อาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม นำเสนอผลงานวิจัย "ภูมิวัฒนธรรมภาคกลาง"
มูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) จัดให้มีการประชุมเพื่อนำเสนอผลงานวิจัย “ ภูมิวัฒนธรรมภาคกลาง ” โดยอาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม และเจ้าหน้าที่มูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ ขึ้น ณ ห้องประชุม ๑ ชั้น ๑๔ อาคารสำนักงาน สกว. มีจุดประสงค์เพื่อเรียนรู้และทำความเข้าใจท้องถิ่นผ่านมิติของภูมิวัฒนธรรม นิเวศวัฒนธรรม และชีวิตวัฒนธรรมของผู้คนในท้องถิ่นต่างๆ ทั้ง ๔ ภาคของประเทศไทย
ซึ่งการประชุมครั้งนี้ได้รับเกียรติจาก ศ.ดร. สวัสดิ์ ตันตระรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย เป็นประธานการประชุมเสวนา พร้อมกันนี้ยังมีผู้ทรงคุณวุฒิในภาคส่วนต่างๆ ทั้งที่เป็นนักวิชาการในสถาบันการศึกษาและหน่วยงานวิจัยที่มีประสบการณ์ในการศึกษาเกี่ยวกับท้องถิ่นภาคกลาง รวมไปถึงนักวิชาการท้องถิ่นที่เป็นผู้สนใจศึกษาเรื่องราวของถิ่นฐานบ้านเกิดของตน เข้าร่วมประชุมเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเป็นจำนวนมาก

ศ.ดร.สวัสดิ์ ตันตระรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย เป็นผู้กล่าวเปิดการประชุม
ความหมายของการศึกษา “ ภูมิวัฒนธรรม ”
ในการนำเสนองานวิจัยภาคเช้า เริ่มต้นโดย อาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม ได้อธิบายความหมายของการศึกษา “ ภูมิวัฒนธรรม ” ซึ่งถือเป็นแนวทางศึกษาด้านสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ ในลักษณะการวิจัยพื้นฐาน ( Basic Research ) ซึ่งจะให้ข้อมูลภาพรวมของท้องถิ่นต่าง ๆ ซึ่งถือว่ามีความสำคัญต่อการนำไปต่อยอดให้กับงานวิจัยชิ้นอื่น ๆ ที่จะหยิบเอาประเด็นใดประเด็นหนึ่งของงานวิจัยชิ้นนี้นำไปประยุกต์ใช้ ในลักษณะการศึกษาวิจัยเชิงลึกหรือการวิจัยเชิงปฏิบัติการ ( Action Research ) ในพื้นที่อื่น ๆ ต่อไป
|
|
|
แผนผังความสัมพันธ์ในการศึกษาภูมิวัฒนธรรม |
สาระสำคัญของการศึกษาภูมิวัฒนธรรมนั้นเป็นเรื่องของการศึกษา ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น (Local history) ในลักษณะ ประวัติศาสตร์มีชีวิต (Living history) ที่แสดงให้เห็นถึงพัฒนาการทางสังคมวัฒนธรรมของผู้คน ซึ่งไม่ใช่ผู้คนที่เป็นปัจเจก แต่เป็นผู้คนที่อยู่ในสังคมและสังคมต้องมีพื้นที่ ดังนั้นจำเป็นต้องเข้าไปศึกษาเกี่ยวกับผู้คนที่อยู่เป็นกลุ่มและอยู่ในพื้นที่ เพราะการสร้างวัฒนธรรมของผู้คนที่อยู่เป็นกลุ่มเป็นพื้นที่จะสามารถมองเห็นการเคลื่อนไหวได้ แต่ในทางกลับกันถ้าไม่มีผู้คนที่อยู่เป็นกลุ่ม ก็ไม่มีทางศึกษาวัฒนธรรมได้เลย ซึ่งที่ผ่านมา นับแต่สมัยรัชกาลที่ ๕ ลงมา ทางราชการได้เข้ามากำหนดขอบเขตพื้นที่ของผู้คน ออกเป็นเขตปกครองแบบ อำเภอ ตำบล หมู่บ้าน ซึ่งเป็นการมองจากภายนอกลงมา ( top Dows ) ทำให้ไม่เห็นคนกับความสัมพันธ์ทางสังคมที่เกิดจากการเกี่ยวดองกัน ซึ่งตรงกันข้ามกับการมองจากด้านใน ที่เน้นความสัมพันธ์ระหว่างคนกับคน คนกับธรรมชาติ และคนกับสิ่งเหนือธรรมชาติ ที่ทำให้เกิดสำนึกร่วมของการอยู่เป็นกลุ่มเหล่าภายในพื้นที่วัฒนธรรมเดียวกัน โดยไม่ขึ้นอยู่กับพื้นที่ถูกกำหนดขึ้น ดังนั้นการศึกษาท้องถิ่นจึงเป็นการมองที่โครงสร้างสังคม ความสัมพันธ์ทางสังคมด้วย ถึงจะรู้ว่าคนที่อยู่ในพื้นที่นั้นเป็นใครมาจากไหน หรือที่เรียกว่า ความสัมพันธ์ทางสังคมแบบเห็นหน้าค่าตา (Face to face relation)
ด้วยเหตุนี้ความเป็นชุมชนบ้านไม่สามารถอยู่อย่างโดดเดียว โดยไม่เกี่ยวของกัน แต่จะมีความสัมพันธ์กันในการตั้งอยู่ในพื้นที่ทางวัฒนธรรมเดียวกัน ทำให้เกิดสำนึกร่วมของการเป็นคนในท้องถิ่นตนเองขึ้น โดยคนในหรือคนภายในดังกล่าวจะมีการรับรู้ในเรื่องพื้นที่วัฒนธรรมที่ตนใช้ดำรงชีวิตอยู่ร่วมกันเป็น ๓ ระดับ คือ ระดับที่มีขอบเขตกว้างขวาง เรียกในที่นี้ว่า ภูมิวัฒนธรรม(Cultural landscape) ระดับกลางอันเป็นท้องถิ่นที่ผู้คนหลายกลุ่มหรือหลายชาติพันธุ์เข้ามาตั้งถิ่นฐานเป็นบ้านเป็นเมืองเกิดขึ้น นับเนื่องเป็น นิเวศวัฒนธรรม (Cultural ecology) และระดับเล็ก คือ ระดับชุมชนบ้านเดียวกัน ที่ทำให้แลเห็นคนและวิถีชีวิตในการอยู่ร่วมกันในชุมชนที่เรียกว่า ชีวิตวัฒนธรรม (Cultural life)

ลักษณะภูมิประเทศ แม่น้ำสายสำคัญและขอบเขตระหว่างภาคกลางตอนบนกับภาคกลางตอนล่าง
ดังนั้นประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ก็คือ การศึกษาประวัติศาสตร์ของผู้คนในท้องถิ่น โดยมองจากการเปลี่ยนแปลงทางสังคม เศรษฐกิจ และวัฒนธรรมของคนภายในเป็นสำคัญ
