หน้าหลัก
เกี่ยวกับมูลนิธิ
วันเล็ก-ประไพ รำลึก
ติดต่อเรา
ประเทศสยามวันนี้ : เมืองสองฝ่ายฟ้าระหว่างอเมริกากับจีน
บทความโดย ศรีศักร วัลลิโภดม
เรียบเรียงเมื่อ 26 ก.ค. 2559, 08:48 น.
เข้าชมแล้ว 5847 ครั้ง

ประเทศไทยอยู่ในระหว่างอิทธิพลทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมระหว่างมหาอำนาจ อเมริกาและจีน

 

สำหรับข้าพเจ้าในทุกวันนี้ภาวะที่ทำให้เกิดความละเหี่ยใจก็คือความรู้สึกของคนปัญญาชนในสังคมที่สะท้อนออกมาจากทั้งการแสดงออกในโซเชียลมีเดียและข่าวสารตามหนังสือพิมพ์และโทรทัศน์ ที่เห็นว่าแผ่นดินไทยในขณะนี้ถูกปิดล้อมและคุกคามจากต่างชาติภายนอกทั้งในด้านสังคม การเมือง และเศรษฐกิจเป็นอย่างมาก โดยมีเหตุใหญ่มาจากความแตกแยกภายในทั้งรัฐและสังคมของผู้ที่เรียกว่าคนไทยนั่นเอง

    

ประเทศสยามอันมีกรุงเทพมหานครเป็นศูนย์กลางรุ่งเรืองทางสังคม วัฒนธรรม และการเมืองที่สุดคือในรัชสมัยของรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พอสมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว การคุกคามของมหาอำนาจตะวันตกนักล่าอาณานิคมก็แผ่เข้ามาและนับว่าโชคดีด้วยเหตุสองประการ เพราะอสุรกายใหญ่สองตนที่มีอำนาจมากที่สุดในขณะนั้น คืออังกฤษและฝรั่งเศสได้หลีกเลี่ยงการประจัญหน้าด้วยการปล่อยให้ “สยามเป็นประเทศกันชน” หลังจากได้บรรดาบ้านเมืองใหญ่น้อยที่เคยอยู่ในราชอาณาจักรทั้งทางเหนือทางใต้ ตะวันออก และตะวันออกเฉียงเหนือไปเป็นประเทศในอาณานิคม

    

ประเทศสยามแม้จะอยู่รอดมาในฐานะเป็นประเทศเอกราชทางการเมืองการปกครองแห่งเดียวในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก็ตาม แต่ในทางสังคมและวัฒนธรรมนั้นหาได้เป็นอิสระไม่ เพราะการรับอารยธรรมตะวันตกเพื่อมาสร้างความทันสมัย [Westernization] ให้ทัดเทียมกับบ้านเมืองทางตะวันตกนั้น กลับทำให้คนสยามตั้งแต่ชั้นสูงลงมาจนถึงชั้นล่าง กลายเป็นอาณานิคมทางปัญญาของฝรั่งตะวันตกไปสิ้น เพราะไปเห็นดีเห็นงามกับตะวันตกไปทั้งหมดทั้งในด้านวัฒนธรรม เศรษฐกิจ การเมือง และการปกครอง 

    

โดยเฉพาะระบบการปกครองที่เรียกว่าสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่ทำให้ประเทศสยามเป็นรัฐอำนาจรวมศูนย์แบบเด็ดขาด จนไม่มีช่องว่างให้การปกครองท้องถิ่น [Local Government] อย่างที่เคยมีมาแต่สมัยอยุธยาและสุโขทัย ก็เป็นผลมาจากเอาโครงสร้างและวิธีการบริหารปกครองแบบตะวันตกเข้ามาใช้แทนในทางสังคม 

    

เกิดชนชั้นใหม่ขึ้นมาคือ “คนชั้นกลาง” ที่ส่วนใหญ่มาจากคนต่างชาติ ต่างชาติพันธุ์ที่มาจากภายนอกที่เป็นผู้ประกอบการกิจกรรมต่างๆ ทางเศรษฐกิจอาศัยการมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินซึ่งแต่เดิมไม่มีในหมู่ไพร่ฟ้าประชากรของรัฐก่อนสมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวอันได้มาจากการซื้อขายและการยึดครองจากประชาชนที่ด้อยโอกาสและด้อยปัญญามาเป็นของตน ของครอบครัว ของพรรคพวกและบริวาร 

    

