านพื้นที่ตำบลบ่อโพธิ์ ตำบลยางโกลน และรวมเป็นส่วนหนึ่งของแม่น้ำแควน้อยในเขตตำบลเนินเพิ่ม อำเภอนครไทย ความยาวประมาณ ๓๐ กิโลเมตร ลำน้ำเฟี้ยมีความสำคัญมาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ เนื่องจากว่าบริเวณต้นน้ำมีการพบแหล่งเกลือสินเธาว์กระจายอยู่หลายแห่ง

 

สภาพบ่อเกลือบ่อโพธิ์ ศาลเจ้าปู่หลวงบ่อเกลือ และวิถีชีวิตในการทำเกลือของชาวบ้านบ่อโพธิ์

 

“บ้านบ่อโพธิ์” เป็นหมู่บ้านที่อยู่ในหุบเขาริมน้ำเฟี้ยดังกล่าว มีบ้านเรือนกว่า ๑๕๐ หลังคาเรือน ตั้งกระจายอยู่ตามไหล่เขาสองฝั่งลำน้ำเฟี้ย ที่ตั้งของหมู่บ้านอยู่ห่างจากตัวอำเภอนครไทยประมาณ ๓๐ กิโลเมตร  และอยู่ห่างจากตัวอำเภอด่านซ้ายประมาณ ๑๕ กิโลเมตร 

 

บ่อโพธิ์เป็นหมู่บ้านที่อยู่ชายขอบของจังหวัดพิษณุโลก และภาคเหนือตอนล่างที่ติดต่อกับอำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย  ซึ่งเป็นอำเภอชายขอบของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ  ที่มาของชื่อหมู่บ้านก็มาจากชื่อของบ่อเกลือโบราณซึ่งเป็นที่รู้จักในท้องถิ่นแห่งนี้เป็นอย่างดี
 

 

สภาพทางภูมิศาสตร์ของบ้านบ่อโพธิ์ลักษณะเป็นพื้นที่หุบเขา อาณาเขตของหมู่บ้านถูกล้อมรอบด้วยภูเขาทุกด้าน มีลำน้ำเฟี้ยไหลผ่านกลางหมู่บ้าน แต่ในฤดูหนาวที่บ้านบ่อโพธิ์จะหนาวมาก บางปีก็เกิดปรากฏการณ์น้ำค้างแข็งหรือแม่คะนิ้งด้วย ทั้งนี้ก็เพราะว่ามีสภาพป่าที่อุดมสมบูรณ์ ในหมู่บ้านไม่มีการใช้น้ำประปาจากใต้ดิน แต่มีการใช้น้ำจากระบบประปาภูเขา  ซึ่งจุดรวมน้ำซับอยู่ที่วัดบ้านบ่อโพธิ์  ก่อนที่จะมีการต่อท่อน้ำลงมายังบ้านเรือนของชาวบ้าน

 

การที่บ้านบ่อโพธิ์ตั้งอยู่ในบริเวณหุบเขาจึงมีความเสี่ยงต่อการเกิดภัยธรรมชาติ ทางราชการจึงได้ติดตั้งหอเตือนภัยไว้ที่หมู่บ้านนี้ด้วย บริเวณใกล้เคียงที่ตั้งบ้านบ่อโพธิ์มีการพบร่องรอยการอยู่อาศัยของมนุษย์ก่อนประวัติศาสตร์ที่บริเวณผาประตูเมืองซึ่งอยู่ทางทิศใต้ห่างจากหมู่บ้านประมาณ ๑ กิโลเมตร และมีการพบขวานหินขัดกระจายอยู่ทั่วไปตามหุบเขาต่างๆ ในบริเวณใกล้เคียง ชาวบ้านส่วนใหญ่เรียกกันว่า “เสียมตุ่น”
 

 

สำหรับประวัติการอพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานของชุมชนในปัจจุบันจากคำบอกเล่าของคุณปู่สุข กัญหา ซึ่งเป็นผู้อาวุโสของหมู่บ้านและเป็นสมาชิกของตระกูลแรกๆ ที่อพยพเข้ามาอาศัยที่หมู่บ้านบ่อโพธิ์ พอสรุปความได้ว่า บรรพบุรุษของคุณปู่สุขได้อพยพมาจากอำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย  ตั้งแต่เมื่อครั้งที่พ่อของคุณปู่สุขยังเป็นเด็ก  การอพยพครั้งนั้นปรากฏว่ามีชาวบ้านตั้งบ้านเรือนอยู่แล้วราว ๑๐ ครอบครัว และตระกูลที่อพยพมาในระยะแรกและยังคงสืบทอดต่อมาจนถึงปัจจุบันนี้คือ ตระกูลกอพิมพา ตระกูลกัญหา และตระกูลราชอินตา ดังนั้นผู้คนที่อาศัยอยู่ที่บ้านบ่อโพธิ์นี้ส่วนใหญ่เป็นผู้คนที่อพยพมาจากอำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย ซึ่งสามารถสังเกตได้จากภาษาที่คนในชุมชนใช้สื่อสาร โดยจะใช้ภาษาไทย-อีสาน มีสำเนียงเหมือนกับชาวอำเภอด่านซ้าย 
 

