หน้าหลัก
เกี่ยวกับมูลนิธิ
วันเล็ก-ประไพ รำลึก
ติดต่อเรา
บรรยายสาธารณะ เรื่อง “ความรู้ทางภูมิศาสตร์และวัฒนธรรมกับการทำความเข้าใจประเทศเพื่อนบ้าน”
บทความโดย ศรัณย์ บุญประเสริฐ สรุปโดย ปิยชาติ สึงตี
เรียบเรียงเมื่อ 4 ก.พ. 2559, 00:00 น.
เข้าชมแล้ว 12056 ครั้ง


 

 

                ท่ามกลางความตื่นตัวที่มีต่อการเข้าสู่ประชาชมเศรษฐกิจอาเซียน [AEC] ที่ถูกสื่อและส่งผ่านออกมาจากทั้งรัฐและสถาบันการศึกษาและภาคธุรกิจ ไม่ว่าการวางนโยบายการลงทุนอภิมหาโครงการคมนาคมในหน้าประวัติศาสตร์การคมนาคมของประเทศไทย ภาคธุรกิจต่อการหาตลาดการค้าใหม่ๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นักเรียนนักศึกษากับการเรียนรู้ภาษาเพื่อนบ้านอาเซียนเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเปิดโอกาส ที่เข้ามาพร้อมกับการเปิดของอาเซียนในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า
 

                ทว่ามีเรากลับขาดความสนใจต่อสิ่งแวดล้อม ผู้คน ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรมของเพื่อนบ้านร่วมอาเซียนของเรา ความไม่รู้เหล่านั้นสะท้อนออกมาให้เห็นชัดเจนในความขัดแย้งระหว่างเรากับกัมพูชาในเรื่องปราสาทเขาพระวิหาร ความไม่รู้สะท้อนให้เราสนใจพม่าในฐานะของแหล่งแสวงบุญแห่งใหม่จนถึงกับมีบางบริษัทท่องเที่ยวกล้าประกาศตัวว่า “ต้องไปพม่ากับเรา” เพื่อที่คุณจะได้รับกุศลอย่างเต็มที่จากการบูชาและกราบไหว้อย่างถูกวิธี เรามองพม่าเพียงแค่เป็นตลาดบุญแห่งใหม่ที่เพิ่งเปิดและใสสะอาดควรค่าแก่การเสริมบารมี พวกเรากลับมีความรู้น้อยมากต่อความเป็นมาและเป็นไปของเพื่อนบ้าน
 

                วันพุธที่ 3 เมษายน พ.ศ.2556 ที่ผ่านมา มูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ ได้จัดให้มีการบรรยายสาธารณะในหัวข้อ “ความรู้ทางภูมิศาสตร์และวัฒนธรรมกับการทำความเข้าใจประเทศเพื่อนบ้าน” โดยได้รับเกียรติจากคุณศรัณย์ บุญประเสริฐ นักเขียนสารคดี นักเดินทาง ที่มีความสนใจในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มาเป็นวิทยากรร่วมบรรยายและแลกเปลี่ยนความคิดเห็น

 

 

 

ทำความรู้จักภูมิศาสตร์

 

                คุณศรัณย์ บุญประเสริฐ เริ่มการบรรยายด้วยการนำพาผู้ฟังเข้าไปรู้จักกับการศึกษาภูมิศาสตร์ ซึ่งเป็นศาสตร์พื้นฐานที่คุณศรัณย์ ใช้เป็นเครื่องมือสำคัญในการเรียนรู้และทำความรู้จักกับโลก โดยเสนอว่าภูมิศาสตร์คือการศึกษาภาพรวมของโลก ศึกษามนุษย์ ศึกษาสัตว์ ภูมิศาสตร์เป็นศาสตร์เป็นศาสตร์ที่เรียนรู้ทุกอย่างจากโลก จากพื้นดิน จากพืช จากสิ่งแวดล้อม จากมนุษย์ และจากวัฒนธรรม

               