กล่าวโดยย่อก็คือ “ระบบทุนและนายทุน” นั่นเอง ซึ่งมีผลทำให้ความขัดแย้งเกิดขึ้นในสังคมชาวนา [Peasant] แต่เดิมที่ชาวบ้านไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินในระบบเศรษฐกิจแบบยังชีพมาเป็นสังคมกสิกรรม [Farmer] ที่มีผู้ประกอบการเป็นพ่อค้า นายทุน เจ้าของที่ดินและปลูกข้าวเป็นพืชเศรษฐกิจ ซึ่งรวมไปถึงการสัมปทานป่าไม้และอื่นๆ
    

เกิดการขยายตัวของสังคมเมือง [Urbanism] เป็นบ้านเมืองมีตึกรามบ้านช่องและถนนหนทางเป็นแบบตะวันตก รูปแบบการดำรงชีวิตของคนเมือง [Life Style] ก็เปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะการแต่งกายตามแบบตะวันตกที่สร้างความเหลื่อมล้ำกับผู้คนในสังคมระหว่าง
คนชั้นสูงและคนชั้นกลางกับชาวบ้านที่เป็นชาวนาและแรงงาน 

 

    

บ้านเมืองยังคงอุดมสมบูรณ์และสามารถพึ่งพาตนเองได้

หากไม่มีแรงกระทบจากภายนอกมาทำให้เสียสมดุลทางนิเวศวัฒนธรรมไป

 

แต่ที่สำคัญคือการศึกษาแบบตะวันตกทำให้เกิดปัญญาชนรุ่นใหม่ที่มีความคิดและการมองโลกเปลี่ยนไปจากเดิมมากมาย คือ เน้นความสำคัญทางวัตถุและความเจริญทางเศรษฐกิจที่ลดความสำคัญทางศาสนาและจริยธรรมในมิติทางจิตวิญญาณจนไม่ได้ดุลกับความเจริญทางวัตถุจนทำให้บรรดาเจ้านาย ขุนนาง ข้าราชการ รวมทั้งพ่อค้า นักธุรกิจ คนชั้นกลางกลายเป็น “คนหัวนอก” ไปแตกต่างจากปัญญาชน “คนใน” ที่มีมาแต่เดิมให้กลายเป็นคนคร่ำครึไม่ทันโลกที่เรียกว่า “เชย”

    

เพราะประเทศไทยเป็นอิสระไม่ตกเป็นเมืองขึ้นของตะวันตกนี่เองที่ทำให้คนไทยเกิดความภูมิใจว่าดีกว่าประเทศเพื่อนบ้านที่ตกอยู่ในสภาพเป็นคนในอาณานิคมของตะวันตก คนไทยนอกจากไม่รู้สึกในความเจ็บปวดในสิ่งเหล่านี้แล้วยังดูถูกคนในประเทศเพื่อนบ้านว่าต่ำต้อยกว่าตน และในขณะเดียวกันก็พยายามทำคนให้มีความก้าวหน้าทัดเทียมกับคนตะวันตกเพื่อความศิวิไลซ์ [Civilized] เพื่อความมีหน้ามีตาเป็นชาติศิวิไลซ์ 

    

ทำให้ปัญญาชนไทยส่วนใหญ่คิดอะไรไม่เป็น ลืมความเป็นมาของบ้านเมืองในอดีต ตั้งหน้าตั้งตาแต่จะลอกเลียนแบบตะวันตก นับแต่การศึกษา การปกครอง การบริหารราชการ รวมทั้งกิจกรรมทางเศรษฐกิจ จนคนไทยกลายเป็นทาสทางปัญญาของคนตะวันตกที่ทำอะไรตามคำแนะนำหรือเอาแบบอย่างตะวันตกมาข่มคนชั้นล่างที่ด้อยโอกาส และคนในประเทศเพื่อนบ้านที่เป็นอาณานิคมคนตะวันตกในทางการเมืองและเศรษฐกิจ จนกลายเป็นที่เกลียดชังของเพื่อนบ้านแทบทุกประเทศในภูมิภาคเดียวกัน

    

ความเป็นทาสทางปัญญาของคนไทยต่อคนตะวันตกนี้ได้เพิ่มพูนทวีคูณมาเป็นทาสทางการเมืองและเศรษฐกิจของคนตะวันตกในช่วงเวลาหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งรู้จักกันในนามว่า “ยุคสงครามเย็น” ที่โลกแบ่งออกเป็นสองขั้ว คือขั้วของระบบเศรษฐกิจการเมืองที่เรียกว่า “ทุนนิยมเสรีประชาธิปไตย” กับ “สังคมนิยมคอมมิวนิสต์”

