หน้าหลัก
เกี่ยวกับมูลนิธิ
วันเล็ก-ประไพ รำลึก
ติดต่อเรา
สรุปเสวนาเรื่อง หนังสือพิมพ์จีน เวทีความคิดและกระบอกเสียงของจีนสยาม
บทความโดย ณัฐวิทย์ พิมพ์ทอง
เรียบเรียงเมื่อ 4 ก.พ. 2559, 16:01 น.
เข้าชมแล้ว 4623 ครั้ง

 

ในวันศุกร์ที่ ๔ กุมภาพันธ์ มูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ ร่วมกับร้านหนังสือริมขอบฟ้า จัดกิจกรรมเสวนาประจำเดือน หัวข้อ “หนังสือพิมพ์จีน เวทีความคิดและกระบอกเสียงของจีนสยาม” โดยมีผู้ร่วมเสวนา ๓ ท่าน คือ  ๑ คุณปนัดดา เลิศล้ำอำไพ นักเขียนและเป็นลูกสาวของอู๋จี้เยียะ อดีตนักหนังสือพิมพ์จีนชื่อดัง ๒ อาจารย์มิตรชัย  กุลแสงเจริญ อาจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร ได้ทำวิจัยหัวข้อ หนังสือพิมพ์ ซิงเสียนเยอะเป้า: ภาพสะท้อนสังคมไทยในสมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ (พ.ศ.๒๕๐๑-๒๕๐๖) และ ๓ คุณสุเทพศุภภัทรานนท์ ผู้อำนวยการหนังสือพิมพ์ซินจงเหยียน โดยมีคุณสุดารา สุจฉายา เป็นผู้ดำเนินรายการ

  

        

 

เริ่มแรก คุณสุดารา กล่าวถึงงานเสวนาครั้งนี้ว่าเป็นครั้งแรกในรอบปี ๒๕๕๔ ที่จัดกิจกรรมเสวนาต่อเนื่อง  จากปีที่แล้ว โดยยังคงหยิบยกประเด็นน่าสนใจมาพูดคุยกันเช่นเคย ครั้งนี้ได้นำเรื่องราวเกี่ยวกับหนังสือพิมพ์จีนในเมืองไทยมาพูดคุย และเปิดประเด็นว่าหนังสือพิมพ์จีนในปัจจุบันมีมากถึง ๖ ฉบับ ทั้งหมดมีจุดกำเนิดที่ยาวนาน  กล่าวกันว่าหนังสือพิมพ์จีนยุคแรกๆ เกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๕ จึงน่าสนใจมากว่าเวลาผ่านเลยร่วม ๑๐๐ ปี หนังสือพิมพ์จีน มีความเปลี่ยนแปลงมากน้อยเพียงใด และยังคงเป็นกระบอกเสียงให้กับจีนสยามอยู่หรือไม่

          

ลำดับต่อมา คุณปนัดดา อธิบายเบื้องต้นว่าหนังสือพิมพ์จีนในไทยมีส่วนเกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์จีนอยู่มาก อาจกล่าวได้ว่าเมื่อเรามองประวัติศาสตร์จีน เราก็จะเห็นชุมชนจีนในไทยด้วย และหนังสือพิมพ์จีนถือเป็นส่วนหนึ่ง ในหน้าประวัติศาสตร์นี้

  

        

ความเป็นมาของหนังสือพิมพ์จีนในไทย เริ่มมีขึ้นให้หลังหนังสือพิมพ์จีนในจีนแผ่นดินใหญ่ไม่นานนัก หนังสือพิมพ์จีนฉบับแรกในไทยปรากฏขึ้นราวปี พ.ศ. ๒๔๔๖ ในชื่อ “หั้นจิ้งเยอะเป้า” หนังสือพิมพ์ยุคแรกมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นกระบอกเสียงทางการเมือง เนื่องด้วยขณะนั้นจีนแผ่นดินใหญ่ปกครองโดยกษัตริย์ราชวงศ์ชิง แต่เกิดปัญหา การปกครองขาดประสิทธิภาพ จึงมีฝ่ายต่อต้านที่ต้องการโค่นล้มราชวงศ์ชิงซึ่งเป็นแมนจู และกอบกู้ชื่อเสียงของชาวฮั่น  อันเป็นประชากรส่วนใหญ่ของจีนกลับคืนมา แต่ปรากฏว่าได้มีฝ่ายสนับสนุนหรือฝ่าย “นิยมเจ้า” อยู่ไม่น้อย อย่างไรก็ตามทั้งฝ่ายต้องการโค่นล้มซึ่งขณะนั้นมีผู้นำคือ ดร. ซุนยัดเซ็น และฝ่ายปกป้องราชวงศ์ชิง จะมีหนังสือพิมพ์จีน  เป็นกระบอกเสียงให้กับฝ่ายตนเอง

            

