หน้าหลัก
เกี่ยวกับมูลนิธิ
วันเล็ก-ประไพ รำลึก
ติดต่อเรา
การสำรวจเส้นทางเดินทัพและรวบรวมไพร่พลเพื่อกู้ชาติของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช จากพระนครศรีอยุธยาจนถึงเมืองตราด
บทความโดย วลัยลักษณ์ ทรงศิริ
เรียบเรียงเมื่อ 17 พ.ค. 2559, 20:50 น.
เข้าชมแล้ว 23182 ครั้ง

         สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชเมื่อครั้งยังเป็นพระยาตากหรือพระยาวชิรปราการ ตัดสินใจตีฝ่าวงล้อมทัพพม่าออกจากพระนครศรีอยุธยาในระหว่างสงครามครั้งสุดท้ายที่กำลังแตกสลายลงไปเพื่อไปทางด่านเมืองนครนายกและเลียบชายดงศรีมหาโพธิเข้าสู่ที่ราบลุ่มแม่น้ำบางปะกง แล้วมุ่งสู่หัวเมืองชายฝั่งทะเลภาคตะวันออก ในช่วงก่อนพระนครสูญเสียต่อทัพพม่าราว ๓ เดือน และเป็นการกระทำเพื่อสะสมผู้คนและจัดทัพเตรียมเสบียงเพื่อย้อนกลับไปกู้บ้านเมืองอีกครั้ง

         จากการสำรวจข้อมูลเอกสารและรายงานการศึกษาตลอดจนบทความต่างๆ ทำให้เห็นว่า นักวิชาการศึกษาเรื่องสมเด็จพระเจ้าตากสินฯ ได้สร้างสมมติฐานแนวทางการเดินทัพของพระยาตากเพื่อรวบรวมไพร่พลแสดงไว้ โดยการเดินทางในแต่ระยะสามารถแบ่งออกได้เป็น ๔ ช่วงตามลำดับคือ

         ๑.  จากกรุงศรีอยุธยาสู่ชายเขตแดนต่อเมืองนครนายก

         ๒.  จากนครนายกผ่านด่านกบแจะและชายดง ศรีมหาโพธิ สู้รบกลางทุ่งใกล้ลำน้ำท่ากระดานกับทัพพม่าที่ตั้งค่ายอยู่บริเวณ
              ปากน้ำเจ้าโล้ ที่บางคล้า แล้วเดินทางเข้าเส้นทางแม่น้ำบางปะกงและปากน้ำเจ้าโล้ที่บางคล้า จังหวัดฉะเชิงเทรา

         ๓.  จากฉะเชิงเทรามุ่งสู่พัทยา นาจอมเทียน สัตหีบ และแขวงเมืองระยอง

         ๔.  หาพันธมิตรที่บางปลาสร้อยหรือเมืองชลบุรี แล้วมุ่งสู่เมืองจันทบูรและตราด

            อย่างไรก็ตาม  เมื่อได้ออกสำรวจและพิจารณาความเป็นไปได้ในสภาพภูมิประเทศ  และข้อมูลทางประวัติศาสตร์และโบราณคดีต่างๆ ในระยะรายทางกลับพบว่ามีข้อมูลความน่าจะเป็นที่แตกต่างไปจากการสันนิษฐานแต่ดั้งเดิมอยู่มาก “โดยเฉพาะที่เกี่ยวเนื่องกับทางเขตเมืองระยอง” 

        

แผนที่เพื่อเปรียบเทียบแสดงเส้นทางเดินทัพเพื่อกู้ชาติของสมเด็จพระเจ้าตากสินฯ แบบเดิมและข้อสันนิษฐานใหม่จากการทำงานภาคสนาม

 

การเดินทัพเพื่อหลบหนีกองทัพพม่าจากกรุงศรีอยุธยาสู่ชายเขตแดนเมืองนครนายก

         พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับต่างๆ เช่น ฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม) และฉบับบริติช มิวเซียม เป็นต้น บรรยายสรุปความว่า
 เกิดเพลิงไหม้ในพระนคร ลามไปยังวัดต่างๆ กุฎิ วิหารต่างๆ รวมทั้งบ้านเรือนราษฎรกว่าหมื่นหลังคาเรือน และไฟไหม้ยังไม่ทันดับ ช่วงนี้ที่พระยาตากนำไพร่พลจำนวนไม่มากนัก แต่เอกสารในพระราชพงศาวดารสมัยหลังว่าพลไทยจีนกว่า ๕๐๐ นาย ที่ตั้งค่ายสู้รบอยู่นอกกำแพงพระนครหรือนอกเกาะเมืองทาง “ค่ายวัดพิชัย” ซึ่งปัจจุบันชื่อว่าวัดพิชัยสงคราม ริมแม่น้ำป่าสักทางด้านทิศตะวันออกของเมือง นำกองกำลังที่มีผู้คนมีปรากฏชื่อเป็นขุนนางร่วมรบและขุนนางในสมัยกรุงธนบุรีต่อมา เช่น พระเชียงเงิน, หลวงพรหมเสนา, หลวงพิชัยอาสา, หลวงราชสเน่หา, ขุนอภัยภักดี ตีฝ่าทัพพม่าออกมาด้วยกัน
          การเดินทางเพื่อหนีทัพพม่าครั้งแรกนั้น พระยาตากคงเพียงตั้งใจตีฝ่าวงล้อมกองทัพพม่าเพื่อหนีเอาตัวรอดจากพระนครไปก่อนเท่านั้น ทิศทางที่นำพลพรรคออกมาคือ มุ่งไปทางตะวันออกของพระนครศรีอยุธยา และทางหัวเมืองทางฝั่งตะวันออก
          กองกำลังของพระยาตากออกเดินทางจากค่ายวัดพิชัยมาจนถึง บ้านหันตรา บ้านธนู ที่ห่างไปราว ๓ กิโลเมตร ทัพพม่ายกทัพเร่งมาทันจึงสู้รบกัน ชาวบ้านในบริเวณนี้มีตำนานเล่ากันถึง “ทุ่งชายเคือง” ซึ่งมี “คลองชนะ” ที่ต่อกับคลองข้าวเม่า ส่วนปลายคลองหายลงทุ่งชายเคือง   ชาวบ้านกล่าวว่าเป็นสถานที่สู้รบกับกองกำลังพม่าและตีแตกไม่ได้จึงถอยทัพกลับไป   และต่อมาเดินทางไปยัง บ้านสามบัณฑิต ซึ่งตั้งอยู่โดดเดี่ยวกลางทุ่งพระอุทัยในเวลาสองยามเศษ ในพระราชพงศาวดารบรรยายว่า เมื่อมองกลับไปเห็นแสงไฟไหม้กรุงอย่างชัดเจน แล้วจึงให้ทัพหยุดพักที่นี่

ศาลเจ้าแม่โพธิ์สาวหาญที่ตำบลโพสาวหาญ ชาวบ้านปั้น
ประดิษฐานไว้กราบไหว้ตามความเชื่อที่สืบทอดกันมา

ตามตำนานของชาวบ้าน “เฒ่าคำ” หรือ “พรานนก”  ชาวบ้าน
ที่ส่งเสริมสนับสนุนกองกำลังของพระยาตากเมื่อครั้งสู้รบกับพม่า
ที่ทุ่ง โพสังหารในเขตทุ่งพระอุทัยหรือบริเวณอำเภออุทัย
จังหวัดพระนครศรีอยุธยาในปัจจุบัน

         พระยาตากจึงเดินทางต่อไปยัง บ้านโพสังหารหรือบ้านโพสาวหาญ ที่อยู่ห่างจากกรุงศรีอยุธยาไปทางตะวันออกราว  ๒๐ กิโลเมตร พม่าส่งกองทัพติดตามมาอีก  จึงได้รบกันจนพม่าแตกพ่ายไป บริเวณบ้านโพสาวหาญ  ชาวบ้านสร้างศาลเจ้าแม่โพสาวหาญ ทั้งสองคนไว้ด้วยศาลเจ้าแม่โพธิ์สาวหาญ ที่ตำบลโพสาวหาญชาวบ้านปั้นประดิษฐานไว้กราบไหว้ตามความเชื่อที่สืบทอดกันมา 

          แล้วเดินทัพต่อไปจนถึง บ้านพรานนก จึงหยุดพักแรม แล้วให้ทหารออกไปลาดตระเวณพบว่า ทัพพม่ายกมาจากทางบางคาง หรือเมืองปราจีนเก่า บริเวณนี้พบว่ามีร่องรอยของซากศาสนสถานกลางทุ่งและสถานที่ซึ่งชาวบ้านเชื่อว่าเป็นทุ่งโพสังหารหรือโพสาวหาญ ซึ่งทั้งเด็ก วัยรุ่น และผู้ใหญ่สามารถชี้จุดบริเวณที่เชื่อว่าเป็นสถานที่สู้รบกันได้ทุกคน ถือเป็นความทรงจำตกทอดสืบต่อกันมาอย่างชัดเจน
        องค์การปกครองส่วนท้องถิ่นร่วมกันสร้างป้ายหรือเส้นทางบอกเส้นทางการเดินทัพของพระยาตาก    โดยองค์การบริหารส่วนจังหวัดพระนครศรีอยุธยา     ซึ่งเป็นการสนับสนุนเพื่อการศึกษาและการท่องเที่ยวเป็นสำคัญ    โดยอธิบายรายละเอียดจากพระราชพงศาวดารซึ่งเขียนแต่งเติมขึ้นในภายหลัง    และนำเสนอว่าเป็น    “เส้นทางศึกษาประวัติศาสตร์และวิถีชีวิต ชาวชนบทกรุงเก่า” และน่าเสียดายที่ไม่มีการสร้างพื้นที่เพื่อการศึกษาเช่นนี้นอกเหนือไปจากเขตการปกครองภายในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา

         ช่วงเวลาแห่งการสู้รบเพื่อหนีจากทัพพม่าที่อยู่ประชิดเมือง และสู้รบตามรายทางใช้เวลาราว ๒-๓ วันจึงเดินทางเข้าเขตเมืองนครนายก

        จากนครนายก เดินทางสู่ลำน้ำปราจีนบุรีผ่านด่านกบแจะและชายดงศรีมหาโพธิ แล้วรบกับพม่าที่ตั้งทัพอยู่ที่ปากน้ำโจ้โล้บริเวณบางคล้ารบกันบริเวณทุ่งใกล้กับลำน้ำท่ากระดาน

        จากบริเวณบ้านพรานนกซึ่งอยู่ในกลุ่มบ้านโพสาวหาญ เป็นทุ่งกว้างอันเป็นรอยต่อระหว่างท้องทุ่งในเขตอำเภออุทัย ทัพพระยาตากเลียบเขาผ่านบ้านนาเริ่ง ซึ่งน่าจะเป็นพื้นที่บริเวณอำเภอบ้านนา แต่เดิมชื่ออำเภอท่าช้าง เพราะบริเวณนี้มีวัดโรงช้างหรือบ้านโรงช้างซึ่งเคยเป็นชุมชนโพนช้าง  เพื่อจับช้างป่าตามแถบเทือกเขาดงพญาเย็น สมัยกรุงศรีอยุธยา ตามพระราชพงศาวดารกล่าวว่า “ขุนชำนาญไพรสน” นายกองช้างที่นี่นำช้างมอบให้พระยาตาก ๖ ช้าง จากที่นี่จึงเดินทางไปตามเส้นทางที่มุ่งไปยังเมืองปราจีนบุรีเก่าที่อยู่ริมแม่น้ำปราจีนที่ “ด่านกบแจะ” ซึ่งตั้งอยู่ริมแม่น้ำปราจีนบุรีฝั่งเหนือ 