    

สังคมนิยมคอมมิวนิสต์นั้นแท้จริงคือการต่อสู้เรียกร้องของคนที่เคยเป็นเบี้ยล่างทางเศรษฐกิจการเมืองของคนตะวันตกที่เป็นมหาอำนาจในยุคการล่าอาณานิคม เป็นการต่อสู้ที่มาจากคนชั้นล่าง แต่คนไทยและรัฐไทยไม่เคยอยู่ในสภาพเช่นนั้นทางเศรษฐกิจและการเมือง อยู่กันอย่างสบายและประเทศมั่งคั่งด้วยทรัพยากรและอาหารการกิน จึงคิดว่าการเคลื่อนไหวต่อสู้ของบรรดาประเทศเพื่อนบ้านที่เป็นคอมมิวนิสต์นั้นคือ ภัยร้ายแรงที่คุกคามรัฐไทยและคนไทย 

 

    

 

แต่ภัยนี้ใหญ่หลวงนักเกินกว่าที่คนไทยจะต่อสู้ได้ต้องพึ่งมหาอำนาจทางฝ่ายทุนนิยมคืออเมริกาที่มีผู้ร่วมทุกข์ร่วมสุขคืออังกฤษและฝรั่งเศสที่เคยเป็นอสุรกายในการยึดครองและกดขี่บ้านเมืองที่เป็นคอมมิวนิสต์มาก่อน 

    

ในยุคสงครามเย็นนี้ไทยอ้างตนเองว่าเป็นทุนนิยมประชาธิปไตย แต่แท้จริงแล้วไทยไม่เคยเป็นประชาธิปไตยแบบตะวันตกเลย เพราะยังคงเป็นรัฐรวมศูนย์ที่ไม่มีการกระจายอำนาจตามอุดมคติของการเป็นประชาธิปไตย โดยแท้จริงแล้วไทยคือรัฐเผด็จการทุนนิยมตลอดมา

    

โดยเฉพาะในยุคสงครามเย็นที่เป็นรัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ที่เป็นเผด็จการเต็มตัว ไทยกลายเป็นสาวกอเมริกันอย่างเต็มที่ ซึ่งนอกจากพลีแผ่นดินไทยให้เป็นฐานทัพสำคัญในการทำสงครามกับฝ่ายสังคมนิยมประชาธิปไตยที่เรียกว่าคอมมิวนิสต์แล้วไทยยังปรับปรุง

 

การบริหาร การเมือง การปกครอง การเศรษฐกิจ และการศึกษา รวมทั้งการสร้างโครงสร้างพื้นฐานเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจสังคมให้เปลี่ยนสังคมเกษตรกรรมที่มีมาแต่ดึกดำบรรพ์ให้เป็นสังคมอุตสาหกรรม เกิดกระบวนการทำให้เป็นอเมริกัน [Americanization] ที่ทำให้ผู้คนในระดับสูง ระดับกลางที่เป็นนักการเมือง นักปกครอง บริหาร นักการศึกษา และนักวิชาการคิดอะไรทำอะไรไปเป็นแบบอเมริกันทั้งสิ้น 

    

จนกระทั่งในยุคปัจจุบันที่เรียกว่าโลกาภิวัตน์นั้น ความคลั่งไคล้อเมริกันกลายเป็นโรคขึ้นสมองในบรรดาคนชั้นสูง ข้าราชการ นักธุรกิจ นักวิชาการ และนักศึกษาไปทั้งหมด ดังตัวอย่างเช่นการมีรัฐธรรมนูญและการปกครองแบบประชาธิปไตยของไทยต้องเป็นแบบรัฐสภามีประธานาธิบดี และการเลือกตั้งจากคะแนนเสียงของคนส่วนใหญ่ที่มาเลือกตั้งผู้แทนเป็นสำคัญ  

    