หนังสือพิมพ์จีนขณะนั้นได้แบ่งเป็นสองขั้วอย่างชัดเจน สำหรับหนังสือพิมพ์ฝ่ายต้องการโค่นล้มราชวงศ์ชิง มีชื่อว่า “หวาเซียมซินเป้า” หรือชื่อไทยคือ “หนังสือพิมพ์จีนโนสยามวารศัพท์” วางจำหน่ายใน พ.ศ. ๒๔๕๐ โดยมี เซียวฮุดเสง สีบุญเรือง ซึ่งเดิมอยู่ฝ่ายนิยมเจ้าเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงสำคัญ

          

ภายหลังราชวงศ์ชิงถูกโค่นอำนาจ ดร. ซุนยัดเซน ได้ขึ้นเป็นประธานาธิบดีรัฐบาลจีนใต้ ในพ.ศ. ๒๔๖๔ ส่งผลให้หนังสือพิมพ์จีนฝ่ายนิยมเจ้าได้ปิดตัวลงโดยอัตโนมัติ ส่วนหนังสือพิมพ์ฝ่ายสนับสนุนโค่นล้มราชวงศ์ชิง ได้เปลี่ยนนโยบายจากเสนอข่าวสนับสนุนขั้วทางการเมือง มาเป็นการเสนอข่าวสารในจีนแผ่นดินใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นข่าวอุทกภัย ข่าวการสู้รบระหว่างจีนกับญี่ปุ่น ด้วยต้องการให้เกิดความสามัคคีเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

          

กระทั่งหมดยุคของ ดร. ซุนยัดเซน ได้ปรากฏความขัดแย้งระหว่างพรรคก๊กมินตั๋งกับพรรคคอมมิวนิสต์ หนังสือพิมพ์จีนในไทยช่วงเวลานี้ทำหน้าที่เสนอข่าวโจมตีฝ่ายพรรคคอมมิวนิสต์อย่างรุนแรง ทว่าเมื่อพรรคคอมมิวนิสต์   ได้ปกครองจีน ในพ.ศ. ๒๔๙๒ หนังสือพิมพ์จีนในไทยทุกฉบับจึงหยุดเสนอข่าวเกี่ยวกับการเมืองในจีนแผ่นดินใหญ่  และหันมานำเสนอข่าวด้านอื่นแทน    

       

    

 

อาจารย์มิตรชัย อธิบายต่อเนื่องว่า หลังจากจีนแผ่นดินใหญ่ถูกปกครองโดยพรรคคอมมิวนิสต์ หนังสือพิมพ์จีน ในไทยได้หยุดนำเสนอข่าวด้านการเมืองทั้งหมด ซึ่งก่อนหน้านั้น คือในสมัยรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม มีการควบคุมหนังสือพิมพ์จีน ไม่ให้นำเสนอข่าวการเมืองต่อต้านญี่ปุ่นซึ่งเป็นคู่สงครามกับจีน แต่เป็นพันธมิตรกับไทยช่วงสงคราม  มหาเอเชียบูรพามาแล้วครั้งหนึ่ง ดังนั้น สิ่งที่หนังสือพิมพ์จีนได้ทำในช่วงนี้ก็คือเป็นกระบอกเสียงให้กับคนจีนในไทย  เพื่อส่งผ่านเรื่องราวความเดือดร้อนความเป็นอยู่ไปยังรัฐบาล และรัฐบาลเองก็ได้ใช้สื่อกลางนี้ส่งผ่านข่าวสารมายัง  คนจีนด้วย

          

จะเห็นว่าหน้าที่ของหนังสือพิมพ์จีนในช่วงคาบเกี่ยว พ.ศ. ๒๕๐๐ จะมีความสำคัญต่อการรับรู้เรื่องราวในสังคมภายนอกของคนจีนอย่างมาก เพราะการรับรู้ข่าวสารทั้งไทยและจากจีนแผ่นดินใหญ่ จะขึ้นอยู่กับหนังสือพิมพ์จีนและประกาศเสียงตามสายเท่านั้น โดยเป็นเช่นนี้เพราะคนจีนสมัยก่อนอ่านหนังสือไทยไม่ออก จึงจำเป็นต้องพึ่งพาสื่อกลางดังกล่าวข้างต้น สำหรับในสมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๐๑ เป็นต้นมา หนังสือพิมพ์จีนเกือบทุกฉบับ  ได้ถูกสั่งปิด แม้ว่าช่วงเวลาดังกล่าวหนังสือพิมพ์จีนจะไม่ได้เสนอข่าวสารเกี่ยวกับการเมืองแล้วก็ตาม แต่ด้วย ความหวาดระแวงในลัทธิคอมมิวนิสต์ที่อาจส่งผ่านเข้ามาทางกลุ่มคนจีน คนจีนในไทยและหนังสือพิมพ์จีน จึงถูกควบคุมและเฝ้าระวังเป็นพิเศษ แม้ที่ผ่านมาทางรัฐบาลได้เปิดโอกาสให้หนังสือพิมพ์จีนนำเสนอข่าวเกี่ยวกับเมืองจีน  ที่ไม่ใช่ข่าวการเมืองได้ แต่ในความเป็นจริงแล้ว เมื่อหนังสือพิมพ์จีนนำเสนอข่าวใดๆก็ตามเกี่ยวกับจีนแม้เพียงเล็กน้อย  ก็จะถูกสั่งปิดทันที อย่างไรก็ตามสถานการณ์ดังกล่าวเริ่มคลี่คลายลง ภายหลังการหมดอำนาจของรัฐบาลจอมพลสฤษดิ์  อีกทั้งหลัง พ.ศ. ๒๕๑๓ รัฐบาลไทยได้เปิดความสัมพันธ์กับรัฐบาลจีนแผ่นดินใหญ่ ส่งผลให้ความตึงเครียด   เรื่องลัทธิคอมมิวนิสต์เบาบางลง

