หน้าหลัก
เกี่ยวกับมูลนิธิ
วันเล็ก-ประไพ รำลึก
ติดต่อเรา
พระราชพิธีสิบสองเดือนในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์
บทความโดย มูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์
เรียบเรียงเมื่อ 6 มิ.ย. 2559, 16:15 น.
เข้าชมแล้ว 32066 ครั้ง

พระราชพิธีสิบสองเดือนในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์

 

 

เมื่อพระนครศรีอยุธยาล่มไปแล้วและเกิดกรุงธนบุรีและกรุงเทพมหานครขึ้นมาแทน พระราชพิธีสิบสองเดือนที่มีมาแต่สมัยพระนครศรีอยุธยาก็หาได้เสื่อมคลายหมดไปไม่ พระมหากษัตริย์ผู้ทรงกอบกู้แผ่นดิน โดยเฉพาะพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกและสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสีหนาทกรมพระราชวังบวรสถานมงคล ก็ต้องทรงอนุรักษ์และฟื้นฟูในประเพณีพิธีกรรมดังกล่าวให้ดำรงอยู่ เพราะเป็นสิ่งหนึ่งในการเรียกขวัญไพร่ฟ้าประชากร อยุธยาเคยมีอย่างใดกรุงเทพฯ ก็ควรมีอย่างนั้น เพราะกรุงเทพฯ นั้น เนื้อแท้ก็คืออยุธยาใหม่นั่นเองดังเห็นได้ว่าการกำหนดชื่อตำบล สถานที่ตามท้องถิ่นต่างๆ ก็มักจะนำเอาชื่อครั้งอยุธยามาตั้งใหม่ เช่น ภูเขาทอง คลองมหานาค โพธิ์สามต้น เป็นต้น

 

อาจกล่าวได้ว่าตั้งแต่สมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกฯ ลงมาจนถึงรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ การพระราชพิธีสิบสองเดือนทั้งที่มีมาแต่สมัยอยุธยาและปรุงแต่งขึ้นใหม่ให้เหมาะสมกับกาลและผู้คนยังคงมีอยู่เรื่อยมา จนมาถึงสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ ก็ได้มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น เพราะพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ ทรงมีพระราชวิจารณ์ความเหมาะสมของประเพณีใหม่และเก่ารวมทั้งทำให้มีเจ้านายและขุนนางให้ความสนใจศึกษาและเขียนเป็นเรื่องราวขึ้นมาก เช่นโคลงพระราชพิธีทวาทศมาส ของ สมเด็จเจ้าฟ้ามหามาลา กรมพระยาบำราบปรปักษ์ในแผ่นดินต่อมา คือ รัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ ก็ทรงสนพระทัยในเรื่องพระราชพิธีสิบสองเดือนยิ่งกว่าพระมหากษัตริย์องค์ใด ได้ทรงศึกษาและพระราชนิพนธ์เรื่องพระราชพิธีสิบสองเดือนขึ้นเพื่อลงในหนังสือวชิรญาณ เมื่อ พ.ศ.๒๔๓๑

 

โคลงพระราชพิธีทวาทศมาส ของสมเด็จเจ้าฟ้ามหามาลา กรมพระยาบำราบปรปักษ์ (โคลงพระราชพิธีทวาทศมาส สมเด็จเจ้าฟ้ามหามาลากรมพระยาบำราบปรปักษ์ทรงนิพนธ์ขึ้นในรัชกาลที่ ๔ เนื้อความกล่าวพรรณนาถึงพระราชพิธีต่างๆ ทั้ง ๑๒ เดือน โดยละเอียดได้ความชัดเจนอย่างยิ่ง รวมถึงพิธีและนักขัตฤกษ์ต่างๆ ที่ชาวบ้านได้ปฏิบัติจนเป็นประเพณีทำให้เห็นภาพชีวิตของชาวเมืองในกรุงเทพฯ สมัยนั้นได้อย่างดี โคลงพระราชพิธีทวาทศมาส ไทยวัฒนาพานิช, ๒๕๐๙ )ยกมาเป็นตัวอย่างบางบท ดังเช่น

 

 

 เดือน ๕  
                          กำหนดสุริยยาตรเยื้อง รอบจักร                       
             เป็นที่เปลี่ยนศักราช ใหม่ได้ 
             ขึ้นสู่เมศราษีพรัก  พร้อมนับ  ถือนา
             บังคับแห่งโหรให้ เรียกรู้ทั่วแดน
                          วันเถลิงขึ้นศกใหม่ มีการ
             ตั้งมุรธาภิเศกสนาน  ราชไท้
             มวญหมู่เหล่าพนักงาน ถวายโสรจ  สรงนา 
             เตรียมอยู่คอยรับใช้  พรักพร้อมเพรียงกัน
   
 เดือน ๖  
                          วิศาขมาศได้ฤกษ์ทั้ง ดฤถี  นาพ่อ
             กำหนดเมล็ดรวงดี ถูกต้อง 
             ตั้งการราชพิธี จรดพระ  นังคัลนา
             ทั้งพืชมงคลพ้อง แทรกซ้ำทรงเติม 
                          ชายหญิงเบียดเสียดซ้อน ดูไถ  นาเฮย
             ไกลเท่าไกลมาใน ที่นั้น 
             ยากเหนื่อยอย่างไรไร รีบเร่ง  มาแฮ 
             พงรกสู้ดัดดั้น  ดิ่งด้นมาดู
   
 เดือน ๗  
                          ในเดือนเชษฐมาศนั้น ฤามี
             การพระราชพิธีใด ว่างเว้น
             ให้จัดเหล่านารี หาบสลาก  ภัตรนา
             แต่งประกวดอวดเหล้น หลากล้วนควรดู
                          ถึงวัดราชบพิธแล้ว  ปลงลง 
             ดูเลือกฉลากสงฆ์ ถูกต้อง 
             ยกขึ้นประเคนองค์ ละที่  แลแฮ
             ฉันเสร็จชนแซ่ซ้อง  ตรวจน้ำสาธุการ
   
 เดือน ๘  
                          อาสาฬหมาศเข้า พรรษา  กาลแฮ
             เชื้อพระวงษ์ราชา  ธิราชไท้ 
             เพื่อประโยชน์ทรงสิกขา  บทพระ  ภิกษุแฮ
             อิกกับสามเณรให้ แห่บ้างบางปี
                          เกณฑ์พระวงษ์เยาวหนุ่มน้อย  เนื่องมา 
             รับจุดเทียนพรรษา  ทั่วทั้ง 
             วัดหลวงแต่บรรดา ได้พระ  กฐินเฮย
             จ่ายแจกเทียนไปตั้ง  ทุกถ้วนอาราม
   
 เดือน ๙  
                          จันทร์จรเพ็ญได้ฤกษ์ สาวนะ 
             ยามเมื่อฝนตกชะ ชุ่มพื้น
             ดลแรมย่อมพรมปะ น้อยน่อย  หนึ่งนา
             เข้าหนักนาดอนตื้น  ขาดค้างการทำ
                          กำหนดพรุณสาตรซ้อง พิธีสงฆ์
             สูตเมฆพราหมณ์พรหมพงษ์ แต่งตั้ง 
             การสองราชพิธีตรง วันร่วม  กันเฮย 
             ทำที่นอกเมืองทั้ง ทุ่งท้องสนามหลวง
   
 เดือน ๑๐  
                          วันสารทเหล่าราษฎร์ได้  ทำนาน  
             บิณฑบาตภัตตาหาร อื่นบ้าง 
             ทำตามบุราณกาล จารีต  มานา
             ฟังเทศน์ถือศีลสร้าง ก่อกู้ผดุงผล 
                          อัศวยุชสี่ค่ำขึ้น มีการ  แลแฮ  
             ชื่อคเชนทรัศวสนาน อีกเหล้า  
             สงฆ์สวดพฤฒาจารย์ ทอดเชือก 
             วันรุ่งห้าค่ำเช้า  จึ่งได้ตามฉัน 
   
 เดือน ๑๑  
                          ลอยประทีปถ้วนครบทั้ง สามวาร
             ปวงประชาเขษมสานต์  ทุกผู้
             ภิกษุปวารณากาล วันสิบ  ห้าเฮย 
             เข้าเขตรกฐินรู้  เร่งร้อนตระเตรียม  
                          ดลแรมแปดค่ำตั้ง  ตามจา  รีตเฮย 
             เสด็จพยุหยาตราคลา คลาศเต้า  
             สถลมารคกำหนดอา  วาศใหญ่  แลแฮ 
             ถวายกฐินแด่เจ้า  ภิกษุรั้งแรมฝน  
   
