หน้าหลัก
เกี่ยวกับมูลนิธิ
วันเล็ก-ประไพ รำลึก
ติดต่อเรา
เมื่อนึกถึง จิตร ภูมิศักดิ์
บทความโดย ศรีศักร วัลลิโภดม
เรียบเรียงเมื่อ 1 ต.ค. 2548, 14:00 น.
เข้าชมแล้ว 10764 ครั้ง

 

เมื่อนึกถึง จิตร  ภูมิศักดิ์

 

 

 

ถ้าจิตร ภูมิศักดิ์ยังไม่ตาย ปลายเดือนกันยายน พ.ศ.๒๕๔๕ นี้ เขาก็จะมีอายุ ๗๒ ปี คือครบหกรอบ สมควรที่จะได้รับการเฉลิมฉลองเยี่ยงนักปราชญ์สำคัญทั้งหลายของบ้านเมือง แต่ด้วยความเป็นคนล้ำยุคของจิตร ทำให้การยอมรับในความเป็นปราชญ์เกิดขึ้นภายหลังที่จิตรเสียชีวิตไปนามพอสมควร

 

โดยปกติ ความล้ำยุคของคนในสังคมไทยมีอยู่ทุกยุคทุกสมัย แต่น้อยคนที่จะประสบเคราะห์กรรมที่หนักหนาสาหัสเช่นจิตร ภูมิศักดิ์ เพราะส่วนใหญ่จะถูกมองว่าเป็นขบถทางความคิดหรือทางปัญญา ได้รับการประณามหยามเหยียดจากคนที่ล้าหลังทางปัญญาบางกลุ่มบางเหล่าเท่านั้น ดูเหมือนคนล้ำยุคจะอยู่รอดได้ดีในระดับชาวบ้านตามท้องถิ่น เพราะไม่เป็นที่รู้จักของคนในระดับคนชั้นกลางและคนที่มีการศึกษาในเมือง

 

แต่ในกรณีของจิตร สถานการณ์ทางสังคมและการเมืองทำให้จิตร ภูมิศักดิ์ไม่เพียงแต่จะเป็นขบถทางปัญญาเท่านั้น หากเป็นขบถต่อชาติต่อแผ่นดินอีกด้วย

 

การเป็นขบถทางสังคมนั้นเกิดขึ้นภายในรั้วจามจุรีสีชมพู สถาบันอุดมศึกษาที่มีเกียรติและศักดิ์ศรีเป็นอันดับหนึ่งของประเทศชาติ แต่มีกรอบประเพณี จารีต และค่านิยมที่กดดันความคิดอิสระเสรีของความเป็นมนุษยชาติมากยิ่งกว่าสถาบันการศึกษาอื่นใดที่ร่วมสมัยในขณะนั้น

 

ข้าพเจ้าก็เป็นนักศึกษาคนหนึ่งในสถาบันนี้ โดยเรียนอยู่ในรุ่นหลังจิตร ภูมิศักดิ์ ราว ๔-๕ รุ่น รู้สึกว่าการเรียนการศึกษาที่ได้รับมักจะอยู่ในกรอบที่เข้มงวด ดังเห็นได้จากการสอบเลื่อนชั้นเรียน คนที่สอบได้ดี ได้เกียรตินิยม มักเป็นคนที่ท่องเก่ง จนเกือบกล่าวได้ว่าจำเล็กเชอร์ของอาจารย์ได้ทุกคำพูดก็ว่าได้

 

ข้าพเจ้าชอบไปห้องสมุดในเวลาว่าง ห้องที่นักศึกษาไปใช้มากมักเป็นห้องวารสาร เพราะส่วนใหญ่ชอบไปอ่านหนังสือพิมพ์ หรือวารสารที่เกี่ยวกับแฟชั่นและสิ่งเริงรมย์กัน แต่ห้องหนังสือที่ให้ความรู้ดีๆ มีหนังสือดีๆ นั้นไม่ค่อยมีคน ที่มีก็มักเป็นพวกเอางานที่อาจารย์กำหนดไปนั่งทำ มีหนังสือดีๆ มากมายที่แทบไม่มีคนอ่าน หลายเล่มเก็บไว้นานจนมอดไชเป็นรู เปิดดูรายชื่อผู้ยืมเกือบจะไม่มี ถ้ามีก็เป็นชื่อซ้ำๆ กันไม่กี่คน และหนึ่งในจำนวนนั้นก็คือ จิตร ภูมิศักดิ์

