วิดิโอบางส่วนและไฟล์นำเสนอจากงานบรรยาย
เมื่อวันที่ ๒๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๖ ที่ผ่านมา มูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ ได้จัดให้มีการบรรยายสาธารณะเรื่อง ความก้าวหน้าทางโบราณคดี มโหระทึกสองฝั่งโขง สวันนะเขต-มุกดาหารก มี คุณสุกัญญา เบาเนิด นักโบราณคดี ประจำสำนักศิลปากรที่ ๑๑ จังหวัดอุบลราชธานี เป็น วิทยากรนำการบรรยายสาธารณะครั้งนี้

คุณสุกัญญา เบาเนิด นักโบราณคดี สำนักศิลปากรที่ ๑๑ จังหวัดอุบลราชธานี และมีขอบเขตความรับผิดชอบในพื้นที่ ๕ จังหวัด อีสานใต้ คือ มุกดาหาร ยโสธร ศรีสะเกษ อำนาจเจริญ อุบลราชธานี ด้วยความรับผิดชอบในหน้าที่ฐานะนักโบราณคดี ทำให้คุณสุกัญญามีโอกาสในการลงพื้นที่ขุดค้นทางโบราณคดี บริเวณภาคอีสานมาโดยตลอด ก่อนหน้าเริ่มมาทำการศึกษาทางโบราณคดีในเรื่องกลองมโหระทึก คุณสุกัญญา ยังได้ศึกษาอารยธรรมทุ่งกุลาร้องไห้ ในเรื่องพิธีกรรมเกี่ยวกับการฝังศพของมนุษย์ก่อนประวัติศาสตร์
ในปัจจุบันคุณสุกัญญา เบาเนิด กำลังเริ่มการทำงานโบราณคดีในพื้นที่ “ริมแม่น้ำโขง” บริเวณรอยต่อระหว่างจังหวัดมุกดาหารกับจังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งการทำงานในพื้นที่ริมน้ำโขงนี้ คุณสุกัญญาได้พบกับหลักฐานทางโบราณคดีใหม่ ในเรื่องกลองมโหระทึก ซึ่งได้นำมาบรรยายสาธารณะในครั้งนี้
คุณสุกัญญา เริ่มต้นการบรรยายด้วยการนำเสนอภาพความสำคัญของภาคอีสานในทางโบราณคดี ในฐานะของพื้นที่อยู่อาศัยของมนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์ในดินแดนประเทศไทย ซึ่งกล่าวคือ ประมาณ ๒,๕๐๐ – ๑,๕๐๐ ปี ที่แล้วภาคอีสานเป็นพื้นที่มีการปรากฏขึ้นของมนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์ ที่มีการหาอยู่หากินโดยการทำการเพาะปลูกกันอย่างหนาแน่นในภาคอีสาน โดยมีกลุ่มวัฒนธรรมหลักๆ โดดเด่น คือ
- กลุ่มวัฒนธรรมบ้านเชียง ที่มีเครื่องปั้นดินเผาลายเขียนสีที่โดดเด่น
- กลุ่มวัฒนธรรมเลิงนกทา กลุ่มวัฒนธรรมบ้านนาดี ในลุ่มแม่น้ำชีตอนบน
- กลุ่มวัฒนธรรมพิมาย และกลุ่มโนนวัด ที่ลุ่มน้ำมูลตอนบน
- กลุ่มวัฒนธรรมทุ่งกุลาร้องไห้
- กลุ่มวัฒนธรรมริมแม่น้ำโขง บริเวณจังหวัดมุกดาหารและจังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งมีความแตกต่างจากกลุ่มวัฒนธรรมแหล่งอื่นๆ ด้วยมีหลักฐานทางโบราณคดีปรากฏถึงการรับความรู้วัฒนธรรมจากต่างถิ่น อย่างวัฒนธรรมดองซอน ซาหวิ่งห์ ในเวียดนาม ที่มีการพบหลักฐานเครื่องมือเครื่องใช้ที่ทำจากสำริด (ทองแดงผสมดีบุก) ในรูปแบบของเครื่องประดับ อาวุธ กระบวย และที่สำคัญคือ กลองมโหระทึก