   

 

คุณสุเทพ ซึ่งคุกคลีอยู่กับวงการหนังสือพิมพ์จีนมากว่า ๕๐ ปี อธิบายว่าในช่วงรัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ เป็นต้นมา แม้หนังสือพิมพ์จีนจะถูกควบคุมอย่างหนัก แต่อีกด้านหนึ่งกลับเป็นช่วงที่ธุรกิจหนังสือพิมพ์จีนเฟื่องฟูมากขึ้น เป็นเพราะหนังสือพิมพ์ฉบับต่างๆ หันมาแข่งขันด้านธุรกิจ แทนที่จะเน้นเรื่องอุดมการณ์ทางการเมืองเช่นที่แล้วมา โดยช่วงนี้ มีการพัฒนาและปรับปรุงหนังสือพิมพ์ให้ทันสมัยมากยิ่งขึ้น เช่น พัฒนาให้หนังสือพิมพ์ออกจำหน่ายในตอนเช้า  มีหน้าข่าวเพิ่มขึ้น มีการนำเข้าเครื่องพิมพ์หนังสือพิมพ์สี่สี รวมทั้งการนำเสนอข่าวที่เที่ยงตรงและแม่นยำ นับเป็น จุดขายหนึ่งที่มีการแข่งขันอย่างกว้างขวาง

 

อย่างที่ทราบก่อนหน้านี้ว่าหนังสือพิมพ์จีนในไทยมีทั้งหมด ๖ ฉบับ ด้วยกัน เช่น หนังสือพิมพ์ซินจงเหยียนจะจำหน่ายได้ราว ๔,๐๐๐ ฉบับต่อวัน และรวมทุกฉบับจะจำหน่ายได้ราว ๒๐,๐๐๐ ฉบับ สำหรับกลุ่มผู้อ่านเกือบทั้งหมดจะเป็นสมาชิก จะมีซื้อตามแพงบ้าง แต่ก็น้อย สำหรับปัญหาสำคัญของวงการหนังสือพิมพ์จีนทุกวันนี้ คือกลุ่มผู้อ่าน จะมีอายุอยู่ระหว่าง  ๖๕ ถึง ๘๕ ปี ซึ่งนับวันจะลดจำนวนลงเรื่อยๆ ส่วนคนรุ่นใหม่มักเสพข่าวสารออนไลน์กันมาก  จึงน่าเป็นห่วงว่าหนังสือพิมพ์จีนจะต้องปิดตัวลงในไม่ช้า อาจจะราว ๑๐ ถึง ๑๕ ปีข้างหน้านี้

            

คำถามจึงมีอยู่ว่า หนังสือพิมพ์จีนจะมีทางรอดในยุคโลกาภิวัตน์หรือไม่ ทางรอดหนึ่งที่เป็นไปได้คือ หนังสือพิมพ์จีนจะต้องเปลี่ยนตัวเองจากที่เคยเป็นช่องทางเสนอข่าวสารทั่วไป มาเป็นสื่อสัญลักษณ์นำเสนอ ภาพลักษณ์หน้าตาในแวดวงคนจีน ในรูปของกลุ่มองค์กร สมาคม มูลนิธิ ซึ่งทั้งหมดล้วนให้การสนับสนุนหนังสือพิมพ์จีนอยู่แต่เดิม ที่กล่าวมานี้อาจเป็นทางรอดของหนังสือพิมพ์จีนในไทยได้ แม้ตัวตนที่แท้จริงจะเปลี่ยนรูปไป แต่อย่างน้อย  อาจทำให้ชื่อ “หนังสือพิมพ์จีน” คงอยู่ได้ต่อไป

 

เสวนาสาธารณะ ณ ร้านหนังสือริมขอบฟ้า : วันศุกร์ที่ ๔ กุมภาพันธ์  ๒๕๕๔

 

   

อัพเดทล่าสุด 12 มี.ค. 2561, 16:01 น.
บทความในหมวด
ที่ตั้งมูลนิธิ ๓๙๗ ถนนพระสุเมรุ แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐
โทรศัพท์ ๐-๒๒๘๑-๑๙๘๘ , ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐ โทรสาร ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐
อีเมล์ Vlekprapaifoundation@gmail.com
                    
Copyright © 2011 lek-prapai.org | All rights reserved.