จึงเกิดความขัดแย้งที่ยากจะหาข้อยุติได้ในเรื่องการเป็นประชาธิปไตยของคนไทย ซึ่งกำลังกลายเป็นเครื่องมือหากินและทำลายล้างสังคมไทยด้วยการพยายามล้มล้างสถาบันกษัตริย์และพระมหากษัตริย์ของบรรดานักการเมือง นักธุรกิจ นักศึกษา นักวิชาการที่ออกมาเคลื่อนไหว เรียกร้องความเป็นประชาธิปไตยแบบอเมริกัน  คนไทยเกือบจะฆ่ากันตายอย่างนองเลือดเพราะความกระหายที่จะเป็นประชาธิปไตยแบบอเมริกันนี้ ซึ่งแท้จริงก็คือยุทธศาสตร์และกลยุทธ์ของบรรดานักธุรกิจการเมืองและนายทุนข้ามชาติที่ชั่วร้ายเพื่อการยึดครองประเทศทั้งในด้านเศรษฐกิจ การเมือง และสังคม

    

แต่เคราะห์ดีที่ก่อนการนองเลือดเกิดขึ้นก็เกิดปรากฏการณ์ทางสังคมและการเมืองขึ้นสองอย่าง 

    

อย่างแรกคือการปฏิวัติล้มล้างรัฐบาลคอร์รัปชันที่มาจากการเลือกตั้งและบูชาประชาธิปไตยแบบอเมริกันโดยนายทหารกลุ่มหนึ่งที่มีความจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์และประเทศชาติบ้านเมืองสามารถยุติความรุนแรงและนำประเทศชาติกลับเข้าสู่ภาวะที่สงบได้อย่างเป็นที่ยอมรับของคนส่วนใหญ่ในสังคม 

    

ปรากฏการณ์อย่างหลังคือ การตื่นรู้ทางสติปัญญาของผู้คนส่วนใหญ่ในสังคมที่มีทั้งคนรุ่นเก่าและรุ่นใหม่ที่แสดงออกจากการเคลื่อนไหวทางสังคมและการเมืองในนามของมวลมหาประชาชน 

    

คนเหล่านี้แต่ก่อนไม่ใคร่นำพาต่อปัญหาใดๆ ที่เกิดจากการคอร์รัปชัน การโกงกินและการกดขี่หลอกลวงของกลุ่มทรราชที่ขึ้นมามีอำนาจเป็นรัฐบาลปกครองบ้านเมือง คนเหล่านี้คือพลังทางสังคมที่ชอบธรรมหนุนการดำเนินการของคณะปฏิวัติให้ปราบปรามทุจริตและปฏิรูปบ้านเมือง แต่ในขณะเดียวกันก็คอยเฝ้าดูการดำเนินการในเรื่องต่างๆ ของรัฐบาลว่าเป็นไปโดยชอบธรรมและแก้ไขให้เกิดความเรียบร้อยและความมั่นคงทางสังคมและการเมืองได้สำเร็จหรือไม่

    

เวลาล่วงมาเกือบสองปีเต็มแล้ว การแก้ไขปัญหาต่างๆ ของบ้านเมืองก็ยังไม่ดูดีเท่าใด แม้ว่าความรุนแรงภายในจะค่อยๆ หมดไปหรือน้อยลงก็ตาม แต่เกิดความกดดันจากภายนอกที่ทำให้ประเทศไทยตกอยู่ใน “สภาพของการเป็นเมืองสองฝ่ายฟ้า” ขึ้นในลักษณะที่เป็นไดเลมมา [Dilemma] คือภาวะที่อยู่ท่ามกลางเขาควายหนีเสือปะจระเข้ คือเป็นเมืองที่อยู่ระหว่างมหาอำนาจสองกลุ่มคือ “อเมริกัน” กับ “จีน”  ซึ่งกลายเป็นแอกสองแอกที่ต้องได้รับการปลดปล่อย

    

ข้าพเจ้ามองไม่เห็นว่ารัฐบาลปฏิวัติคณะนี้จะสามารถปลดแอกทางการเมืองและเศรษฐกิจของประเทศออกจากภาวะระหว่างเขาควาย [Dilemma] นี้ได้ เพราะขาดความเด็ดเดี่ยวและเชื่อมั่นในตนเองเป็นประการแรก กับประการที่สองขาดความรอบรู้และเข้าใจชีวิตความเป็นอยู่ทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมของผู้คนทั้งในระดับต่างๆ และท้องถิ่นต่างๆ ทั่วประเทศ 

    

ข้าพเจ้าคิดว่าสถานการณ์ทางการเมืองและเศรษฐกิจของประเทศในขณะนี้อยู่ในภาวะวิกฤต เพื่อปลดปล่อยสังคมให้ดำรงอยู่ได้อย่างราบรื่นนั้น รัฐต้องเข้มแข็งและเป็นรัฐบาลเผด็จการอย่างเต็มตัว อย่าไปคาดหวังหรือตกอยู่ในกับดักของประชาธิปไตยแบบอเมริกันที่บรรดานักการเมืองนักวิชาการ และนายทุนที่ชั่วร้ายนำมาเป็นข้ออ้างเพื่อให้เกิดการเลือกตั้งอย่างรวดเร็ว 