การบรรยายสาธารณะในครั้งนี้คุณสุกัญญาได้ เน้นพื้นที่ของกลุ่มวัฒนธรรมริมแม่น้ำโขง เพื่อแสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าการทำงานโบราณคดีในภาคอีสาน โดยเฉพาะประเด็นของการค้นพบแหล่งผลิตกลองมโหระทึก ที่โนนหนองหอ ในจังหวัดมุกดาหาร ซึ่งนับเป็นการค้นพบครั้งสำคัญสำหรับงานศึกษาเรื่องมนุษย์ก่อนประวัติศาสตร์ในดินแดนประเทศไทยปัจจุบัน ด้วยที่ผ่านมาความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องกลองมโหระทึก ตั้งอยู่บนฐานคิดข้อเสนอที่ว่าเป็นสิ่งของที่ถูกนำเข้ามาจากต่างถิ่น ไม่ได้มีการผลิตขึ้นเองได้ภายในชุมชนมนุษย์ก่อนประวัติศาสตร์ในประเทศไทย

กลองมโหระทึก นับได้ว่าเป็นวัตถุแสดงออกถึงพัฒนาการสำคัญของมนุษย์ในยุคก่อนประวัติศาสตร์ แสดงให้เห็นถึงความรู้ความสามารถในการหลอมโลหะผสม ระหว่างทองแดงกับดีบุก จนได้เป็นสำริด ซึ่งความรู้ในการหลอมโลหะนั้นผูกอยู่กับการใช้ไฟหรือความร้อนที่พัฒนาขึ้นไปมากกว่าเพียงแค่ใช้ให้ความอบอุ่นและหุงหาอาหาร นอกจากนั้นแล้วการหลอมโลหะยังสะท้อนถึงชุมชนที่มีความสัมพันธ์ภายใจที่มีความสลับซับซ้อนมากขึ้นกว่าสังคมเกษตรกรรมแบบดั้งเดิม ตลอดจนความสัมพันธ์กับภายนอกในการแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างกัน
กลองมโหระทึกเป็นวัฒนธรรมสัมพันธ์อยู่กับการทำเกษตรกรรม เป็นการแสดงออกถึงความอุดมสมบูรณ์ มักใช้ในการประกอบพิธีกรรมต่างๆ ทั้งเกี่ยวข้องกับการเพาะปลูก ไปจนถึงพิธีกรรมเกี่ยวกับความตาย และการสงคราม ที่มีอยู่ร่วมกันของผู้คนในภูมิภาคนี้นับตั้งแต่จีนทางตอนใต้ ปรากฏหลักฐานที่มีการขุดค้นพบทางโบราณคดีตั้งแต่จีนตอนใต้ บริเวณยูนนาน กวางสี กลุ่มวัฒนธรรมดองซอนในตอนเหนือของเวียดนามบริเวณลุ่มแม่น้ำแดงแม่น้ำดำ และส่งออกไปยังดินแดนต่างๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทั้งภาคพื้นทวีปและภาคพื้นน้ำ ซึ่งกลุ่มวัฒนธรรมซาหวิ่งห์ ในบริเวณภาคกลางของเวียดนาม มีส่วนสำคัญอย่างมากในการส่งออกวัฒนธรรมของกลองมโหระทึกออกไปยังดินแดนต่างๆ ภายนอก


กลองมโหระทึกมีอายุการใช้งานมายาวนาน ปัจจุบันชนชาติจ้วงในจีนตอนใต้ใช้ตีในการขอฝน ส่วนของไทยใช้ในพระราชพิธีต่างๆ
ในปัจจุบันกลองมโหระทึกก็ยังถูกนำมาใช้ร่วมในพิธีกรรมต่างๆ ของคนในภูมิภาคนี้ ดังเห็นได้จาก ใช้ในพิธีกรรมขอฝนของชนชาติจ้วงในกวางสีประเทศจีน พระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ และพระราชพิธีต่างๆ ในประเทศไทย