 

นักศึกษารุ่นข้าพเจ้าและรุ่นหลังๆ ลงมาส่วนใหญ่ไม่ใคร่มีใครรู้จักจิตร ภูมิศักดิ์ ที่รู้มีส่วนน้อย และมักรู้จักในทางลบมากกว่าทางบวก นั่นก็คือรับรู้เพียงว่าจิตรเป็นนักศึกษาที่ชอบเรียนเรื่องภาษาไทย ภาษาเขมร เป็นนักเขียน นักแสดงความคิดที่พวกครูบาอาจารย์ไม่ชอบ และที่สำคัญก็คือเป็นพวกคอมมินิสต์ที่ถูกโยนบก รวมทั้งมีอีกหลายคนที่มีความคิดเช่นเดียวกับจิตร ภูมิศักดิ์ และถูกสันติบาลตามตัวและจับไปเป็นผู้ต้องหาร่วมกับจิตรในสมัยรัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ด้วย

 

ข้อกล่าวหาเรื่องการเป็นคอมมิวนิสต์นี้ได้เปลี่ยนสถานภาพของจิตรจากการเป็นขบถทางความคิด และการเป็นคนนอกรีตในสังคมรั้วสีชมพู มาเป็นขบถทางการเมืองต่อรัฐและชาติบ้านเมืองไป

 

ในความคิดของข้าพเจ้าเชื่อว่า ส่วนหนึ่งของความเป็นตัวตนในจิตร ภูมิศักดิ์ คือผลผลิตจากความขัดแย้งทางสังคมในรั้วสีชมพูนั่นเอง

 

มีค่านิยมบางอย่างที่สร้างอัตตาและความเหลื่อมล้ำให้เกิดขึ้น อย่างเช่นคณะศึกษาที่เหมาะกับบรรดาพวก เลิศลบนารีในแหล่งหล้า ก็คือคณะอักษรศาสตร์ที่จิตรศึกษาอยู่ ส่วนคณะสำหรับเอกบุรุษสุดสง่า ก็คือคณะวิศวกรรมศาสตร์ ก็คงเป็นเหตุมิใช่น้อยที่ทำให้นักศึกษาชายอย่างจิตร ที่ไม่อยู่ในกรอบของจารีตและความคิด จะถูกดูถูกโดยครูอาจารย์และนักศึกษาหญิงส่วนใหญ่ในคณะ และถูกนักศึกษาชายในคณะวิศวกรรมศาสตร์จับโยนบก รวมทั้งต่อมาถูกจับเข้าคุก

 

ความเป็นตัวตนของจิตรในคระที่นักศึกษาชายมีพื้นที่เพียงแต่เป็นคนกลุ่มน้อย ที่ต้องคอยเอาอกเอาใจพวกผู้หญิงที่เรียนเก่ง ท่องเก่ง มีศักดิ์มีตระกูล ก็คือการแหกกรอบทางสังคมและประเพณีที่คนทั้งหลายเห็นว่าดีงามมาหาทางเลือกเฉพาะตน นั่นคือการแสวงหาความรู้ ความเข้าใจในเรื่องต่างๆ ที่นอกเหนือไปจากการเรียนแบบท่องจำในคณะวิชาได้อย่างดียิ่ง

 

ข้าพเจ้าคิดว่า ถ้าไม่ยึดติดกับการเรียนแบบท่องจำตามตำรา และบ้าๆ บอๆ อยู่กับความมีปมด้อยปมเด่นทางสังคมแล้ว ก็มีทั้งช่องว่างและอะไรหลายๆ อย่างในรั้วสีชมพูที่นักศึกษาสามารถหาความรู้และเรียนรู้ให้เป็นนักปราชญ์ราชครูได้

