หน้าหลัก
เกี่ยวกับมูลนิธิ
วันเล็ก-ประไพ รำลึก
ติดต่อเรา
ทิ้งกระจาด...ทานให้คนหรือให้ผี
บทความโดย มูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์
เรียบเรียงเมื่อ 2 ก.พ. 2559, 00:00 น.
เข้าชมแล้ว 22881 ครั้ง

ทิ้งกระจาด...ทานให้คนหรือให้ผี

เอกสารประกอบการเสวนา "สันติธรรมในสังคมไทย"เนื่องในวันเล็ก-ประไพ รำลึก ครั้งที่ ๓

เรื่อง "ทิ้งกระจาดทานให้คนหรือผี"

วันศุกร์ที่ ๑๑ พฤศจิกายน ๒๕๔๘ เวลา ๑๗.๓๐ -๑๙.๐๐ ณ ร้านริมขอบฟ้า ถ.ราชดำเนินกลาง

......................................

 

ความเป็นมาของการทิ้งกระจาด

                       พิธีทิ้งกระจาด เป็นพิธีกรรมจีนอย่างหนึ่งที่นิยมจัดขึ้นในเทศกาลต่างๆ ของชาวจีน หรือเรียกกันว่า ซีโกว แปลว่าการให้ทานแก่วิญญาณไร้ญาติ เป็นพิธีกรรมของจีนที่มีที่มาจากพระพุทธศาสนา จากพระสูตร ในพระไตรปิฏกจีน ชื่อเปรตมุข-อัคนีชวาลยศรการ-นาม-ธารณีสูตร ได้กล่าวว่า ครั้งนั้นพระพุทธเจ้าเสด็จประทับแสดงพระธรรมเทศนา ณ นิโครธารามวิหาร เมืองกบิลพัสดุ์ พระอานนท์เถระเจ้า พุทธอนุชาได้หลีกออกไปเข้าญาณสมาบัติ อยู่ที่โคนต้นไม้ใหญ่ ขณะที่พระอานนท์บำเพ็ญญาณปริเวทธรรมอยู่นั้น ได้มีอสูรกายตนหนึ่งปรากฏขึ้นเบื้องหน้า บอกชื่อว่า อัคนีชวาลมุขเปรต หรือเอี่ยมเข้า รูปร่างสูงใหญ่หน้าเขียว แสยะเขี้ยว ตามตัวมีแต่หนังหุ้มกระดูก ลำคอเล็กเท่ารูเข็ม มีเปลวไฟโชติช่วงออกจากปากเป็นนิจ ได้กล่าวกับพระอานนท์ว่า ท่านอานนท์ เราได้รับความทุกข์เวทนาอย่างแสนสาหัสเพราะความหิวกระหาย จะกินก็ไม่ได้แต่ทุกขเวทนาเหลือหลาย ท่านผู้เป็นสาวกของพระพุทธเจ้า อุดมด้วยความเมตตากรุณาต่อสัตว์ ขอพระเถระท่านอุทิศสิ่งอุปโภคบริโภคเป็นไทยทานแก่ฝูงเปรตด้วยเถิด ถ้าท่านไม่กระทำในกาลอีก ๓ วัน ก็จะถึงซึ่งแก่มรณะ ว่าแล้วอสูรกายตนนั้นก็หายไป พระอานนท์เกิดความสะดุ้งกลัว เข้าเฝ้าพระบรมศาสดากราบทูลให้ทรงทราบแลขอพระพุทธองค์ เป็นที่พึ่งพระพุทธองค์

 