 เดือน ๑๒   
                          ดลเดือนกรรดึกตั้ง จองเปรียง 
             ไชยคู่ประเทียบเคียง  สี่ต้น  
             ทั้งโคมบริวารเรียง  รายรอบ  สนามพ่อ 
             อีกรอบกำแพงพ้น  พร่ำพร้องและหลาย  
                          อาณาประชาราษฎร์ทั้ง พระวงษ์  
             ชีพ่อพฤฒิพรหมพงษ์ กอบรู้ 
             อีกกับภิกษุสงฆ์  สถิตย์วัด  แลแฮ
             ต่างชักโคมทั่วผู้ ส่องฟ้าเรืองแสง 
                          การลอยประทีปนั้น  พันพรหม  ราชเอย 
             หมายบอกล้อมวงรดม ทั่วผู้
             พลเรือนทหารกรม  ท่าอีก  นาพ่อ  
             ทอดทุ่นใหญ่น้อยรู้ ที่ตั้งทุกกอง 
                          ดาดาษกลาดเกลื่อนกลุ้ม  เรือดู  
             อึงลั่นสนั่นหู  ไม่น้อย 
             แซกเบียดเสียดเกรียวกรู ชิงช่อง  ขึ้นแฮ  
             แม้จักนับว่าร้อย  ยึดท้ายเป็นพวง  
   
 เดือนอ้าย  
                          กาฬปักษ์กติกมาศถ้วน บัณรสะ  สารเฮย 
             ผ้าป่ามิใคร่จะ  ว่างเว้น 
             เริ่มทำริทอดพระ  สง์ชอบ  คุ้นแฮ 
             กอบก่อต่อการเหล้น เลือกล้วนควรมี 
                          บ้างมีมหาชาติทั้ง คาถา  พันเอย  
             มีที่บ้านศาลา  มีที่บ้านศาลา 
             จ่ายกันแจกฎีกา  ตามพวก  พ้องพ่อ  
             หวังประโยชน์สืบสร้าง เพื่อพ้องเมตไตรย  
                          เที่ยวทุ่งคราวเมื่อครั้ง น่านชล  
             เป็นที่เปรมใจคน  ไพร่ฟ้า  
             หว่านพืชเกิดรวงผล เต็มภาค  ภูมพ่อ 
             สมประโยชน์ทั่วหล้า หลีกพ้นไภยแพง 
                          ในราชนิเวศน์เจ้า จอมกษัตริย์  
             วันสุริยออกสุดปัด กลับเยื้อง 
             ส่ำสงฆ์เหล่าปริยัติ สมถะ  อีกเอย 
             แปดสิบฉันขนมเบื้อง  หนึ่งครั้งคราวปี  
                          เดือนอ้ายนี้สิ้นราช การหลวง  
             การนอกชนทั้งปวง  ว่างเว้น 
             ไร่นาที่ออกรวง เก็บเกี่ยว  บ้างนา 
             ลงแขกนัดกันเหล้น ขับร้องตามสบาย 
   
 เดือนยี่  
                          บุษยมาศเจ็ดค่ำขึ้น กำหนด  
             การพิธีพรหมพรต ใหญ่ล้น 
             ตรียัมพะวายหมด  แรมค่ำ  หนึ่งนา 
             แรมค่ำหนึ่งเป็นต้น  อีกห้าปาวาย 
                          สี่คนนั้นจึ่งขึ้น ขดานโยน  
             ยันเหยียบรุนแรงโหน หกตั้ง  
             สามกลับน่ากลัวโดน  เสาผูก  เงินพ่อ 
             ปากคาบไวไป่ยั้ง ยากแท้ดีจริง 
   

 

(ส่วนเดือน ๓ และเดือน ๔ ไม่ปรากฏในโคลงพระราชพิธีทวาทศมาส)

 

พระราชพิธี ๑๒ เดือน(สรุปจาก พระราชพิธีสิบสองเดือนพระราชนิพนธ์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื้อความในเดือนท้ายๆ เช่น พระราชพิธีเดือน ๑๑ ทรงพระราชนิพนธ์อย่างย่อมากและเนื้อความขาดเรื่องพิธีออกพรรษาและพิธีพระกฐิน ทรงพระราชนิพนธ์ในปี พ.ศ.๒๔๓๑ เมื่อทรงบัญชาการหอพระสมุดวชิรญาณ) ที่ปรากฏในสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ตามพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ ทรงพระราชวินิจฉัยถึงสิ่งที่เคยมีมาแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาและการเปลี่ยนแปลงโดยเฉพาะที่มีในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและในรัชสมัยของพระองค์ จากพระราชนิพนธ์เรื่องนี้ทำให้ผู้อ่านได้รู้ถึงความหมายและความสำคัญของพระราชพิธีและกุศโลบายของพระมหากษัตริย์ในการปกครองบ้านเมืองอย่างชัดเจนมากขึ้น กล่าวโดยสรุปดังนี้

 

เดือน ๔

งานพระราชพิธีเดือน ๔ และเดือน ๕ คาบเกี่ยวต่อเนื่องกัน จึงนำมารวมไว้ด้วยกัน คือ

พระราชพิธีสัมพัจฉรฉินท์เป็นพระราชพิธีประจำปีสำหรับพระนคร ทำเพื่อจะให้เป็นสวัสดิมงคลแก่พระนคร พระเจ้าแผ่นดิน และพระบรมวงศานุวงศ์ ตลอดจนราษฎร ช่วงเวลาต่อเนื่องระหว่างเดือน ๔ และเดือน ๕ ซึ่งเป็นช่วงตรุษสุดปี มีการสวดอาฎานาฏิยสูตร หรือสวดภาณยักษ์ภาณพระซ้ำๆ ตลอดทั้งคืน เพื่อเป็นการระงับภัยอันตรายแก่มนุษย์ทั้งปวงทั่วพระราชอาณาเขต จุดเทียนชัย กล่าวประกาศเทวดาเวลาค่ำเพื่อขับผี ถ้าไม่สวมมงคลพิสมรและถือกระบองเพชรหรือเอาวางไว้ใกล้ๆ ตัว เชื่อว่าผีจะวิ่งมาโดนหรือหลอกเอา เกศากันต์เจ้านาย ตั้งขบวนแห่สงฆ์ ระหว่างสวดก็มีการยิงปืนเพื่อเป็นสิริมงคล เมื่อเสร็จพิธีพระสงห์ต้องประน้ำโปรยทรายทั่วพระบรมมหาราชวังและโรงพิธีรอบพระนครทั้งแปดทิศ เวลาเย็นจึงมีการเวียนเทียนพระแท่นมณฑลสมโภชพระพุทธรูปและเครื่องราชูปโภค ส่วนพิธีตรุษมีการตักบาตรเลี้ยงพระ นำน้ำอบไปสรงพระพุทธรูปและพระศรีมหาโพธิ ในวันตรุษนี้มีการตั้งศาลาฉ้อทาน ๕ แห่ง แจกจ่ายเลี้ยงราษฎร

 

พระราชพิธีสัมพัจฉรฉินท์นี้คล้ายกับพระราชพิธีอาพาธพินาศ แต่เพิ่มเติมคือการเชิญพระแก้วมรกตมาตั้งเตียงพระมณฑลที่พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท มีสรงพระมุรธาภิเษก มีกระบวนแห่พระพุทธรูป คือ พระแก้วมรกต พระชัย พระห้ามสมุทร เป็นขบวนใหญ่ทั้งสามขบวน แต่ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ไม่ได้ทำพระราชพิธีนี้แล้ว

 

นอกจากนี้ยังมี การพระราชกุศลกาลานุกาลท้ายพระราชพิธีตรุษ ในวันขึ้น ๑ ค่ำ เดือน ๕  ทำในพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย รวมไปถึงการพระราชกุศลเนื่องในพระราชพิธีสารท เข้าพรรษา ออกพรรษา และท้ายฉลองไตรปี ด้วย

 

เดือน ๕ 

การสังเวยเทวดา สมโภชเครื่อง เลี้ยงโต๊ะปีใหม่ในวันขึ้น ๑ ค่ำ เดือน ๕ ถือเป็นการเข้าสู่ปีใหม่ ธรรมเนียมนี้เกิดในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยการสังเวยเทวดาและสมโภชลูกขุนมีตามธรรมเนียมที่เคยปฏิบัติเป็นธรรมเนียมที่ทรงผสมผสานในสิ่งที่เคยมีมาแต่เดิมกับการเลี้ยงโต๊ะโดยธรรมเนียมฝรั่ง ถือเป็นการเลี้ยงปีใหม่แก่พระราชวงศ์ เสนาบดี คณะทูต และมีการละเล่นและละครให้ชมด้วย

 

พระราชพิธีศรีสัจจปานกาล (ถือน้ำพระพิพัฒน์สัจจา)เป็นพระราชพิธีใหญ่มาแต่โบราณไม่เคยว่างเว้น กำหนดปีละสองครั้ง คือในช่วงเดือนตรุษและเดือนสารท แต่เดิมนั้นเคยกำหนดท้ายพระราชพิธีสารทและพระราชพิธีสัมพัจฉรฉินท์ ใช้น้ำมนต์ซึ่งใช้ในพระราชพิธีนั้นทำน้ำพิพัฒน์สัจจา ซึ่งมักจะทำที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม

 

พระราชพิธีคเชนทรัศวสนานคือการพระราชพิธีที่เพิ่งเริ่มมีในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทำปีละ ๒ ครั้งเพื่อเจริญสวัสดิมงคลแก่ช้างและม้าซึ่งเป็นราชพาหนะและเป็นกำลังแผ่นดิน และบำบัดเสนียดจัญไรในผู้ซึ่งเกี่ยวข้องอยู่ในการช้างทั้งปวง มีการแห่ขบวนช้างพราหมณ์และราชบัณฑิตจะเป็นผู้ประพรมขบวนช้าง และเพิ่มเอาพิธีทางพุทธศาสนาเข้าไป มีการจัดริ้วขบวนผู้คนจำนวนมากเพื่อเป็นสสัสดิมงคลแก่พระนครและเป็นที่เกรงขามแก่ศัตรู ส่วน การพระราชพิธีทอดเชือก ดามเชือกเป็นพิธีที่กระทำอยู่เสมอ แม้ไม่ได้ทำพระราชพิธีคเชนทรัศวสนาน ก็ตามเป็นพิธีเนื่องในการบูชาครูในการหัดช้าง และ การพระราชพิธีแห่สระสนานใหญ่คล้ายกับพระราชพิธีคเชนทรัศวสนานแต่ไม่ได้แห่เวลาเย็น ต้องใช้กำลังคนแห่เป็นขบวนใหญ่จากเช้าจนถึงบ่าย ทำกันเพียงรัชกาลละครั้ง และไม่ได้ทำอีกหลังจากรัชกาลที่ ๓ แล้ว

 

พระราชพิธีสงกรานต์สงกรานต์ คือการเปลี่ยนปี เมื่อพระอาทิตย์โคจรเข้าสู่ราศีเมษคือเป็นศักราชใหม่ มีการพระราชกุศลตั้งสวดพระปริตรทั้งสามวัน ฉลองพระเจดีย์ทรายทั้งของหลวงและพระบรมวงศานุวงศ์และเสนาบดี พระเจ้าแผ่นดินสรงมุรธาภิเษก สรงน้ำพระพุทธรูป สดับปกรณ์พระอัฐิเจ้านาย มีการเวียนเทียนทั้งสามวัน  และจุดดอกไม้เพลิงเนื่องจากเป็นงานนักขัตฤกษ์

 

เดือน ๖

พระราชพิธีพืชมงคลและจรดพระนังคัลเป็นการสวดมนต์ทำขวัญพืชพรรณต่างๆ เป็นพระราชพิธีสงฆ์ทำในท้องสนามหลวงคือพระราชพิธีพืชมงคล ส่วนจรดพระนังคัล เป็นพิธีพราหมณ์ซึ่งต้องมีพระยาแรกนาและหาฤกษ์ดีเพื่อลงมือการไถ ทำที่ทุ่งส้มป่อย และบางแห่งมีพิธีแรกนาตามจังหวัดอื่นๆ ด้วย ผู้คนนิยมแย่งเมล็ดข้าวเปลือกที่ใช้ในการทำพิธีนั้นมากเพื่อนำไปปลูกแซมไว้เป็นสวัสดิมงคลแก่ไร่นาของตน

 

พระราชกุศลวิสาขบูชาเป็นนักขัตฤกษ์เพื่อบูชาพระพุทธเจ้าในวันเพ็ญ เป็นการบำเพ็ญพระราชกุศล แต่เมื่อปลายรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ ได้เชิญพระพุทธรูปออกตั้งแล้วมีเทศนาปฐมสมโภชที่เกยสัตตมหาสถานรอบพระอุโบสถวัดสุทัศเทพวราราม ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีการประกวดเครื่องโต๊ะและโคมตราตำแหน่งเป็นการสนุกสนาน

 

เดือน ๗

พระราชพิธีที่มีมาแต่โบราณ เช่น พิธีเคณฑะคือการทิ้งข่างเสี่ยงทายซึ่งเป็นพิธีพราหมณ์และพิธีทูลน้ำล้างพระบาท ได้ยกเลิกไปแล้วในกรุงรัตนโกสินทร์ การพระราชกุศลในเดือนนี้จึงไม่ค่อยมี สิ่งใดที่เป็นการมงคลจะไม่ทำในเดือน ๗ การเผาศพใหญ่ๆ ก็ไม่ทำในเดือน ๗ เพราะเป็นช่วงฤดูฝน ดังนั้น จึงมีพระราชพิธีถวายสลากภัตร

 

การพระราชกุศลสลากภัตเป็นพระราชพิธีเกิดขึ้นในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีขบวนแห่เป็นขบวนใหญ่หาบคอนเครื่องไทยทานต่างๆ ผลไม้นั้นนิยมทุเรียนเป็นอย่างแรกในครั้งรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทำเป็นครั้งคราวไป

 

การพระราชกุศลหล่อเทียนพรรษาเป็นการพระราชกุศลที่ทำมาโดยสม่ำเสมอ ซึ่งแต่เดิมหล่อด้วยขี้ผึ้ง เวลาจะหล่อก็บอกบุญพระบรมวงศานุวงศ์ ข้าราชการ และเจ้าภาษีนายอากร

 

เดือน ๘

เป็นช่วงเวลาในกาลเข้าพรรษา มีพระราชพิธีเกี่ยวเนื่องกับการหล่อเทียนพรรษานำไปถวายเป็นพระราชกุศลตามวัดต่างๆ

 

การพระราชกุศลฉลองเทียนพรรษาเทียนพรรษาที่ต้องส่งไปตามวัดต่างๆ มีการสวดมนต์โดยพระราชาคณะ ทรงเจิมเทียนทุกเล่ม แล้วทรงจุดเทียนพรรษาในวัดพระศรีรัตนศาสดารามเป็นเล่มแรกแล้วพระราชทานให้พระบรมวงศานุวงศ์เสด็จจุดเทียนพรรษาตามวัดต่างๆ  นอกจากนี้มี การเสด็จพระราชดำเนินถวายพุ่มเมื่อถวายเทียนพรรษาแล้ว

 

ในวันนักขัตฤกษ์เข้าพรรษาสามวันมีการสวดมหาชาติคำหลวงในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ซึ่งเป็นธรรมเนียมมีมาแต่กรุงศรีอยุธยา หรือที่เรียกกันว่า สวดโอเอ้พิหารราย

 

เดือน ๙

พระราชพิธีพรุณศาสตร์ การพระราชพิธีใหญ่ทำมาทุกรัชกาล เดิมเคยทำพิธีที่ในวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ต่อมาพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทำพิธีที่พลับพลาท้องสนามหลวง มีการสวดมนต์ตลอดเวลาเป็นการสวดอธิษฐานให้ฝนตกต้องตามฤดูกาล ข้าวปลาอาหารบริบูรณ์ ไม่มีกำหนดเลิกขึ้นอยู่กับเทียนชัยและถ้าฝนตกมากจึงมีการดับเทียนชัย ถือเป็นธรรมเนียมไม่ให้สตรีเข้าร่วมพิธีนี้และเป็นพระราชพิธีที่ให้ความอบอุ่นใจแก่ชาวนา

 

เดือน ๑๐

พระราชพิธีสารทเป็นพิธีทำตามอย่างพราหมณ์ เช่น การกวนข้าวปายาสหรือข้าวทิพย์ ข้าวยาคูซึ่งเป็นการพิธี แล้วกำหนดทรงบาตรซึ่งมีข้าวทิพย์และกระยาสารท แล้วเสด็จพระราชดำเนินขึ้นหอพระมีกระทงข้าวกรูและข้าวเปรตซึ่งเป็นกระบุงใส่สิ่งของ เช่น ของกิน น้ำ ดอกไม้ เพื่อทรงเจิมและรินน้ำหอมใส่ลงในกระทงต่างๆ นั้น

 

การพระราชกุศลตักบาตรน้ำผึ้งเป็นพระราชกุศลที่เพิ่งเกิดขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เช่นเดียวกับวิสาขบูชาและมาฆบูชา มักจะทำกันเฉพาะฝ่ายธรรมยุติหรือเฉพาะวัดบวรนิเวศ ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ไม่ได้เสด็จเป็นประจำ

 

การเฉลิมพระชนมพรรษาการทำบุญวันครบรอบวันเกิดนี้เป็นพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงทำมาตั้งแต่ยังทรงผนวช มีสวดมนต์วัดพระศรีรัตนศาสดาราม การสวดมนต์สะเดาะห์พระเคราะห์ การสวดมนต์พระสงฆ์ธรรมยุติกา การสวดมนต์พระสงฆ์มหานิกาย ถวายเทศนา การแจกทาน ประชุมพระบรมวงศานุวงศ์และข้าราชการถวายชัยมงคล มีการยิงปืนใหญ่สลุตและตกแต่งไฟยามค่ำคืน