        ทัพพระยาตากเดินทางข้ามแม่น้ำปราจีนบุรีที่ด่านกบแจะ เดินทางเลียบชายดงศรีมหาโพธิ ผ่านบ้านคู้ลำพัน ซึ่งมีเส้นทางน้ำคู้ลำพันไหลจากบริเวณที่สูงในอาณาบริเวณของเขตเมืองโบราณสมัยทวารวดีที่ปัจจุบันเรียกว่า “เมืองศรีมโหสถ”

          บริเวณคู้ลำพันนี้มีชุมชนสำคัญอีกแห่งหนึ่ง   คือ  บริเวณต้นโพธิ์ศรีมหาโพธิ์  พระยาตากอาจพักทัพแล้วคงชั่งใจว่าจะเดินทางต่อไปทางลำน้ำบางปะกงเพื่อออกปากน้ำไปยังบางปลาสร้อย  อันเป็นเมืองที่เป็นจุดเริ่มต้นของบ้านเมืองทางชายฝั่งทะเลตะวันออกหรือไม่เพราะคงมีทัพพม่าหรือกรมการเมืองที่เข้ากับทางฝ่ายพม่าควบคุมอยู่
     โดยตั้งกลุ่มทัพรอกลุ่ม   “พระเชียงเงิน”   ที่ไปลาดตระเวณและพบว่ามีทัพพม่ากองทัพใหญ่ตั้งทัพอยู่ที่  ปากน้ำเจ้าโล้หรือโจ้โล้ บางคล้า เมืองฉะเชิงเทรา และทัพพม่าตามมาทันและตั้งทัพอยู่ที่บ้านท่าข้าม จึงรบกันเป็นการรบใหญ่อีกครั้งหนึ่งหลังจากหนีออกจากพระนครในบริเวณทุ่งใกล้ลำน้ำท่ากระดาน ซึ่งเป็นลำน้ำที่ไหลมารวมกับแม่น้ำปราจีนบุรีหรือแม่น้ำบางปะกงที่ปากน้ำโจ้โล้นั่นเอง


แต่ในปัจจุบันนักประวัติศาสตร์ท้องถิ่นที่ฉะเชิงเทราจำนวนหนึ่งไม่เชื่อว่าเจดีย์ที่ปากน้ำโจ้โล้จะเป็นสิ่งก่อสร้างที่สืบเนื่องมาแต่ครั้งสมเด็จพระเจ้าตากสินสร้างภายหลังขึ้นครองราชย์แล้ว  เพราะสามารถสืบค้นประวัติศาสตร์ภายในท้องถิ่นได้ว่า  สร้างขึ้นครั้งราวรัชกาลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวโดยคหบดีท้องถิ่นนั่นเอง เจดีย์ที่ปากน้ำโจ้โล้เป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ที่เคยมีศาลเจ้าจีนและมีการสร้างเจดีย์ในภายหลัง ซึ่งเป็นปกติของสถานที่เช่นบริเวณปากน้ำที่สบกันและเกิดเป็นชุมชนโดยเฉพาะบริเวณนี้ก็มีผู้คนเชื้อสายจีนอยู่มาก
         

         ดังนั้น จึงน่าจะเป็นไปได้ว่าพระยาตากไม่ได้นำกองกำลังมารบกับทัพพม่าบริเวณปากน้ำนี้ แต่เป็นการรบใกล้ลำน้ำท่ากระดานในท้องทุ่งที่ลุ่มกว้างใหญ่  ซึ่งปัจจุบันน่าจะอยู่บริเวณเขตอำเภอพนมสารคาม  และอำเภอบ้านซ่องต่อเนื่องกับชุมชนบริเวณท่าขนุนนั่นเอง
         การรบที่บริเวณทุ่งระหว่างทางปากน้ำโจ้โล้และลำน้ำท่ากระดานครั้งนี้เป็นศึกหนักครั้งหนึ่งหลังจากออกจากกรุงศรีอยุธยามาแล้ว จากนั้นจึงเดินทางมุ่งไปยัง บ้านหัวทองหลาง  บ้านตะพานทอง  และสำนักหนองน้ำ  ซึ่งน่าจะเป็นพื้นที่ในเขตภายในบริเวณลุ่มน้ำท่าลาดในเขตเมืองพนมสารคามในเวลาต่อมา บริเวณนี้ติดต่อกับเขตที่สูงและป่าเขาทางของต้นน้ำแควระบม-สียัด ซึ่งมีต้นน้ำมาจากทางป่าเขาอ่างฤาไน ที่อยู่ในรอยต่อระหว่างจังหวัดชลบุรี จังหวัดระยอง และจังหวัดจันทบุรีในปัจจุบัน

 

         การวิเคราะห์ที่ใช้ข้อมูลจากพงศาวดารฉบับต่างๆ รวมทั้งฉบับบริติชมิวเซียม และฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม)   ซึ่งเขียนขึ้นมาในช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์แล้ว และผ่านพ้นสมัยกรุงธนบุรีไปในระยะเวลาหนึ่ง ต่างบันทึกไว้ในทิศทางเดียวกันว่า เจ้าตากมุ่งหน้าสู่บางปลาสร้อย ซึ่งอยู่ในบริเวณเมือง “ชลบุรี” ในปัจจุบัน
        แต่จากการสำรวจพบว่า  พระยาตากไม่น่าที่จะเดินทางไปยังบางปลาสร้อยที่ตั้งอยู่ใกล้กับปากน้ำบางปะกงและทางบ้านท่าข้ามซึ่งเป็นช่องทางสำคัญ   ในการเดินทางต่อไปยังคลองสำโรงเพื่อต่อไปยังแม่น้ำเจ้าพระยาและกรุงศรีอยุธยา  บริเวณนี้จึงเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่กองทัพพม่าต้องควบคุมอย่างใกล้ชิด ดังเห็นได้จากการมีกองทัพชุดหนึ่งที่มีจำนวนไพร่พลไม่น้อยตั้งเฝ้าระวังอยู่ที่บริเวณปากน้ำโจ้โล้เพื่อควบคุมการคมนาคมสำคัญทางฝั่งตะวันออก     และคงมีทัพพม่าตั้งเป็นระยะในบริเวณลำน้ำบางปะกงตลอดจนบางปลาสร้อยที่เป็นปากน้ำสำคัญ   และสามารถควบคุมเจ้าเมืองหรือผู้คนสำคัญทางฝ่ายบางปลาสร้อยไว้ได้ทั้งหมด ดังปรากฏชื่อ  “นายทองอยู่ นกเล็ก” ที่พระยาตากต้องนำกำลังไปปราบในเวลาต่อมา

 

“ข้อเสนอเส้นทางใหม่” รบพม่าที่แถบทุ่งลุ่มน้ำท่ากระดานบริเวณเมืองพนมสารคามในปัจจุบัน แล้วจึงใช้เส้นทางโบราณ เดินทางสู่เมืองพนัสนิคมและอำเภอบ่อทองและตัดเข้าสู่ที่ราบลุ่มลำน้ำระยองที่อำเภอบ้านค่าย

         บริเวณเส้นทางภายในนี้ ผู้คนในปัจจุบันไม่คุ้นเคยเท่ากับเส้นทางเลียบชายฝั่งทะเล ตามพระราชพงศาวดารนั้นกล่าวว่า หลังจากยกกำลังพลไปยังบ้านทองหลาง ตะพานทอง บางปลาสร้อยที่หมายถึงเมืองชลบุรีบริเวณใกล้ปากแม่น้ำบางปะกง ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญแล้ว จึงเดินทางมาถึงบ้านาเกลือพบนายกล่ำและสู้รบจนนายกล่ำยอมสวามิภักดิ์ แล้วไปถึงยัง “ถึงพัทยา” ซึ่งในเอกสารที่เก่ากว่าเขียนว่า “ถึงทัพ” มิได้เขียนว่า “พัทยา” แต่อย่าใด รุ่งขึ้นไปยังนาจอมเทียนและ “ทัพไก่เตี้ย” และ “สัตหีบ” “หินโด่ง” “น้ำเก่า” แล้วผู้้รั้งเมืองระยองและกรมการเมืองจึงชวนกันมารับ ซึ่งแต่ละแห่งบันทึกไว้ว่าใช้เวลาเดินทางเพียงหนึงวันเท่านั้น

           บริเวณเส้นทางเดินทางที่กล่าวถึงในพระราชพงศาวดารนั้น    เป็นเส้นทางห่างไกลและใช้เวลาในการเดินทางมาก   และยังเป็นบริเวณที่ไม่มีเมืองสำคัญหรือชุมชนสำคัญใดๆ   ตั้งอยู่ในรายทาง    อีกทั้งบริเวณเมืองบางปลาสร้อยซึ่งอยู่บริเวณ “ท่าข้าม”  ซึ่งเป็นจุดสำคัญทางยุทธศาสตร์ที่กองทัพพม่าไม่น่าจะพลาดโดยไม่มีกองกำลังควบคุมอยู่    ซึ่งเมืองบางปลาสร้อยหากตีความตามเนื้อหาในพระราชพงศาวดารแล้ว เจ้าเมืองหรือผู้รั้งเมืองบางปลาสร้อย เช่น นายทองอยู่ นกเล็ก ก็เข้ากับฝ่ายกองกำลังพม่าไปแล้ว บริเวณนี้จึงเป็นจุดสำคัญที่กองกำลังของพระยาตากที่เพิ่งรบกับพม่าครั้งใหญ่ควรหลีกเลี่ยง 

          นอกจากนี้บริเวณต่างๆ ตามรายทางเหล่านี้น่าจะเป็นการบันทึกของผู้ที่ไม่รู้จักหรือเข้าใจสภาพภูมิประเทศในท้องถิ่น เพราะพื้นที่ดังกล่าวห่างไกล ผู้คนเบาบางเพราะอยู่ใกล้ชายฝั่งทะเลที่ไม่อยู่ในเส้นทางเดินทางบกที่มีลำน้ำเชื่อมต่อภายในแผ่นดิน  แม้แต่การเดินทางจากชลบุรีมายังเมืองระยองเมื่อไม่นานมานี้ก็ไม่เดินทางวกเข้าไปเลียบชายฝั่งบริเวณพัทยา  นาจอมเทียน  สัตหีบมายังบ้านฉางแต่อย่างใด 

         ดังนั้นจึงเป็นเหตุผลว่า “งานศึกษานี้ไม่ได้เชื่อว่ากองกำลังของพระยาตากเดินทางผ่านไปยังเมืองบางปลาสร้อย พัทยา นาจอมเทียนและสัตหีบแต่อย่างใด”