นอกจากที่กล่าวมานี้ อาจารย์ศรีศักร ยังได้อธิบายถึงเหตุผลสำคัญที่โครงการวิจัยเรื่องนี้ทำไมจึงต้องเป็นเรื่องของ ภูมิวัฒนธรรม (Cultural landscape) ทั้งนี้เพราะเป็นกระบวนการขั้นพื้นฐานที่สำคัญอันนำไปสู่ นิเวศวัฒนธรรม (Cultural ecology) ของผู้คนในท้องถิ่น ที่มี ชีวิตวัฒนธรรม (Way of life) ร่วมกันใน ชุมชนทางชาติพันธุ์ (Ethenic village) โดยต้องเท้าความไปถึงภูมิหลังที่มีมาแต่เดิมนับพันปีใน สังคมชาวนา (Peasant society) เพราะหาไม่แล้วผู้คนในสังคมปัจจุบันที่เป็นคนรุ่นใหม่ ซึ่งมีชีวิตอยู่ในสังคมอุตสาหกรรมที่ไม่รู้จักรากเหง้าของแผ่นดินและผู้คน เพราะมองอะไรแต่สภาพแวดล้อมใกล้ตัวในปัจจุบัน และอนาคต จะไม่มีความเข้าใจอย่างแน่นอน ซึ่งเป็นที่ประจักษ์แล้วว่างานวิจัยใด ๆ ส่วนใหญ่ในเรื่องพัฒนาเศรษฐกิจ การเมือง และวัฒนธรรม มักเป็นเรื่องมองอดีตที่หยุดนิ่งและเน้นแต่เรื่องปัจจุบันเป็นสำคัญ ปัจจุบันข้อมูลและสภาพแวดล้อมทางภูมิวัฒนธรรมแทบทุกแห่ง ทุกภูมิภาค ได้รับผลกระทบกระเทือนอย่างยิ่งจากการปรับเปลี่ยนภูมิประเทศที่เป็นสังคมเกษตรมาเป็นอุตสาหกรรม รวมทั้งผู้คนท้องถิ่นก็เคลื่อนย้ายออกไปอยู่ตามที่ต่าง ๆ จนแทบไม่อาจให้ข้อมูลถึงความเป็นมาในอดีตได้ จึงจำเป็นยิ่งที่จะต้องดำเนินการรวบรวมและศึกษาให้เป็นหลักฐานขั้นพื้นฐานสำหรับการวิจัย และการศึกษาในด้านสภาพแวดล้อม ประวัติศาสตร์ สังคม และวัฒนธรรม ของคนรุ่นใหม่ในอนาคต
|
|
|
แผนที่แบ่งเขตระหว่างดินดอนสามเหลี่ยมแม่น้ำเจ้าพระยาเก่าและใหม่ |
ภายใต้คำว่า ภูมิวัฒนธรรม (Cultural landscape) ที่ใช้เป็นกรอบกว้างในการศึกษาตามโครงการนี้ ได้กำหนด คำนิยามเพื่อการปฏิบัติการ (Working definition) ในบริบททางสังคมและวัฒนธรรมว่าหมายถึง ลักษณะภูมิประเทศทางภูมิศาสตร์ (Geographical landscape) ในอาณาบริเวณใดบริเวณหนึ่ง เช่น บริเวณป่าเขาลำเนาไพร ท้องทุ่ง หนองบึง แม่น้ำลำคลอง หรือปากอ่าวชายทะเล อันสัมพันธ์กับการตั้งถิ่นฐานบ้านเมืองของผู้คนในท้องถิ่น จนเป็นที่รู้จักร่วมกันและมีการกำหนดนามชื่อเป็นสถานที่ต่าง ๆ ให้เป็นที่รู้จักร่วมในลักษณะที่เป็นแผนภูมิหรือแผนที่เพื่อสื่อสารถึงกัน โดยผู้คนในท้องถิ่นได้สร้าง ตำนาน (Myth) ที่แฝงเนื้อหาความสัมพันธ์ระหว่างคนกับคน คนกับธรรมชาติ และคนกับอำนาจเหนือธรรมชาติ โดยเฉพาะความสัมพันธ์กับอำนาจเหนือธรรมชาติ โดยเฉพาะเรื่องภูมิจักรวาลที่อยู่เบื้องหลังของภูมิวัฒนธรรม เช่น การปรากฎพระบรมธาตุเจดีย์ ที่เป็นศูนย์กลางของจักรวาลของผู้คนในท้องถิ่น ที่เชื่อมโยงและเกาะเกี่ยวให้คนในท้องถิ่นซึ่งต่างชุมชนและเผ่าพันธุ์ต่างอยู่ร่วมบ้านเมืองเดียวกัน นับเป็นสิ่งที่ทำให้เห็นและเข้าใจได้ว่า ภูมิวัฒนธรรมและนิเวศวัฒนธรรมนั้น มีความหมายลึกลงไปถึงการเป็นสัญลักษณ์และภาพพจน์ (Image) ของภูมิจักรวาล ในการรับรู้ของคนในท้องถิ่น (Perception) ด้วย และยังสามารถใช้อธิบายถึงความเป็นมาและความหมาย ความสำคัญทางประวัติศาสตร์ สังคม เศรษฐกิจ และวัฒนธรรมในสังคมท้องถิ่นนั้นได้อีก
