หน้าหลัก
เกี่ยวกับมูลนิธิ
วันเล็ก-ประไพ รำลึก
ติดต่อเรา
สรุปสังสนทนา ครั้งที่ ๕ เรื่อง ทวนความหลังกับคนหลังวัง (เดิม)
บทความโดย อภิญญา นนท์นาท
เรียบเรียงเมื่อ 13 พ.ย. 2557, 00:00 น.
เข้าชมแล้ว 2970 ครั้ง


            เมื่อวันศุกร์ที่ ๒๖ กันยายน ที่ผ่านมา มูลนิธิเล็ก – ประไพ วิริยะพันธุ์ ร่วมกับสภาวัฒนธรรมเขตบางกอกใหญ่ จัดกิจกรรมสังสนทนาขึ้นในหัวข้อ ทวนความหลังกับคนหลังวัง (เดิม) ณ ห้องประชุมจุลชาต วิทยาลัยเทคโนโลยีพณิชยการราชดำเนิน ซึ่งการเสวนาครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อบอกเล่าเรื่องราวประวัติศาสตร์สังคมและผู้คนในย่านชุมชนหลังพระราชวังเดิม ฝั่งธนบุรี โดยมีผู้อาวุโสในย่านเป็นวิทยากร ได้แก่  คุณรังษี รวมอยู่ คุณปราโมช อภัยพลชาญ คุณฉัตรชัย ทองสวัสดิ์ และคุณสมมาตร เขียวนาคา

 

ทวนความหลัง คนหลังวัง (เดิม)

            ย่านวังเดิม หมายถึงย่านที่อยู่ใกล้กับบริเวณพระราชวังเดิมหรือพระราชวังของสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี เขตบางกอกใหญ่  ปัจจุบันประกอบด้วยหลายชุมชน ได้แก่ ชุมชนปรกอรุณ ชุมชนลานมะขาม-บ้านหม้อ ชุมชนวัดหงส์รัตนาราม ชุมชนวัดโมลีฯ ชุมชนวัดเครือวัลย์ และชุมชนวัดนาคกลาง แม้ว่าในปัจจุบันย่านเก่าแห่งนี้จะเปลี่ยนแปลงสภาพไปตามยุคสมัย แต่เรื่องราวในอดีตยังอยู่ในความทรงจำของ...

            คุณรังษี ที่เริ่มต้นกล่าวถึงสภาพของย่านวังเดิมว่า เป็นย่านเก่าแก่แห่งหนึ่งของฝั่งธนบุรี ประกอบด้วยผู้คนหลายชาติพันธุ์ ทั้งไทย จีน อิสลาม มีทั้งวัดและมัสยิดอยู่ภายในย่าน ผู้คนอยู่ร่วมกันอย่างไม่แบ่งแยก บ้างก็เป็นเครือญาติกัน

            สถานที่แห่งหนึ่งที่ถือว่าเป็นศูนย์กลางของชุมชนคือ ลานมะเกลือ ด้วยเดิมเป็นลานสำหรับตากผ้าย้อมของพวกคนจีนที่มาทำกิจการย้อมผ้าด้วยมะเกลือ เพื่อให้ได้ผ้าแพรสีดำสำหรับตัดกางเกงปังลิ้นซึ่งชายไทยนิยมนุ่งกันในสมัยก่อน แถบฝั่งธนบุรีแต่เดิมมีโรงมะเกลือตั้งกระจายอยู่หลายแห่ง ภายหลังเมื่อกิจการโรงย้อมผ้ามะเกลือเลิกไปแล้ว ลานกว้างจึงถูกใช้เป็นสถานที่สำหรับทำกิจกรรมร่วมกันของคนในชุมชน ถือเป็นลานอเนกประสงค์ เช่น เล่นกีฬา กิจกรรมสันทนาการ จัดงานประเพณีต่างๆ เช่น งานสงกรานต์ เป็นต้น  บริเวณชุมชนหลังวัดอรุณฯ ที่อยู่เลียบคลองคูเมืองเดิม (ฝั่งตะวันตก) ในสมัยก่อนเคยมีตลาดขนาดใหญ่ เรียกว่า ตลาดวัดแจ้ง ซึ่งหลงเหลือร่องรอยอยู่บ้างเป็นอาคารห้องแถวไม้ด้านหน้ากองทัพเรือ  ส่วนอีกหนึ่งชุมชนเก่าแก่ที่น่าสนใจคือ ชุมชนบ้านหม้อ ในอดีตเป็นชุมชนที่มีอาชีพปั้นหม้อ ทำเครื่องปั้นดินเผา แต่ปัจจุบันเหลืออยู่เพียงแค่ชื่อบ้านนามเมืองเท่านั้น