          หากแต่บริเวณเส้นทางภายในทางตะวันออกของแม่น้ำบางปะกงมายังลุ่มน้ำท่ากระดานและลุ่มน้ำพานทองมีผู้คนตั้งถิ่นฐานกันอยู่อย่างต่อเนื่องมาโดยตลอดตั้งแต่สมัยทวารวดี คือ  “เมืองพระรถ”   เพราะเป็นบ้านเมืองภายในที่ตั้งอยู่ไม่ห่างจากลำน้ำบางปะกงที่สามารถออกไปยังชายฝั่งทะเลได้ อีกทั้งสามารถติดต่อกับบ้านเมืองหรือชุมชนภายในที่อยู่ในเขตป่าเขา แล้วเดินทางตามทางโบราณ
สู่เมืองโบราณอีกแห่งหนึ่งที่อยู่ภายใน  คือ “เมืองพญาเร่” ที่อยู่ในเขตอำเภอบ่อทอง จังหวัดชลบุรีในปัจจุบัน แล้วข้ามช่องเขาเตี้ยๆ สู่เมืองระยองที่มีชุมชนเก่าแก่ในที่ราบลุ่มลำน้ำคลองใหญ่หรือแม่น้ำระยองที่อำเภอบ้านค่าย

         บริเวณเมืองพระรถหรือเมืองพนัสนิคมในเวลาต่อมา เป็นเมืองขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ห่างปากน้ำบางปะกงราว ๒๕ กิโลเมตร และอยู่ในเขตลุ่มน้ำพานทองซึ่งอยู่ในพื้นที่ภายใน ซึ่งสะดวกแก่การเดินทางข้ามทุ่งและข้ามลำน้ำท่ากระดานมายังแถบนี้ และน่าจะปลอดจากกองทัพพม่าพอสมควร เพราะในพระราชพงศาวดารเองก็ระบุถึงการเดินทางมายัง บ้านหัวทองหลาง บ้านตะพานทอง  และสำนักหนองน้ำ ซึ่งนักวิชาการหลายท่านสันนิษฐานว่าอยู่บริเวณ “บ้านหัวสำโรง” ในเขตอำเภอแปลงยาว จังหวัดฉะเชิงเทราในปัจจุบัน ที่เป็นชุมชนเก่ามีร่องรอยสืบเนื่องในสมัยกรุงศรีอยุธยาและมีผู้อยู่อาศัยมีเชื้อสายในกลุ่มชาติพันธุ์เขมร ตั้งห่างจากลำน้ำพานทองไม่เกิน ๘ กิโลเมตร 

         ส่วนคำว่า “สำนัก”   ซึ่งใช้กันโดยมากในภูมิภาคตะวันออกนี้ พบว่าเป็นคำใช้เรียกชื่อบ้านหรือชุมชนขนาดหย่อมบ้านที่มีลักษณะเป็นบ้านห่าง [Homestead] พบการเรียกชื่อชุมชนเช่นนี้มากในบริเวณเมืองระยองและชลบุรี โดยเฉพาะในบริเวณเขตภายในแผ่นดินที่ตั้งอยู่ค่อนข้างห่างไกลจากชุมชนใหญ่ทางฝั่งชายทะเลหรือชุมชนใหญ่ในระดับเมืองภายใน

         อย่างไรก็ตาม   การสำรวจบริเวณชุมชนตามเส้นทางที่สันนิษฐานว่า   พระยาตากน่าจะเดินทางเพื่อหลบหนีทัพพม่าในเส้นทางน้ำบางปะกงตามที่พงศาวดารบันทึกไว้ว่าเดินทางไปยังบางปลาสร้อย   แต่คณะสำรวจคาดว่าไม่น่าจะเดินทางไปในทิศทางนั้น เพราะทั้งทัพพม่าและเจ้าเมือง  หรือผู้ปกครองเมืองต่างน่าจะเข้ากับทัพพม่าไปแล้ว  ดังเห็นได้จากการที่พระยาตากต้องเตรียมการ เพื่อปราบกลุ่มนายทองอยู่ นกเล็ก ในครั้งที่เดินทางไปยังเมืองระยองแล้ว  และจับประหารในครั้งเดินทางด้วยทัพเรือกลับไปกู้กรุงศรีอยุธยา  หลังจากเวลาผ่านไปราว ๗ เดือนแล้ว   ทัพพระยาตากน่าจะเดินทางตามลำน้ำพานทองจากชุมชนแถบพนัสนิคมขึ้นมาตามลำน้ำพานทอง   และเข้าสู่พื้นที่ภายในบริเวณอำเภอบ่อทองที่มีเมืองโบราณสมัยทวารวดีขนาดเล็กคือ “เมืองพญาเร่”  ตั้งอยู่

     จากการสำรวจพบว่า   มีศาลที่ชาวบ้านเชื่อว่าเคยเป็นทหารเอกของพระยาตาก   ที่ต่อสู้บริเวณสนามรบในแถบทุ่งริมลำน้ำท่ากระดานที่เรียกว่า  “เจ้าพ่อเขากา”    ชาวบ้านเชื่อว่าเป็นทหารของพระยาตากไม่ทราบถิ่นกำเนิดว่าอยู่ที่ใดเมื่อกองทัพตั้งค่ายอยู่ที่ “บ้านท่าคาน” เจ้าพ่อเขากาป่วยและเสียชีวิตลงที่บ้านท่าคาน  จึงสร้างศาลไว้ใกล้กับที่ฝังศพ ต่อมาชาวบ้านท่าคานก็ร่วมกันจัดงานเซ่นไหว้พร้อมกันในวันขึ้น  ๓ ค่ำ  เดือน ๓ รวมเป็นประเพณี  เผาข้าวหลามของชาวพวนที่อพยพเข้ามาในภายหลัง แล้วยังบนโดยใช้  เหล้า  ยาสูบ  (บุหรี่)  หัวหมู  เป็นของเซ่น หลังจากสร้างเขื่อนสียัดน้ำท่วมบ้านท่าคาน จึงมีการสร้างศาลเจ้าพ่อเขากาไว้ที่สันเขื่อนสียัดใหม่ ซึ่งอยู่ในพื้นที่อำเภอท่าตะเกียบ

       

เจ้าพ่อเขากาที่บ้านท่าคาน
ซึ่งตั้งภายในแผ่นดินและห่างไกลเชื่อว่าเป็นทหารของกองกำลังพระยาตากที่เป็นไข้เสียชีวิตระหว่างรบและหลบหนีไปยังหัวเมืองภาคตะวันออก  ปัจจุบันศาลเจ้าพ่อเขากาเดิมถูกน้ำท่วมจึงนำมาประดิษฐานที่สันเขื่อนอ่างเก็บน้ำแควสียัด อำเภอท่าตะเกียบ  
จังหวัดฉะเชิงเทรา 

         บริเวณบ้านท่าคานเป็นถิ่นฐานของชาวบ้านคนหนึ่งที่เคยไปร่วมรบกับทัพพระยาตากครั้งสู้รบกับพม่าในเขต “ลำน้ำท่ากระดาน” ซึ่งเป็นลำน้ำสายย่อยที่ต่อเนื่องกับทั้ง “แควระบมและสียัด” เมื่อตายไปแล้วจึงกลายเป็นเจ้าพ่อผู้พิทักษ์ [Guardian spirit]  ของชาวบ้านบริเวณภายในติดกับแนว  “เทือกเขาอ่างฤาไน”  ซึ่งอยู่ห่างเข้าไปในแผ่นดินและห่างไปจากเส้นทางเดินทัพเพื่อมุ่งไปทางบางปลาสร้อยอย่างชัดเจน
         ศาลในปัจจุบันของเจ้าพ่อเขากานั้น เป็นศาลใหม่ที่สร้างขึ้นภายหลังและมีอิทธิพลความเป็นจีนปรากฏอยู่ชัดเจน ซึ่งก็มักปรากฏที่ศาลต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับพระเจ้าตากสินฯ อยู่เสมอ อาจจะมีข้อยกเว้นที่บริเวณศาลของเฒ่าพรานนกและศาลเจ้าแม่โพสาวหาญที่อำเภออุทัย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา อยู่บ้างที่ไม่มีสัญลักษณ์ในรูปแบบของจีนอยู่เลย เพราะเรื่องราวนั้นเป็นเรื่องของคนท้องถิ่นแถบนั้นมากกว่า

         นอกจากนี้ที่อำเภอบ่อทองซึ่งอยู่ติดต่อกับบริเวณลุ่มน้ำระบบและสียัดในอำเภอท่าตะเกียบอันเป็นที่ตั้งของบ้านท่าคาน ถือเป็นเส้นทางเดินทัพที่ได้รับการสันนิษฐานใหม่นั้นก็ยังพบว่า ชาวบ้านมีความเชื่อเกี่ยวกับ “เจ้าพ่อพญาเร่” ว่าเป็นทหารของพระยาตากที่เดินทัพผ่านในบริเวณนี้ โดยเล่ากันว่า เจ้าพ่อพญาเร่นั้นเคยเป็นคนเขมรบนทางเมืองศรีษะเกษ เมื่อรบและตายลงจึงกลายเป็นผู้พิทักษ์ [Gardian spirit] ของเมืองในปัจจุบัน และสร้างเรื่องราวให้สัมพันธ์กับ “บ้านอมพนม” ที่มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับบ่อทอง ศาลเจ้าพ่อพญาเร่อยู่ในบริเวณโรงเรียนอนุบาลบ่อทองในปัจจุบัน ซึ่งอยู่ติดกับเชิงเนินที่สูงซึ่งเป็นที่ตั้งของเมืองโบราณพญาเร่

ศาลพญาเร่ตั้งอยู่บริเวณใกล้เมืองโบราณพญาเร่ ซึ่งเป็นเมืองขนาดเล็กอายุสมัยทวารวดี และอยู่ในเส้นทางเดินทางภายในลุ่มน้ำพานทองที่เชื่อมต่อกับเมืองโบราณสมัย ทวารวดีขนาดใหญ่ที่เมืองพระรถ อำเภอพนัสนิคม เล่ากันว่า เจ้าพ่อพญาเร่เป็นทหารของพระยาตากที่เดินทัพผ่านในบริเวณนี้ โดยเล่ากันว่า เจ้าพ่อพญาเร่นั้นเคยเป็นคนเขมรบนทางเมืองศรีษะเกษ เมื่อรบและตายลงจึงกลายเป็นผู้พิทักษ์ [Guardian spirit] ของเมืองบ่อทองในปัจจุบัน