                ในการศึกษาภูมิศาสตร์ดำเนินไปใน 2 แนวทาง คือ

                1.ธรณีวิทยา เป็นการศึกษาเกี่ยวกับแผ่นดิน น้ำ แร่ธาตุ ภูเขา กล่าวรวมๆ คือ การศึกษาแผ่นดินทุกสิ่งปรากฏอยู่บนและใต้ผืนดินของโลก เพื่อทำความเข้าใจกับสภาพแวดล้อม ซึ่งช่วยให้เข้าใจกับสิ่งแวดล้อมที่อยู่และการคาดการณ์ปรากฏการณ์ธรรมชาติ เช่น ภูเขาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แตกต่างกับภูเขาในยุโรป ภูเขาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีสัณฐานทู่มนกว่าทางยุโรป ที่มีลักษณะแหลม ทั้งนี้ก็เพราะถูกกระบวนการกัดกร่อนโดยธรรมชาติแตกต่างกัน ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กระบวนการกัดกร่อนเกิดจากลมและน้ำ ส่วนในยุโรปกระบวนการกัดกร่อนเกิดจากธารน้ำแข็ง
 

                2.แผนที่ เป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับภูมิศาสตร์ในการจดบันทึกสิ่งที่พบเห็นบนพื้นโลก ลงไปบนกระดาษ ฉะนั้นแผนที่จึงการวาดตำแหน่งที่ผู้ทำแผนที่สนใจ พบเห็นแล้วบันทึกลงไปบนกระดาษ อย่างเราสนใจแร่ เราก็บันทึกบริเวณที่มีแร่ลงไป เราสนใจเรื่องต้นไม้ ก็จะวาดต้นไม้ลงไป สนใจสัตว์ป่าเราก็จะวาดบริเวณที่มีสัตว์ป่าลงไป
 

                “แผนที่” มีความสำคัญสำหรับการเริ่มต้นศึกษาภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ของแผนที่มีมาอย่างยาวนาน แผนที่เก่าที่สุดในโลก พบในผนังถ้ำน่าเคยเป็นที่อยู่อาศัยของมนุษย์ก่อนประวัติศาสตร์ในประเทศสเปน (ถ้ำอัลตามีรา( Cueva de Altamira) - ผู้เรียบเรียง) แรกเริ่มคนที่เข้าไปพบเข้าใจว่าเป็นการเขียนภาพผนังถ้ำธรรมดา แต่ต่อมากลับพบว่ามันเป็นแผนที่รูปดาว เพราะมีการเขียนจุดต่างๆ ใหญ่น้อย เป็นเหมือนกับท้องฟ้าและดวงดาว
 

                สำหรับแผนที่ในสมัยประวัติศาสตร์เกิดขึ้นในบาบิโรนเนีย ที่เมโสโปเตเมีย แหล่งอารยธรรมยุคแรกของโลกถูกเขียนขึ้นบนแผ่นดินเหนียว (คูนิฟอร์มแท็บเลต)
 

                การเขียนแผนที่ของมนุษย์ยุคแรก แผนที่ไม่ได้มีเส้นลองติจูด-เส้นละติจูด อย่างทุกแผนที่ปัจจุบัน แผนที่ถูกเขียนขึ้นตามโลกทัศน์ของผู้สร้างแผนที่ กล่าวคือเห็นอย่างไรก็วาดแผนที่ออกมาอย่างนั้นยังไม่มีทิศทางหรือรายละเอียดอื่นๆกำกับ เช่น แผนที่ของกรีกโบราณ ก็ปรากฏเฉพาะที่ตั้งกรีก กรีกเป็นศูนย์กลางของโลก ถัดออกไปเป็นทะเลเมดิเตอร์เรเนียน และอื่นๆ
 

                แผนที่ในยุคแรกๆ ของมนุษย์น่าสนใจ และได้รับการยอมรับสูงมาก คือ แผนที่ปโตเลมี ซึ่งวาดขึ้นโดยปโตเลมี (Ptolemy) ขุนพลกรีกที่ได้เข้าไปก่อตั้งราชวงศ์เชื้อสายกรีกปกครองอียิปต์ที่เมืองท่าอเล็กซานเดรีย ซึ่งทำขึ้นจากการรวบรวมข้อมูลคำบอกเล่าจากนักเดินทางผ่านเข้ามาในอเล็กซานเดรีย จนเกิดเป็นแผนที่โลกฉบับแรก ที่มีรายละเอียดบ้านเมืองในโลกปรากฏขึ้น ที่สำคัญยังปรากฏชื่อของสุวรรณภูมิที่ตั้งอยู่ในบริเวณเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อีกด้วย
 