                        พระพุทธเจ้าจึงตรัสแก่พระอานนท์ว่า ในอดีตเมื่อพระองค์ยังเป็นพระโพธิสัตว์อยู่ในสำนักพระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์นั้น พระโพธิสัตว์ได้ตรัสเทศนาถึงพิธีโยคเปรตพลี เพื่อโปรดเหล่าเปรตและสัตว์ทั้งหลาย ดังนั้น อัคนีชวาลมุขเปรตตนนั้นคือ พระอวโลกิตเตศวรโพธิสัตว์ (พระกวนอิม) ผู้มีปณิธานที่จะโปรดสัตว์ให้หลุดพ้นจากทุกข์ ได้นิรมิตกายมาเพื่อเป็นอุบายให้พระพุทธองค์แสดงพระธรรมเทศนาเกี่ยวกับพิธีโยคเปรตพลีอุทิศแก่พระอานนท์ เพื่อโปรดสัตว์ไตรภูมิเป็นปฐม และพิธีนี้ได้เป็นแนวทางปฏิบัติของนิกายมนตรยาน เพื่อแสดงพระมหากรุณาธิคุณของพระพุทธเจ้าและเหล่าพระโพธิสัตว์ต่อเหล่าสัตว์โลกทั้งหลาย เมื่อมีการแปลพระสูตรเป็นภาษาจีน พิธีนี้จึงมีการถ่ายทอดสืบเนื่องต่อมา

 


                        ต่อมาเมื่อหลังราชวงศ์ถังพิธีนี้จึงเป็นที่นิยมแพร่หลายออกไป จนเป็นที่นิยมของประชาชนมีการประกอบพิธีทั่วไปในประเทศจีน ทั้งในงานศพ ในงานวันเกิด ในเทศกาลสารทจีนเดือน ๗ และในเทศกาลอื่น แม้แต่ในศาสนาเต๋าก็รับแนวคิดนี้จากพระพุทธศาสนา นอกจากนี้ยังเป็นประเพณีนิยมในประเทศที่รับพระพุทธศาสนาจากจีน เช่น ญี่ปุ่นและเกาหลี ก็ได้รับความนิยมด้วย ในส่วนของประชาชนจีนทั่วไป เมื่อถึงวันที่กำหนดก็จะจัดมณฑลพิธีและนิมนต์พระสงฆ์ไปสวดพระพุทธมนต์อุทิศแก่วิญญาณ ส่วนชาวจีนที่อยู่ตามถิ่นห่างไกล นิมนต์พระสงฆ์ลำบากก็จะจัดเพียงเครื่องบูชาเซ่นไหว้ด้วยอาหารแก่วิญญาณเร่ร่อนและบรรพบุรุษแทน จนทุกวันนี้

 

ด้วยชาวจีนเชื่อว่า ช่วงกลางเดือน ๗ ของจีน ( ตรงกับเดือน ๙ ของไทย) ไปจนถึงสิ้นเดือน
เป็นช่วงที่ประตูยมโลกเปิดจึงเหมาะแก่การทำบุญทำทานให้แก่บรรดาผีไม่มีญาติ 
และในการนี้จำต้องสร้างหุ่น ยมบาลไว้คอยคุมดูแลบรรดาผีที่นอกรีตนอกรอยมาหลอกหลอนผู้คน หรือไม่ยอมกลับนรกภูมิ

 

 

ทิ้งกระจาด ประเพณีของชาวจีนในการทำบุญให้แก่บรรดาภูติผีไม่มีญาติทว่าในเวลาเดียวกันนั้นข้าวของที่ทิ้งหาได้ตกแก่ภูติผีฝ่ายเดียว
หากเป็นของบรรดาผู้ยากจนที่ไปคอยรับทานอย่างหนาแน่นทุกปี

พิธีกรรมที่เกี่ยวข้องในการทิ้งกระจาด

 

พิธีเปรตพลีโยคกรรม

                   พิธีเปรตพลีโยคกรรม (หยู่แคเอี่ยมเข้า) หรือปั้งเอี่ยมเข้า นี้ เป็นพิธีทางพระพุทธศาสนานิกายมนตรยาน ซึ่งเรียกพิธีกรรมในนิกายว่าโยคกรรม ในการประกอบพิธีจะต้องจัดมณฑลพิธีและที่บูชาเป็นสามส่วนคือ

 

                   ที่บูชาแรกเป็นที่ประดิษฐานเครื่องบูชาพระรัตนตรัย มีพระพุทธเจ้าเป็นประธานพร้อมด้วย เหล่าพระโพธิสัตว์และพระธรรมบาล

 