กลองมโหระทึกที่มีการพบในประเทศไทย มีพบในทั่วทุกภาคโดยพบมากที่สุดในภาคใต้ รองมาเป็นภาคเหนือ ภาคอีสาน และภาคกลาง ตามลำดับ ทว่ากลองมโหระทึกในประเทศไทยที่ค้นพบและมีความโดดเด่น คือ กลองมโหระทึก พบที่อำเภอดอนตาล จังหวัดมุกดาหาร ที่ถือว่ามีขนาดใหญ่มากที่สุดที่มีการพบในประเทศไทย คือมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง ๘๖ สูง ๖๕ เซนติเมตร เก็บรักษาไว้ที่วัดมัชฌิมาวาส อำเภอดอนตาล จังหวัดมุกดาหาร

สำหรับแหล่งสำริดและความก้าวหน้าศึกษากลองมโหระทึก คุณสุกัญญา เบาเนิด นำเสนอในวันนี้ คือ แหล่งโบราณคดี โนนหนองหอ บ้านงามอุดม ตำบลนาอุดม อำเภอนิคมคำสร้อย จังหวัดมุกดาหาร แหล่งโบราณคดีที่โนนหนองหอ เริ่มมีการค้นพบเมื่อประมาณปี ๒๕๔๐ จากการที่คุณประสาน งามสารบำรุง ผู้ใหญ่บ้านงามอุดม ขุดหลุมเผาถ่าน และก็ไปขุดพบกระบวยสำริด ลูกปัด เครื่องปั้นดินเผา จึงได้มีการแจ้งมาที่สำนักงานศิลปากรที่ ๑๑ นำไปสู่การเข้าไปทำงานขุดค้นของทางราชการ ซึ่งก็ได้พบกับโบราณวัตถุจำนวนมาก เมื่อทางเจ้าหน้าที่ได้ออกไปจากพื้นที่ ก็ได้มีพ่อค้าของเก่าเข้าไปกว้านซื้อโบราณวัตถุจากชาวบ้าน ทำให้มีการลักลอบขุดค้นของเก่าจำนวนมาก จนสุดท้ายทางเจ้าหน้าที่โบราณคดี สำนักศิลปากรที่ ๑๑ ก็ไม่สามารถป้องกันการลักลอบขุดไปได้

| ยุคสำริด ถือเป็นยุคสมัยหนึ่งของการแบ่งช่วงเวลาของมนุษย์ก่อนประวัติศาสตร์โดยใช้ เกณฑ์การแบ่งจากความรู้ความคิดในการใช้เครื่องมือ คือยุคหิน ยุคโลหะ ยุคสำริดนับเป็นส่วนหนึ่งของยุคโลหะมนุษย์มีพัฒนาการจนรู้จักการนำเอาแร่ ธาตุโลหะจากธรรมชาติมาใช้ประโยชน์ในชีวิต ทองแดง เป็นโลหะชนิดแรกที่มนุษย์รู้จักนำมาถลุงเย็นเพื่อใช้ประโยชน์ ต่อมาจึงเริ่มเรียนรู้ใช้ความร้อนเข้าหลอมแร่โลหะให้แปรสภาพจากของแข็งเป็น ของเหลวและนำไปขึ้นรูปเพื่อใช้ประโยชน์ คือ สำริด เป็นส่วนผสมระหว่างทองแดงกับดีบุก โลหะหลังสุดในยุคแรกที่มนุษย์รู้จักนำมาใช้คือ เหล็ก เนื่องจากจุดเดือดที่ความร้อนสูงกว่า๑,๐๐๐ องศา ทำให้เหล็กถูกนำมาใช้หลังสุด
วัฒนธรรมดองซอน (ประมาณ ๔,๐๐๐ ปีก่อน) คือ วัฒนธรรมในยุคสำริด มีศูนย์กลางอยู่ในบริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำแดงทางตอนเหนือของประเทศเวียดนาม ผู้คนวัฒนธรรมดงเซินมีความสามารถในการปลูกข้าว เลี้ยงสัตว์ การประมง และการล่องเรือ วัตถุทางวัฒนธรรมที่สำคัญของวัฒนธรรมนี้คือกลองมโหระทึก (http://th.wikipedia.org/wiki/วัฒนธรรมดงเซิน) วัฒนธรรมซาหวิ่งห์ (ประมาณ ๓,๕๐๐ ปีก่อน) เกิดขึ้นในภาคกลางของเวียดนามเป็นบริเวณที่มีรัฐแรกเริ่มพัฒนาขึ้นจากชุมชน สมัยก่อนประวัติศาสตร์ที่ตั้งอยู่ใกล้ชายฝั่งทะเล