                พัฒนาการสำคัญของการวาดแผนที่เกิดขึ้นครั้งแรก เมื่อมนุษย์เริ่มเรียนรู้และรู้จักกับดาราศาสตร์และทิศทาง จนมีการประดิษฐ์เข็มทิศขึ้นมาได้ การทำแผนที่จึงเริ่มมีพัฒนาการไปมากขึ้น ความรู้เรื่องดาราศาสตร์ ทิศ เกิดและมีความก้าวหน้าขึ้นในโลกตะวันออกก่อน ที่ถูกนำพาเข้าไปสู่โลกตะวันตก ภายหลังการทำสงครามครูเสดที่แสนยาวนานระหว่างคริสต์ศาสนจักรกับชาวอาหรับ
 

                ก้าวกระโดดครั้งสำคัญของแผนที่เกิดขึ้นภายหลังการคิดวางเส้นระบุตำแหน่งลงไปบนแผนที่ คือ เส้นละติจูด (Latitude) –เส้นลองจิจูด (Longitude) เส้นสมมติถูกลากลงไปบนแผนที่ เพื่อช่วยในการระบุตำแหน่งของสิ่งต่างๆ บนพื้นโลก
 

                สำหรับแผนที่ในประเทศไทย เดิมแผนที่ของไทยก็จะเป็นไปแบบเดียวกันกับแผนที่สมัยโบราณของโลก คือ ไม่มีทิศทาง และอัตราส่วนที่แน่ชัด เขียนขึ้นภายใต้โลกทัศน์ของผู้วาดแผนที่ กล่าวคือเห็นอย่างไรก็เขียนขึ้นมาอย่างนั้น ตามจินตนาการไม่ได้มีการคำนึงถึงความถูกต้องของทิศทางหรืออัตราส่วนใดๆ อย่างแผนที่สมัยอยุธยา มีการวาดภูเขา แม่น้ำ ลงไปบนผ้าไหม มีการเขียนระบุสถานที่ เช่น แม่กลอง เพชรบุรี นครศรีธรรมราช เป็นต้น
 

                ส่วนความรู้ในการทำแผนที่แบบปัจจุบันไทย เริ่มให้ความสนใจกับแผนที่แบบใหม่จากการเข้ามาของจักรวรรดินิยมตะวันตก ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งชาวตะวันเริ่มเข้ายึดครองอาณานิคมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทำให้ต้องมีการแบ่งสันปันส่วนพื้นที่ระหว่างรัฐตามแบบรัฐสมัยใหม่ (Modern State) ที่รัฐมีขอบเขตที่แน่นอนชัดเจน มีเส้นพรมแดน ต่างจากรัฐก่อนสมัยใหม่ (Pre-Modern State) ที่เคยเป็นมาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รัฐไม่เคยมีเส้นเขตแดนชัดเจน มีแต่ “ปริมณฑลทางอำนาจ” ระหว่างรัฐรับรู้ระหว่างกัน และขอบเขตของอำนาจดังกล่าวมีการเลื่อนไหลไปตามสถานการณ์ของศูนย์อำนาจ เช่น กรณีของแพรกศรีราชา(จ.ชัยนาท) อ.ศรีศักร วัลลิโภดม เเสนอไว้ว่าเคยเป็นขอบชายแดนปริมณฑลอำนาจระหว่างสุโขทัย สมัยพ่อขุนรามคำแหง กับราชวงศ์สุพรรณภูมิ ที่สุพรรณบุรี ต่อมาเมื่อสิ้นพ่อขุนรามคำแหงแล้วปริมณฑลทางอำนาจของสุโขทัยได้เลื่อนกลับขึ้นไป และสุพรรณบุรีสามารถขยายกลับเข้ามาครอบครองพื้นที่นี้ได้อีกครั้ง
 

                พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จีงได้ว่าจ้าง นายเจมส์ เอฟ แมคคาร์ธี ชาวอังกฤษ ให้เข้ามาจัดทำแผนที่สยามแบบสมัยใหม่ชุดแรกขึ้น ต่อมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดฯให้มีการตั้งโรงเรียนแผนที่ขึ้น เพื่อผลิตบุคลากรในการทำแผนที่ขึ้นต่อมาด้วย
 

                ในเรื่องของแผนที่เป็นประเด็นหนึ่งทำให้ไทยมีปัญหากับประเทศเพื่อนบ้านเรื่องเขตแดนอยู่เสมอ ด้วยเพราะเราใช้แผนที่อัตราส่วน 1:200,000 แต่เพื่อนบ้านใกล้เคียงอย่างกลุ่มอินโดจีน

 

 

ภาพแผนที่ของปโตเลมี ที่ให้รายละเอียดของพื้นที่บนโลกเป็นฉบับแรกๆ

 

กลับใช้แผนที่อัตราส่วน 1: 250,000 ตามอย่างฝรั่งเศสเคยทำไว้ อัตราส่วนที่คลาดเคลื่อนกันเช่นนี้ทำให้การกำหนดเส้นพรมแดนบนแผนที่ระหว่างไทยกับเพื่อนบ้านเป็นปัญหา ดังเห็นได้จากกรณีข้อพิพาทพรมแดนปราสาทเขาพระวิหารกับประเทศกัมพูชา พ.ศ. 2505 และยืดยาวมาจนปัจจุบัน ตลอดจนข้อพิพาทกับประเทศลาวในพรมแดนที่บ้านร่มเกล้า เป็นต้น

 

 

ความรู้ภูมิศาสตร์กับชีวิตผู้คนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

 

 

“โลกเลือกคนที่จะอยู่...คนที่ปรับตัวกับพื้นที่ตรงนี้ได้”

                ภูมิศาสตร์กายภาพ ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีทฤษฎีทางธรณีวิทยาว่าเกิดขึ้นจากการชนกันของแผ่นเปลือกโลกอินเดียกับยูเรเชีย การชนกันครั้งใหญ่นั้นทำให้เกิดเป็นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ตลอดจนการเกิดขึ้นของแม่น้ำและเทือกเขาสำคัญในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในบริเวณที่เป็นขอบของแผ่นเปลือกโลกจึงเกิดเป็นภูเขาไฟ (ส่วนใหญ่บริเวณภาคพื้นทวีปทั้งไทย-กัมพูชา-ลาว-เวียดนาม-พม่า จะดับมอดลงไปหมดแล้ว) เช่น แม่น้ำอิระวดี ในประเทศพม่า ที่ราบสูงบอละเวน ในประเทศสาธารณรัฐประชาชนประชาธิปไตยลาว เทือกเขาเพชรบูรณ์ในประเทศไทย การชนในแนวตะวันออกเฉียงเหนือ ทำให้แม่น้ำ ภูเขา ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีสัณฐานเอียงไปทางตะวันออกเฉียงเหนือ
 

การเกิดขึ้นของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ภาคพื้นทวีปในครั้งนั้น เมื่อผ่านมาหลายล้านปีจึงได้เกิดเป็นภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่มีผู้คนหลากหน้าหลายตาเข้ามาอยู่อาศัยรวมกัน ผู้คนอาศัยอยู่ภายในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ถูกกำหนดด้วยลักษณะทางภูมิศาสตร์ ดังที่คุณศรัณย์บอกว่า “โลกเลือกคน คนที่ปรับตัวกับพื้นที่ตรงนี้ได้” จะเห็นได้ว่าการอยู่อาศัยตั้งถิ่นฐานของผู้คนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ภาคพื้นทวีปกล่าวคือ
 

                - บริเวณที่ลุ่มกลุ่มคนอาศัยอยู่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ไท ลาว มอญ เขมร ซึ่งอยู่ภายใต้วัฒนธรรมข้าว หาอยู่หากินเป็นสำคัญอยู่กับการปลูกข้าว ฉะนั้นจึงเลือกตั้งถิ่นฐานอาศัยในพื้นที่ราบลุ่ม เพื่อทำการเพาะปลูก และคนกลุ่มนี้ก็จะเป็นผู้รวบรวมกำลังอำนาจสร้างบ้านแปงเมืองขนาดใหญ่ขึ้นในสมัยต่อมา
 