 

เดือน ๑๑

 

ขึ้น ๔ ค่ำ พิธีทอดเชือกดามเชือกทำเช่นเดียวกับพระราชพิธีเดือน ๕

 

ขึ้น ๕ ค่ำ พิธีคเชนทรัศวสนานทำเช่นเดียวกับพระราชพิธีเดือน ๕

 

ขึ้น ๖ ค่ำ สมโภชพระยาช้างทำเช่นเดียวกับพระราชพิธีเดือน ๕

 

ขึ้น ๑๔ ค่ำ ๑๕ ค่ำ แรม ๑ ค่ำ พิธีออกพรรษาและลอยพระประทีปตั้งแต่แรม ๕ ค่ำ จนสิ้นเดือนพระกฐิน ลอยพระประทีปพิธีเช่นเดียวกับเดือน ๑๒ เพียงแต่ไม่มีกระทงใหญ่

 

(เนื้อความขาดเฉพาะพระราชพิธีออกพรรษาและพระกฐิน)

เดือน ๑๒

พระราชพิธีจองเปรียงยกโคมนับเป็นพระราชพิธีพราหมณ์ การยกโคมกล่าวว่าเป็นการบูชาพระเจ้าทั้ง ๓ คือ พระอิศวร พระนารายณ์ พระพรหม เมื่อพระเจ้าแผ่นดินนับถือพุทธศาสนาก็กล่าวว่าเป็นการบูชาพระบรมสารีริกธาตุ พระจุฬามณี พระพุทธบาท แต่พิธีก็ยังเป็นพิธีพราหมณ์ มีการถวายน้ำพระมหาสังข์ เทียนที่จุดในโคมนั้นก็ทา เปรียง คือไขข้อพระโค จนสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงโปรดฯ ให้สวดมนต์เย็นฉันเช้าก่อนที่ยกเสาโคมเพื่อให้เป็นพิธีทางพุทธศาสนามากขึ้น

 

พิธีกะติเกยาเคยทำกันในเดือนอ้าย แต่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดฯ ให้เลื่อนมาทำในกลางเดือน ๑๒ เป็นพิธีตามเพลิงคอยรับพระเป็นเจ้าจะเสด็จลงมา เป็นพิธีพราหมณ์ วัตถุประสงค์เพื่อทำนายเสี่ยงทาย แต่ไม่ใช่พระราชพิธีสำคัญแต่อย่างใด

 

การลอยพระประทีปหรือลอยกระทง เป็นนักขัตฤกษ์ของชาวบ้านทั่วไป เป็นเวลาที่แม่น้ำใสสะอาดและเต็มฝั่งและสิ้นฤดูฝน เป็นพิธีใหญ่กว่าเดือน ๑๑ และลอยที่ท่าราชวรดิตถ์ มีการประดิษฐ์ กระทงหลวง คือ เรือรูปต่างๆ  ที่พระบรมวงศานุวงศ์และข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ทำประกวดกันรวมห้ารอยลำ ชาวบ้านจะเบียดเสียดมาดูกันมาก แต่ก็ให้เลิกเสียในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เพราะเป็นการสิ้นเปลืองมาก

 

พระราชกุศลกาลานุกาลเกิดขึ้นในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทำต่อท้ายพระราชพิธีที่ยกเว้นอยู่ห้าเดือน คือ เดือน ๗, ๙, อ้าย, ยี่, และเดือน ๓ ซึ่งเป็นพิเศษแต่เฉพาะเพียงแต่พระราชพิธีสงกรานต์ เพื่อบำเพ็ญพระราชกุศลพระอัฐิ

 

การพระราชกุศลแจกเบี้ยหวัดเริ่มขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทานแก่เจ้านายที่ทรงผนวช เป็นตั๋วทรงพระราชอุทิศสิ่งซึ่งควรแก่สมณบริโภคตามจำนวนเงินเบี้ยหวัด

 

พระราชพิธีฉัตรมงคลก่อนรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ไม่มีการนักขัตฤกษ์ใดเกี่ยวเนื่องกับการบรมราชาภิเษกหรือสมโภชเศวตฉัตรเพื่อเป็นสิริมงคลแก่ราชสมบัติ จึงดำริจัดพระราชกุศลซึ่งพระราชทานชื่อว่า ฉัตรมงคลขึ้น จากพระราชพิธีในเดือน ๖ ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงเปลี่ยนมาเป็นเดือน ๑๒

 

เดือนอ้าย

พระราชพิธีไล่เรือพิธีนี้เป็นพิธีไล่น้ำ ซึ่งมีความเชื่อกันว่า การยกโคมชัยในพิธีจองเปรียงนั้นถือกันว่าถ้าเสาโคมยังไม่ลดน้ำจะยังไม่ลดถือเป็นการเลี้ยงต้นข้าวในนา ส่วนพิธีไล่เรือนั้นเป็นพิธีจะให้น้ำลดเพราะถึงเดือนอ้ายหากน้ำไม่ลด เมล็ดข้าวออกรวงแก่จะร่วงลงในน้ำเสียหายหมดไม่สามารถเก็บเกี่ยวได้ เป็นการพระราชพิธีในบางปีที่น้ำมากและทำไม่บ่อยนัก มีขบวนแห่ทางน้ำเชิญพระพุทธรูปลงเรือพระที่นั่งลำหน้า พระราชาคณะตามหลังไปตั้งขบวนที่เมืองนนทบุรี มีอาลักษณ์อ่านคำประกาศสัตยาธิษฐาน นมัสการพระรัตนตรัยและเทพยดา ขอให้น้ำลดถอยลง ขบวนแห่เช่นนี้ไปถึงปากน้ำ

 

การพระราชกุศลเลี้ยงขนมเบื้องตรงกับช่วงฤดูที่กุ้งมีมันมาก พระราชพิธีไม่ได้มีสวดมนต์ก่อนอย่างพระราชพิธีอื่นๆ กำหนดพระสงฆ์ตั้งแต่ เจ้าพระและพระราชคณะรวม ๘๐ รูป ฉันในพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย เกณฑ์พระบรมวงศานุวงศ์ฝ่ายใน ท้าวนาง เจ้าจอมมารดาเก่า เถ้าแก่ พนักงานดาดปะรำตั้งเตาละเลงขนมเบื้องข้างท้องพระโรง

 

พระราชกุศลเทศนามหาชาติธรรมเนียมแต่เดิมนั้นเคยเทศนามหาชาติ ๒ จบ ๒๖ กัณฑ์ อริยสัจ ๔ กัณฑ์ เดือนสิบสอง ๓ กัณฑ์ รวมเป็นเทศนาวิเศษสำหรับแผ่นดิน ๓๓ กัณฑ์ ซึ่งกำหนดมีเครื่องภัณฑ์คล้ายบริขารกฐิน

 

เดือนยี่

พระราชพิธีตรียัมพวายตรีปวายเป็นพิธีใหญ่ของพราหมณ์เนื่องมาจากการทำบุญตรุษเปลี่ยนปีใหม่เคยเป็นพิธีในเดือน ๑ หน้าหนาว ต่อมาจึงเลื่อนเป็นเดือนยี่ ก่อนพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นเฉพาะพิธีพราหมณ์ ต่อมาในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงนับว่าเป็นพิธีใหญ่สำหรับพระนคร โปรดให้มีพิธีสงฆ์เพิ่มขึ้น ในการพระราชพิธีต้องมีข้าราชการผู้ใหญ่ที่รับสมมติว่าเป็นพระอิศวรเสด็จมาเยี่ยมโลกเป็นพระยายืนชิงช้า และมีขบวนแห่ใหญ่โตทุกปี พราหมณ์มีการสมโภชเทวรูปและทำบุญตามทางพุทธศาสนาด้วย ในเช้าวันเลี้ยงพระมีความนิยมนำบุตรหลานมาโกนจุกที่เทวสถาน บ่ายมีการเวียนเทียนเทวรูป

 

การพระราชกุศลถวายผ้าจำพรรษาเกิดขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ด้วยพระราชประสงค์จะบำเพ็ญพระราชกุศลเพิ่มมากขึ้น จึงถวายผ้าจำพรรษาที่วัดบางแห่ง เช่นวัดอรุณ วัดราชโอรส และวัดราชประดิษฐ์

 