                    ที่บูชาที่สองเป็นที่บูชามหาโพธิสัตว์ (ไต่สือเอี้ย) นิยมทำรูปพระมหาโพธิสัตว์ด้วยกระดาษมีขนาดใหญ่มากบางแห่งสูงเท่าตึกสามชั้น พระมหาโพธิสัตว์หรือไต่สือเอี้ย คือพระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์หรือพระกวนอิมโพธิสัตว์ที่แบ่งภาคลงมาปรากฏกายต่อพระอานนท์ ณ  นิโครธารามวิหาร เมืองกบิลพัสดุ์ ตามเรื่องในพระสูตรจากพระไตรปิฎกจีน

 

                     ที่บูชาวิญญาณผู้ล่วงลับ เป็นที่เซ่นไหว้ดวงวิญญาณของผู้ล่วงลับ ทั้งที่มีญาติและไร้ญาติซึ่งบุตรหลาน ญาติมิตรหรือประชาชนทั่วไปมาวางเครื่องเซ่นไหว้อุทิศให้

 

                      พิธีเริ่มจากพระสงฆ์อัญเชิญพระรัตนตรัยเป็นประธาน มีพระศากยมุนีพุทธเจ้า พระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ พระอานนท์เถรเจ้า เป็นอาทิ จากนั้นพระสงฆ์จะเดินไปสวดพระพุทธมนต์ยังที่บูชาพระมหาโพธิสัตว์ และที่บูชาวิญญาณผู้ล่วงลับตามลำดับ จากนั้นพระภิกษุผู้เป็นประธานสงฆ์ เป็นผู้ประกอบพิธีเรียกว่า พระวัชรธราจารย์ หรือกิมกังเสี่ยงซือ จะขึ้นสู่อาสน์ประธานมณฑลพิธีเพื่อเริ่มประกอบพิธี โดยพระวัชรธราจารย์จะเป็นตัวแทนของพระโพธิสัตว์ประกอบพิธีโปรดสรรพสัตว์ พระวัชรธราจารย์จะสวมไวโรจนมาลาและมีพุทธชญานมงกุฏที่ด้านหน้า หมายถึงพระโพธิสัตว์ผู้ประกอบด้วยพระพุทธบารมี แห่งองค์พระชินเจ้าทั้งห้า คือพระไวโรจนพุทธเจ้า, พระอักโษภยพุทธเจ้า, พระรัตนสัมภวพุทธเจ้า, พระอมิตาภพุทธเจ้า, พระอโมฆสิทธิพุทธเจ้า, ทั้งห้าพระองค์

 