ภูมิวัฒนธรรมภาคกลาง สังคมที่ราบ ชุมชนริมน้ำ
สำหรับในส่วนของภูมิวัฒนธรรมภาคกลาง ซึ่งเป็นงานวิจัยหลักที่นำเสนอในครั้งนี้ อาจารย์ศรีศักร ได้อธิบายถึงลักษณะภูมิประเทศภาคกลางว่ามีลักษณะเป็นที่ราบกว้างใหญ่ติดต่อกันอยู่กึ่งกลางของประเทศ โดยมีลำน้ำไหลหล่อเลี้ยงจากทิศเหนือลงมาในแนวเหนือใต้ และจากตะวันตกไปตะวันออกมากมายหลายสาย และระหว่างแม่น้ำสายสำคัญนั้นก็มีลำคลองซอยเชื่อมถึงกันโดยตลอด ทำให้ภาคกลางจึงเป็นแหล่งที่ตั้งของแหล่งชุมชนเก่าแก่ที่เกิดขึ้นอย่างหนาแน่นตามลำน้ำสายสำคัญ
โดยในบริเวณที่ราบอันกว้างใหญ่ของภาคกลางนี้สามารถแบ่งพื้นที่ตามลักษณะสภาพที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ออกเป็น ๒ ตอน ดังนี้ คือ
ภาคกลางตอนบน ซึ่งเป็นพื้นตั้งแต่จังหวัดอุตรดิตถ์ สุโขทัย พิษณุโลก เพชรบูรณ์ กำแพงเพชร ตาก พิจิตร มาถึงนครสวรรค์ ซึ่งในการปกครองเรียกว่า ภาคเหนือตอนล่าง ภูมิประเทศของภาคกลางตอนบนโดยรวมนั้น ประกอบด้วยทิวเขา ๓ ด้าน คือ ด้านตะวันตก มีทิวเขาถนนธงชัย-ตะนาวศรี กั้นพื้นที่สูงในลุ่มน้ำสาละวิน ประเทศพม่า ส่วนด้านตะวันออกมีแนวเขาดงพญาเย็นกั้นระหว่างภาคอีสานตอนบนและภาคกลางตอนบนไว้ จากลักษณะพื้นที่ที่โอบล้อมด้วยภูเขาดังกล่าวทำให้เกิดพื้นที่ราบระหว่างหุบเขาและลำน้ำสายสำคัญ ที่เรียกเป็นซื่อที่ราบลุ่มน้ำคือ ปิง วัง ยม น่าน ตอนล่าง และลุ่มน้ำป่าสักตอนบน ที่ไหลลงมาเป็นแนวเหนือใต้ก่อให้เกิดชุมชนโบราณที่สำคัญอย่างเช่น เมืองนครชุม เมืองกำแพงเพชร ในลำน้ำปิง เมืองเชลียง เมืองศรีสัชนาลัยและเมืองสุโขทัย ในลำน้ำยม หรือเมืองพิษณุโลก เมืองนครไทย เมืองชาติตระการ ในลำน้ำน่าน และเมืองเพชรบูรณ์และเมืองศรีเทพ ในลำน้ำป่าสัก โดยลำน้ำทั้ง ๓ สาย คือ ปิง ยม และน่าน จะเป็นลำน้ำสายสำคัญที่ไหลมาสบกันที่เมืองนครสวรรค์ อันเป็นจุดแบ่งเขตภาคกลางตอนบนและภาคกลางตอนล่าง ส่วนแม่น้ำป่าสัก กำเนิดจากเทือกเขาดงพญาเย็นมีเมืองโบราณที่สำคัญ คือ เมืองเพชรบูรณ์และศรีเทพ