                - บริเวณเทือกเขาหรือที่ราบสูง มีกลุ่มชาติพันธุ์ม้ง เย้า และข่า ที่กระจายตัวอยู่ในพื้นที่ประเทศไทย ลาว กัมพูชา และเวียดนาม กลุ่มพวกนี้เป็นกลุ่มคนอาศัยหาอยู่หากินกับการหาของป่าการล่าสัตว์ จึงเลือกหาอยู่หากินอยู่ในพื้นที่สูงบนภูเขา
 

                การเลือกที่ตั้งหาอยู่หากินที่มีความแตกต่างกันไปในลักษณะภูมิศาสตร์เช่นนี้ทำให้มนุษย์ในแต่ละสังคมเกิดพัฒนาการที่มีความแตกต่างกัน ดังเห็นได้ว่า สภาพทางภูมิศาสตร์ประเทศลาว ที่มีพื้นที่เป็นภูเขาและที่ราบสูงเสียเป็นส่วนใหญ่การเกิดบ้านเมืองขนาดใหญ่ในประวัติศาสตร์ของลาว จึงเกิดขึ้นในพื้นที่ริมฝั่งแม่น้ำโขง ส่วนในประเทศกัมพูชา อาณาจักรพระนครตั้งอยู่ในบริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำเสียมเรียบตลอดจนภูมิรู้ในการพัฒนาระบบชลประทาน เพื่อกักเก็บน้ำในรูปแบบของบารายณ์ ทำให้บ้านเมืองเกิดพัฒนาการขึ้นสู่จุดสูงสุดเป็นอาณาจักรขนาดใหญ่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้สมัยโบราณ ประเทศเวียดนามวัฒนธรรมสำคัญสมัยโบราณเริ่มต้นขึ้นในลุ่มแม่น้ำดำและแม่น้ำแดง ประเทศไทยพัฒนาการของบ้านเมืองเกิดขึ้นในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา มีความแตกต่างไปก็ในพื้นที่ของพุกาม ตั้งอยู่ภายในประเทศพม่า พุกามเป็นเขตเงาฝนแห้งแล้ง แต่สามารถก้าวย่างขึ้นเป็นอาณาจักรขนาดใหญ่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้ ด้วยมีแหล่งน้ำหลัก คือ แม่น้ำอิรวะดี มหานทีไหลผ่านหล่อเลี้ยงพุกามให้เจริญเติบโตขึ้นมาได้ ประกอบกับการเป็นแม่น้ำต้นน้ำจากหิมะละลายจากเทือกเขาหิมาลัย ทำให้ปริมาณน้ำฝนไม่มีผลต่อแม่น้ำอิระวดี ทำให้พุกามสามารถใช้น้ำจากแม่น้ำอิระวดีมาทำการเพาะปลูก เลี้ยงผู้คนได้
 

                ส่วนกลุ่มคนอาศัยอยู่ภายในพื้นที่ภูเขาและที่ราบสูง จึงมีพัฒนาการของบ้านเมืองไปได้น้อยกว่าคนในที่ราบลุ่ม พวกเขาจึงกระจายตัวอยู่ตามประเทศต่างๆ ภายหลังการเปลี่ยนแปลงของบ้านเมืองในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ภายหลังการเข้าสู่เกิดขึ้นของรัฐชาติสมัยใหม่

 

ลักษณะภูมิศาสตร์พิเศษกับการสถาปนาอำนาจศักดิ์สิทธิ์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้
 

                ลักษณะภูมิศาสตร์พิเศษ คือ สิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติที่มีความพิเศษ แตกต่างจากสภาพแวดล้อมโดยรอบ เช่น วัดภู ประเทศลาว พระธาตุอินแขวน ประเทศพม่า เขาพระวิหาร ประเทศกัมพูชา ซึ่งพื้นที่เหล่านี้คือพื้นที่ภูมิศาสตร์พิเศษที่ธรรมชาติรังสรรค์ขึ้น เมื่อผู้คนผ่านเข้ามาพบเห็นจึงเกิดจินตนาการ ว่าพื้นที่เหล่านี้มีความพิเศษหรือความศักดิ์สิทธิ์ จึงทำการอุทิศให้กับผีหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์เหนือธรรมชาติ
 