          จากบริเวณเมืองพญาเร่ หากเดินทางตัดลงทางใต้ผ่านช่องเขาเตี้ยๆ ซึ่งแนวเขานี้มีความสูงราว ๓๐๐-๔๐๐ เมตรจากระดับน้ำทะเลผ่านลงสู่อำเภอหนองใหญ่  จังหวัดชลบุรี  ในปัจจุบันนี้และเดินทางสู่ต้นน้ำคลองใหญ่ที่อยู่ในเขตอำเภอปลวกแดงในปัจจุบันลำน้ำนี้ผ่านเข้าสู่ที่ราบลุ่มลำน้ำคลองใหญ่หรือที่ราบลุ่มน้ำระยอง ซึ่งเป็นที่ตั้งของชุมชนขนาดใหญ่ที่มีชุมชนหมู่บ้านตั้งอยู่จำนวนไม่น้อย  และเป็นชุมชนที่อยู่ภายในแผ่นดินของบ้านเมืองชายฝั่งทะเล  ที่มีศูนย์กลางการปกครองอยู่ที่ใกล้บริเวณปากแม่น้ำที่เรียกว่า "เมืองระยอง"

         อย่างไรก็ตาม ในพระราชพงศาวดารไม่ได้กล่าวถึงการเดินทัพผ่านทางแถบอำเภอบ้านค่ายแต่อย่างใด แต่กลับใช้เส้นทางนาจอมเทียนและสัตหีบที่สันนิษฐานกันว่าน่าจะตัดขึ้นเข้ามาทางอำเภอบ้านฉาง  ซึ่งแม้แต่ความทรงจำของผู้คนในปัจจุบันก็จะจำได้ว่า ไม่ใช้เส้นทางจากสัตหีบผ่านทางบ้านฉางจนเข้าเมืองระยองแต่อย่างใด   เพราะจะใช้เส้นทางจากนาจอมเทียนตัดตรงมาทางระยองโดยไม่จำเป็นต้องผ่านสัตหีบหรือทุ่งไก่เตี้ย    และไม่มีเหตุผลใดจะเป็นการเดินทางเพื่อเสียเวลาในการเดินทางเลียบริมฝั่งทะเลดังแนวทางที่พระราชพงศาวดารกล่าวถึง นอกเสียจากเป็นเส้นทางเดินเรือทะเลเลียบชายฝั่ง ซึ่งเป็นเส้นทางขากลับไปกู้กรุงศรีอยุธยาของพระเจ้าตากฯ

            รายละเอียดของชุมชนและการอยู่อาศัยในบริเวณอำเภอบ้านค่ายและในบริเวณที่ราบลุ่มเมืองระยองนั้น จะกล่าวถึงโดยสังเขปในหัวข้อต่อไป
 

             ในพระราชพงศาวดารกล่าวว่า ทัพพระยาตากยึดเมืองระยองได้ ตั้งค่ายพักอยู่บริเวณ “วัดลุ่ม” ตั้งค่ายพักที่วัดลุ่มหรือวัดลุ่มมหาชัยชุมพล อำเภอเมือง จังหวัดระยอง บริเวณวัดลุ่มฯ อยู่ในบริเวณที่ลุ่มนอกย่านการค้าริมน้ำที่น่าจะเป็นตัวเมืองระยองเดิม ซึ่งอยู่เข้ามาจากปากน้ำระยองที่ออกสู่ชายฝั่งทะเลตามความคดเคี้ยวของลำน้ำใกล้ชายฝั่งราว ๕-๖ กิโลเมตร นอกจากบริเวณวัดลุ่มฯ  ซึ่งเป็นวัดประจำเมืองชายฝั่งที่ระยองแล้ว ยังมีวัดป่าประดู่ซึ่งยังคงมีศาสนสถานที่นิยมสร้างแบบสมัยอยุธยาตอนกลางถึงตอนปลาย คือพระพุทธรูปปางลิไลยก์และพระนอนขนาดใหญ่ ซึ่งประดิษฐานแตกต่างไปจากพระนอนหรือปางไสยาสน์ที่อื่นๆ คือ ตะแคงขวามิได้ตะแคงด้านซ้าย  นอกจากนั้นคงเป็นศาลเจ้าจีนขนาดใหญ่ที่มีทั้งศาลเจ้าแม่ทับทิมและเจ้าปุ้นเถ้ากงเถ้าม่า   ที่เป็นของคนจีนเชื้อสายไหหลำและชาวจีนแต้จิ๋ว
             การบรรยายในช่วงนี้เป็นการนำเสนอภาพของความมีบุญญาธิการอันสืบเนื่องต่อไปจะได้เป็นผู้นำการกู้กรุงฯ และพระมหากษัตริย์ในภายหน้า พระราชพงศาวดารกล่าวว่า  เมื่อเดินทัพออกจากวัดพิชัย กรุงศรีอยุธยาแล้ว ๒๓ วัน  ในเวลาเพียงไม่ถึงเดือนก็สามารถยึดเมืองระยองและรวบรวมกำลังพลได้จำนวนหนึ่ง  และเกิดเหตุการณ์อัศจรรย์พายุหมุนจนบิดต้นตาลเป็นเกลียวโดยไม่คลายตัว ซึ่งชาวบ้านเรียกว่า “ตาลขด”  พระยาตากรวมทั้งฝ่ายทหารทั้งหลายและพลพรรคจึงยกพระยาตากเป็น “เจ้าตาก” ภายในวัดยังมีต้นสะตือใหญ่ต้นหนึ่งที่ชาวบ้านเชื่อว่าเคยเป็นที่เจ้าตากผูกช้างทรง    

   
             การประกาศตนเป็น “เจ้าตาก” หรือ “พระเจ้าตาก” นั้น ก็เพราะน่าจะทราบสถานการณ์ในช่วงก่อนเสียกรุงฯ เล็กน้อยได้เป็นอย่างดี การตั้งตนเองเป็นเจ้านั้น ทำให้กองกำลังไพร่พลของเจ้าตากแตกต่างไปจากกองกำลังที่เป็นชุมโจรทั่วไปที่คงมีอยู่มากในช่วงเวลานั้น แม้แต่เจ้าเมืองหรือผู้ปกครองหัวเมืองทางฝ่ายตะวันออกก็ยังเป็นกองกำลังของคนท้องถิ่นเท่านั้น


         การสถาปนาตนเองเป็นผู้นำของรัฐที่ล่มสลายไปแล้วจึงเกิดขึ้นที่เมืองระยอง อันเป็นเมืองที่มีผู้คนประชากรอยู่มาก และมีรากฐานของบ้านเมืองที่ตั้งมั่นมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาอย่างชัดเจน พระเจ้าตากคงรวบรวมผู้คนได้จำนวนมากจากเมืองระยองนี่เอง
         มีดำริให้คนไปเกลี้ยกล่อมเจ้าเมืองจันทบูรให้ออกมายอมอ่อนน้อม แต่พระยาจันทบูรผัดผ่อนเรื่อยมา แต่ในระหว่างรอพระยาจันทบูรยอมอ่อนน้อม พวกขุนราม หมื่นซ่อง และนายทองอยู่ นกเล็กที่แตกหนีไปก็แอบเข้ามาลักฝูงสัตว์ เช่น โค กระบือ ช้างม้าไปตลอดเวลา  เจ้าตากจึงรวมกำลังพลต่างๆ ที่หนีไปอยู่ตามป่าดงกลับเข้ามาอยู่เมืองระยองเป็นจำนวนมาก   แล้วตั้งทัพรอคำตอบจากพระยาจันทบูรอยู่ที่เมืองระยอง รวมแล้วท่านใช้ฐานเมืองระยองเป็นค่ายที่พักเพื่อรวบรวมไพร่พลอยู่ถึง ๔ เดือน
                     เมืองระยองและผู้คนแถบนี้จึงถือเป็นฐานกำลังพันธมิตรสำคัญในแถบหัวเมืองภาคตะวันออก

แผนที่แสดงที่ราบลุ่มน้ำระยองหรือคลองใหญ่ ใช้ปลูกข้าวได้ดีและเป็นที่ตั้งของชุมชนโบราณจำนวนมากในสมัยกรุงศรีอยุธยา ซึ่งอยู่ระหว่างเขตที่สูงซึ่งถูกปรับเป็นพื้นที่ทำไร่ในปัจจุบัน

 

การสำรวจบริเวณลุ่มน้ำคลองใหญ่หรือแม่น้ำระยอง

         จากต้นน้ำพานทองหรือคลองหลวงซึ่งมีกำเนิดจากที่สูงภายในแผ่นดิน บริเวณอำเภอบ่อทองในปัจจุบัน อันเป็นชุมชนเก่าที่มีเมืองพญาเร่ตั้งอยู่ และน่าจะมีกลุ่มคนผู้อยู่อาศัยมาจนกระทั่งสมัยปลายกรุงศรีอยุธยา

         ต้นน้ำคลองใหญ่หรือแม่น้ำระยองเกิดจากลำน้ำหลายสายและหลายทิศทางจากแนวเขาที่สูงทางเขตชลบุรีและฉะเชิงเทรา ทางฝั่งตะวันตกมีลำคลองดอกกรายและลำน้ำสายอื่นๆ จากทางอำเภอปลวกแดง ทางด้านเหนือมีคลองหนองปลาไหล คลองหนองอ้ายรื่น คลองหมามุ่ย คลองป่าหวาย ฯลฯ จากแนวเขาต่างๆ ทางฝั่งตะวันออกมีลำน้ำสายสั้นๆ หลายสายจากแนวเขาตะเคียนงาม ทั้งหมดนี้ไหลมารวมเป็นแนวลำน้ำคลองใหญ่หรือแม่น้ำระยอง ซึ่งไหลผ่านอำเภอบ้านค่ายและอำเภอเมืองระยองในปัจจุบันไปออกทะเลที่ปากน้ำระยอง ตัวเมืองระยองที่ตั้งอยู่ชายฝั่ง ลำน้ำสายสำคัญของเมืองระยองสายนี้ ทำให้เกิดพื้นที่ราบลุ่มกว้างกว่าพื้นที่ตามลำน้ำสายต่างๆ ของบริเวณพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคตะวันออก ไม่ว่าจะเป็นลำน้ำประแส ลำน้ำพังราด ลำน้ำจันทบูร และลำน้ำตราดเป็นพื้นที่แอ่งปลูกข้าวที่สำคัญ และในส่วนที่เนินชายขอบก็มีการทำสวนที่พัฒนาจนกลายเป็นสวนในเชิงพาณิชย์ในเวลาต่อมา

ทุ่งนาที่ราบลุ่มกว้างใหญ่อันอุดมสมบูรณ์ในเขตอำเภอบ้านค่าย จังหวัดระยอง เป็นบริเวณที่มีการตั้งถิ่นฐานเก่าแก่แห่งหนึ่งในภูมิภาคตะวันออก และมีชุมชนที่มีอายุตั้งแต่สมัยอยุธยาปรากฏอยู่หลายแห่ง