 

จิตร ภูมิศักดิ์ คือนักศึกษาที่ว่านี้ และก็ไม่เป็นที่น่าประหลาดใจ ที่คนนอกรั้วสีชมพูจะรู้จักจิตรดีกว่าคนที่อยู่ในรั้ว

 

ข้าพเจ้ารู้จักและคุ้นเคยกันดีกับท่านอาจารย์มหาฉ่ำ ทองคำวรรณ ผู้เชี่ยวชาญการอ่านศิลาจารึกของกรมศิลปากร ที่ได้รับเชิญให้ไปสอนพิเศษที่คณะอักษรศาสตร์ ท่านอาจารย์ฉ่ำบอกว่า จิตร ภูมิศักดิ์มีความรู้ในเรื่องภาษาเขมรในระดับผู้เชี่ยวชาญทีเดียว และเป็นคนที่ทางคณะหรือทางราชการควรจ้างไว้ให้สอน ให้ทำงานค้นคว้า

 

สิ่งที่ท่านอาจารย์ฉ่ำพูดนี้คือความจริง เพราะความเชี่ยวชาญที่แท้จริงของจิตรนั้นอยู่ภาษาศาสตร์ นิรุกติศาสตร์ และวรรณคดี ที่เป็นฐานในการไปเชื่อมโยงกับความรู้และข้อมูลเรื่องต่างๆ ทางมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์เป็นอย่างดี

 

โดยเฉพาะทางสังคมศาสตร์นั้น ข้าพเจ้าคิดว่าจิตรได้อ่านได้รู้มากกว่าพวกที่เป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัยเสียด้วยซ้ำ โดยเฉพาะสังคมศาสตร์ทางฝ่ายสังคมนิยม เลยมองเห็นอะไรที่ไม่เป็นแต่เพียงฝ่ายเดียวอย่างคนอื่นๆ ในยุคนั้น ที่ถูกมอมเมาโดยกระแสทุนนิยมจากอเมริกา

 

แต่ทั้งนั้นทั้งนั้น ความยิ่งใหญ่ของจิตร ภูมิศักดิ์ คงไม่ได้อยู่ที่การอ่านหนังสือและนึกคิดจากสิ่งที่มาจากตำรา หากมาจากการมีประสบการณ์เป็นสำคัญ เป็นประสบการณ์ที่เกิดจากการเป็นเด็กบ้านนอก จากภูมิกำเนิด และจากการที่ไปทำงานเป็นมัคคุเทศก์ นำคนไปเที่ยวในที่ต่างๆ โดยเฉพาะที่นครวัดนครธม เป็นต้น เหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่ทำให้จิตรสามารถนำเอาความรู้ที่ได้จากการเรียนและตำรามาคิดและเชื่อมโยง จนเขียนขึ้นเป็นเรื่องราวที่คนทั่วไปเข้าใจได้ดีกว่าบรรดานักวิชาการและนักศึกษาที่ติดกรอบทั้งหลาย

 

จิตร ภูมิศักดิ์ คือนักแหกกรอบที่ยิ่งใหญ่ เพราะมีศักยภาพในทางจินตนาการสูง และสิ่งนี้แหละคือความเป็นคนล้ำยุคของจิตร ที่คนทั้งหลายในรุ่นเดียวกัน หรือรุ่นหลังๆ ลงมาตามไม่ทัน คิดไม่ถ้วนเลยททำให้เกิดอคติกับจิตไปต่างๆ นานา

 

ยกตัวอย่างเรื่องกฎหมายตราสามดวงที่มีการรวบรวมและสร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๑ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ผู้ได้รับการยกย่องเป็นพระบิดาแห่งประวัติศาสตร์โบราณคดีไทย ทรงวินิจฉัยว่าเป็นกฎหมายที่สร้างภายหลังจากการสร้างพระนครศรีอยุธยา คือตั้งแต่ พ.ศ.๑๘๙๓ ลงมาทั้งนั้น