                ภายหลังเมื่อศาสนาจากภายนอกเข้ามาทั้งพราหมณ์และพุทธ พื้นที่พิเศษเหล่านี้จึงได้ถูกสถาปนาใหม่อีกครั้งให้กลายเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ของเทพเจ้าในศาสนาใหม่นั้น
 

เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วข้อพิพาทเรื่องเขตแดนระหว่างไทยกับกัมพูชา “เขาพระวิหาร” จึงไม่ควรดำเนินไปเช่นนี้ เนื่องจากเขาพระวิหาร ที่มีภูมิศาสตร์พิเศษเป็นจงอยผายื่นออกไปจากเทือกเขาพนมดงรัก จึงได้รับการสถาปนาจากผู้คนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ ร่วมกันอุทิศให้เป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์แก่ผีต้นน้ำ ต่อมาเมื่ออาณาจักรพระนครได้ขยายอำนาจเข้ามาถึงก็ได้มีการเข้าร่วมสร้างปราสาทหิน ถวายให้กับผีต้นน้ำแห่งนี้
 

                ฉะนั้นหากมองในด้านของประวัติศาสตร์และภูมิศาสตร์เช่นนี้แล้ว เห็นได้ว่าพื้นที่แห่งนี้ไม่ใช่ของประเทศใดประเทศหนึ่งภายใต้เส้นพรมแดน แต่เป็นพื้นที่พิเศษสำหรับคนท้องถิ่นทั้งสองฝั่งของเทือกเขาพนมดงรักได้รับประโยชน์ร่วมกัน 

 

ความไม่รู้ภูมิศาสตร์กับ(ปัญหา)สังคมไทย       
 

                “คนไทยมักไม่รู้เกี่ยวกับภูมิศาสตร์ เรารู้แค่แผนที่เมืองหลวง แต่ไม่รู้จักพื้นที่เลย” คำกล่าวของคุณศรัณย์ เปิดออกมาในช่วงท้ายของการบรรยายพร้อมกับคำถามผู้ร่วมฟัง ที่ถามถึงความสำคัญของภูมิศาสตร์ที่มีต่อสังคมและคนไทย
 

                คุณศรัณย์ ตอบคำถามด้วยการพาเข้าสู่การยกตัวอย่างของปัญหามีที่มาจากไม่รู้ความรู้ในภูมิศาสตร์ ตลอดจนความไม่รู้ในสิ่งอื่นๆ  “ภูมิศาสตร์เป็นสิ่งที่เราควรจะรู้ เพราะความไม่รู้ทางภูมิศาสตร์ทำให้เราไม่เข้าใจที่เราอยู่ อย่างพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาแผ่นดินเกิดใหม่จากการทับทมของตะกอนดินปากแม่น้ำ ด้านล่างของชั้นดินมีกำมะถันและแทรกพร้อมกับไอน้ำหรือน้ำใต้ดินขึ้นมาบนผิวดินอยู่ตลอด คนสมัยก่อนการปลูกข้าวปีละครั้ง เก็บเกี่ยวเสร็จน้ำมาก็ปล่อยน้ำให้ท่วมนาท่วมซังข้าวจนเปื่อยกลายเป็นปุ๋ยให้กับดิน พอน้ำลดจึงไถกลบและเริ่มทำนาใหม่ แต่การทำเช่นนั้นนอกจากให้ปุ๋ยแล้วยังเป็นการละลายกำมะถันในดินที่ทำให้ดินเปรี้ยว ฉะนั้นเมื่อทุกวันนี้เราทำนาหลายครั้งต่อปี เราก็ไถกลบเลย เผานาเลย จึงทำให้เกิดปัญหาดินเปรี้ยวตามมา ต้องใส่ปุ๋ยและก็กลายเป็นปัญหาอื่นๆ ตามมาอีกมาก”
 