       พื้นที่ราบและเป็นแอ่งปลูกข้าวที่สำคัญ ทำให้มีการตั้งบ้านแปลงเมืองของชุมชนจำนวนมากมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาอย่างชัดเจน เมืองระยองที่ตั้งอยู่ใกล้กับปากน้ำกลับเป็นเมืองระยองที่มีคนจีนเข้ามาตั้งถิ่นฐานจับจองพื้นที่เพื่อต่อเรือเดินทะเล ทำผลผลิตจากทะเล เช่น น้ำปลา เป็นศูนย์กลางการค้าขายแลกเปลี่ยนระหว่างพื้นที่ และเป็นพื้นที่เมืองเนื่องจากเป็นศูนย์กลางทางการปกครอง ในขณะที่พื้นที่ภายในแถบอำเภอบ้านค่ายต่อเนื่องถึงอำเภอเมืองนั้นเป็นเขตชุมชนหนาแน่น มีศูนย์กลางของชุมชนบ้านขนาดใหญ่ซึ่งตั้งอยู่ที่วัดบ้านค่ายในทุกวันนี้ และยังมีชุมชนเก่าอีกหลายแห่งที่ตั้งอยู่ในเขตอุดมสมบูรณ์ดังกล่าว

                ที่สำคัญบริเวณอำเภอบ้านค่ายหลงเหลือร่องรอยความทรงจำเกี่ยวกับทัพพระเจ้าตากหลายแห่ง  จนกระทั่งมีการเปลี่ยนชื่อ “อำเภอไผ่ล้อม”  เป็น  “อำเภอบ้านค่าย”  ในสมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว  การเปลี่ยนแปลงนั้นไม่มีผู้ใดสามารถสันนิษฐานได้ว่าจะเกี่ยวข้องกับเรื่องเล่าในท้องถิ่นเกี่ยวกับทัพพระเจ้าตากอย่างแน่ชัดเพียงใดแต่ก็ถือว่าน่าจะมีส่วเกี่ยวข้องอย่างมาก  เพราะภายหลังมีการสร้างพระราชานุสาวรีย์หรือศาลโดยคนท้องถิ่นไว้ที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ที่มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับทัพพระเจ้าตากในอำเภอบ้านค่ายด้วย
              อย่างไรก็ตามบริเวณชุมชนในแถบอำเภอบ้านค่ายไม่ได้ถูกระบุไว้ในเส้นทางกู้ชาติของสมเด็จพระเจ้าตากสินฯ ในพระราชพงศาวดารฉบับต่างๆ แต่อย่างใด

                ในเขตลุ่มน้ำคลองใหญ่หรือแม่น้ำระยองที่บ้านละหาร ซึ่งมีหนองน้ำใหญ่ซึ่งเป็นที่ลุ่มเต็มไปด้วยหนองน้ำมากมาย ภายใน “วัดละหารไร่” มีหนองน้ำที่เรียกว่า “วังสามพญา” เป็นสระน้ำศักดิ์สิทธิ์ของเมืองระยองที่เคย นำน้ำจากสระแห่งนี้ไปใช้ในพระราชพิธีมรุธาภิ-เษกร่วมกับการใช้น้ำศักดิ์สิทธิ์จากสถานที่อื่นๆ 

                  ต่ำลงมาจากบ้านละหารไร่คือที่ตั้งของ  “วัดบ้านค่าย”   ในปัจจุบันที่ตั้งอยู่ต่ำกว่าตัวอำเภอบ้านค่ายในปัจจุบันนี้ราว ๒ กิโลเมตร วัดนี้ชาวบ้านเล่าว่าเคยมีศานสถานใหญ่โตที่ถูกรื้อไปแล้วจนไม่พบร่องรอยศาสนสถานรุ่นเก่า  เช่น โบสถ์ขนาดใหญ่ พระเจดีย์ราย ๓ องค์ มีสระน้ำขนาดใหญ่ภายในวัด ทางตะวันออกเฉียงเหนือเล่าว่ามีแนวคันดินยาวระยะทางมากกว่ากิโลเมตรขึ้นไปและเป็นสันสูงและกว้างจนผู้คนต่างสันนิษฐานกันว่าเป็น “ค่าย”ตามชื่อบ้านค่าย หรือ “ถนนโบราณ” ซึ่งลักษณะดังกล่าวน่าจะเป็น“ทำนบ” สำหรับชักน้ำสู่ทุ่งข้าวกว้างใหญ่ทางฝั่งตะวันออกของคลองใหญ่ที่มีแนวเทือกเขา   และพื้นที่สูงซึ่งต่อเนื่องจากเขตอำเภอเขาชะเมาในจังหวัดจันทบุรี
                 นอกจากนี้ โบราณวัตถุที่พบจากวัดบ้านค่ายยังเป็นโบราณวัตถุชิ้นสำคัญที่ควรเก็บรักษาให้ดีขึ้นกว่าเดิม   เพราะพบชิ้นส่วนพระพุทธรูปหินทรายในสมัยอยุธยา ซึ่งน่าจะมีอายุในช่วงต้นกรุงฯ ในช่วงศิลปะแบบอู่ทองที่พระพุทธรูปมีพระพักต์กลมมนและแนวสันหน้าแข้งยังไม่ปรากฏที่เรียกว่าแข้งคม พบพระพุทธรูปยืนปางรำพึงหรือประทานอภัย ซึ่งไม่เคยพบการแกะสลักพระพุทธรูปหินทรายในรูปแบบเช่นนี้ แต่จะนิยมทำพระพุทธรูปปางดังกล่าวจากการหล่อโลหะสำริด เป็นต้น

รูปที่ ๑. ชิ้นส่วนพระพุทธรูปหินทรายแดง น่าจะมีอายุสมัยอยุธยาตอนกลางถึงปลาย

รูปที่ ๒. พระพุทธรูปยืนทำปางประทานอภัยหรือปางรำพึงทำจากหินทรายซึ่งปกติจะพบว่านิยมทำจากโลหะสำริด  

รูปที่ ๓. ใบเสมาหินทราย อายุสมัยราวอยุธยาตอนกลาง ลักษณะเป็นเอกลักษณ์เด่นด้วยลวดลายประดับแบบจีน ที่วัดบ้านค่าย

         นอกจากซากพระพุทธรูปหินทรายแล้ว ยังพบ “ใบเสมา” ทำจากหินทราย และมีลวดลายประดับแตกต่างไปจากที่เคยพบจากที่อื่นๆ สันนิษฐานว่าน่าจะมีอายุสมัยรุ่นเดียวกับการสร้างพระพุทธรูปชุดที่กล่าวมาแล้ว   บางชิ้นที่สำคัญมีลวดลายคล้ายลายแบบจีนประดับอยู่ด้วย ซึ่งถือว่าชุดใบเสมาที่วัดบ้านค่ายนี้มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่โดดเด่นเป็นลักษณะแบบท้องถิ่น

         ใกล้กับวัดบ้านค่าย ยังพบว่าชาวบ้านตั้งศาลหลักเมืองให้กับ “เจ้าแม่หลักเมืองบ้านค่าย” ซึ่งถือว่าประหลาดกว่าที่อื่นๆ เพราะเป็นหลักเมืองที่เป็นเพศหญิงและชาวบ้านทั่วไปยังคงสงสัยในระเด็นดังกล่าว เพราะความเข้าใจโดยทั่วไปนั้นความเป็นหลักเมืองมักแสดงออกเป็น “เพศชาย” ซึ่งมีหน้าที่ในการเพื่อการรักษาคุ้มครองมากกว่า อีกทั้งหลักเมืองของเมืองใหญ่ในเขตภูมิภาคตะวันออกปัจจุบันนี้ก็ถูกแปรสภาพกลายเป็นศาลเจ้าจีนไปแทบทั้งหมดแล้ว

ศาลเจ้าแม่หลักเมือง บ้านค่าย ตั้งอยู่ก่อนถึงทางเข้าวัดบ้านค่ายซึ่งเป็นวัดใหญ่กลางเมือง ใกล้แม่น้ำระยองหรือลำน้ำคลองใหญ่

         ร่องรอยจากศาลเจ้าแม่หลักเมืองนี่เองที่แสดงถึงความเก่าแก่ของชุมชนบริเวณวัดบ้านค่ายและเมืองในเขตบ้านค่าย เพราะกลุ่มคนชาติพันธุ์ “ชอง” นั้น เคยอยู่อาศัยในบริเวณพื้นที่ภายในของภูมิภาคตะวันออกมาก่อนที่จะเคลื่อนย้ายไปอยู่ในเขตป่าและภูเขาลึกภายในแถบอำเภอเขาชะเมาหรือแก่งหางแมว ในจังหวัดจันทบุรีในปัจจุบัน และเป็นกลุ่มที่นับถือผู้นำฝ่ายหญิง ดังเช่นที่ปรากฏจากเรื่อง “เจ้าแม่กาไว” ตำนานเจ้าแม่ผู้คุ้มครองเมืองพะเนียดที่เชิงเขาสระบาป ในจังหวัดจันทบุรี 

         นอกจากนี้ บริเวณฝั่งตะวันตกของของคลองใหญ่หรือแม่น้ำระยองในแนวเหนือวัดบ้านค่ายเล็กน้อย มีลำน้ำที่เรียกว่า “ฉนวน” ซึ่งเป็นแนวลำน้ำขนาดเล็กต่อกับหนองน้ำขนาดใหญ่  ที่เรียกว่า “หนองน้ำขาว”   ชาวบ้านก็เล่าสืบต่อกันมาว่า ที่ได้ชื่อหนองน้ำขาวเพราะไพร่พลในทัพของพระเจ้าตากฯ แวะพักหุงหาอาหาร และหุงข้าวโดยเทน้ำข้าวลงในหนองจนน้ำกลายเป็นสีขาว การเล่าประวัติของชื่อบ้านนามเมืองสืบทอดกันมาเช่นนี้   ถือว่ามีความผูกพันที่สร้างขึ้นโดยธรรมชาติจากตำนานการเดินทัพ  และพักทัพในบริเวณบ้านค่ายของทัพพระเจ้าตากที่เดินทางจากทางบ้านเมืองภายในมากทีเดียว และเป็นบันทึกความทรงจำที่อยู่นอกเหนือเส้นทางในพระราชพงศาวดารที่ใช้วิเคราะห์กันอยู่ในทุกวันนี้อย่างเด่นชัด 

         ต่ำจากบริเวณวัดบ้านค่ายลงมาราว ๔ กิโลเมตร มี “วัดบ้านเก่า” ที่อยู่ริมลำน้ำคลองใหญ่หรือแม่น้ำระยอง บริเวณนี้มีพื้นที่ราบริมลำน้ำค่อนข้างน้อยและดูเป็นชุมชนใหญ่ในภายหลังจากวัดบ้านเก่าก็มีวัดตาขัน ซึ่งอยู่ใกล้กันแต่อยู่ในเขตอำเภอเมืองระยองแล้ว จากบริเวณนี้ในทิศทางต่ำลงไปริมลำคลองใหญ่และมีหนองน้ำใหญ่ตั้งอยู่มี “วัดนาตาขวัญ”และบ้านนาตาขวัญทางทิศตะวันออกใกล้เชิงเขามี “วัดแลงและบ้านแลง”ซึ่งต่อเนื่องไปจนถึง “วัดตะพงใน” ซึ่งมีชุมชนบ้านตะพงในทางตะวันออกของทุ่งราบลุ่มน้ำคลองใหญ่ ซึ่งมี “วัดทับมา” อยู่ทางตะวันตกสุดของทุ่งราบแห่งนี้ 