ด้วยความเชี่ยวชาญในการเดินเรือทำให้กลุ่มวัฒนธรรมซาหวิ่ิ่งห์ ได้เป็นผู้นำเอาวัฒนธรรมจากทางตอนบนของเวียดนามทั้งดองซอนและตอนใต้ของจีน โดยเฉพาะวัฒนธรรมกลองมโหระทึก ออกไปสู่ดินแดนภายนอกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทั้งภาคพื้นทวีปและภาคพื้นน้ำ และมีวัตถุในกลุ่มวัฒนธรรมซาหริ่งห์ที่โดดเด่นคือ ลูกปัดลิงลิงโอ ที่มีรูปสัตว์สองหัว (วลัยลักษณ์ ทรงศิริ. จามบานี: มุสลิมดั้งเดิมแห่งเวียดนาม.http://www.lek-prapai.org/watch.php?id=345) |

ต่อมาเมื่อทางเจ้าหน้าที่ได้รับการติดต่อจาก พระอาจารย์ธานินทร์ วัดงามดงวนาราม ว่าประสงค์จะให้ทางเจ้าหน้าที่เข้าไปช่วยจัดพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น โดยการนำเอาโบราณวัตถุที่เหลือเก็บไว้ตามบ้านชาวบ้าน มาจัดแสดงในวัด ทางเจ้าหน้าที่จึงได้มีโอกาสเข้าไปทำงานอีกครั้งในแหล่งโนนหนองหอ
การทำงานร่วมกับชาวบ้านในพื้นที่เพื่อจัดทำพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นในครั้งนี้ กลับต่างไปจากที่เคยทำมาก่อนหน้า โดยนำชาวบ้านในพื้นที่มามีส่วนร่วมในการทำงานโบราณคดี ในวันหนึ่งของการทำกิจกรรมค่ายยุวชนโบราณคดี โดยให้เด็กๆในหมู่บ้าน มาสอนให้สำรวจขุดค้นทางโบราณคดี เพื่อปลูกจิตสำนึกการอนุรักษ์และเพิ่มจำนวนคนในการทำงานสำรวจ และในการจัดกิจกรรมนั้น ก็ได้ทำให้เกิดการค้นพบทางโบราณคดีใหม่สำคัญ ดังคำบอกเล่าของคุณสุกัญญาว่า
“...มีอยู่วันหนึ่งเรามีกิจกรรมค่ายยุวชนและชวนเด็กๆ ในหมู่บ้านมาฝึกเป็นนักโบราณคดีน้อยด้วยกัน มีการสอนให้สำรวจขุดค้น เราก็เลยกองทัพเด็กเข้าไปเนินดินที่เรากำลังขุดคุ้ยดินอะไรขึ้นมาก เด็กๆก็ไปเก็บโบราณวัตถุมาให้ ก็เก็บทั้งโครงกระดูกบ้าง หัวกะโหลกบ้าง พวกเศษจานดินเผา และที่สำคัญคือเขาเก็บเป็นก้อนดินมาให้ เป็นก้อนดินอันหนึ่งที่มีลายอยู่ในนั้น ก้อนดินอันหนึ่งมีลาย เอ๊ะ...ลายนี้มันคุ้นๆ ตอนนั้นก็รู้สึกทั้งดีใจ ตกใจและแปลกใจไปด้วย คือไอ้ก้อนดินที่เราเห็นเป็นก้อนดินเผามีลายอยู่ในนั้น ดินขนาดเท่าฝ่ามือ เด็กก็เก็บมาสองสามชิ้นมาดูก็พบว่าเป็นลายที่อยู่บนหน้ากลอง เราก็รู้ว่าเริ่มค้นพบหลักฐานสำคัญแล้ว เพราะข้อมูลของเรานอกจากสามแหล่ง ในจีน ในเวียดนาม ในจีนก็แหล่งกวางสี ยูนนานและดองซอนมันมีแค่นั้น แสดงว่ามันทำที่นี่เหรอ นั่นคือคำถาม หลังจากที่เรามาจุด ดูอันนั้นเจอจากการสำรวจทั่วบริเวณ ที่บอกว่าทำไมเข้าไปสิบปีเราถึงเจอก้อนดิน เพราะอันนั้นมันเป็นสิ่งที่ค้นพบยากอยู่แล้วด้วย เราเปรียบเทียบกับที่บ้านปากอาวด้วย ว่าทำไมเราโชคดีถึงเจอเพราะมันเป็นเรื่องยากที่จะเจอ...”