เดือน ๓

พิธีศิวาราตรีแม้เป็นพิธีโบราณ แต่เพิ่งเริ่มใหม่ขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นพิธีลอยบาปของพราหมณ์คล้ายมหาปวารณา ทำในวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๓ คือการเอาเชือกผูกคอหม้อและโยงกับเสาสี่เสา เจาะรูที่หม้อให้น้ำหยดลงมาที่ศิวลึงค์แล้วไหลลงตามรางแท่นโยนิ ใช้หม้อรองน้ำที่ได้ ทำเช่นนี้จนรุ่งเช้า แล้วนำน้ำที่ได้นี้ไปสระผมอาบน้ำ ส่วนผมที่ร่วงเก็บลอยไปตามน้ำเรียกว่าลอยบาป

 

การพระราชกุศลมาฆบูชาเป็นพระราชพิธีซึ่งเพิ่งเกิดขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงถือตามแบบที่ว่าเป็นวันจาตุรงคสันนิบาต จึงเป็นเหตุให้ประกอบการสักการพระพุทธเจ้าและพระอรหันต์ทั้งปวง

 

การพระราชกุศลเลี้ยงพระตรุษจีนเกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๓ ที่พวกจีนนำเป็ดไก่จำนวนมากมาถวายในตรุษจีน จึงโปรดให้เลี้ยงพระสงฆ์ที่พระที่นั่งราชกิจวินิจฉัย ๓ วัน พอถึงในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ก็โปรดให้มีพิธีการเพิ่มขึ้น

 

ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวการพระราชพิธีสิบสองเดือนมีการปฏิบัติสืบต่อเนื่องจนสิ้นรัชกาล หากมีการเปลี่ยนแปลงเพิ่มเติมตามยุคสมัย ใน คำอธิบายประกาศพระราชพิธี ของพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระสมมตอมรพันธุ์ฯ กล่าวถึงพระราชพิธีต่างๆ ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ ที่ยังคงอยู่ คือ พระราชพิธีถือน้ำ พระราชพิธีพืชมงคลและจรดพระนังคัลและพระราชพิธีเริ่มนาหลวงทุ่งพญาไทซึ่งเป็นพระราชพิธีที่ได้จัดเพียงครั้งเดียว เมื่อ พ.ศ.๒๔๕๓ พระราชพิธีสารท พระราชพิธีฉัตรมงคล พระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา พระราชพิธีตรียัมพวาย และพระราชพิธีตรุษโดยโปรดเกล้าฯ ให้รวมพระราชพิธีสัมพัจฉรฉินท์ เถลิงศกสงกรานต์ พระราชพิธีศรีสัจจปานกาลถือน้ำพิพัฒน์สัตยาเข้าด้วยกันเรียกว่าพระราชพิธีตรุษะสงกรานต์

 

ส่วนพระราชพิธีเลี้ยงพระตรุษจีน พระราชพิธีจองเปรียง การพระราชทานเบี้ยหวัดพระบรมวงศานุวงศ์ที่ทรงผนวช และพระราชพิธีคเชนทรัศวสนานนั้นยกเลิกตั้งแต่ในรัชกาลที่ ๕

 

พระราชพิธีที่เป็นการพระราชกุศลเนื่องในพุทธศาสนา เช่น วันสำคัญต่างๆ ก็คงยังบำเพ็ญพระราชกุศลต่อเนื่องมาโดยตลอด จนกระทั่งในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวการพระราชพิธีประจำปีก็ยังคงปฏิบัติสืบเนื่องมา ได้เสด็จพระราชดำเนินเนื่องในงานพระราชพิธีศาสนาประจำทุกปี คือ พระราชพิธีบำเพ็ญพระราชกุศลวันวิสาขบูชา พระราชพิธีบำเพ็ญพระราชกุศลวันมาฆบูชา พระราชพิธีบำเพ็ญพระราชกุศลวันเข้าพรรษา พระราชพิธีอุปสมบทนาคหลวง พระราชพิธีถวายผ้าพระกฐินซึ่งโดยเสด็จพระราชดำเนินทั้งทางชลมารคและสถลมารค

 

หลังจากการเปลี่ยนแปลงการปกครองใน พ.ศ.๒๔๗๕ การพระราชพิธีต่างๆ เกี่ยวกับการศาสนาตกไปเป็นภารกิจของรัฐบาล ซึ่งได้กระทรวงต่างๆ เช่น กระทรวงธรรมการเป็นฝ่ายจัดการ ส่วนการพระราชพิธีประจำเดือนซึ่งเคยถือปฏิบัติสืบต่อมาตั้งแต่สมัยอยุธยา เช่น พระราชพิธีสนามต่างๆ พระราชพิธีตรียัมพวาย พระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ก็ถึงกับหยุดชะงักลง บางพระราชพิธีสูญสิ้นไปไม่นำมาปฏิบัติต่อไปอีก และบางพระราชพิธีได้รับการฟื้นฟูขึ้นมาใหม่ในรัชกาลปัจจุบัน

 

พระราชพิธีหลวงประจำปีในรัชกาลปัจจุบัน (พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช)

ภายหลังรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว การพระราชพิธีบางประการได้ถูกเพิ่มเติมทั้งระเบียบปฏิบัติและการพระราชพิธีบางส่วนในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ต่อมาในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและสังคมวัฒนธรรมอย่างมาก คือเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบบสมบูรณาญาสิทธิราชมาเป็นระบอบประชาธิปไตยภายใต้พระมหากษัตริย์เป็นประมุข ทำให้การพระราชพิธีทั้งสิบสองเดือนต้องหยุดชะงักและบางส่วนก็ถูกยกเลิกไป

 

รัชกาลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช การพระราชพิธีหลวงได้รับการฟื้นฟูขึ้นมาใหม่หลายพระราชพิธี เช่น พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ พระราชพิธีถวายผ้าพระกฐินเสด็จพยุหยาตราทางชลมารค พระราชพิธีสังเวยพระป้าย และการพระราชพิธีบางอย่าง เช่น พระราชพิธีตรียัมพวายซึ่งเป็นพิธีพราหมณ์ การพระราชพิธีออกสนามต่างๆ พระราชพิธีจองเปรียงถูกยกเลิกไม่นำกลับมาปฏิบัติเป็นพระราชพิธีอีก

 

การพระราชกุศลเนื่องในวันสำคัญทางพุทธศาสนา กลายเป็นพระราชพิธีสำคัญที่ถือปฏิบัติเป็นประจำ พระราชพิธีเกี่ยวกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของแผ่นดิน เช่น การบวงสรวงพระสยามเทวาธิราช การเปลี่ยนเครื่องทรงพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากรทั้งสามฤดู ก็เป็นพระราชพิธีสำคัญในรัชกาลปัจจุบัน นอกจากนี้ พระราชพิธีในการรำลึกถึงพระมหากษัตริย์ผู้ทรงคุณแก่ประเทศชาติได้รับถือปฏิบัติมากขึ้น เช่น วันที่ระลึกมหาจักรี  พระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลวันปิยะมหาราช พระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลบวงสรวงสมเด็จพระนเรศวรมหาราช และบางอย่างถือเป็นการพระราชพิธีส่วนพระองค์ เช่น การพระราชกุศลวันขึ้นปีใหม่ พระราชพิธีลอยพระประทีป 

 

พระราชพิธี ๑๒ เดือนที่ปรากฏในปัจจุบัน  รวบรวมจาก พระราชพิธีในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร จัดพิมพ์เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเนื่องในพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๖ รอบ ๕ ธันวาคม ๒๕๔๒ และ พระราชพิธี โรงพิมพ์สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี, ๒๕๒๔  มีดังนี้

 

เดือน ๕

พระราชพิธีบวงสรวงพระสยามเทวาธิราชพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เสด็จพระราชดำเนินไปที่พระที่นั่งไพศาลทักษิณในพระบรมมหาราชวัง เพื่อถวายสักการะพระสยามเทวาธิราช เทวรูปต่างๆ และเทวดากลางหาว ด้วยเครื่องสังเวย ประกอบด้วย หัวหมู เป็ด ไก่ เมี่ยงส้ม ทองหยิบ ฝอยทอง ส้มเขียวหวาน มะพร้าวอ่อน กล้วยหอมจันทน์ ขนมต้มแดง ขนมต้มขาว ผลทับทิม ดอกไม้ ธูป เทียนทอง เทียนเงิน

 

พระราชพิธีสงกรานต์พระราชพิธีบำเพ็ญพระราชกุศลเทศกาลสงกรานต์ เริ่มตั้งแต่วันที่ ๑๓ -๑๖ เมษายน นอกจากนี้ยังจัดให้มีเครื่องราชสักการะ เพื่อพระราชทานให้กระทรวงมหาดไทยนำไปบูชาพระปฐมเจดีย์ พระธาตุพนม พระธาตุหริภุญชัย พระธาตุนครศรีธรรมราช พระพุทธบาท พระพุทธฉาย พระศรีสรรเพชญ พระพุทธรูปถ้ำประทุน  พระพุทธรูปถ้ำวิมานจักรี  พระพุทธรูปวัดพนัญเชิง พระพุทธรูปวัดสุวรรณดาราราม