รูปที่ ๑.- ๒. วัดบ้านเก่า อยู่ริมลำคลองใหญ่หรือแม่น้ำระยอง อยู่ในตำแหน่งที่ต่ำกว่าวัดบ้านค่ายลงมาราว ๔ กิโลเมตร ยังมีเจดีย์ประธานรูปแบบท้องถิ่นขนาดใหญ่ที่ยังไม่ได้บูรณะ โบสถ์ถูกตัดพาไลออกไปและมีสภาพทรุดโทรม ส่วนหอไตรกลางน้ำยังไม่ได้บูรณะเช่นกัน ยังคงมีลายแกะไม้ ซึ่งน่าจะเป็นของเดิมที่หน้าบันทั้งสองด้าน

รูปที่ ๓. วัดแลงที่บ้านแลง อำเภอเมือง จังหวัดระยองบูรณะปฏิสังขรณ์แทบทุกอาคารศาสนสถานในวัดแล้ว สภาพสมบูรณ์และยังคงอนุรักษ์ศิลปกรรมแบบดั้งเดิมได้ค่อนข้างดี โดยมีโบสถ์ที่อาจจะขุดคูน้ำล้อมรอบในภายหลัง มีพาไลเป็นหลังคาพาดด้านหน้า คันทวยไม้แบบเรียบง่าย  และใบเสมาหินชนวน ซึ่งคล้ายกับที่พบ ณ  วัดราชบัลลังก์ อำเภอแกลง            

รูปที่ ๔. หอไตรกลางน้ำวัดบ้านแลง ได้รับการบูรณะสภาพสมบูรณ์และงดงามมาก ถือว่าเป็นวัดที่งดงามมากแห่งหนึ่งของจังหวัดระยอง

รูปที่ ๕. วัดนาตาขวัญ สภาพในปัจจุบันที่กำลังบูรณะปฏิสังขรณ์ รูปแบบมีพาไลด้านหน้าโบสถ์และเจดีย์มีมาลัยเถาเป็นฐาน องค์ระฆัง ซึ่งเป็นรูปแบบศิลปกรรมทางพุทธศาสนาแบบสมัยอยุธยาตอนกลางถึงตอนปลายที่พบ ทั่วไปในชุมชนที่ราบลุ่มลำน้ำระยอง

รูปที่ ๖. วัดตะพงในหรือวัดตะพง ซึ่งเป็นชุมชนเก่าในเขตที่ราบลุ่มน้ำระยอง ได้รับการบูรณะปฏิสังขรณ์แล้ว โบสถ์ที่มีหลังคาพาไลพาดด้านหน้าและเจดีย์องค์ระฆังที่มีมาลัยเถาและบัวปาก ระฆัง อันเป็นเจดีย์รูปแบบที่นิยมสร้างกันในเขตนี้

         ทุกวัดที่กล่าวข้างต้น ล้วนมีรูปแบบของศาสนสถานแบบเดียวกันหรือคล้ายคลึงกันอย่างที่เรียกว่าเป็นแบบแผนเดียวกันทั้งหมดคือ มีโบสถ์ขนาดย่อมๆ และมีหลังคา “พาไล” พาดคลุมอยู่ด้านหน้า บริเวณภูมิภาคชายฝั่งทะเลตะวันออกมักมีฝนตกอยู่เสมอ ดังนั้นพื้นที่ภายในพาไลจึงป้องกันฝนได้ดีในช่วงเวลาทำพิธีกรรมสำหรับผู้ที่ไม่ได้เข้าไปในโบสถ์อันเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ บางแห่งก็ถือคติที่ไม่ให้ผู้หญิงเข้าไปด้านใน เพราะเป็นพื้นที่สังฆกรรมอีกด้วย
        มีหอไตรกลางน้ำที่มักสร้างอยู่ในสระขนาดย่อมๆ แต่มีความลงตัวสวยงาม หอไตรกลางน้ำนี้พบแทบทุกวัดที่ปรากฏชื่อข้างต้น มีเจดีย์แบบย่อมุมหรือบางแห่งเป็นพระปรางค์ขนาดเล็กๆ ที่มีฐานแบบย่อมุม เช่นที่วัดแลง รูปแบบทางศิลปกรรมเหล่านี้ล้วนสร้างขึ้นในสมัยอยุธยาตอนกลางจนถึงตอนปลาย แต่ดูมีเอกลักษณ์โดดเด่นที่เป็นรูปแบบเฉพาะแบบเมืองระยอง เพราะไม่พบรูปแบบที่ชัดเจนเช่นนี้ในเขตพื้นที่ลุ่มน้ำอื่นๆ เช่น บางปะกง จันทบูร หรือที่เมืองตราด อาจจะเรียกได้ว่าเป็นศิลปกรรมเนื่องในพระพุทธศาสนาที่เป็นวัดแบบ “เมืองระยอง” ได้เลยทีเดียว
          ดังนั้นศาสนสถานที่ปรากฏตลอดจนลักษณะการตั้งถิ่นฐานของชุมชนที่มีรากเหง้าความเป็นมาตั้งแต่อาจจะถึงสมัยอยุธยาตอนต้น และมีความหนาแน่นอย่างมากในสมัยอยุธยาตอนปลาย และแทบจะเป็นพื้นที่แห่งเดียวในภูมิภาคตะวันออกของหัวเมืองชายฝั่งทะเลที่มีการตั้งถิ่นฐานบ้านช่องอยู่อย่างหนาแน่น และไม่ได้อยู่ภายใต้การควบคุมของทัพพม่าที่เข้ายึดครองกรุงศรีอยุธยาเวลานั้นทำให้ทัพของพระยาตาก ลงหลักปักฐานตั้งมั่นอยู่บริเวณตัวเมืองที่อำเภอบ้านค่ายในปัจจุบัน แล้วเดินทัพเข้ายึดเมืองระยองที่ปากน้ำตั้งทัพอยู่ที่วัดลุ่มมหาชัยชุมพล แล้วสถาปนาตนเองขึ้นเป็น “เจ้าตาก” เพื่อควบคุมกำลังไพร่พล สะสมกองกำลัง เรือรบ และเสบียงอาหาร และน่าจะใช้เมืองระยองเป็นฐานกลางในการควบคุมหัวเมืองชายทะเลตะวันออกนี้ไว้ในช่วงรอเวลาหน้าฝนให้ผ่านพ้นและรวบรวมสรรพกำลังดังที่กล่าวไปแล้วอยู่ที่นี่ไม่ต่ำกว่า ๔-๕ เดือนหลังรอนแรมหนีทัพใหญ่ของพม่าออกจากกรุงศรีอยุธยามา

         เมืองระยองจึงเป็นฐานที่มั่นสำคัญอย่างยิ่ง และข้อพิสูจน์นี้ได้ค้นพบจากการสำรวจและวิเคราะห์ประเมินหลักฐานที่ปรากฏดังกล่าว โดยไม่เพียงใช้แต่ข้อมูลจากพงศาวดารแหล่งเดียวเท่านั้น

 

การข้ามลำน้ำประแสที่บ้านทะเลน้อย

         ป็นไปได้อย่างยิ่งเมื่ออยู่ที่เมืองระยอง เจ้าตากได้จัดตั้งที่พักทัพเพื่อรวบรวบรวมไพร่พล ชาวบ้านและชาวเมืองรวมทั้งข้าหลวงเดิมผู้แตกพ่ายหนีจากกรุงศรีอยุธยา กองกำลังต่างๆ รวมทั้งจัดเตรียมต่อเรือเพื่อเดินทางเลียบชายฝั่งทะเลกลับไปยังกรุงศรีอยุธยา เพื่อกอบกู้บ้านเมืองอีกครั้งหนึ่ง

         ที่เมืองระยองนี้เองในพระราชพงศาวดารกล่าวว่า หลังจากยึดเมืองระยองผู้รั้ง  และกรมการเมืองยอมเข้ามาสวามิภักดิ์แล้ว เจ้าตากเดินทางไปยังเมืองบางปลาสร้อยหรือชลบุรีในเวลาต่อมา  เพื่อจัดการปราบปราบกลุ่มหรือก๊กนายทองอยู่  นกเล็กที่ดูจะตั้งตนข่มเหงรังแกและไม่ยอมขึ้นต่อเจ้าตาก รวมทั้งเดินทางไปยังหัวเมืองใหญ่ที่  “เมืองจันทบูร”  อันเป็นเมืองใหญ่แห่งเดียวที่มีรูปแบบการตั้งถิ่นฐานแบบมีคูน้ำคันดินมาตั้งแต่ก่อนสมัยพุทธศตวรรษที่ ๒๒-๒๓ หรือก่อนหน้านั้น ซึ่งเป็นหัวเมืองการค้าของป่าที่สำคัญและมีชาวจีนตั้งถิ่นฐานอยู่ไม่น้อย
        ช่วงเวลานี้จึงถือเสมือนเป็นการปราบเพื่อหาพันธมิตรรวมทั้งหากำลังพล ขยายกำลังทัพกลับไปกู้บ้านเมือง อันแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า กองทัพพม่าไม่ได้ตั้งกองกำลังเพื่อควบคุมหัวเมืองทางภูมิภาคตะวันออก จะยกเว้นก็อาจมีเพียงทางเมืองบางปลาสร้อยและท่าข้ามที่สามารถเดินทางได้สะดวกเข้าสู่ปากน้ำเจ้าพระยาและกรุงศรีอยุธยาเท่านั้น

ต้นสะตือเสี่ยงทาย ที่วัดลุ่มมหาชัยชุมพล เมืองระยอง  

         เจ้าตากเดินทางจากวัดลุ่มเมืองระยองผ่านไปยังเมืองแกลงระยะทางราว ๓๕ กิโลเมตร และจากเมืองแกลงไปยังริมน้ำประแส บริเวณบ้านทะเลน้อยราว ๒๕ กิโลเมตร เพื่อข้ามลำน้ำใหญ่ที่ประแส ซึ่งมีการพิจารณาพื้นที่เพื่อข้ามลำน้ำกันหลายแห่ง 
             แต่เมื่อพิจารณาถึงสภาพแวดล้อมและการเดินทางของชาวบ้านท้องถิ่น ชาวบ้านทะเลน้อยซึ่งเป็นพื้นที่ตั้ง “วัดราชบัลลังก์” เล่าว่า การข้ามลำน้ำประแส คนท้องถิ่นจะคำนึงถึงช่วงเวลาน้ำขึ้น น้ำลง และจุดข้าม ตามเรื่องเล่ากล่าวว่าเจ้าตากข้ามลำน้ำประแสบริเวณ “ท่าบน” และ “ท่าล่าง” ทั้งสองแห่งมีศาลตั้งอยู่ บริเวณนี้หากน้ำลงหรือน้ำแห้งจะเห็นเป็นชายหาดทรายพื้นดินแน่นกว่าบริเวณป่าชายเลนอื่นๆ ซึ่งแถบนี้เรียกกันในภาษาท้องถิ่นว่า “กรอกตากสิน” ตำว่า “กรอก” หรือ “ตรอก” กลับหมายถึงพื้นที่ซึ่งมีความกว้างเว้าเข้าไป แตกต่างไปจากความหมายของคำว่า “ตรอก”ที่ใช้เรียกช่องหรือทางขนาดเล็กที่มีบ้านเรือนอยู่อาศัยที่คุ้นเคยกันในย่านเมือง ภายในกรอกตากสินมีเนินดินที่เป็นสันทรายขนาดใหญ่และมีชุมชนเก่าที่มีเศษภาชนะดินเผาหลงเหลืออยู่และมีการตั้งบ้านเรือนเป็นกลุ่มอยู่บนสันทรายกว้างริมลำน้ำประแส ในดงยางใหญ่ล้อมรอบด้วยท้องทุ่งนาที่กลายเป็นสวนและนากุ้งเสียมาก  
            ที่บ้านทะเลน้อยมีวัดเนินสระ หรือวัดราชบัลลังก์ในเวลาต่อมาเพราะเมื่อราว พ.ศ. ๒๔๖๐ สมเด็จพระสังฆราชเจ้ากรมหลวงวชิรญาณวงศ์ เมื่อดำรงสมณศักดิ์พระสุคุณคุณาภรณ์ ผู้อำนวยการศึกษามณฑลจันทบุรีรับรู้มาจากชาวบ้านว่าเป็นพระแท่นที่ประทับของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชที่นำมาถวายไว้ที่ “วัดเนินสระ” และเห็นว่าเป็นแท่านที่ประทับฝีมือช่างชั้นสูงที่ผสมผสานกับศิลปะจีนชัดเจน จึงได้นำไปเก็บรักษาไว้ ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร และยังคงเก็บรักษามาจนถึงทุกวันนี้ 