จากก้อนดินชิ้นนั้น ได้นำสู่การจุดประกายการขุดค้นในแหล่งโบราณคดีโนนหนองหอ ให้มีความลุ่มลึกและละเอียดเพิ่มมากขึ้น นอกเหนือไปจากการทำงานเพื่อจัดทำพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นตามความแผนงามเดิม ต่อจากนั้นทางทีมคุณสุกัญญา ยังได้รับการสนับสนุนข้อมูลจากทีมงานของคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร โดย รองศาสตราจารย์สุรพล นาถะพินธุ ที่ได้ทำการขุดค้นทางโบราณคดีอยู่ในบริเวณเดียวกัน ซึ่งได้พบว่ามีร่องรอยของตะกรันโลหะในชั้นดินอยู่อย่างหนาแน่น นอกจากนั้นยังมีการค้นพบท่อลม เศษก้อนโลหะ และแม่พิมพ์ใช้ในการหล่อสำริดอีกด้วย จึงทำให้มีการสันนิษฐานว่าน่าจะต้องมีแหล่งหล่อสำริดในบริเวณนี้
ด้วยก้อนดินที่มีการค้นพบ จากลวดลายภายในก้อนดินที่เป็นลายเส้นหน้ากลองมโหระทึก จึงทำให้สันนิษฐานว่านอกจากการหล่อสำริดกเครื่องมือเครื่องประดับแล้ว ในบริเวณนี้ยังได้เคยมีการหล่อกลองมโหระทึกขึ้น ซึ่งนับว่าเป็นการค้นพบที่มีความสำคัญอย่างมากในการทำงานโบราณคดีในประเทศไทย ที่ทำให้เปลี่ยนแปลงความรู้ที่เคยมีมาแต่เดิม ว่ากลองมโหระทึกเป็นสิ่งของนำเข้ามาจากภายนอกเท่านั้น มาเป็นการผลิตขึ้นเองภายในชุมชนมนุษย์ก่อนประวัติศาสตร์ในประเทศไทย

ประเด็นสืบเนื่องจากการค้นพบแหล่งผลิตกลองมโหระทึกอยู่ที่วัตถุดิบนำมาใช้ในการผลิตสำริด แหล่งเหมืองทองแดงโบราณในประเทศไทย นั้นมีอยู่ ๒ แหล่ง คือ ภูโล้น จังหวัดหนองคาย หุบเขาวงพระจันทร์ จังหวัดลพบุรี ซึ่งอยู่ห่างจากแหล่งผลิตในแหล่งโนนหนองหอ จึงสันนิษฐานได้ว่าทองแดงอาจถูกส่งมาจากทางฝั่งประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว หากทว่าก็มีการพบก้อนโลหะสำเร็จรูป ทีหล่อส่วนผสมมาให้พร้อมใช้แล้ว ส่งมาจากพื้นที่
อื่นๆ ก็เป็นได้ ถึงแม้จะหาจุดยุติในเรื่องนี้ไม่ได้หากทว่าก็ทำให้เห็นได้ว่าแหล่งผลิตสำริดโนนหนองหอย่อมมีความสัมพันธ์กับชุมชนอื่นๆ ภายนอกที่มีการผลิตวัตถุดิบเพื่อนำส่งมาสำหรับการหลอมเป็นเครื่องใช้เครื่องประดับ ตลอดจนกลองมโหระทึก ที่โนนหนองหอ