 

วันที่ระลึกมหาจักรีตรงกับวันที่ ๖ เมษายนของทุกปี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และพระบรมวงศานุวงศ์ เสด็จไปทรงถวายเครื่องราชสักการถวายบังคมพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก องค์ปฐมบรมกษัตริย์แห่งพระบรมราชวงศ์จักรี เริ่มตั้งแต่ พ.ศ.๒๔๖๑ ในรัชกาลที่ ๖ แต่การถวายบังคมพระบรมรูปที่เชิงสะพานพระพุทธยอดฟ้า เริ่ม ปี พ.ศ.๒๔๗๕ ในรัชกาลที่ ๗ และจะมีการเปิดปราสาทพระเทพบิดรเพื่อให้ประชาชนได้ถวายบังคมพระบรมรูปบูรพกษัตริย์ในราชวงศ์จักรีในวันนี้

 

เดือน ๖

พระราชกุศลทักษิณานุประทานและพระราชพิธีฉัตรมงคลเริ่มขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงจัดพระราชพิธีเฉลิมฉลองในการขึ้นครองราชย์ ในรัชกาลปัจจุบันตรงกับวันที่ ๕ พฤษภาคมซึ่งเป็นวันคล้ายวันบรมราชาภิเษก ยังคงจัดพระราชพิธีเช่นเดิม คือ สวดมนต์เลี้ยงพระเวียนเทียนสมโภชพระมหาเศวตฉัตร อ่านคำประกาศพระราชพิธีฉัตรมงคล ยิงปืนใหญ่เฉลิมพระเกียรติ ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลทักษิณานุประทาน ถวายสมเด็จพระบูรพมหากษัตริยาธิราชและพระอัครมเหสีทุกพระองค์ ณ พระที่นั่งอัมรินทรวินิจฉัย ส่วนพระราชพิธีฉัตรมงคลฉลองพระมหาเศวตฉัตรสิริราชกกุธภัณฑ์พระแสงประจำรัชกาลจัดขึ้น ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท

 

พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญเป็นพิธีมงคลที่จัดขึ้นระหว่างเดือน ๖ ซึ่งเริ่มฤดูฝน และเว้นว่างไปชั่วคราวตั้งแต่ พ.ศ.๒๔๗๙  จน พ.ศ.๒๕๐๓ ในรัชกาลปัจจุบันโปรดเกล้าฯ ให้ฟื้นฟูทั้งพระราชพิธีพืชมงคลและพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ เป็นพระราชพิธีที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ให้ความสนพระทัยเป็นอย่างยิ่ง นับได้ว่าเป็นพระราชพิธีสำคัญในรัชกาลของพระองค์ ทรงปลูกข้าวในนาสาธิตในพระราชวังสวนจิตรลดาเพื่อนำมาใช้ในพระราชพิธี และเมล็ดพันธ์ข้าวเหล่านี้ กระทรวงเกษตรฯ จะจัดส่งไปยังจังหวัดต่างๆ ด้วยเพื่อเป็นขวัญกำลังใจและเป็นสิริมงคลแก่เกษตรกรทั่วประเทศ พระยาแรกนาในปัจจุบัน โดยหน้าที่แล้วคือ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ส่วนเทพีคู่หาบทั้งสี่ได้แก่ ข้าราชการหญิงโสดของกระทรวงที่เป็นข้าราชการสามัญชั้นโทขึ้นไป และตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๐๙ เป็นต้นมา รัฐบาลประกาศให้วันพืชมงคลเป็นวันเกษตรกรด้วย

 

พระราชกุศลวิสาขบูชาเป็นวันสำคัญทางพุทธศาสนา เนื่องจากเป็นวันเดียวกันที่ พระพุทธเจ้า ประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพาน ในวันเพ็ญ ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ จัดเป็นงานต่อเนื่อง ๒ วันคือ ขึ้น ๑๔ ค่ำ เดือน ๖ เป็นพิธีทรงตั้งภิกษุและสามเณรเปรียญ และวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลวิสาขบูชา ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม คือการเวียนเทียนรอบพระอุโบสถ ๓ รอบ ฟังเทศน์รับศีลจากพระราชาคณะ บางปีทรงเสด็จพระราชดำเนินไปบำเพ็ญพระราชกุศล ณ ปูชนียสถานสำคัญในจังหวัดต่างๆ

 

พระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลวันถวายพระเพลิงพระพุทธเจ้าหรือวันอัฏฐมีบูชาในวันแรม ๘ ค่ำ เดือน ๖ ถือเป็นวันถวายพระเพลิงพระพุทธเจ้าหลังเสด็จปรินิพานแล้ว ๗ วัน เดิมเป็นส่วนหนึ่งของพระราชพิธีวิสาขบูชา ทรงพระราชอุทิศและทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้พระราชวงศ์ไปเสด็จจุดเทียนรุ่งบูชาตามพระอารามหลวง ๗ แห่ง คือ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม, วัดเบญจมบิตรดุสิตวนาราม, วัดราชประดิษฐ์สถิตมหาสีมาราม, วัดบวรนิเวศวิหาร, วัดนิเวศธรรมประวัติ, วัดบรมนิวาส, วัดพระศรีรัตนศาสดาราม

 

เดือน ๗

พระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลในวันคล้ายวันสวรรคตพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดลพระอัฐมรามาธิฐดินทร์และพระราชกุศลทักษิณานุประทานพระบรมอัฐิสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร์อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก และ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีจัดเป็นพระราชพิธีในคราวเดียวกันครั้งแรกในวันที่ ๙ มิถุนายน ๒๕๔๐ เป็นต้นมา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินประกอบพระราชพิธี ณ พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัยเป็นประจำทุกปี

 

เดือน ๘

พระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลเนื่องในวันอาสาฬหบูชาและเทศกาลเข้าพรรษาเป็นพระราชพิธีทำบุญทางพุทธศาสนาในวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๘ และวันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๘ ทรง การพระราชกุศลหล่อเทียนพรรษาก่อน ๔๕ วัน ก่อนพระราชพิธี ๗ วันทรงพระสุหร่ายทรงเจิมเทียนพรรษาและอุปกรณ์พระราชทานแก่พระอารามหลวงรวมถึงปูชนียวัตถุในพระบรมมหาราชวัง ๓๓ แห่ง  วันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๘ ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลเนื่องในวันอาสาฬหบูชา ทรงจุดเทียนพรรษาและถวายพุ่มเทียนบูชาพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร วันรุ่งขึ้นทรงเปลี่ยนเครื่องพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร ถวายเครื่องทรงฤดูฝน และถวายเทียนพรรษาและพุ่มเทียนแด่พระพุทธชินสีห์และพระรูปสมเด็จพระสังฆราชต่างๆ ในวัดบวรนิเวศวิหาร

 

พระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลอุปสมบทนาคหลวงเป็นพระราชพิธีที่มีมาตั้งแต่รัชกาลที่ ๑ เป็นการอุปสมบทพระราชวงศ์ ราชนิกูล ราชสกุล ข้าราชการชั้นสัญญาบัตรซึ่งได้รับพระราชทานให้เป็นนาคหลวง และเปรียญธรรม ๙ ประโยค จะเสด็จพระราชดำเนินประกอบพระราชพิธีอุปสมบทและพระราชทานเครื่องบริขาร ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม

 

เดือน ๙

พระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถตรงกับวันคล้ายวันประสูติ คือวันที่ ๑๒ สิงหาคม ของทุกปี ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลส่วนพระองค์ ๒ วัน เฉพาะพระราชวงศ์และข้าราชบริพาร ที่พระที่นั่งจักรพรรดิพิมานและพระที่นั่งไพศาลทักษิณ

 

เดือน ๑๐

ไม่มีพระราชพิธีใด (พระราชพิธีสารทเป็นการทำบุญเมื่อสิ้นเดือน ๑๐ ครั้งสุดท้ายทำในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ แต่ในรัชกาลปัจจุบันยกเลิกแล้ว)

 

เดือน ๑๑

พระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระกุศลถวายผ้าพระกฐินหลวงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินไปถวายผ้าพระกฐินตามพระอารามหลวงทั้งทางบกและทางน้ำ ตั้งแต่วันออกพรรษา แรม ๑ ค่ำ เดือน ๑๑ จนถึงวันสิ้นสุดกาลกฐิน คือวัน แรม ๑ ค่ำ เดือน ๑๒ พระอารามหลวงในปัจจุบันที่ต้องเสด็จพระราชดำเนินทุกปีมี  ๑๖ วัด  คือ วัดบวรนิเวศวิหาร, วัดสุทัศนเทพวราราม, วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม, วัดเบญจมบพิตรสถิตมหาสีมาราม, วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม, วัดมกุฏกษัตริยาราม,  วัดราชประดิษฐ์สถิตมหาสีมาราม,  วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฏิ์, วัดราชาธิวาส, วัดราชโอรสาราม, วัดอรุณราชวราราม, วัดเทพศิรินทราวาส, วัดสุวรรณดาราราม, วัดนิเวศธรรมประวัติ, วัดพระปฐมเจดีย์, วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ จังหวัดพิษณุโลก