ในส่วน ภาคกลางตอนล่าง นับตั้งแต่จังหวัดนครสวรรค์ลงมาจนถึงอ่าวไทย เพราะบริเวณนี้เป็นที่รวมของลำน้ำปิงและน่านเป็นลำน้ำเจ้าพระยา และมีลำน้ำจากภูเขาและที่สูงทางตะวันตกและตะวันออกมาสมทบ ทำให้เกิดลำน้ำใหญ่ ๆ หลายสาย เช่น ลำน้ำท่าจีน แม่กลอง ป่าสัก ลพบุรี แม่น้ำน้อย แม่น้ำเพชรบุรี แม่น้ำบางปะกง และแม่น้ำเจ้าพระยา นับเป็นบริเวณที่ราบลุ่มดินดอนสามเหลี่ยม (Delta) อันเกิดจากการทับถมของโคลนตะกอนที่ลำน้ำและแม่น้ำพัดมาจากที่สูง ทำให้เพิ่มพูนและงอกออกไปในอ่าวไทย ซึ่งอาจเรียกรวม ๆ ว่า ดินดอนสามเหลี่ยมเจ้าพระยา (Chao Phaya delta) โดยลักษณะภูมิประเทศอาจแบ่งที่ราบลุ่มเจ้าพระยาที่ออกเป็น ๒ ตอน คือ ดินดอนเก่า (Old delta) ที่อยู่ตอนบนตั้งแต่จังหวัดนครสวรรค์ ชัยนาทลงมาถึงอยุธยา และ ดินดอนใหม่ (Young delta) จากอยุธยาลงมาถึงสมุทรสงคราม สมุทรสาคร กรุงเทพฯ ธนบุรี สมุทรปราการ และฉะเชิงเทรา โดยที่จังหวัดชลบุรี ปราจีนบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด นับเนื่องเป็นภาคตะวันออก
จากลักษณะภูมิประเทศที่เป็นผลสำคัญในการกำหนดลักษณะการก่อตัวและการตั้งถิ่นฐานของชุมชนท้องถิ่นภาคกลาง ซึ่งจะพบว่าเมืองโบราณต่าง ๆในพื้นที่เขตนี้มีลักษณะร่วมที่คล้ายคลึงกัน ในเรื่องของระบบการพึ่งพาสายน้ำธรรมชาติและการจัดการน้ำ ด้วยการเบน กัก ดัดแปลง หรือขุดสร้างทางน้ำเพื่อใช้ในการหล่อเลี้ยงภายในชุมชนเมืองของตนเอง ทำให้เกิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจเฉพาะถิ่นที่โดดเด่นแบบสังคมชาวนาในท้องทุ่งและสังคมชาวสวนริมน้ำลำคลองที่ยังคงพบเห็นอยู่บ้างในปัจจุบัน

คุณสุดารา สุจฉายา ได้นำเสนอหัวข้อ อยุธยา "บ้านชาวทุ่ง" กรุงเทพฯ " เมืองชาวสวน"
อยุธยา "บ้านชาวทุ่ง" กรุงเทพฯ "เมืองชาวสวน"
ในภาคบ่าย คุณสุดารา สุจฉายา เจ้าหน้าที่มูลนิธิเล็ก – ประไพ วิริยะพันธุ์ ได้นำเสนอ ภาพขยายของภูมิวัฒนธรรมภาคกลาง ในหัวข้อ อยุธยา “ บ้านชาวทุ่ง ” กรุงเทพฯ “ เมืองชาวสวน ” ซึ่งพื้นที่ของตัวเมืองพระนครศรีอยุธยานับเป็นตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ที่ตั้งอยู่ตอนปลายสุดของพื้นที่ดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำเจ้าพระยาเก่า ( Old delta ) มาบรรจบกับดินดอนใหม่ ( Young delta ) ซึ่งอยู่ต่ำจากเกาะเมืองอยุธยาลงไป เป็นพื้นที่ลุ่มต่ำน้ำท่วมถึงที่กินอาณาบริเวณกว้างใหญ่ โดยมีลำน้ำใหญ่ ๕ สายไหลผ่านลงสู่อ่าวไทย คือ ลำน้ำบางประกง เจ้าพระยา ท่าจีน แม่กลอง และลำน้ำเพชรบุรี