การทำงานขั้นต่อไปของทางทีมคุณสุกัญญา เบาเนิด ภายหลังจุดประกายการค้นพบแหล่งผลิตกลองมโหระทึกในพื้นที่ภาคอีสานแล้ว แผนงานต่อไปเป็นการขยายพื้นที่ออกไปในบริเวณจังหวัดมุกดาหารและพื้นที่อื่นๆในภาคอีสาน เพื่อค้นหาแหล่งผลิตกลองมโหระทึก ที่น่าจะมีมากกว่าเพียงแค่ที่โนนหนองหอที่พื้นที่ถูกลักลอบขุดวัตถุออกไปเป็นจำนวนมาก ทำให้พื้นที่เสียหายอย่างมากจนไม่อาจสร้างภาพของเตาหลอมที่ยังคงสภาพสมบูรณ์ แต่ก็ยังมีอุปสรรคเรื่องพื้นที่ภาคอีสานกำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะการทำสวนยางพาราที่กำลังเข้ามาเป็นพืชเศรษฐกิจตัวใหม่ เป็นที่นิยมขยายพื้นที่อย่างรวดเร็ว พื้นที่สวนยางพาราทำให้การขุดค้นทางโบราณคดีเป็นไปด้วยความยากลำบากกว่าพื้นที่ทุ่งของภาคอีสานแต่เดิม ด้วยพื้นที่สวนยางพารามีการทับทมของใบยางพาราประกอบกับลักษณะพื้นที่เป็นสวนไม้ยืนต้น ทำให้การสำรวจพื้นผิวหน้าดินเป็นไปด้วยความยากลำบาก
นอกจากนั้นแล้วทัศนคติของชาวบ้านที่มีต่อการทำงานของกรมศิลปากร ก็นับได้ว่าเป็นอุปสรรคสำคัญประการหนึ่งต่อการทำงานภาคสนามของนักโบราณคดี เห็นได้จากในหลายครั้งที่นักโบราณคดีเข้าไปทำงานตามหลัง พ่อค้าของเก่าที่เข้าไปหาซื้อจากชาวบ้านมาก่อนแล้ว อย่างเช่นในกรณีของบ้านโนนหนองหอ ที่แม้จะมีการพบแหล่งผลิตสำริดสำคัญ แต่การลักลอบขุดก่อนหน้าทำให้พื้นที่การขุดค้นทางโบราณคดีเสียหายไปมาก อีกทั้งจากกรณีที่ชาวบ้านเก็บโบราณวัตถุไว้ไม่กล้านำมาให้กับทางเจ้าหน้าที่ ส่วนหนึ่งอาจด้วยความหวาดกลัวความผิดทางกฏหมาย ตลอดจนความหวงในโบราณวัตถุกลัวว่าทางกรมศิลปากรนำไปเก็บไว้ อย่างในกรณีที่จังหวัดยโสธรที่คุณสุกัญญาบอกเล่าว่า
“...อันนี้คือกลองที่เราสำรวจใหม่ ที่อยู่กับชาวบ้านซึ่งอันนี้ก็ยากทีเดียวที่จะขอเขาดูได้ ปรากฏว่าบ้านแก้วนาบอนเราเคยเข้าไปดูแล้วรอบหนึ่ง เราก็เข้าไป เราก็คว้าน้ำเหลวมาเพราะทุกคนปิดหมดเลย ไม่มีกลองไม่มีอะไรทั้งสิ้น ปรากฏว่าเราข้ามภูเขาไปอีกหมู่บ้านหนึ่ง ที่บ้านนั้นมีพระอาจารย์ท่านหนึ่ง ท่านก็เป็นคนสาธารณะเพื่อสังคม เป็นพระนักพัฒนาท่านก็บอก ท่านก็คอนเฟิร์มให้ว่ากรมศิลป์วันนั้นไม่ได้เราไปหรอกนะมาขอถ่ายรูปอย่างเดียว