          คลองสำคัญในพื้นที่คือ คลองคูเมืองธนบุรี ซึ่งเป็นคลองคูเมืองที่ขุดขึ้นในสมัยธนบุรี มีอยู่ทั้งฝั่งพระนครและฝั่งธนบุรี  สำหรับคลองคูเมืองธนบุรีฝั่งตะวันตกหรือฝั่งธนบุรีนั้น แต่ละตอนมีชื่อเรียกแตกต่างกันไปตามชื่อวัดหรือชุมชนที่คลองไหลผ่าน ได้แก่ คลองวัดโมลีฯ หรือคลองวัดท้ายตลาด คลองบ้านหม้อ คลองบ้านขมิ้น เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีคลองนครบาลหรือคลองวัดอรุณ (วัดแจ้ง) ซึ่งตัดกับคลองคูเมืองเดิมบริเวณด้านข้างวัดอรุณราชวรารามไปออกยังแม่น้ำเจ้าพระยา ปัจจุบันตื้นเขินและบางส่วนถูกถมทับไปแล้ว  

 

            ลำดับต่อมา คุณปราโมทย์ ได้เล่าถึงเรื่อง เขตปรกวัดอรุณ ซึ่งปัจจุบันไม่หลงเหลืออยู่อีกแล้วว่า ปรกวัดอรุณหรือปรกวัดแจ้ง ตั้งอยู่ใกล้กับวัดอรุณ ต้องข้ามคลองวัดอรุณฯ ไป ในเขตปรกไม่ค่อยมีบ้านคนอยู่อาศัย สภาพพื้นที่เป็นสวน และมีซากเจดีย์และกุฏิปรักหักพังอยู่ ซึ่งพื้นที่เขตปรกเป็นของกรมการศาสนา คนที่จะเช่าพื้นที่ด้านในต้องเสียค่าเช่าตารางวาละ ๑๐ สตางค์  สมัยก่อนเขตปรกใช้เป็นสถานที่ที่พระสงฆ์มาปลีกวิเวกปฏิบัติธรรม แต่ไม่พบว่าถูกใช้เป็นสถานที่ฝังศพ

            ต่อมา คุณฉัตรชัย ได้บอกเล่าเพิ่มเติมถึงชุมชนบ้านหม้อว่า เป็นชุมชนเก่าแก่ มีอาชีพทำหม้อดิน ทำเตาขนมครก สมัยก่อนยังมีหลายบ้านที่มีอาชีพทำหม้อ ทุกวันได้ยินเสียงตีหม้อกันจนถึง ๔–๕ ทุ่ม แต่ที่ว่าคนในชุมชนมีเชื้อสายมอญหรือไม่นั้น ยังไม่สามารถชี้ชัดได้ อาชีพทำหม้อนี้สืบต่อเรื่อยมาจนเลิกไปเมื่อราว ๔๐ ปีมานี้

            อีกสถานที่หนึ่งที่น่าสนใจคือ ศาลารับเสด็จ เป็นอาคารที่สร้างแบบเรือนไทย มีช่อฟ้า ใบระกา ยกพื้นสูง ใช้สอยเหมือนกับศาลาโรงธรรม เป็นที่สำหรับทำบุญของคนในชุมชน ผู้สร้างเป็นคหบดีในพื้นที่ที่สร้างเพื่อใช้ทำบุญในวันพระ ถวายภัตตาหารแด่พระสงฆ์ รวมไปถึงการจัดเทศน์มหาชาติ