โดยเฉพาะแม่น้ำเจ้าพระยาถือเป็นลำน้ำที่ไหลผ่านเมืองหลวงสำคัญของราชอาณาจักรมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ธนบุรี และสมัยรัตนโกสินทร์ ซึ่งความเป็นลำน้ำเจ้าพระยาที่สมบูรณ์เกิดขึ้นจากลำน้ำลพบุรี และลำน้ำป่าสัก ไหลมาสบกันกับลำน้ำเจ้าพระยาที่เกาะเมืองพระนครศรีอยุธยา ก่อนไหลลงมาทางทิศใต้ออกสู่อ่าวไทย ซึ่งตลอดเส้นทางน้ำเจ้าพระยานี้ได้เกิดมีการขุดคลองซอยย่อยออกจากลำน้ำนี้ไปเชื่อมกับลำน้ำสายสำคัญทั้ง ๕ สาย จนเกิดโครงข่ายแบบใยแมงมุมที่ทางน้ำสามารถเชื่อมโยงถึงกันได้ จึงทำให้ตั้งแต่บริเวณอยุธยาลงมาเป็นเขตที่เกิดชุมชนริมน้ำขึ้นอย่างหนาแน่น
แต่ลักษณะที่แตกต่างของพื้นที่นับจากจังหวัดอยุธยาลงมาถึงเขตกรุงเทพมหานคร จะพบว่าจากพื้นที่ในของจังหวัดอยุธยาลงมาถึงปทุมธานีเป็นเขตที่ราบ มีลักษณะเป็นทุ่งนากว้างใหญ่ต่อเนื่องกันโดยจะพบว่ารอบ ๆ เกาะพระนครศรีอยุธยา จะเต็มไปด้วยทุ่งสำคัญที่มีชื่อบ่งบอกมาแต่ครั้งอดีตเช่น ทุ่งทะเลหญ้า ทุ่งแก้ว ทุ่งขวัญ ทุ่งมะขามหย่อง ทุ่งลุ่มพลี ทุ่งภูเขาทอง ทุ่งประเชต ทุ่งปากกราน ฯลฯ ซึ่งในแต่ละทุ่งจะมีวัดหรือเจดีย์สำคัญประจำทุ่งตั้งเป็นที่หมายไว้ด้วย ดังนั้นสภาพวิถีชีวิตของผู้คนในพื้นที่บริเวณนี้จึงเป็นสังคมชาวนาในท้องทุ่งที่มีฤดูกาลชีวิตวัฒนธรรมผูกพันกับสายน้ำ วัดและท้องทุ่ง ซึ่งยังพบได้จากประเพณีสำคัญเช่นการแข่งเรือหน้าน้ำ เมื่อว่างจากการทำนา เป็นต้น
|
|
|
บรรยากาศการประชุมเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นต่องานวิจัย |
ในส่วนพื้นที่ตั้งแต่จังหวัดนนทบุรีถึงกรุงเทพมหานคร ถือเป็นเขตพื้นที่ที่เกิดจากการทับถมของโคลนตะกอนตามลำน้ำสำคัญทั้ง ๕ สาย รวมทั้งยังเป็นเขตที่น้ำทะเลขึ้นถึง ได้รับอิทธิพลของน้ำขึ้นน้ำลง จึงทำให้พื้นที่บริเวณนี้มีความเหมาะสมต่อการทำสวนผลไม้ ได้อาศัยดินแบบลักจืดลักเค็ม ทำให้ผลไม้มีรสอร่อยและให้ผลผลิตที่อุดมสมบูรณ์ สังคมแบบชาวสวนนี้จะเกิดขึ้นริมแม่น้ำลำคลองที่ได้รับอิทธิพลของน้ำเค็มที่จะขึ้นมาตามฤดูกาล ถัดจากพื้นที่สวนลึกเข้าไปในแผ่นดิน มักเป็นร่องผักและทุ่งนา อย่างไรก็ตามวิถีชีวิตของชาวสวนชาวนาก็สัมพันธ์กัน โดยใช้ลำน้ำในการแลกเปลี่ยนผลผลิตและทำการค้าระหว่างกัน