                       การประกอบพิธีจะแบ่งเป็นสองภาคคือ ส่วนแรกประกอบพิธีถวายพุทธบูชา และส่วนที่สองเป็นพิธีโปรดสัตว์ เริ่มด้วยการเจริญพระพุทธมนต์ ชำระมณฑลพิธีให้บริสุทธิ์ด้วยพลังแห่งพระสัทธรรม ระหว่างประกอบพิธีพระวัชรธราจารย์จะใช้วัชรฆัณฏา คือ กระดิ่งวัชระ วัชรศาสตราและวัชรคธา คือเครื่องหมายรูปวัชระหรือสายฟ้าเป็นตัวแทนพระธรรม ซึ่งประดุจธรรมาวุธของพระโพธิสัตว์ ที่ใช้ในการปราบมาร คือกิเลสทั้งหลาย ให้หมดสิ้นไปจากเหล่าสัตว์โลก และประกอบพิธีถวายเครื่องพุทธบูชาทั้ง ๖ อันได้แก่ ปุษปะคือดอกไม้ ธูปะคือเครื่องหอม อาโลกะคือประทีปโคมไฟ สุคนธะคือน้ำหอม ไนเวทยะคือเครื่องบูชาพลีกรรม และศัพทะคือเสียงดนตรีประโคม เป็นเครื่องบูชาแด่พระรัตนตรัย และอัญเชิญพระมหากรุณาบารมีแห่งพระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ มาเป็นธรรมพละเพื่อใช้ในการโปรดสัตว์ ส่วนที่สองพิธีโปรดสัตว์นั้นจะเริ่มอัญเชิญพระกษิติครรภโพธิสัตว์ผู้ทรงมหาปณิธานในการโปรดสัตว์นรก พระยายมราชทั้ง ๑๐ ขุม และดวงวิญญาณ ทั้งหลายในภูมิทั้งหก คือเทพ, อสูร, มนุษย์, สัตว์เดรฉาน, เปรต, สัตว์นรก และรวมทั้งเหล่าพาหิรลัทธิ ให้มาชุมนุมเพื่อรับฟังพระสัทธรรม จากนั้นจึงอัญเชิญพระบารมีแห่งอดีตพุทธเจ้าทั้ง ๗ พระองค์ คือ ๑. พระรัตนชัยตถาคต ๒. พระอภยังกรตถาคต ๓. พระวิปุลกายตถาคต ๔. พระสุรูปกายตถาคต ๕. พระประภูตรัตนตถาคต ๖. พระอมิตาภตถาคต ๗. พระโลกวีสตีรนเตชอีศวรประภาตถาคต ทั้งเจ็ดพระองค์ และประกอบมุทราคือการทำมือเป็นสัญลักษณ์ต่างๆ ของพระพุทธเจ้าและพระโพธิสัตว์ และการเพ่งจิตยังสัตว์โลกทั้ง ๖ ในไตรภูมิ ที่ทนทุกข์ทรมานให้ยึดพระสัทธรรมเป็นดุจมหาธรรมนาวา ช่วยขนสรรพสัตว์ให้พ้นจากทุกขเวทนา ระหว่างพิธีพระสงฆ์จะโปรยข้าวสาร ทิพยวารี และขนม เพื่อเป็นสัญลักษณ์แทนพระธรรม และกุศลบุญ อันเป็นอาหารที่จะเหล่าวิญญาณหิวโหยต้องการ สุดท้ายพระสงฆ์จะเจริญพระพุทธมนต์ส่งวิญญาณของเหล่าสรรพสัตว์ไปยังสุขาวดี และอุทิศผลานิสงส์ในการประกอบพิธีให้แก่ผู้บำเพ็ญทาน และผู้ร่วมพิธีโดยทั่วกัน ระหว่างการประกอบพิธี หรือหลังการประกอบพิธี ทางเจ้าภาพมักจัดอาหารหรือเครื่องอุปโภคบริโภคเพื่อแจกเป็นทานแก่ประชาชนที่ยากไร้ ในการแจกอาหารเครื่องใช้เหล่านี้ มักนิยมแจกจำนวนมากตามกำลังของเจ้าภาพ แต่ส่วนใหญ่มักจะทำกันจำนวนมากๆ ทุกปี

 

พิธีลอยกระทง

                   พิธีลอยกระทงเป็นพิธีที่จัดขึ้นก่อนการประกอบพิธีเปรตพลีโยคกรรม โปรดวิญญาณผู้ที่ล่วงลับ พิธีลอยกระทงจัดขึ้นเพื่อเป็นการอุทิศผลกุศลทานให้แก่ดวงวิญญาณในทางน้ำ ในสมัยโบราณชาวจีนเราเชื่อกันว่าสายน้ำจะเป็นทางเชื่อมต่อกับโลกวิญญาณได้ ดังนี้ก่อนการจะพิธีโยคะเพื่อโปรดวิญญาณ จึงมีการอธิษฐานจิตบอกกล่าวแก่สรรพสัตว์ทั้งปวงให้มีรับส่วนกุศลในพิธีโยคะในวันถัดมา

 

                    ในประเทศจีนมักมีการลอยกระทงในช่วงเดือนเจ็ด เพราะเชื่อกันว่าเป็นเดือนแห่งวิญญาณจึงมีการจุดประทีปโคมไฟลอยน้ำ เพื่อเป็นไฟนำทางแก่วิญญาณเร่ร่อน ในกระทงจะจุดโคมและมีอาหารบรรจุเพื่อเป็นทานแก่ดวงวิญญาณ พิธีลอยกระทงที่จัดในเทศกาลสารทจีน และเทศกาลกินเจจึงเป็นพิธีที่จัดขึ้นเพื่อประกอบการบำเพ็ญกุศลเป็นทานแก่วิญญาณที่สิงสถิตย์อยู่ในแหล่งน้ำ