 

แท่นประทับนั่งนำมาจากวัดเนินสระหรือวัดราชบัลลังก์ในเวลาต่อมา เก็บรักษาไว้ ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ในปัจจุบัน ลวดลายแบบจีนผสมอยู่ทุกส่วน ลงรักปิดทอง ฝีมือช่างชั้นสูง

 

ตั่งวางเท้าขนาดเล็กที่อยู่คู่กับแท่นประทับซึ่งไม่ได้ถูกนำไปพระนครด้วย แสดงให้เห็นว่ารูปแบบงานฝีมือเดียวกันน่าจะเป็นฝีมือช่างชุดเดียวกัน

         นอกจากนี้ที่วัดราชบัลลังก์ยังมีโบสถ์เก่าที่เป็นรูปแบบเช่นเดียวกับเมืองระยองคือ มีขนาดย่อมๆ และมีพาไลด้านหน้า กล่าวกันว่าเคยสร้างจากไม้ก่อนที่จะมาสร้างโดยการก่ออิฐถือปูน และใช้ลวดลายปูนปั้นที่มีอิทธิศิลปะจีนอย่างชัดเจน และมีใบเสมาที่ทำจากหินชนวนและมีลวดลายคล้ายคลึงกันน่าจะเป็นของที่ทำขึ้นในสมัยอยุธยาซึ่งแตกต่างไปจากวัดเก่าที่เมืองระยองซึ่งเป็นใบเสมาหินทราย

บสถ์เดิม ปัจจุบันถูกปรับเป็นวิหารหลวงพ่อองค์หวายที่ “วัดราชบัลลังก์” กล่าวว่าแต่เดิมเป็นอาคารไม้ แล้วปรับมาเป็นปูน โดยมีการทำลวดลายประดับกรอบประตูหน้าต่างเป็นปูนปั้นแบบจีนรวมทั้งแท่นฐาน ชุกชี ที่น่าจะทำในคราวเดียวกัน ด้านหน้ามีพาไลหลังคาคลุม อาจจะมีการบูรณะมาโดยตลอดและสืบเนื่อง ในศิลปกรรมทางพุทธศาสนาแบบเมืองระยองที่ส่งมาถึงแถบเมืองแกลง ในช่วงสมัยอยุธยาตอนกลางถึงตอนปลาย

         นอกจากนี้ ยังมีความสำคัญในฐานะเป็นวัดของเจ้าคณะแขวง ที่มีพระสงฆ์สำคัญผู้เป็นพระอุปัชฌาย์ถึง ๔ รูป นอกจากนี้ยังมีโบราณวัตถุสิ่งของสำคัญ เช่น ตู้พระไตรปิฎก ผืนเสื่อพระราชทาน พระพุทธรูปสานจากหวายที่มีการพอกปูนลงรักปิดทอง เป็นต้น

         บริเวณบ้านทะเลน้อย มีเส้นทางเดินทางที่ชาวบ้านใช้กันเป็นประจำเพื่อจะไปเมืองจันทบุรี คือเดินทางผ่านท่าช้างข้าม เพื่อข้าม “ลำน้ำพังราด” ซึ่งไม่ได้กว้างเท่ากับลำน้ำประแส แล้วผ่านไปยังวัดหนองไซ วัดโขดหอย ไปยังวัดสนามชัย

แผนที่แสดงบริเวณที่ตั้งบ้านทะเลน้อยและวัดราชบัลลังก์ ลำน้ำประแส อำเภอแกลง จังหวัดระยอง

            ชาวบ้านในพื้นที่เชื่อว่าสมเด็จพระเจ้าตากสินฯ ก็น่าจะเดินทัพกองกำลังเพื่อเข้าตีเมืองจันทบูร โดยข้ามลำน้ำประแสบริเวณนี้และเดินทางไปยังแถบทุ่งสนามชัยและวัดสนามชัยในเส้นทางดังกล่าวเช่นกัน

 

จากสนามชัย พักทัพวัดพลับบางกะจะเพื่อเข้าตีเมืองจันทบูร

         เมื่อข้ามแม่น้ำประแสซึ่งกว้างใหญ่กว่าลำน้ำสายอื่น เส้นทางที่ชาวบ้านยังใช้มาจนถึงปัจจุบัน ผ่านบริเวณที่เรียกว่า “ท่าช้างข้าม” หรือ “บ้านช้างข้าม” ในปัจจุบันเพื่อข้ามลำน้ำพังราดที่ลำน้ำไม่ได้กว้างใหญ่เท่ากับลำน้ำประแส ผ่านย่านวัดหนองไซ และวัดโขดหอย เพื่อไปยังวัดสนามชัยหรือทุ่งสนามชัย บริเวณเหล่านี้อยู่ในระนาบของการเดินทางข้ามทุ่งและข้ามลำน้ำไม่ไกลชายฝั่งทะเล และมีชุมชนเก่าตั้งอยู่เป็นระยะๆ ตามรายทาง เส้นทางสายนี้ชาวบ้านเล่าว่าเป็นที่นิยมสำหรับการเดินทางไปยังเมืองจันทบุรีหรือชุมชนอื่นๆ ทางตะวันออกโดยไม่ต้องใช้เรือเดินทางทะเลและที่สำคัญไม่ได้ใช้เส้นทางที่ผ่านป่าฝ่าดงในแนวทางด้านเหนือ ชุมชนด้านเหนือขึ้นไปมักอยู่ตามเส้นทางสัญจรทางน้ำและเป็นย่านศูนย์กลางติดต่อกับลำน้ำหลายสายและสามารถเดินทางผ่านไปยังพื้นที่ชุมชนภายในที่มักเรียกชื่อนำหน้าชุมชนว่า “สำนัก” ชุมชนย่านตลาดริมน้ำที่สำคัญเช่นที่ “สามย่าน” ซึ่งเป็นตลาดเก่าของเมืองแกลงแห่งหนึ่งและมีคนเชื้อสายจีนทำการค้าตั้งแต่เป็นชุมทางน้ำจนถึงชุมทางบกเมื่อมีการตัดถนนสุขุมวิทผ่าน
           ดังนั้นตามเรื่องเล่าหรือตำนานท้องถิ่นที่มีชื่อใกล้เคียงกับเหตุการณ์ในการยกกองกำลังเข้าไปตีเมืองจันทบูรของเจ้าตากในระยะนั้นที่มีชื่อ “บ้านกองดิน” ซึ่งอยู่ริมแม่น้ำพังราดและเหนือระนาบเส้นทางเดินทางเก่าไปมาก ที่ผูกกับเรื่องเล่าดังกล่าวจนกลายเป็น “กองดินปืน”  น่าจะมีการเขียนและสร้างเรื่องเล่าให้คล้อยตามกับเรื่องราวในการเดินทัพของเจ้าตากโดยคนท้องถิ่นในเวลาต่อมา จนมีการสร้างวัดและอนุสรณ์สถานจากผู้ศรัทธาจนกลายเป็นอนุสรณ์สถานสมเด็จพระเจ้าตากสินฯที่ใหญ่โตอีกแห่งหนึ่งในภูมิภาคตะวันออก
         บริเวณวัดสนามไชยนี้อยู่ในวงล้อมของภูเขาขนาดย่อมๆ และเป็นทุ่งนาอันอุดมสมบูรณ์ โดยมีเนินดินขนาดใหญ่ที่ชาวบ้านเชื่อว่าเป็นที่ประทับพักแรมของเจ้าตาก ก่อนเดินทางโดยใช้ “ช่องเขาตะอุก”, “คอเขาตอม่อ” ตัดผ่าน “ห้วยขโมง” “ลำน้ำโตนด” ซึ่งต่อมาจากปากน้ำแขมหนู เพื่อเดินทางไปยังแถบชุมชน “ท่าใหม่” และ “เขาพลอยแหวน” และ “บางกะจะ” ซึ่งเป็นบริเวณที่มีชุมชนเก่าแก่ทั้งไทยและจีน เพราะเป็นจุดที่มีการทำพลอยมาตั้งแต่โบราณและมีการทำสวนพริกไทยมาแต่เดิม บริเวณนี้เป็นย่านชุมชนชาวจีนเก่าของเมือง
จันทบูร

บริเวณทุ่งสนามชัย เป็นที่ราบลุ่มกว้างใหญ่ที่อยู่ในวงล้อมของแนวเขาขนาดย่อม ส่วนบริเวณกึ่งกลางมีเนินดินที่อยู่อาศัยขนาดใหญ่ที่พบเศษภาชนะดินเผาจำนวน หนึ่ง ชาวบ้านเชื่อว่าเป็นสถานที่พักทัพของ เจ้าตากเมื่อจะเดินทางไปตีเมืองจันทบูร

         ซึ่งมีวัดพลับบางกะจะ อันเป็นแหล่งทำพลอยมาแต่โบราณและเป็นชุมชนจีนเก่าดั้งเดิมของเมืองจันทบุรีทำสวนทำประมงในบริเวณนี้ และคงพักทัพที่วัดพลับ ตามตำนานการบอกเล่าของชาวบ้านที่ยังคงมีความทรงจำเกี่ยวกับเจ้าตากพักทัพก่อนจะเข้าตีเมือง
จันทบูร

             “วัดพลับบางกะจะ”  เป็นวัดที่มีศาสนสถานรูปแบบเดียวรุ่นเดียวกับวัดในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนกลางจนถึงปลาย   ที่เมืองระยอง เพราะพบทั้งหอไตรกลางน้ำ พระเจดีย์แบบยอดปรางค์ที่มีการบูรณะอย่างต่อเนื่อง ส่วนโบสถ์นั้นปรับเปลี่ยนรูปแบบไปแล้ว                                                         