 

หมู่บ้านแห่งนี้ไม่ได้มีที่ราบที่เหมาะแก่การเพาะปลูกเลย แต่ที่ชาวบ้านเข้ามาตั้งถิ่นฐานและดำรงชีวิตอยู่ในหมู่บ้านบ่อโพธิ์เนื่องจากว่าในอดีตหมู่บ้านแห่งนี้มี “แหล่งเกลือสินเธาว์” พบบ่อเกลือโบราณจำนวน ๓๒ บ่อกระจายอยู่ริมฝั่งลำน้ำเฟี้ย ทำให้ชาวบ้านสามารถผลิตเกลือเพื่อไปแลกข้าวมาบริโภคในครัวเรือนได้ แต่ปัจจุบันเหลือเพียงบ่อเดียวคือ “บ่อโพธิ์” เท่านั้นที่ยังสามารถนำน้ำเกลือมาต้มผลิตเกลือได้ บ่อเกลือแห่งนี้อยู่ทางทิศใต้ของหมู่บ้าน  ปากบ่อมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ ๒.๕๐ เมตร ลึกประมาณ ๓ เมตร

 

จากการศึกษาทางโบราณคดีรอบๆ บ่อเกลือโบราณของรองศาสตราจารย์ปราณี แจ่มขุนเทียน อาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์และโบราณคดี สถาบันราชภัฏพิบูลสงคราม ในปี พ.ศ. ๒๕๒๗ ค้นพบเศษเครื่องสังคโลก เศษภาชนะดินเผาแบบเผาแกร่ง และหอยเบี้ยกระจายอยู่จำนวนหนึ่ง สันนิษฐานว่าในสมัยสุโขทัยคงมีชุมชนตั้งอยู่บริเวณบ่อเกลือแห่งนี้เพื่อทำเกลือส่งไปยังชุมชนต่างๆ ใช้บริโภค และคงมีการทำเกลือจนถึงสมัยอยุธยาตอนกลาง
 

 

ชาวบ้านบ่อโพธิ์มีความเชื่อว่าบ่อเกลือที่อยู่ในหมู่บ้านเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ มี “เจ้าปู่หลวง” คอยปกปักรักษาบ่อเกลือ เพื่อแสดงความเคารพเจ้าปู่ ผู้ที่จะเข้าไปในบริเวณบ่อเกลือระยะ ๑๐ ศอกห่างจากปากบ่อ จะต้องไม่ใส่รองเท้า ไม่สวมหมวก ไม่แต่งกายในชุดสีแดง (เพราะถือว่าไม่เป็นมงคล) ไม่ใช้นิ้วแตะน้ำเกลือในบ่อมาชิม ไม่บ้วนน้ำลาย และไม่สั่งน้ำมูกลงไปในบริเวณบ่อ มีเรื่องเล่าว่าเคยมีหญิงสาวคนหนึ่งมาตักน้ำที่บ่อเกลือ ใช้นิ้วแตะน้ำชิมแล้วบ้วนลงในบ่อ  ปรากฏว่าขณะเดินกลับบ้านก็ลมจับหน้ามืด และเสียชีวิตในเวลาต่อมา ดังนั้นเพื่อเป็นการแสดงความเคารพต่อเจ้าปู่ที่รักษาบ่อเกลือ  ก่อนที่จะตักน้ำในบ่อเกลือมาต้มเพื่อการบริโภคและแลกเปลี่ยน  ชาวบ้านบ่อโพธิ์จะมีประเพณีที่สำคัญคือ พิธีบวงสรวงเจ้าปู่บ่อเกลือ ตรงกับวันอังคารแรกของเดือนยี่ (ประมาณเดือนมกราคม) ประเพณีบุญปราสาทผึ้งเดือน ๗ ตรงกับวันขึ้น ๑๔ ค่ำ เดือน ๗ และประเพณีเลี้ยงเจ้าปู่ ตรงกับวันขึ้น ๘ ค่ำ เดือน ๘ จัดเป็นพิธีที่สำคัญต่อวิถีชีวิตของชาวบ้านบ่อโพธิ์