 

พิธีปล่อยชีวิตสัตว์

                   พิธีปล่อยชีวิตสัตว์เป็นพิธีที่ชาวพุทธฝ่ายมหายาน นิยมกระทำประกอบงานกุศลอยู่เสมอด้วยพุทธศาสนิกชนฝ่ายมหายาน ถือกันว่าชีวิตทุกชีวิตมีค่าเสมอกัน ชีวิตของสรรพสัตว์ทุกชีวิตไม่ว่าจะเกิดในภูมิมนุษย์หรือสัตว์เดรฉาน ย่อมต้องเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะสงสารทั้งสิ้น การเกิดเป็นมนุษย์หรือสัตว์ก็ตามย่อมเป็นไปตามกรรมที่เราก่อไว้ แม้เราไม่อาจฝืน แต่เราก็สามารถสร้างกรรมใหม่ได้ด้วยตัวเราเอง การดำรงชีวิตโดยไม่เบียดเบียนจึงเป็นทางที่ประเสริฐที่สุด พระพุทธศาสนาฝ่ายมหายานเน้นหนักให้ ผู้บำเพ็ญงดจากการนำเนื้อผู้อื่นมาบริโภค เพราะการฆ่าเป็นการผิดศีลข้อปาณาติบาต สัตว์ต่างๆ ครั้งหนึ่งก็คือมนุษย์ที่รับกรรมไปเกิดเป็นสัตว์การบริโภคเนื้อผู้อื่นจึงเป็นการก่อเวรไม่สิ้นสุด พิธีปล่อยชีวิตสัตว์จึงเป็นการสั่งสมกรุณาจิตให้เพิ่มพูนมากยิ่งขึ้น

 

ความหมายวันอุลลัมพันหรือวันสาร์ทจีน

                   อุลลัมพัน หรือ อวลัมพัน เป็นภาษาสันสกฤตแปลว่า ห้อยหัวลง  หรือแขวนกลับ หมายถึง กลับทุกข์ให้เป็นสุข จึงเรียกว่าวันอุลลัมพัน การทำบุญในวันอุลลัมพัน คือวันขึ้น ๑๕ ค่ำเดือน ๗ เป็นวันมหาปวารณา คือออกพรรษาตามแบบจีน มีที่มาจากมารดาของ พระมหาโมคคัลลานะ อรหันต์เถระเจ้า อัครสาวกเบื้องซ้าย โปรดมารดา เมื่อสมัยที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ ชอบติเตียนพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นผู้ไม่เชื่อกรรม ชอบกินพวกเนื้อสัตว์ ประกอบปาณาติบาต ฆ่าสัตว์ตัดชีวิตอยู่เป็นนิจโดยไม่เกรงต่อบาปบุญคุณโทษ เมื่อถึงแก่กรรมลงวิญญาณก็ได้ไปสู่ทุคติภูมิ เกิดเป็นเปรตในนรกอเวจี ทนทุกข์ทรมานอดอยากมีแต่หนังหุ้มกระดูก พระโมคคัลลานะอรหันต์เถรเจ้าผู้บรรลุอภิญญาหก ได้เล็งทิพยจักษุเห็นวิญญาณมารดาไปเกิดเป็นเปรตในนรกภูมิ ได้รับความทุกข์ทรมานมาก ก็มีความสงสารมารดาเป็นอย่างยิ่ง ก็สำแดงอภินิหารเข้าญาณสมาบัติ นำอาหารในบาตรลงไปยังเมืองนรก เพื่อโปรดให้มารดาบริโภค เมื่อมารดาพบบุตรก็บังเกิดความโสมนัส รับบาตรอาหารจะเอาไปกิน แต่แล้วอาหารนั้นกลับกลายเป็นไฟลุกโชติช่วง ทำให้ต้องร้องด้วยความทุกข์เวทนาหนัก