    

รัฐควรจัดการอย่างเด็ดขาดด้วยศาลทหารกับการปลุกผีและเคลื่อนไหวของฝ่ายที่ไม่หวังดีที่อ้างต่างชาติ เช่น อเมริกา และองค์กรต่างๆ ของสหประชาชาติที่อ้างอิง และกดดัน เพราะเท่าที่ดูในขณะนี้คนส่วนใหญ่ที่เป็นผลพวงมาจากการตื่นรู้ของมวลมหาประชาชนนั้นสนับสนุนรัฐบาลอยู่แล้ว 

    

ข้าพเจ้านึกถึงครั้งสมัยรัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ที่แสดงความเป็นเผด็จการอย่างเฉียบขาดและแก้ไขประเทศชาติในยามวิกฤตด้วยการสร้างกฎหมายของรัฐบาลปฏิวัติขึ้นมาดูแลประเทศเป็นเวลานานก่อนที่จะเปิดโอกาสให้เป็นการปกครองแบบเลือกตั้งทุนนิยมประชาธิปไตยเข้ามาแทนที่ แต่จุดอ่อนของรัฐบาลเผด็จการสมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เรื่อยมาถึงสมัยจอมพลถนอม  กิตติขจรก็คือปัญหาเรื่องการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคมของบ้านเมืองเพื่อการเปลี่ยนสังคมเกษตรกรรมเป็นสังคมอุตสาหกรรมเพื่อเกิดความทันสมัยขึ้นมา ซึ่งเป็นการพัฒนาสังคมเศรษฐกิจแบบทุนนิยมตะวันตก ซึ่งเป็นที่มาของวัตถุนิยมและบริโภคนิยมที่ทำลายรากเหง้าทางศีลธรรมและความเชื่อในมิติทางจิตวิญญาณที่ทำให้คนกลายเป็นคนวัตถุนิยมและเป็นปัจเจกชนที่เห็นแก่ตัว แย่งชิงผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและการเมืองอย่างไร้ศีลธรรมและจริยธรรมในขณะนี้ 

    

ความล้มเหลวของบ้านเมืองในยุคเผด็จการทหารที่แล้วมา คือไม่สามารถสถาปนารัฐประชาธิปไตยในหลักการที่แท้จริงได้ เพราะทำให้การสืบเนื่องของการเปลี่ยนรัฐรวมศูนย์นี้เป็นหัวใจของเผด็จการมาจนกระทั่งปัจจุบัน

    

แม้กระทั่งรัฐบาลปัจจุบันจะเป็นรัฐบาลเผด็จการที่หวังจะสร้างแนวทางไปสู่การเป็นประชาธิปไตยก็จะไม่สำเร็จตราบใดที่ยังมองไม่เห็นโครงสร้างและแผนการในการกระจายอำนาจลงสู่ท้องถิ่นและทำให้เกิดรัฐบาลท้องถิ่นขึ้น 

    

ซึ่งนอกจากความกล้าๆ กลัวๆ ไม่เด็ดขาดในการจัดการกับความขัดแย้งทางการเมืองจากฝ่ายตรงข้ามแล้ว ยังขาดความเข้าใจในเรื่องสังคมเศรษฐกิจ คือการจัดการเศรษฐกิจเพื่อสังคมเพื่อผู้คนในสังคมได้เกิดความมั่นคงในชีวิตวัฒนธรรม สิ่งที่รัฐในปัจจุบันไม่เข้าใจในเรื่องนี้เห็นได้จากการแก้ไขทางเศรษฐกิจเพื่อให้เกิดรายได้ประชาชาติ [GDP] แก่คนทั่วไปได้ 

 