 

นับตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นต้นมา ยังไม่เคยมีขบวนกฐินพยุหยาตราทั้งทางบกและทางเรือ ในรัชกาลปัจจุบันจึงโปรดฯ ให้ฟื้นฟูพระราชประเพณีขึ้นมาใหม่ และบูรณะเรือพระราชพิธีต่างๆ รวมถึงการสร้างขึ้นมาใหม่ (เรือพระที่นั่งถูกระเบิดเสียหายไปมากในคราวสงครามโลกครั้งที่ ๒)

 

และ พระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลวันปิยะมหาราชตรงกับวันที่ ๒๓ ตุลาคม เริ่มจากรัชกาลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ ในรัชกาลปัจจุบันจะเสด็จไปถวายพวงมาลาที่ลานพระราชวังดุสิตหรือลานพระบรมรูปทรงม้า แล้วเสด็จไปทรงบำเพ็ญพระราชกุศลทักษิณานุประทาน ณ พระที่นั่งอิศราวินิจฉัย ในพระบรมมหาราชวัง

 

เดือน ๑๒

พระราชพิธีลอยพระประทีปการเสด็จพระราชดำเนินเปลี่ยนเครื่องพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร ถวายเครื่องทรงฤดูหนาว

 

เดือน ๑

พระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษาตรงกับวันที่ ๕ ธันวาคม ในรัชกาลปัจจุบัน จัดเป็นงานพิธี ๓ วัน จัดพิธีทั้งที่พระบรมมหาราชวังและที่พระตำหนักสวนจิตรลดารโหฐาน  นอกจากนี้ยังทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้คณะรัฐมนตรี ข้าราชการ พ่อค้าประชาชนเข้าเฝ้าฯ ถวายพระพรชัยมงคลและรับฟังพระบรมราโชวาท ณ ศาลาดุสิดาลัย ภายในสวนจิตรลดา วันที่ ๔ ธันวาคม และมีการถ่ายทอดตามสื่อวิทยุและโทรทัศน์ทั่วประเทศ

เดือน ๒

พระราชพิธีขึ้นปีใหม่ในอดีตการขึ้นปีใหม่ถือจากขึ้น ๑ ค่ำ เดือน ๕ ทางจันทรคติ แต่ได้เปลี่ยนแปลงในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยเปลี่ยนการนับเป็นสุริยคติเป็นวันที่ ๑ เมษายน และวันขึ้น ๑ ค่ำ เดือน ๕ ได้เปลี่ยนมาเป็นวันจัดงาน พระราชพิธีบวงสรวงพระสยามเทวาธิราชมาจนปัจจุบัน ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ โปรดเกล้าฯ ให้รวมพระราชพิธีสัมพัจฉรฉินท์ เถลิงศกสงกรานต์ พระราชพิธีศรีสัจจปานกาลถือน้ำพิพัฒน์สัตยาเข้าด้วยกันเรียกว่าพระราชพิธีตรุษะสงกรานต์ โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ ๒๘ มีนาคม จนถึงวันที่ ๓ เมษายน และได้เปลี่ยนวันขึ้นปีใหม่เพื่อให้ตรงกับสากลเป็นวันที่ ๑ มกราคมในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล ในรัชกาลปัจจุบันมีการเสด็จบำเพ็ญพระราชกุศลโดยจัดเป็นการส่วนพระองค์

 

พระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลบวงสรวงสมเด็จพระนเรศวรมหาราชตรงกับวันที่ ๒๕ มกราคม ในปี พ.ศ.๒๔๙๘ ได้เสด็จพระราชดำเนินไปบวงสรวง ณ อนุสรณ์ดอนเจดีย์ จังหวัดสุพรรณบุรี ต่อมารัฐบาลประกาศให้วันที่ ๒๕ มกราคมของทุกปีเป็นวันกองทัพไทย และขอพระราชทานจัดเป็นงานรัฐพิธีตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๐๒ สืบมา

 

พระราชพิธีสังเวยพระป้ายเริ่มมีตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๕ กำหนดการเดิมจะกระทำในพระที่นั่งเวหาศน์จำรูญ พระราชวังบางปะอิน ในวันไหว้ และสังเวยที่พระที่นั่งอัมพรสถานในวันตรุษจีน พระป้ายหรือป้ายวิญญาณบรรพบุรุษซึ่งชาวจีนมักจะมีไว้บูชาประจำบ้าน การสังเวยบูชาแสดงถึงความกตัญญูแก่บรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว

 

เดือน ๓

การพระราชกุศลมาฆบูชาเริ่มมีการบำเพ็ญพระราชกุศลในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ส่วนในรัชกาลปัจจุบัน จะเสด็จพระราชดำเนินไปบำเพ็ญพระราชกุศลที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม

 

เดือน ๔

การเสด็จพระราชดำเนินเปลี่ยนเครื่องพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากรณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ถือเป็นพระราชกรณียกิจสำคัญที่จะต้องเสด็จพระราชดำเนินไปเปลี่ยนด้วยพระองค์เอง เว้นแต่ทรงมีพระราชกรณียกิจสำคัญเท่านั้น เครื่องทรงฤดูร้อนทรงเปลี่ยนในวันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๔ เครื่องทรงสำหรับฤดูฝนทรงเปลี่ยนในวันแรม  ๑ ค่ำ เดือน ๘ เครื่องทรงฤดูหนาวทรงเปลี่ยนในวันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๑๒

 

ความสำคัญของประเพณีสิบสองเดือนในรัชกาลปัจจุบัน

พระราชพิธี ๑๒ เดือนที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบันแตกต่างไปจากพระราชพิธีสิบสองเดือนในอดีตอย่างมาก เมื่อเปรียบเทียบกับพระราชพิธีในกฎมนเทียรบาลและคำให้การชาวกรุงเก่าตลอดจนพระราชพิธีสิบสองเดือนพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว นับแต่การเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรมในสมัยกาลของพระองค์ท่านเป็นต้นมา ความศักดิ์สิทธิ์ของพระราชพิธีหลวงเริ่มคลี่คลายกลายเป็นรูปแบบพิธีกรรมมากกว่าจะเชื่อในคติดั้งเดิม รวมถึงพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์แบบพราหมณ์ซึ่งแนวคิดความเชื่อเดิมนั้นไม่อาจให้คำอธิบายในคำถามใหม่ๆ ที่ต้องการเหตุและผลที่ชัดเจนได้จึงลดและตัดทอนขั้นตอนพิธีกรรมไปมาก

 

เมื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองในสมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ พระราชพิธีหลวงซึ่งเป็นรัฐพิธีถูกยกเลิกไปทั้งหมดในช่วงระยะเวลาหนึ่ง บางส่วนเช่น พิธีเกี่ยวกับการบำเพ็ญกุศลเนื่องในวันสำคัญทางพุทธศาสนาก็ถูกเปลี่ยนแปลงไปอยู่ในความรับผิดชอบของหน่วยงานราชการ และได้ถูกฟื้นฟูในหลายพระราชพิธีในรัชกาลปัจจุบันหลังจากขึ้นครองราชย์แล้ว

 

ในปัจจุบัน ประเพณีหลวงหรือประเพณี ๑๒ เดือนที่ปฏิบัติในราชสำนักนั้น เป็นประเพณีที่กระทำเพื่อเทิดทูนศาสนา เพื่อเป็นสิริมงคลแก่สิริราชสมบัติ การรำลึกถึงวีรกรรมของพระมหากษัตริย์องค์ก่อนๆและเพื่อขวัญกำลังใจราษฎรในการทำการเกษตร ลักษณะของพระราชพิธีในรัชกาลปัจจุบัน คือ

 

พระราชพิธีเนื่องในวันสำคัญทางศาสนา

แม้ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมกล้าเจ้าอยู่หัวจะไม่ตัดทอนพิธีพราหมณ์ลงแต่ก็ได้เพิ่มการพระราชกุศลแบบพุทธเข้าไปแทบทุกพระราชพิธี แต่ปัจจุบันพระราชพิธีแบบพราหมณ์ซึ่งเคยมีบทบาทในราชสำนักอย่างสูงได้ถูกลดบทบาทลงจนแทบไม่ปรากฏ นอกจากจะเป็นเจ้าพนักงานประกอบในพิธีบางประการ ทั้งนี้ พระราชพิธีสิบสองเดือนของราชสำนักได้เน้นไปที่การบำเพ็ญพระราชกุศลเนื่องในพุทธศาสนาเท่านั้น เช่น