 

                     พระโมคคัลลานะเห็นดังนั้น มีความสงสารมารดาเป็นอย่างยิ่ง ได้กลับมาทูลถามพระพุทธองค์ว่า ตนนั้นก็เป็นพระมหาเถระอัครสาวกของพระพุทธองค์ และบรรลุอรหันต์ภูมิแล้ว เหตุใดจึงไม่สามารถช่วยมารดาให้พ้นทุกข์ได้ พระพุทธองค์ตรัสดำรัสกับพระโมคคัลลานะว่า มารดาของเธอเป็นผู้ทำคุรุกรรมหนัก ลำพังเธอผู้เดียวไม่สามารถที่จะโปรดมารดาได้ ต้องอาศัยบารมีแห่งสงฆ์ทั้งหลายในวันปวารณา ถวายสังฆทานโดยบรรจุลงในภาชนะอุลลัมพัน แด่พระสงฆ์ทั้งปวง และอาศัยผลานิสงส์ บำเพ็ญ ศีล สมาธิ ปัญญา ตลอดไตรมาส อุทิศให้มารดาเธอ ก็จะพ้นจากทุคติภูมิ พระโมคคัลลานะ ได้ฟังดังนั้น ก็กระทำตามพุทธดำรัสทุกประการ มารดาของท่านก็ได้ไปสู่สุคติพ้นจากทุคติวิบากกรรม

 

                     ต่อมาจึงเกิดประเพณีนิยมกันในประเทศจีน การถวายสังฆทาน ในวันออกพรรษาหรือวันขึ้น ๑๕ ค่ำเดือน ๗ จีนของทุกปี เรียกกันว่าวันอุลลัมพัน จะมีการถวายข้าวสารอาหารแห้งและเครื่องอุปโภคบริโภค บรรจุลงในภาชนะเรียกว่า ขันอุลลัมพัน ถวายแก่พระสงฆ์เพื่ออุทิศส่วนกุศล แก่ดวงวิญญาณของบิดามารดาในอดีตชาติ และบรรพบุรุษที่ล่วงลับ เป็นการตอบแทนพระคุณ และอุทิศเป็นกุศลบารมีแก่ตนเองและสรรพสัตว์ทั้งหลาย

 

ความหมายการกินเจเดือนเก้า

                 เทศกาลกินเจเป็นเทศกาลของชาวจีนเทศกาลหนึ่งที่เราจะเห็นชาวจีนหรือคนไทยเชื้อสายจีน นิยมถือปฏิบัติงดเว้นการรับประทานอาหารที่ประกอบด้วยเนื้อสัตว์ แม้ว่าเทศกาลกินเจจะไม่ใช่วันสำคัญในการเซ่นไหว้ทางประเพณีที่สำคัญที่ขาดไม่ได้ อย่างวันตรุษจีน, เทศกาลโคมไฟ, เชงเม้ง, เทศกาลขนมจ้าง, สารทจีน, สารทไหว้พระจันทร์, เทศกาลขนมบัวลอย และวันสิ้นปีก็ตาม แต่อย่างไรก็ดีเทศกาลกินเจในประเทศไทยก็มีผู้ศรัทธาเลื่อมใสปฏิบัติตามกันมากขึ้นโดยลำดับ ดังนั้นในที่นี้ขอนำเสนอความหมายของการกินเจในส่วนที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนาฝ่ายมหายาน

 

                  ความหมายอักษร "แจ" ในภาษาจีน  อักษรคำว่า "? แจ" เป็นอักษรที่มีมาแต่โบราณถึงสมัยราชวงศ์โจว แต่ในปัจจุบันอักษรนี้มีความหมายหลายนัยคือ

 

๑.หมายถึงการสำรวมรักษากายใจให้บริสุทธิ์ ในสมัยโบราณก่อนการประกอบพิธีสำคัญ ต้องมีการสำรวมรักษากายใจให้บริสุทธิ์ การสำรวมกาย-ใจ คือการสวมเครื่องนุ่งห่มที่สุภาพและสะอาด การงดเว้นจากการรื่นเริง เสพสุรา และเนื้อสัตว์