 

 

ชาวบ้านบ่อโพธิ์ในปัจจุบันยังมีการสืบทอดการทำเกลือแบบโบราณอยู่

 

และการนำน้ำเกลือจากบ่อเกลือบ่อโพธิ์มาใช้นั้นต้องมีการทำพิธีบวงสรวงเจ้าปู่บ่อเกลือทุกปี โดยมีเจ้ากวนน้อยซึ่งเป็นผู้นำทางความเชื่อของหมู่บ้านเป็นผู้ทำพิธีบวงสรวง ซึ่งจะทำกันในช่วงเดือน ๑๒ นอกจากนี้ยังมีพิธีศักดิ์สิทธิ์ซึ่งมีความเกี่ยวเนื่องกับความเชื่อเรื่องบ่อปู่บ่อเกลือนี้อีกหลายพิธี เช่น พิธีขอขมา ประเพณีเลี้ยงเจ้าปู่หรือประเพณีเลี้ยงหอ ฯลฯ ในการทำพิธีแต่ละครั้งเจ้ากวนน้อยซึ่งเป็นคนทรงเจ้าจะเป็นผู้ริเริ่มและเป็นผู้ทรงไว้ซึ่งอำนาจสิทธิ์ขาด โดยที่ชาวบ้านไม่กล้าขัดแย้งใดๆ ทั้งสิ้น ประกอบกับพิธีกรรมส่วนใหญ่มีขั้นตอนตามระเบียบประเพณีที่ปฏิบัติกันมาทุกปี จึงไม่มีความขัดแย้งใดๆ เกิดขึ้นและสิ่งหนึ่งที่สำคัญคือทุกคนมีความเชื่อมั่นและเคารพศรัทธาในเจ้าปู่หลวง ชาวบ้านบ่อโพธิ์จะมีลักษณะความเชื่อร่วมกันเกี่ยวกับเจ้าปู่หลวงซึ่งเป็นเทวดาหรือผีเฝ้าและดูแลรักษาบ่อเกลือ เป็นผู้ที่คอยปกปักรักษาหมู่บ้าน มีศาลตั้งอยู่ใกล้กับบ่อเกลือบ่อโพธิ์ เมื่อมีของหายก็จะมีการมาทำพิธีบอกกล่าวขอให้เจ้าปู่หลวงช่วย
 

 

เกลือสินเธาว์ที่ผลิตได้จากที่นี่ในอดีตจะถูกชาวบ้านนำไปค้าขายหรือแลกเปลี่ยนข้าวในเขตเมืองนครไทย เมืองหล่มสัก เมืองหล่มเก่า และเมืองด่านซ้าย โดยอาศัยเส้นทางคมนาคมโบราณ โดยเฉพาะการเดินทางไปเมืองหล่มสัก เมืองหล่มเก่า และเมืองด่านซ้ายนั้น ต้องเดินทางลัดเลาะไปตามทางเดินตามไหล่เขาและหุบเขาทางด้านตะวันออกเฉียงใต้ของหมู่บ้าน ผ่านบ้านโคกคล้าย (โคกค่าย) ซึ่งเป็นชุมชนโบราณ ก่อนที่จะเข้าสู่เขตเมืองหล่มเก่า จังหวัดเพชรบูรณ์
 

 

การขนส่งเกลือในอดีต ชาวบ้านบ่อโพธิ์จะหาบเกลือไปแลกข้าวตามชุมชนต่างๆ เช่น อำเภอด่านซ้าย ถ้าใครมีฐานะดีหน่อยก็จะนำเกลือต่างลาต่างวัวแทนการหาบ โดยมีอัตราการแลกเปลี่ยน ๒ ต่อ ๑ ส่วน กล่าวคือหากชาวบ้านจากบ้านบ่อโพธิ์นำเกลือไปแลกข้าวก็จะได้ปริมาณข้าวมากกว่าเกลือที่นำไปแลก ๒ เท่า ซึ่งสาเหตุที่ได้ข้าวมากกว่านั้นก็จะถือว่าเป็นค่าเดินทาง จากบ้านบ่อโพธิ์มาถึงอำเภอด่านซ้ายจะใช้เวลาเดินทางสองวัน (โดยการเดินเท้า) ในทางกลับกัน หากชาวบ้านจากอำเภอด่านซ้ายเป็นผู้เดินทางมาแลกเองก็จะได้เกลือในปริมาณที่มากกว่าข้าวสองเท่าเช่นกัน
 