                น้ำท่วมที่ผ่านมา เราไม่รู้เลยว่า “ทุ่ง” คือ พื้นที่น้ำท่วมในหน้าน้ำ ซึ่งไม่ควรไปอยู่อาศัย การอยู่อาศัยในทุ่งคนโบราณจึงตั้งบ้านหรือชุมชน ในบริเวณที่เป็น “เกาะ” คือ ที่ดอนที่สูงกว่าพื้นที่อื่นๆ ในทุ่ง ซึ่งจะรอดพ้นจากน้ำหลากหน้าน้ำ
 

                กระทั่งการจัดการพื้นที่การวางผังเมือง ที่ไม่คำนึงถึงความเหมาะสมของพื้นที่หรืออาจเพราะความไม่รู้ความไม่ใส่ใจในภูมิศาสตร์ของคนไทย การวางนิคมอุตสาหกรรมลงไปบนทุ่ง ก็ย่อมมีความเสี่ยงต่อการน้ำท่วม และเสียพื้นที่การเพาะปลูก แต่ด้วยมุมมองทางการขนส่งและการค้า ที่มองว่าหากเอาโรงงานผลิตรถยนต์ไปตั้งไว้ที่ภาคอีสาน ซึ่งเป็นที่ราบสูงก็ต้องเสียค่าใช้จ่ายสูงมากกับการขนส่งไปออกทะเล หรือเข้ามากรุงเทพฯ ฉะนั้นก็นำเอาไปวางไว้ในพื้นที่เป็น “ทุ่ง” จนเกิดปัญหาตามมาในปีมีน้ำมาก
 

                ความไม่รู้ในเรื่องภูมิศาสตร์ มันมีปัญหาสำหรับสังคมไทยมาก โดยเฉพาะในเรื่องของ “พรมแดน” เพราะคนไทยไม่เคยรู้ และถูกชักชวนให้เข้าใจผิดและมีปัญหาข้อพิพาทระหว่างประเทศ อย่างในกรณีของ “เขาพระวิหาร"”ที่ถูกนำไปกลายเป็นประเด็นเรื่องปัญหาความขัดแย้งระหว่างประเทศ ถูกชักนำด้วยสำนึกชาตินิยม จนทำให้คนมีความเกลียดชังกับเพื่อนบ้าน ทั้งที่จริงแล้ว พรมแดนมันเพิ่งเปิดขึ้นแต่ก็ทำให้คนเกิดปัญหากันมาก ความเข้าใจในภูมิศาสตร์ประวัติศาสตร์ เราจะเข้าใจได้ว่าพรมแดนต้องจัดการด้วยปริมณฑลทางอำนาจที่มีความเลื่อนไหลเคลื่อนไหวได้ ไม่ใช่ไม้บรรทัดมาตั้งวัดแบ่งพื้นที่บนพื้นโลก
 

                กระทั่งการเดินทางหรือการท่องเที่ยวคุณศรัณย์ ในฐานะของผู้เกี่ยวข้องกับกิจกรรมการท่องเที่ยวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ก็พบว่านักท่องเที่ยวชาวไทยมีปัญหามากกับการท่องเที่ยว เพราะเราจะไม่ต้องการรับรู้อะไรเลยนอกจากการไปดูให้เห็น ถ่ายรูป เราไม่เปิดใจกับสิ่งใหม่ๆ ในดินแดนอื่นๆ เลย ไปที่ไหนก็ต้องกินอาหารจีนหรืออาหารไทย ไม่ก็ต้องเตรียมบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปไปด้วย
 

                อย่างไปพระธาตุอินแขวน ก็ไม่ใช่ไปเพื่อแสวงบุญแสวงหาความศักดิ์สิทธิ์เสริมสร้างบารมีเท่านั้น ถ้าเรามีความรู้ความเข้าใจในความหมายแฝงไว้ ของสถานที่ทำให้เราสนุกได้มากขึ้นเปิดโลกทัศน์ของตัวเองได้มากขึ้น เรียนรู้กับสิ่งต่างๆ ที่พบเจอได้มากขึ้น “การเดินทางจะสนุกได้ ก็ต่อเมื่อเราต้องมีความรู้ เพื่อที่เราจะเรียนรู้และสนุกกับสิ่งที่เราพบเจอ ทั้งภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม”
 