            เหตุการณ์สงครามโลกครั้งที่ ๒ เป็นอีกหนึ่งความทรงจำของคนเก่าแก่ในย่านวังเดิม  คุณสมมาตรเล่าว่า ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ ๒ ตอนเด็กๆ จำได้ว่ามีสถานที่หลายแห่งถูกระเบิดเสียหาย เช่น สะพานพระพุทธยอดฟ้า วัดราชบูรณะ(วัดเลียบ) วัดอมรินทราราม หลวงพ่อโบสถ์น้อยเสียหาย ตอนนั้นครอบครัวย้ายไปอยู่ที่ท้องนา แถบหนองแขม ซึ่งถือว่าเป็นบ้านนอกอยู่ไกลตัวเมืองมากแล้ว แต่ทุ่งนาที่หนองแขมยังยังได้เห็นเครื่องบินเขาทิ้งระเบิดลงมาเป็นตับ เพราะสมัยนั้นฝั่งธนบุรียังไม่มีตึกรามบ้านช่อง มีแต่สวนและท้องนา  เช่นเดียวกับเหตุการณ์กบฏแมนฮัตตันในสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม ที่มีการบุกยึดเรือศรีอยุธยา คนเก่าแก่ในย่านวังเดิมหลายๆ คนยังทันเห็นเหตุการณ์การปะทะกันระหว่างฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายทหารเรือต้องวิ่งหลบกระสุนกัน

              

"ภาพ" จากความทรงจำ   

            นอกจากการพูดคุยทวนความหลังถึงประวัติศาสตร์สังคมและผู้คนในย่านวังเดิมแล้ว ภายในงานยังมีนิทรรศการภาพถ่ายเก่าที่รวบรวมมาจากคนในชุมชนโดยคุณรังษี รวมอยู่ ซึ่งวิทยากรแต่ละท่านช่วยกันบอกเล่าความทรงจำผ่านภาพถ่ายเก่า มีภาพบางส่วนที่น่าสนใจ ดังนี้    

           

ม้าเกสร เป็นม้าที่ใช้ในงานแห่เข้าของแขกเจ้าเซ็นที่มัสยิดกุฎีหลวง ซึ่งเดิมตั้งอยู่ในเขตกองทัพเรือตรงบริเวณที่เป็นหอประชุมปัจจุบัน ในขบวนแห่จะมีม้าเป็นองค์ประกอบสำคัญ สมัยก่อนม้าที่นำมาใช้ในพิธีนี้ทางมัสยิดจะเลี้ยงม้าเอง เมื่อหมดวาระช่วงพิธีกรรมก็ปล่อยให้ม้าเดินเล็มหญ้าหากินอย่างอิสระภายในย่าน เพราะสมัยก่อนไม่มีบ้านเรือนหรือถนนหนทางมากมายอย่างปัจจุบัน และเป็นที่รู้กันของคนท้องถิ่นว่าเป็นม้าของมัสยิด



การประกวดชุดแฟนซีของเด็กๆ ในวันสงกรานต์ เป็นกิจกรรมของชาวชุมชนในย่านวังเดิมที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปีในสมัยก่อน



นอกจากภาพถ่ายเก่าแล้ว ยังมีภาพเขียนฝีมือของคุณปราโมทย์ ซึ่งวาดขึ้นจากความทรงจำของตนเอง  ตัวอย่างภาพวาดที่น่าสนใจ มีดังนี้

ตลาดวัดแจ้งเชิงสะพานข้ามคลองวัดแจ้ง เป็นตลาดขนาดใหญ่พอๆ กับตลาดบ้านขมิ้น มีร้านค้าขายทั้งของอุปโภคและบริโภค รวมถึงร้านขายอาหารคาวหวานนานาชนิด


ร้านค้าห้องแถวไม้สองชั้นที่ตลาดวัดแจ้ง ตั้งอยู่เชิงสะพานข้ามคลองวัดแจ้ง ตรงเชิงสะพานมีร้านตัดเสื้อและเครื่องแบบทหารเรือ มีร้านอเนกภัณฑ์ขายอุปกรณ์เครื่องเขียนต่างๆ

 

 

 

 

         

 

อัพเดทล่าสุด 13 พ.ย. 2557, 00:00 น.
บทความในหมวด
ที่ตั้งมูลนิธิ ๓๙๗ ถนนพระสุเมรุ แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐
โทรศัพท์ ๐-๒๒๘๑-๑๙๘๘ , ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐ โทรสาร ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐
อีเมล์ Vlekprapaifoundation@gmail.com
                    
Copyright © 2011 lek-prapai.org | All rights reserved.