 

 

 

ทั้งๆ ที่กฎหมายเก่าบางฉบับมีศักราชยืนยืนว่ามีมาก่อนแล้วก็ตาม ก็ทรงตัดทอนว่าเป็นการให้ศักราชผิดของคนที่บันทึกไว้ แต่จิตร ภูมิศักดิ์เล็งเห็นว่าอายุของศักราชก่อนการสร้างพระนครศรีอยุธยาเป็นของจริง เพราะเนื้อหาและข้อความล้วนเป็นเรื่องเก่าก่อนทั้งสิ้น

 

โดยเหตุนี้ จิตรจึงเชื่อว่ามีเมืองที่เป็นอยุธยามาก่อนการสร้างพระนครในรัชกาลสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ (ที่สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงเรียกว่า พระเจ้าอู่ทอง)

 

หรือเรื่องที่สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงฯ ทรงสันนิษฐานว่ารูปแบบในการบริหารราชการและการปกครองกรุงศรีอยุธยาได้รับอิทธิพลมาจากขอมเมืองพระนคร อันเนื่องมาจากการกวาดต้อนและเทครัวขอมายังพระนครศรีอยุธยาในรัชกาลสมเด็จพระพระบรมราชาธิราชที่ ๒ (เจ้าสามพระยา) ทำให้ได้พวกปุโรหิตและพวกพราหมณ์มาแนะนำสอนสั่งให้ แต่ในงานค้นคว้าเรื่องการแบ่งกรมกองและตำแหน่งขุนนางข้าราชการขอมสมัยเมืองพระนครนั้น กลับไม่มีอะไรเทียบเคียงได้กับลักษณะกรมกองและตำแหน่งยศถาบรรดาศักดิ์ในระบบราชการของพระนครศรีอยุธยา ที่เกิดขึ้นในรัชสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ หรือรัชสมัยหลังๆ ลงมาเลย

 

สิ่งที่โด่งดังและท้าทายมากเห็นจะเป็นเรื่อง “เสียมกุก” ซึ่งเป็นรูปสลักกองทหารกองหนึ่งในขบวนทหารที่ผนังระเบียงคด ปราสาทนครวัด เป็นกองทหารที่นำหน้ากองทหารอีกกองหนึ่ง ซึ่งมีจารึกบอกว่าเป็นพวกละโว้ บรรดานักปราชญ์โบราณคดีของฝรั่งเศสต่างพากันดึงเรื่องนี้ออกจากบริบทของเหตุการณ์และสถานที่ มายกเป็นตัวอย่างว่าเป็นกองทหารจากเมืองขึ้นของเมืองพระนคร เพื่อยืนยันเป็นหลักฐานว่าดินแดนประเทศไทยที่มีเมืองลพบุรีและสุโขทัยเป็นเมืองสำคัญนั้นเป็นเมืองขึ้นของขอมกัมพูชา เลยทำให้บรรดานักปราชญ์ราชบัณฑิตไทยคล้อยตาม พลอยเห็นว่าดินแดนประเทไทย โดยเฉพาะในลุ่มน้ำเจ้าพระยาและภาคกลางเคยอยู่ใต้การปกครองของขอม ซึ่งคิดแล้วก็เข้ารกเข้าพงดี

 

ข้าพเจ้าคิดว่าความโง่อยู่ที่ตรงนี้ คือเชื่อแต่เรื่องที่ฝรั่งปรุงแต่งให้ โดยไม่ดูที่บริบทของสถานที่และเรื่องราว ตลอดจนความมุ่งหมายของภาพสลักที่นครวัด ซึ่งคนส่วนใหญ่อาจไม่เคยเห็นก็ได้ แต่จิตร ภูมิศักดิ์เคยไป เคยเห็นนครวัดนครธมที่เป็นสถานที่เกี่ยวข้องกับภาพสลักกองทหารดังกล่าวนี้

 