ก็โชคดีได้เข้าไปดูที่นี่ ซึ่งการสำรวจเจอกลองเองของกรมศิลปากรเป็นเรื่องที่ยาก เป็นเรื่องที่พิเศษจริงๆ เพราะปกติแล้วถ้าไม่แจ้งให้เรารู้เราไม่มีทางรู้ได้เลยนะคะ ส่วนใหญ่แล้วที่รู้ได้เพราะเขาแจ้งมา บางทีคนที่รักษาเอาไว้ก็ไม่ได้แจ้ง เผื่อจะมีเจ้าหน้าที่ที่ทำวัฒนธรรมอำเภอ วัฒนธรรมตำบลเขาไปเห็นเขาถึงแจ้งให้เราเข้าไปดู แต่ประเภทที่เราไปเจอเองค่อนข้างจะยากทีเดียว...”

หนทางการทำงานของกรมศิลปากร เพื่อให้ก้าวข้ามปัญหาอุปสรรคเรื่องคนในพื้นที่ย่อมดำเนินไปในหนทางที่คุณสุกัญญา ได้กล่าวไว้ว่า
“...ความพยายามที่เรียกว่าการไปเยียวยาอย่างหนึ่ง เยียวยาแหล่ง เยียวยาคน แล้วก็เยียวยาข้อมูล เอาข้อมูลที่เป็นข้อมูลสำคัญทางโบราณคดีของประเทศเอาไว้ให้ได้มากที่สุด ก็คือการเข้าไปทำงานกับชุมชน คือถ้าเราเข้าไปแบบนักวิชาการอย่างเดียวบางทีเราก็อาจไม่ได้รับการต้อนรับที่ดีเท่าไหร่นัก ก็คือการเข้าไปทำงานกับชุมชน คือถ้าเราเข้าไปแบบนักวิชาการอย่างเดียวบางทีเราก็อาจไม่ได้รับการต้อนรับที่ดีเท่าไหร่นัก เราก็ต้องเข้าไปเป็นนักพัฒนาด้วย เข้าไปเป็นนักจิตวิทยาด้วย เราก็ต้องใช้หลายบุคลิกภาพเข้าไปถึงจะได้ข้อมูล อย่างเรียนให้ทราบขำๆ ว่าบางทีข้อมูลบางอย่างที่สำคัญอยู่ที่นั่นมา ๔-๕ ปี บางทียังไม่ได้เห็นเพราะเขาไม่ให้ดู แต่ว่ามีรายการสารคดีเข้าไปวันเดียวเขาอาจจะให้ดู มันก็ต้องเข้าไปหลายแบบบุคลิกภาพก็ยากอยู่สำหรับการได้ข้อมูลสำคัญ...”
การทำงานของนักโบราณคดีในประเทศไทย ยังดำเนินต่อไปเพื่อค้นพบความรู้ข้อมูลหลักฐานใหม่ ที่ยังรอการค้นพบ และช่วยเปลี่ยนความรู้ความเข้าใจทางวิชาการหลากหลายประการทำให้เกิดขึ้นได้ อันก่อให้เกิดประโยชน์ต่อการทำความรู้จักบ้านของเราเองให้ได้เพิ่มมากขึ้น ทว่าด้วยข้อจำกัดทางงบประมาณและจำนวนบุคลากรในการทำงาน ย่อมเป็นเรื่องหนักหน่วงต่อไปสำหรับการทำงานโบราณคดีสำหรับการค้นหารากของสังคมไทย
งานนำเสนอและภาพประกอบบทความนี้ ได้รับการอนุญาตจากคุณสุกัญญา เบาเนิด ให้ทางมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์. ทำการเผยเพร่