๒.ทางพระพุทธศาสนาหมายถึงอุโบสถศีล คือ ถือศีลอุโบสถหรือศีลแปด ในวันอุโบสถ เรียกว่า " โป๋ยกวงแจก่าย " เช่น วิกาลโภชนาศีล คือการงดเว้นอาหารเวลาวิกาล

๓.มีความหมายเหมือนกับ อักษร สู่ แปลว่าการกินอาหารมังสวิรัติ

๔."แจ" หมายถึงห้อง เช่น เรียกห้องเรียนว่า "จือแจ"

๕.หมายถึงการถวายภัตตาหารแก่พระภิกษุสงฆ์เช่น " แจเจ็ง "

 

                  การกินเจ เป็นวิธีปฏิบัติธรรมอย่างหนึ่ง ที่นิยมกันในหมู่พุทธศาสนิกชนฝ่ายมหายานชาวจีน ควบคู่ไปกับการถือศีลห้า, ศีลแปด, และศีลโพธิสัตว์ฆราวาส เพราะในประเทศจีนการถือศีลพระโพธิสัตว์ ต้องถือสมาทานศีลมังสวิรัติด้วย ผู้สมาทานอุโบสถศีล จึงนิยมงดเว้นอาหารเนื้อสัตว์ด้วย คำว่า " แจ " หรือ " เจ " จึงมีความหมายรวมถึงการถือมังสวิรัติด้วย การรับประทานอาหารเจนั้นคือ การรับประทานอาหารประเภทผักที่ไม่มีผลิตผลจากเนื้อสัตว์ของสดคาวผสม รวมทั้งไม่บริโภค ผักที่มีกลิ่นฉุน คือ ให้โทษเกิดราคะ ๕ ชนิด (เรียกว่าโหงวซิง) คือ ๑. กระเทียม (ตั่วสึ่ง) ๒. หอม (เม่งชัง หรือไห เป็นหอมชนิดหนึ่ง เรียกอีกอย่างว่า หลักเกี๋ย) ๓. ต้นหอม (ฉื่อชัง) ๔. กุยช่าย (หลั่งชังหรือกูไฉ่) ๕. หิงคุ์ (เฮงกื้อ) มีในอินเดียจีนไม่มีตามหลักของการสมาทานโพธิสัตว์ศีลในพรหมชาลสูตร (ห่วมหมังเกง )

 

                   โดยความจริง การงดเว้นไม่บริโภคอาหารเนื้อสัตว์มีปฏิบัติในประเทศจีนอยู่แล้วในการปฏิบัติตามหลักประเพณีของชาวจีนในสมัยราชวงศ์โจวก่อนการนับถือพระพุทธศาสนา แต่เมื่อพระพุทธศาสนาเข้าสู่จีนการถือบริโภคอาหารมังสวิรัติตามแนวทางปฏิบัติของพระโพธิสัตว์ ก็เข้ามาเผยแผ่มากยิ่งขึ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งในหมู่พระเถระชาวจีน จวบจนรัชสมัยสมเด็จพระจักรพรรดิเหลียงบู่ตี้ ผู้ทรงได้พระราชสมัญญาว่าพระเจ้าอโศกมหาราชของจีน ทรงออกพระราชโองการในปี พ.ศ. ๑๐๕๘ ขออาราธนาพระสงฆ์ทั้งประเทศให้ฉันอาหารมังสวิรัติงดเว้นเนื้อสัตว์ แต่นั้นมาพระสงฆ์จีนและพุทธศาสนิกชนในประเทศจีนจึงถือการฉันอาหารมังสวิรัติเป็นข้อปฏิบัติสำคัญตลอดมา และหลังราชวงศ์ถังนักพรตในศาสนาเต๋าบางสายก็รับการบริโภคอาหารมังสวิรัติและการถือศีลพรหมจรรย์ เข้าเป็นการปฏิบัติสำคัญด้วย

 