จิตรไม่สนใจเรื่องการเป็นกองทหารจากเมืองขึ้น หากคิดว่าเป็นกองทหารในพระราชพิธีที่สัมพันธ์กับศาสนสถานที่เรียกว่า “พิษณุโลก” อันเป็นชื่อที่มาจากคำว่า พระบรมวิษณุโลกของพระเจ้าสุริยวรมันที่ ๒ ผู้สร้างศาสนสถานที่คนสมัยหลังลงมาเรียกว่า ปราสาทนครวัด ชื่อนี้ทำให้แลเห็นความเชื่อมโยงกับเมืองพิษณุโลก ที่สถาปนาขึ้นในรัชกาลสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถแห่งกรุงศรีอยุธยา เพราะเป็นสิ่งที่กล่าวถึงในลิลิตยวนพ่าย ซึ่งแน่นอนว่าไทยเอามาจากเขมร แต่ไม่เกี่ยวข้องอะไรกับการเอาแบบอย่างในเรื่องการบริหารการปกครอง ในขณะเดียวกันก็ไม่เกี่ยวกับการเป็นเมืองขึ้นอย่างที่เชื่อกันด้วย

 

ที่สนุกก็คือ เรื่องคำว่า เสียมกุก นั้น คนอื่นๆ มุ่งไปที่เมืองสุโขทัย เพราะเชื่อในเรื่องทฤษฎีเมืองขึ้นของฝรั่ง แต่จิตร ภูมิศักดิ์กลับเสนความเห็นว่า เสียมกุกนั้นหมายถึงชาวเสียมจากลุ่มน้ำกก อันเป็นลำน้ำสาขาหนึ่งของแม่น้ำโขงในเขตจังหวัดเชียงราย คำว่า กุก นั้นมาจาก กก แล้วให้เหตุผลว่ามีเรื่องราวของคนเสียมร่วมสมัยในตำนานและวรรณกรรมเรื่องท้าวฮุ่งหรือเจือง อันแสดงให้เห็นถึงการมีบ้านเมืองของผู้คนในลุ่มน้ำโขง แทนเรื่องการบ้านเรื่องคนเสียมหรือสยามที่สุโขทัยและลุ่มน้ำเจ้าพระยา

 

เรื่องนี้ทำให้ข้าพเจ้าแลเห็นการเป็นผู้รู้และผู้มีจินตนาการที่ยิ่งใหญ่ของจิตรที่ทำให้ข้าพเจ้าสานต่ออะไรได้หลายอย่าง จิตรอ่านวรรณกรรมเรื่องขุนเจืองได้แตกฉานและดีกว่าผู้อื่น รวมทั้งรู้ภูมิศาสตร์ของเรื่องราวในตำนานได้ชัดเจน โดยเฉพาะการแลเห็นว่าขุนเจืองเป็นกษัตริย์ทางฝั่งน้ำโขงแถบลุ่มน้ำกก ในอาณาบริเวณตั้งแต่เมืองเชียงแสนลงมาจนถึงเมืองหลวงพระบาง หรืออีกนัยหนึ่งคือลุ่มน้ำโขงทั้งฝั่งล้านนาและล้านช้างนั่นเอง

 

เพราะฉะนั้น เสียมกุกของจิตร ภูมิศักดิ์จึงเป็นพวกเสียมหรือสยามทางลุ่มน้ำโขงมากกว่าลุ่มน้ำเจ้าพระยา

 

ถ้อยคำและภาพพจน์ในวรรณกรรมเรื่องขุนเจือง ทำให้ข้าพเจ้าแลเห็นสิ่งที่รวมสมัยกับภาพสลักของกองทหารที่นครวัด ก็คือภาพของกองทัพที่ใช้ช้างเป็นพาหนะสำคัญในการสู้รบทางบก เป็นลักษณะของกองทัพที่มีแม่ทัพหรือนายทัพยืนอยู่บนหลังช้างอย่างสง่างาม แสดงถึงความเชี่ยวชาญอันเกิดจากการฝึกปรือมาเป็นอย่างดี

 