ศาสนสถานในวัดพลับบางกะจะ ยังคงพบหอไตรกลางน้ำและเจดีย์ทรงปรางค์รูปแบบเดียวกันกับที่พบรูปแบบศิปลกรรมแบบเมืองระยองโดยเฉพาะที่วัดแลง อำเภอเมือง จังหวัดระยอง

ศาลเจ้าจีนเก่าแก่ที่บริเวณชุมชนปากน้ำบางกะจะ

         การเข้าตีเมืองจันทบูร ตามพระราชพงศาวดารอาจจะถือว่าเป็นด่านสุดท้ายที่ยากลำบากอย่างยิ่งของทัพเจ้าตาก ที่มีฐานกองทัพอยู่ ณ เมืองระยอง เพราะจากการเปรียบเปรยว่า

            “ให้ทุบหม้อข้าวหม้อแกงเสียให้สิ้น เพราะจะไม่มีการกลับมาอีก”

         ซึ่งหมายถึงความมุ่งมั่นในการเข้าตีเมืองจันทบูรที่เป็นเมืองมีคูน้ำคันดิน และอยู่ในชัยภูมิที่ได้เปรียบบนที่เนินสูงกว่าบริเวณโดยรอบ
        ปัจจุบันเมืองจันทบูรเก่าที่อยู่ริมลำน้ำท่าช้าง อันเป็นสาขาของลำน้ำจันทบูร ในบริเวณค่ายตากสิน หน่วยนาวิกโยธินของกองทัพเรือ และเปิดให้ผู้ศรัทธาและต้องการศึกษาความรู้เข้าเยี่ยมชม
       เจ้าตากพร้อมกองกำลังพลพรรคทั้งมวลบุกเข้าโจมตีเมืองจันทบูรทุกด้านในดึกคืนนั้น และยึดเมืองจันทบูรได้ ส่วนพระยาจันทบูรพาลูกเมียหนีลงเรือเดินทะเลเลียบชายฝั่งไปยังเมืองพุทไธมาศหรือบันทายมาศหรือเมืองฮ่าเตียนในประเทศเวียดนามปัจจุบัน ซึ่งยังคงเป็นอิสระอยู่เพราะเป็นหัวเมืองชายทะเลที่มีเจ้าเมืองเป็นชาวจีนเชื้อสายกวางตุ้งตั้งแต่สมัยปลายกรุงศรีอยุธยาคือ พระยาราชาเศรษฐีญวนที่เป็นบุตรชายของมักกั๋วที่มีศาลเจ้าใหญ่อยู่ที่เมืองฮ่าเตียนในปัจจุบันและเป็นผู้มีบทบาทสำคัญสำหรับบ้านเมืองชายฝั่งทะเลช่วงเปลี่ยนผ่านบ้านเมืองในภูมิภาคนี้

แผนที่แสดงตำแหน่งสันนิษฐานในเส้นทางเดินทัพของกองกำลังเจ้าตากที่บุกเข้าตีเมืองจันทบูร

 

ยึดเมืองตราด เจรจากับบันทายมาศหรือพุทไธมาศ และสร้างกองกำลังเรือสำเภาจีน

            หลังจากนั้นจึงได้เดินทัพผ่านเมืองระยองและเข้าตีเมืองจันทบูรแล้ว และได้ไปจนถึงเมืองตราด จึงพักอยู่ที่เมืองจันทบูรอันเป็นช่วงฤดูมรสุม ฝนตกหนักไปทั่วภูมิภาคตะวันออกนั้นเพื่อต่อเรือไว้ใช้สำหรับกองกำลัง ใช้เพื่อเป็นเรือโดยสารและเรือรบมุ่งกลับไปกู้กรุงศรีอยุธยาโดยสันนิษฐานไว้ว่าน่าจะต่อไว้ราว ๑๐๐ กว่าลำ และเมื่อราว พ.ศ. ๒๕๒๓ พบว่ามีซากเรือไม้จมอยู่ชายตลิ่งจำนวนหลายลำ จึงสันนิษฐานว่าเป็นสถานที่หนึ่งที่เป็นอู่ต่อเรือซ่อมเรือของเจ้าตาก ที่บริเวณปากแม่น้ำจันทบุรีที่เรียกกันว่า “อู่ต่อเรือพระเจ้าตากเสม็ดงาม”

         มีตำนานความเชื่อเรื่องพระเจ้าตากในท้องถิ่น มีการสร้างเป็นศาลขนาดเล็กๆ และร่องรอยแนวคันดินที่ชาวบ้านเชื่อว่าเป็นแนวค่ายของพระเจ้าตากในบริเวณบ้านเสม็ดงามก่อนที่จะพบหลักฐานการมีสถานที่ต่อเรือสำเภาจีนหรืออู่ต่อเรือเก่าดังกล่าว        

         ที่เมืองตราด แม้จะไม่มีการกล่าวถึงรายละเอียดในพระราชพงศาวดารมากนัก กล่าวแต่เพียงว่า  “เจ้าตากได้เคลื่อนทัพไปยังเมืองตราด พวกกรมการและราษฎรเกิดความเกรงกลัวต่างพากันมาอ่อนน้อมโดยดี ที่ปากน้ำเมืองตราดมีเรือสำเภาจีนมาทอดทุ่นอยู่หลายลำ เจ้าตากได้เรียกนายเรือมาพบ แต่พวกจีนขัดขืนต่อสู้ เจ้าตากจึงนำกองเรือไปล้อมสำเภาจีนเหล่านั้น ได้ทำการต่อสู้กันอยู่ประมาณครึ่งวัน ก็ยึดสำเภาจีนไว้ได้หมด ได้ทรัพย์สินสิ่งของมาเป็นจำนวนมาก”
        ที่เมืองตราดมีตำนานเล่ากันว่า เจ้าตากมาตั้งทัพอยู่ที่วัดโบสถ์หรือวัดโยธานิมิตในปัจจุบัน โดยให้กำลังพบขนมูลดินจนกลายเป็นวัดเกิดขึ้น แต่เมื่อดูตามหลักฐานศาสนสถานและศิลปกรรมที่ปรากฏในวัดโยธานิมิตพบว่าน่าจะเป็นสิ่งที่ก่อสร้างช่วงหลังโดยเฉพาะในช่วงรัชกาลที่ ๓ ลงมา ซึ่งอาจจะสัมพันธ์กับรูปแบบวิหารซึ่งมีลักษณะการสร้างวิหารขนาดใหญ่แบบล้านนาหรือล้านช้างอย่างเห็นได้ชัด

วัดโบสถ์หรือวัดโยธานิมิต จังหวัดตราด ตั้งอยู่ห่างจากริมลำน้ำที่เป็นย่านตลาดเล็กน้อย  มีอาคารวิหารแบบล้านนาหรือล้านช้างที่แสดงถึงกลุ่มคนที่เข้ามาอยู่ที่เมือง ตราดในช่วงรัชกาลที่ ๓ น่าจะเป็นในกลุ่มชาติพันธุ์ดังกล่าวแต่ไม่มีหลักฐานยืนยัน นอกจากนี้ยังมีความเชื่อเกี่ยวกับการเป็นสถานที่พักทัพมูลดินสร้างวัดในช่วง ที่เจ้าตากยกทัพมาเพื่อยึดเรือสำเภาจากพ่อค้าชาวจีนและมีศาลสมเด็จพระเจ้าตา กสินฯ ตั้งอยู่

 

ศาลหลักเมืองที่จังหวัดตราด รูปแบบจีนผสมผสานกับวัฒนธรรมแบบกรุงเทพฯ นอกจากนี้ยังมีการนำเอาศิวลึงค์ที่พบในท้องถิ่น
มาประดิษฐานเป็นเสาหลักเมือง อีกสิ่งหนึ่งด้วย

         เมืองตราดในช่วงเวลาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาต่อกับธนบุรีและรัตนโกสินทร์ตอนต้น เป็นหัวเมืองชายฝั่งทะเลที่อยู่ภายในแม่น้ำตราดและลำน้ำสาขา มีคนจีนตั้งถิ่นฐานจนกลายเป็นผู้รั้งหรือเจ้าเมืองซึ่งเป็นเช่นเดียวกับเมืองชายฝั่งทะเลภาคตะวันออกแห่งอื่นๆ เช่น บันทายมาศหรือพุทไธมาศ ซึ่งปัจจุบันคือเมืองฮ่าเตียน ในประเทศเวียดนาม ซึ่งเป็นหัวเมืองที่มีการรบเพื่อแย่งชิงพื้นที่และความได้เปรียบทางภูมิศาสตร์การทหารหลายครั้งในช่วงสมัยรัชกาลที่ ๑ จนถึงรัชกาลที่ ๓ และเมืองตราดเป็นหัวเมืองการค้าที่ตั้งอยู่ภายในเช่นกันและมีชุมชนจำนวนไม่น้อยบางแห่งตั้งอยู่ห่างจากเมืองหรือตลาดชายน้ำ เช่นที่ “วัดบุปผาราม” ซึ่งอยู่ห่างไกลเมืองริมน้ำบนเนินเขาที่เป็นชุมชนแบบชาวสวน

 

ศาสนสถานที่วัดบุปผาราม ถือเป็นวัดนอกเมืองบนเนินเขาที่สวยและสมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งในภาคตะวันออก ศิลปกรรมเนื่องในพุทธศาสนามีรูปแบบคล้ายคลึงกับศาสนสถานในสมัยอยุธยาตอนปลาย เช่นเดียวชุมชนแถบจังหวัดเพชรบุรีและร่วมสมัยกับรัตนโกสินทร์ตอนต้นอย่าง ชัดเจน โดยเฉพาะศาลาการเปรียญจำนวนหลายหลังที่มีสภาพสมบูรณ์และสวยงาม

         หลังจากตีเมืองจันทบูรแล้วจึงยึดเอากองเรือของพ่อค้าจีนที่ปากน้ำเมืองตราด ก่อนจะรอช่วงเวลาให้พร้อมสรรพ แล้วจึงกลับไปกู้บ้านกู้เมืองที่กรุงศรีอยุธยา โดยใช้เส้นทางเดินเรือเลียบชายฝั่ง ซึ่งต้องผ่านทั้งสัตหีบ เกาะคราม เกาะสีชัง นาเกลือ บางปลาสร้อย ไปยังปากแม่น้ำเจ้าพระยา เส้นทางการกู้ชาติของเจ้าตากใช้เวลาราว ๗ เดือน นับแต่สิ้นกรุงศรีอยุธยา

อัพเดทล่าสุด 25 เม.ย. 2560, 20:50 น.
บทความในหมวด
ที่ตั้งมูลนิธิ ๓๙๗ ถนนพระสุเมรุ แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐
โทรศัพท์ ๐-๒๒๘๑-๑๙๘๘ , ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐ โทรสาร ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐
อีเมล์ Vlekprapaifoundation@gmail.com
                    
Copyright © 2011 lek-prapai.org | All rights reserved.