ภายหลังการพัฒนาเพื่อก้าวไปสู่ความทันสมัยในช่วงหลัง ทศวรรษที่ ๒๕๐๐ ลงมาถึงปัจจุบัน การตัดถนน ถมคลอง สร้างเขื่อนเพื่อบังคับน้ำในการชลประทาน หรือเพื่อป้องกันน้ำท่วมเมืองหลวงได้เกิดขึ้น อย่างต่อเนืองพร้อม ๆ กับความเจริญที่รุกเข้ามาในวิถีชีวิตของสังคมชาวนากลางทุ่งและชาวสวนริมน้ำ ก็ค่อยเปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะเขตบ้านสวนในเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพฯและนนทบุรีได้หดหายลงไปอย่างต่อเนื่อง จนผู้คนทุกวันนี้แถบจะลืมว่า ครั้งหนึ่งกรุงเทพเคยเป็นย่านชุมชนชาวสวนที่สำคัญแห่งหนึ่งไปเสียแล้ว
การแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากผู้ทรงคุณวุฒิ

คุณสุรจิต ชิรเวทย์ สมาชิกวุฒิสภา จังหวัดสมุทรสงคราม ร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์
ในช่วงท้ายของการนำเสนองานวิจัย ” ภูมิวัฒนธรรมภาคกลาง ” ซึ่ง ได้รับความสนใจในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นจากผู้ทรงคุณวุฒิในภาคส่วนต่าง ๆ อาทิ ศ.ดร. ปิยะวัติ บุญ-หลง อดีตผู้อำนวยการสำนักงานสนับสนุนการวิจัย อ. ยงยุทธ จรรยารักษ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านพฤกษศาสตร์และนิเวศวัฒนธรรม จากคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นักวิชาการท้องถิ่น รวมถึงคนในพื้นที่ที่ลงมือปฏิบัติจริง และมีความเข้าใจเกี่ยวกับภูมิวัฒนธรรมของท้องถิ่นตนเองอย่างดี เช่น คุณสุรจิต ชิรเวทย์ สมาชิกวุฒิสภา จังหวัดสมุทรสงคราม ผู้ศึกษาเกี่ยวกับระบบนิเวศ ๓ น้ำ ในเขตลุ่มน้ำแม่กลอง อาจารย์ดุลย์พิชัย โกมลวานิช จากมูลนิธิทุ่งขวัญ ซึ่งดำเนินการฟื้นฟูทุ่งขวัญ จังหวัดอยุธยา และคุณชวน ชูจันทร์ ผู้นำตลาดน้ำลัดมะยม เขตตลิ่งชัน กรุงเทพ ฯ เป็นต้น

อาจารย์อดุลย์พิชัย โกมลวานิช จากมูลนิธิทุ่งขวัญ ร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์
จากการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในที่ประชุมครั้งนี้ ได้ข้อสรุปว่างานวิจัยชิ้นนี้เป็นการวิจัยที่จะสามารถเป็นพื้นฐานในการศึกษาด้านภูมิวัฒนธรรมของท้องถิ่นต่างๆ ซึ่งสามารถต่อยอดการศึกษาในเชิงลึกตามพื้นที่ต่าง ๆ ได้ และเมื่ออาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดมและเจ้าหน้าที่มูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ ได้ดำเนินการศึกษาเสร็จสิ้นครบทั้ง ๔ ภาคในอนาคต จะส่งมอบผลงานวิจัยให้กับสำนักงานสนับสนุนการวิจัย (สกว.) เพื่อใช้เผยแพร่ต่อไป
การนำเสนอผลงานวิจัย "โครงการภูมิวัฒธรรมภาคกลาง" ณ ห้องประชุม ๑ ชั้น ๑๔ อาคารสำนักงาน สกว. วันที่ ๑๕ มิ.ย.๒๕๕๒