อันความคิดในเรื่องรายได้ต่อหัวประชาชาติที่ตัดสินกันด้วยตัวเลขเงินทองนั้นเป็นความเชื่อในทางมายาที่อุปโลกน์ว่ามีอยู่จริง เพราะรายได้ที่แท้จริงนั้นจะไปตกอยู่กับคนที่เป็นนายทุนหมด รัฐบาลโดยการชี้แนะของนักการเมืองและนักวิชาการฝ่ายเศรษฐกิจที่วางแผนการพัฒนาเศรษฐกิจสังคมในรูปแบบประชารัฐที่เน้นแต่ GDP และการประกาศพื้นที่ทางเศรษฐกิจพิเศษนั้นไม่มีทางที่จะพบความสำเร็จในการบำบัดทุกข์บำรุงสุขของประชาชนที่อยู่เบื้องล่างตามท้องถิ่นต่างๆ ได้ ทั้งที่ในปัจจุบันหลายท้องถิ่นในหลายบ้านหลายเมืองภาวะทางสังคมเศรษฐกิจอยู่ในสภาพดีอยู่แล้วด้วยระบบเศรษฐกิจแบบพอเพียงที่แลเห็นชีวิตวัฒนธรรมของชุมชนกลับคืนมาและสะท้อนให้เห็นสิ่งที่หลายคนพร่ำกล่าวถึง ความสุขมวลรวมของประชาชาติ [GNH] ที่แท้จริงแล้วคือความสุขมวลรวมของผู้คนที่อยู่ในชุมชนนั่นเอง

    

ทุกวันนี้รัฐบาลถูกกดดันบีบคั้นให้รับเป็นประชาธิปไตยแบบอเมริกันจากข้างนอกและข้างใน จากข้างในนั้นหลุดมาแล้วแต่จากข้างนอกก็คือ ชาติอเมริกันและพรรคพวกทางตะวันตก ซึ่งที่แท้จริงต้องการทรัพยากรในด้านต่างๆ ของประเทศไทยที่ทำให้ผู้นำทางรัฐบาลต้องหันไประวังการถ่วงดุลทางอำนาจกับมหาอำนาจทางตะวันออกโดยเฉพาะกับจีนและพรรคพวกเลยทำให้รัฐไทยและสังคมไทยกลายเป็นเมืองสองฝ่ายฟ้าไป เพราะอำนาจทางการเมืองและเศรษฐกิจ และการตลาดถูกถ่ายทอดโดยประเทศมหาอำนาจข้างนอก 

    

แต่อสุรกายจากตะวันออกที่รัฐไทยและนายทุนไทยกำลังลุ่มหลงอยู่ในขณะนี้ ดูราวกับว่าไม่เบาไปจากอเมริกันเลย  เพราะไม่สนใจในรูปแบบทางการเมืองการปกครอง แต่สนใจในมิติทางสังคมเศรษฐกิจที่เคลื่อนด้วยการขยายตัวทางการลงทุนเข้ามายึดครองที่ทำกินและแย่งตลาดผลผลิตภายในประเทศด้วยการส่งสินค้าราคาถูกเข้ามาขาย แต่ที่สำคัญคือการอุดหนุนส่งเสริมคนของตนเข้ามาตั้งถิ่นฐาน แต่งงานกับคนท้องถิ่นที่ตกเป็นเหยื่อวัตถุนิยมและบริโภคนิยม นับเป็นการรุกคาดแบบยึดครองที่ทำให้ไทยที่มีมาแต่เดิมสูญพันธุ์ไปได้ในที่สุด

    

ประเทศไทยนี้มีความอุดมสมบูรณ์ด้วยความหลากหลายทางชีวภาพนานาชนิดที่สามารถเป็นแหล่งอาหารของคนได้ทั่วโลก ถ้าหากไม่ต้องการอุตสาหกรรมแบบทุนนิยมและประชาธิปไตยแบบอเมริกันแล้ว สามารถปิดประเทศได้นานกว่าห้าปีที่ทำให้ผู้คนในชุมชนมนุษย์มีความสุขมวลรวมด้วยระบบเศรษฐกิจแบบพอเพียง แต่บรรดาอมนุษย์ทั้งหลายที่เป็นนายทุนน่าจะตายหมด

 

เปิดประเด็น : จดหมายข่าวมูลนิธิเล็ก-ประไพ  วิริยะพันธุ์ ฉ.๑๑๐ (เม.ย.-มิ.ย.๒๕๕๙)

อัพเดทล่าสุด 1 ส.ค. 2559, 08:48 น.
บทความในหมวด
ที่ตั้งมูลนิธิ ๓๙๗ ถนนพระสุเมรุ แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐
โทรศัพท์ ๐-๒๒๘๑-๑๙๘๘ , ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐ โทรสาร ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐
อีเมล์ [email protected]
                    
Copyright © 2011 lek-prapai.org | All rights reserved.