                  พิธีกินเจเดือนเก้านั้น ชาวจีนเรียกว่า " กิ้วอ๊วงเจ "หรือ " กิ๋วอ๊วงเส่งหวย " แปลว่าเทศกาลกินเจบูชาราชาแห่งดวงดาวทั้งเก้า กำหนดตั้งแต่วันขึ้น ๑ ค่ำ เดือน ๙ ถึง ขึ้น ๙ ค่ำ เดือน ๙ ตามปฏิทินจีน จุดมุ่งหมายของพิธีกินเจในทางมหายานก็คือ เพื่อบูชาพระพุทธเจ้า ๗ องค์ และพระโพธิสัตว์อีก ๒ องค์ มีพระไภษัชยคุรุพุทธเจ้า (เอี๊ยะซือฮุก) เป็นประธาน ซึ่งได้แบ่งภาคมาเป็น ดาวฤกษ์หรือดาวปั๊กเต้า คือดาว กระบวยเหนือ และร่วมด้วยการบูชาดาวนพเคราะห์ และกลุ่มดาวทั้ง ๒๘ กลุ่ม ซึ่งในความเชื่อพื้นเมืองประเทศจีน ปฏิทินจันทรคติจีนกำหนดวันบูชาดาวกระบวยเหนือ (ปั๊กเต้า) ในวันขึ้น ๙ ค่ำเดือน ๙ และบูชาดาวกระบวยใต้ (หน่ำเต้าหรือหน่ำซิ้ง) ในวัน ๒๓ ค่ำ (แรม ๘ ค่ำ) เดือน ๑๑ เฉพาะพิธีบูชาดาวปั๊กเต้านั้นนิยมบูชาขอพรในตอนต้นปี ในวันขึ้น ๗-๙ ค่ำเดือน ๑ ส่วนในเดือนเก้านิยมจัดพิธีบูชาตั้งแต่วันขึ้น ๑ ค่ำเป็นต้นไปจนถึง ๙ ค่ำ การจัดพิธีแพร่หลายในอารามทั้งพุทธและเต๋าทั่วไปตามท้องถิ่นต่างๆ จีน โดยเฉพาะทางภาคใต้แม่น้ำแยงซีเกียงและในประเทศไทย มาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซียเป็นต้น

 

                    เทศกาลกินเจในประเทศไทย วัดจีนต่างๆ จะจัดงานเจริญพระพุทธมนต์บูชาดวงดาว ส่วนตามโรงเจ หรือศาลเจ้าบางแห่ง เจ้าภาพจะนิมนต์พระสงฆ์จีนจากวัดจีนต่างๆ ไปพำนักประจำในโรงเจ เพื่อประกอบพิธีกรรมเป็นผู้นำพุทธศาสนิกชนที่มาสมาทานถือศีลกินเจ ประกอบพิธีตลอดช่วงเทศกาล พุทธศาสนิกชนจะจัดเครื่องสักการะบูชาดอกไม้ธูปเทียน ไปจุดบูชาเทพยดาแห่งดาวฤกษ์ทั้ง ๙ องค์ หรือ กิ๋วอ้วง และต้องจัดหาเครื่องกระดาษทำเป็นรูปเครื่องทรง เสื้อผ้า หมวก รองเท้า กระดาษเงิน กระดาษทอง ไปน้อมถวายเป็นสักการะ เพื่อขอพรให้ประทานความสมบูรณ์พูนสุขให้ ทั้งนี้เพราะเชื่อกันว่า นอกจากนี้ยังมีการทำบุญถวายเครื่องอุปโภคบริโภคต่างๆ การทำบุญถวายโคมประทีปเป็นพุทธบูชา การทำบุญอุทิศส่วนบุญกุศลให้แก่วิญญาณไม่มีญาติอีกด้วย

อัพเดทล่าสุด 2 ก.พ. 2559, 00:00 น.
บทความในหมวด
ที่ตั้งมูลนิธิ ๓๙๗ ถนนพระสุเมรุ แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐
โทรศัพท์ ๐-๒๒๘๑-๑๙๘๘ , ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐ โทรสาร ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐
อีเมล์ [email protected]
                    
Copyright © 2011 lek-prapai.org | All rights reserved.