                ปัญหาสำหรับสังคมไทยในเรื่องการเรียนการสอนมีปัญหามาก เพราะเรียนรู้อย่างแยก ภูมิศาสตร์ก็เรียนเฉพาะภูมิศาสตร์ รู้แร่ธาตุ รู้ดิน รู้สภาพอากาศ เรียนประวัติศาสตร์ก็ประวัติศาสตร์อย่างเดียว ไม่ได้เชื่อมโยงไปสู่มนุษย์หรือวิชาอื่นๆ เลย ทำให้เราไม่เข้าใจในพื้นที่อย่างจริงๆ เช่น อยากไปเที่ยวภูมิศาสตร์ ก็จะไปเที่ยวภูเขา ไปหิมาลัย ไปเทือกเขามองบลังก์ ถ้าอยากเที่ยววัฒนธรรมต้องไปพม่า อย่างนี้ทำให้มันมีปัญหาในการทำความเข้าใจกับสิ่งรอบตัว เพราะการเดินทางการท่องเที่ยว เราต้องเรียนรู้ทุกอย่างรอบตัวเรา ทุกอย่างมันเชื่อมโยงกันได้หมด ไปพุกาม ก็จะรู้ได้ว่าทำไมคนพม่าถึงต้องมาอาศัยอยู่ในพื้นที่แห้งแล้งอย่างนี้ เพราะในช่วงเวลาที่ชาวพม่าอพยพลงมาในพื้นที่นี้ ชาวมอญได้เกิดมีบ้านเมืองขนาดใหญ่อยู่แล้ว ทว่าในพื้นที่แห้งแล้งอย่างพุกามก็มีแหล่งน้ำสำคัญอย่างแม่น้ำอิระวดี ที่มีน้ำสมบูรณ์ตลอดทุกฤดูกาล เพราะอิระวดีเป็นมีต้นน้ำไหลจากเทือกเขาหิมาลัย มีต้นน้ำจากหิมะละลายลงมาก ฉะนั้นแม้จะเป็นเขตเงาฝนแห้งแล้ง ก็ไม่มีผลต่อการปริมาณน้ำในแม่น้ำอิระวดี
 

                “เวลาคุณไปท่องเที่ยว คุณต้องมีความรู้ คุณจะมองโลกเปลี่ยนไป มองภูเขาลูกหนึ่งเราก็จะไม่ได้มองให้เห็นแค่ความสวย แต่จะมองเห็นถึงความหมายแฝงไว้ในสิ่งนั้น เราจะสนุกมากขึ้นเข้าใจเพื่อนบ้านเข้าใจดินแดนต่างๆได้มากขึ้น” การมองเช่นนี้เป็นการบูรณาการทำให้เข้าใจสิ่งต่างๆ รอบตัวได้ดีขึ้นเพิ่มขึ้นมากๆ

                “ความรู้ความเชื่อมโยงการบูรณาการเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการเรียนประวัติศาสตร์และโบราณคดี ในทุกวันนี้ผู้เรียนมีความเข้าใจที่แยกส่วนมากเกินไปจนขาดการบูรณาการความรู้ด้านอื่นๆ  โดยเฉพาะความรู้ทางภูมิศาสตร์ ความเข้าใจในแผนที่ทำให้เรามองเห็นภาพต่างๆ ได้ชัดขึ้น การเดินทางด้วยความเข้าใจในผู้คนและพื้นที่เราเดินทางไป จะทำให้เดินทางได้สนุกมากขึ้นเข้าใจและเท่าทันโลกได้มากขึ้น”
 

                วลัยลักษณ์ ทรงศิริ กล่าวปิดท้ายการบรรยายสาธารณะในครั้งนี้ พร้อมกับข้อเสนอเปิดโลกให้กับสังคมไทยและการเดินทางของคนไทยที่ควรเปลี่ยนไป






 

อัพเดทล่าสุด 4 ก.พ. 2559, 00:00 น.
บทความในหมวด
ที่ตั้งมูลนิธิ ๓๙๗ ถนนพระสุเมรุ แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐
โทรศัพท์ ๐-๒๒๘๑-๑๙๘๘ , ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐ โทรสาร ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐
อีเมล์ [email protected]
                    
Copyright © 2011 lek-prapai.org | All rights reserved.