การยืนบนหลังช้าง และการรบบนหลังช้างอย่างที่พรรณนาในวรรณกรรมเรื่องขุนเจือง นอกจากเข้ากันได้ดีกับภาพสลักที่นครวัดแล้ว ยังพบตามหลักฐานทางโบราณคดีในที่อื่นๆ อีก นับเป็นรูปแบบที่แตกต่างไปจากการนั่งบนหลังช้างหรือคอช้างของบรรดากษัตริย์ เจ้านาย และนักรบในสมัยอยุธยา

 

อาจยกตัวอย่างให้เห็นได้จากการจัดขบวนกองทหารทั้งเพื่อการสวนสนามและการพิธีกรรมที่ปรากฏในภาพเขียนสมัยรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์ฯ ที่นอกจากจะแสดงให้เห็นลักษณะทหารหลายหมู่เหล่าเช่นที่นครวัดแล้ว ยังมีกองทหารที่เป็นพวกอาสาอีกด้วย เช่นพวกฝรั่ง และญี่ปุ่น เป็นต้น

 

กองทหารอาสานี้ก็เป็นเช่นเดียวกันกับกองทหารละโว้และเสียมกุกที่ปราสาทนครวัด หาได้เป็นกองทหารที่รัฐอันเป็นเมืองขึ้นหรือพันธมิตรส่งมาช่วยเหลือไม่

 

เพราะฉะนั้น ภาพสลักของทหารเสียมกุกจึงไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับเรื่องที่ว่าเมืองขึ้นหรือเมืองบริวารของกัมพูชาส่งมาเพื่อรับใช้แต่อย่างใด

 

ถ้าเข้าใจในเรื่องนี้ได้ก็ตีความได้ว่า กองทหารเสียมกุกนั้นก็คือพวกเสียมที่อยู่เมืองพระนครนั่นเอง ซึ่งอาจจะเป็นพวกที่เข้ามาค้าขายตั้งถิ่นฐานหรืออพยพเข้ามาตั้งหลักแหล่งก็ได้ เป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นว่า เมืองพระนครในสมัยพระเจ้าสุริยวรมันที่ ๒ นั้น มีความใหญ่โตเป็นที่รู้จักของนานาชาติ จึงมีคนต่างชาติต่างเผ่าพันธุ์เข้ามาตั้งถิ่นฐาน บางพวกก็เข้ามาเป็นครั้งเป็นคราวแล้วออกไป ซึ่งก็เป็นเช่นเดียวกันกับกรุงศรีอยุธยาตั้งแต่สมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง และสมเด็จพระนารายณ์ลงมา

 

การเจริญเติบโตของบ้านเมืองในลักษณะที่เป็นศูนย์กลางนานาชาตินี้ ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม ซึ่งอาจสะท้อนให้เห็นจากรูปแบบและโครงสร้างทางศิลปวัฒนธรรมหลายอย่างหลายประการ

 

ปราสาทนครวัด ศิลปะแบบนครวัด รวมทั้งบรรดาประเพณีพิธีกรรมต่างๆ ที่เกิดขึ้นในยุคนี้ ก็คือหลักฐานที่เป็นรูปธรรมให้เห็นนั่นเอง

 

ไม่ต่างอะไรกับกรุงศรีอยุธยาตั้งแต่สมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททองลงมา

 

 

 

 

ศรีศักร วัลลิโภดม  (บทบรรณาธิการวารสารเมืองโบราณปีที่ ๒๘ ฉบับที่ ๔ ตุลาคม-ธันวาคม ๒๕๔๕)

อัพเดทล่าสุด 1 ส.ค. 2559, 14:00 น.
บทความในหมวด
ที่ตั้งมูลนิธิ ๓๙๗ ถนนพระสุเมรุ แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐
โทรศัพท์ ๐-๒๒๘๑-๑๙๘๘ , ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐ โทรสาร ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐
อีเมล์ Vlekprapaifoundation@gmail.com
                    
Copyright © 2011 lek-prapai.org | All rights reserved.