 

สำหรับสภาพวิถีชีวิตของชาวบ้านบ่อโพธิ์ในปัจจุบันยังผูกพันอยู่กับวิถีชีวิตแบบดั้งเดิม ในการควบคุมทางสังคมของหมู่บ้านยังใช้ระบบจารีต ระบบเจ้า ระบบผี ปกครองกันอยู่ จากการสอบถามคุณลุงขยัน แพทย์ไชโย ผู้ใหญ่บ้านบ่อโพธิ์ พบว่าปัญหาเรื่องการลักขโมยแทบจะไม่ปรากฏเลย ชาวบ้านบอกว่าถ้าขโมย เจ้าปู่หลวงจะลงโทษ หรือใครทำผิดกฎจารีตต่างๆ ก็เช่นกัน
 

 

ที่นี่จึงเป็นชุมชนที่ใช้ระบบจารีตปกครองที่เข้มแข็งอยู่ ในขณะที่บทบาทของพระสงฆ์ก็มีอยู่บ้างในการทำพิธีทางศาสนา ชาวบ้านก็ใส่บาตรพอขบฉันตามสมณะ บริโภคไม่มาก แต่ก็ไม่ขาดเขิน แต่ที่นี่จะนับถือเจ้าปู่หลวงมากกว่าพระ หากมีอะไรเกิดขึ้นก็จะมีการทำพิธีขอร้องเจ้าปู่หลวง โดยมีเจ้ากวนน้อยเป็นผู้ทำพิธี และชาวบ้านยังคงปฏิบัติตามจารีตประเพณีอย่างเคร่งครัด
 

 

การดำรงชีวิตนั้นชาวบ้านส่วนใหญ่ไม่ได้มีอาชีพทำนา เพราะที่ราบมีน้อยมาก หากมีการทำนาบ้างก็เป็นแบบขั้นบันได ส่วนใหญ่ชาวบ้านจะทำไร่ข้าวโพดและไร่ถั่วเขียวตามไหล่เขาและหุบเขาข้างเคียงกับหมู่บ้าน นำเงินรายได้จากการทำไร่ไปซื้อข้าวสารจากตลาดมาบริโภคแทน  มีการจับสัตว์น้ำขนาดเล็กในลำน้ำเฟี้ยมาประกอบอาหารในครัวเรือน ครั้นเสร็จฤดูการทำไร่ ต้นปีใหม่ก็จะมีการทำบุญบ่อเกลือเพื่อนำเกลือมาต้มไว้ใช้ในรอบปี บางคนก็ต้มขายหรือนำไปแลกข้าวกับหมู่บ้านใกล้เคียง  บ้านที่อยู่ริมทางหลวงก็จะมีการนำเกลือมาบรรจุถุงวางขายสำหรับผู้ที่สัญจรผ่านไปมา วิธีการต้มเกลือยังคงเป็นแบบโบราณและยึดถือข้อปฏิบัติดั้งเดิม แม้ว่าสภาพสังคมทั่วไปจะเปลี่ยนไปมากตามการเข้ามาของเทคโนโลยีและวัฒนธรรมสมัยใหม่ แต่ที่บ้านบ่อโพธิ์ก็ยังคงรักษารากเหง้าแห่งวัฒนธรรมของชุมชนเอาไว้ได้
 

 

ปัจจุบันบ้านบ่อโพธิ์ได้รับการส่งเสริมจากสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดพิษณุโลกให้เป็นหมู่บ้านท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม เป็นแหล่งเรียนรู้ทางวัฒนธรรมที่สำคัญของจังหวัด ชาวบ้านบ่อโพธิ์พร้อมให้การต้อนรับผู้ที่มาเยือนทุกคนด้วยความโอบอ้อมอารีและมิตรภาพ หมู่บ้านในหุบเขาแห่งนี้ยังมีอะไรมีมากมายที่น่าสนใจและแตกต่างจากสังคมภายนอก

 

 


หมายเหตุจากผู้อ่าน>ภูมิวัฒนธรรม>นิเวศวัฒนธรรม : จดหมายข่าวมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ ฉ.๙๗ (ม.ค.-มี.ค. ๒๕๕๖)

อัพเดทล่าสุด 27 ก.ค. 2559, 11:04 น.
บทความในหมวด
ที่ตั้งมูลนิธิ ๓๙๗ ถนนพระสุเมรุ แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐
โทรศัพท์ ๐-๒๒๘๑-๑๙๘๘ , ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐ โทรสาร ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐
อีเมล์ [email protected]
                    
Copyright © 2011 lek-prapai.org | All rights reserved.