 

การพระราชกุศลวิสาขบูชาซึ่งเป็นพระราชพิธีที่พระมหากษัตริย์เสด็จเป็นประจำจากแต่เดิมเสด็จประกอบพิธีที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ในปัจจุบันได้เสด็จไปตามวัดในภาคต่างๆ ทั่วประเทศไทย ตามปูชนียสถานที่สำคัญของประเทศ เช่นเดียวกับ พระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลเนื่องในวันอาสาฬหบูชาและเทศกาลเข้าพรรษา พระราชพิธีการพระราชกุศลหล่อเทียนพรรษา ได้ทรงโปรดให้ราษฎรได้ร่วมในพระราชพิธีโดยการส่งขี้ผึ้งเข้าไปร่วมเพื่อใช้ในการหล่อเทียนอีกด้วย นอกจากนี้ยังมี พระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระกุศลถวายผ้าพระกฐินหลวงในปัจจุบันพระมหากษัตริย์จะเสด็จไปถวายผ้าพระกฐินอย่างเป็นทางการตามพระอารามหลวงต่างๆ ในกรุงเทพมหานครและวัดสำคัญบางแห่งในต่างจังหวัด มีกระบวนแห่พยุหยาตราทางชลมารคและสถลมารคในบางปี และยังมีกฐินพระราชทานตามจังหวัดต่างๆ นอกจากนี้ยังเสด็จเป็นการส่วนพระองค์ไปถวายผ้าพระกฐินตามวัดที่มีประชาชนศรัทธาเป็นอย่างมาก เพื่อเยี่ยมเยียนราษฎรอีกด้วย จึงทำให้พิธีกรรมนั้นกลายเป็นพิธีกรรมที่สถาบันพระมหากษัตริย์และราษฎรใกล้ชิดกันมากขึ้นด้วย

 

นอกจากนี้ยังมี พระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลวันถวายพระเพลิงพระพุทธเจ้าซึ่งมีปฏิบัติในชุมชนบางแห่งและกลายเป็นประเพณีของราษฎร, การเสด็จพระราชดำเนินเปลี่ยนเครื่องพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากรถวายเครื่องทรงทั้งสามฤดู, พระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลอุปสมบทนาคหลวง, และการพระราชกุศลมาฆบูชา

 

พระราชพิธีเพื่อเป็นสิริมงคลแก่พระมหากษัตริย์

การฉลองสิริราชสมบัติของพระมหากษัตริย์เนื่องในวันฉัตรมงคลและ พระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถซึ่งแต่เดิมไม่มีและเพิ่งมีในสมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีการถวายพระพรชัยมงคล  ทบทวนพระราชกรณียกิจ  พระสงฆ์ถวายพระธรรมเทศนา และพระราชทางเลี้ยงแก่ข้าราชการในงานสโมสรสันนิบาต

 

พระราชพิธีบำเพ็ญพระราชกุศลแก่พระบรมวงศานุวงศ์ที่ล่วงลับไปแล้ว

พระราชพิธีสงกรานต์ อันเป็นธรรมเนียมแต่เดิมที่ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลสรงน้ำพระพุทธรูป สดับปกรณ์พระอัฐิเจ้านาย และ พระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลในวันคล้ายวันสวรรคตพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดลพระอัฐมรามาธิฐดินทร์และพระราชกุศลทักษิณานุประทานพระบรมอัฐิสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร์อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก และ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีจัดเป็นพระราชพิธีในคราวเดียวกันครั้งแรกในวันที่ ๙ มิถุนายน ๒๕๔๐ เป็นต้นมา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินประกอบพระราชพิธี ณ พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัยเป็นประจำทุกปี

 

พระราชพิธีสังเวยพระป้าย เริ่มมีตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๕ กำหนดการเดิมจะกระทำในพระที่นั่งเวหาศน์จำรูญ พระราชวังบางปะอิน ในวันไหว้ และสังเวยที่พระที่นั่งอัมพรสถานในวันตรุษจีน พระป้ายหรือป้ายวิญญาณบรรพบุรุษซึ่งชาวจีนมักจะมีไว้บูชาประจำบ้าน การสังเวยบูชาแสดงถึงความกตัญญูแก่บรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว อันแสดงถึงความสัมพันธ์ทางเชื้อสายจีนซึ่งมีอยู่ในราชวงศ์จักรี

 

พระราชพิธีที่เกี่ยวกับความสำนึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของบุรพกษัตริย์

การเปลี่ยนแปลงสภาพสังคมเข้าสู่ลัทธิล่าอาณานิคม ซึ่งเป็นกระแสโลกาภิวัตน์จากชาติตะวันตกซึ่งเป็นลักษณะของการคุกคามต่อพระราชอาณาจักรและอธิปไตยภายหลังการเกิดประเทศอย่างชัดเจน สืบเนื่องจนถึงความไม่มั่นคงทางการเมืองและเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทำให้พระราชพิธีสิบสองเดือนให้ความสำคัญต่อพิธีกรรมแตกต่างไปจากเดิมอย่างเห็นได้ชัด นั่นคือ พิธีที่เกี่ยวข้องกับการบำเพ็ญพระราชกุศลและถวายเครื่องราชสักการะ เพื่อทรงระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณและพระปรีชาของพระมหากษัตริย์พระองค์ก่อนผู้ทรงพระคุณต่อแผ่นดินไทยมากขึ้น และประเพณีที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของชาติ ในลักษณะของการรักษาเอกราชไว้ได้ถึงปัจจุบัน เช่น

 

พระราชพิธีบวงสรวงพระสยามเทวาธิราช และพระราชพิธีบวงสรวงพระสยามเทวาธิราช ในวันขึ้น ๑ ค่ำ เดือน ๕ ซึ่งเป็นพระราชพิธีที่เริ่มมีในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องจากทรงเห็นว่าประเทศชาติได้รอดพ้นภิบัติภัยจากประเทศมหาอำนาจมาโดยตลอดคงเป็นเพราะมีเทพยดาองค์หนึ่งคอยพิทักษ์รักษาประเทศชาติ  จึงโปรดให้ทรงหล่อพระรูปสมมติของเทพผู้ทรงพิทักษ์รักษาสยามประเทศ คือ พระสยามเทวาธิราชและประดิษฐานไว้ ณ พระที่นั่งไพศาลทักษิณ และถือเป็นภารกิจที่พระมหากษัตริย์เท่านั้นที่จะต้องทรงปฏิบัติ, วันที่ระลึกมหาจักรีมีการวางพวงมาลาแด่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกปฐมราชวงศ์จักรี, พระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลวันปิยมหาราชที่ลานพระบรมรูปทรงม้า, พระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลบวงสรวงสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ซึ่งเป็นการระลึกถึงการกอบกู้เอกราชได้เสด็จพระราชดำเนินไปบวงสรวง ณ อนุสรณ์ดอนเจดีย์ จังหวัดสุพรรณบุรี

 

1. การพระราชกุศลวันวิสาขบูชา

 

2. ขบวนพยุหยาตราทางชลมารคเพื่อถวายผ้าพระกฐิน ณ พระวิหารหลวงวัดต่างๆ

 

3. การพระราชพิธีเนื่องในวันฉัตรมงคล

 

4. พระราชพิธีสังเวยพระป้ายแก่บุรพกษัตริย์และเชื้อพระวงศ์ที่ล่วงลับ

 

5. พระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ 

 

พระราชพิธีเพื่อขวัญกำลังใจแก่ผู้ทำการเกษตร

ประเพณีพิธีกรรมที่ยังมีความสำคัญและปฏิบัติอยู่และเป็นพิธีแบบพราหมณ์ส่วนหนึ่งก็คือ เช่น พระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ และพระราชพิธีที่เกี่ยวข้องกับน้ำ เพราะน้ำยังมีความสำคัญในสังคมเกษตรกรรมซึ่งยังเป็นพื้นฐานของสังคมไทยอยู่ เช่น พระราชพิธีลอยพระประทีป ในสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ เป็นพิธีที่นิยมทำอย่างยิ่งใหญ่ พระมหากษัตริย์จะเสด็จออกนอกกำแพงพระราชวังตอนกลางคืน มีขบวนเรือพระราชพิธีและโปรดให้มีการประกวดและทำกระทงถวาย มีการแต่งเรืออย่างวิจิตรสวยงาม และราษฎรพากันเฝ้าชมกระทงต่างๆ ในลำน้ำ ส่วนในรัชกาลปัจจุบันเป็นการเสด็จส่วนพระองค์แทน

 

พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ถือเป็นพิธีที่มีความสำคัญที่จะละเลยไม่ได้ ในเดือน ๖ โดยแยกเป็น ๒ พิธี คือ พิธีพืชมงคลซึ่งปฏิบัติในพระบรมมหาราชวัง เป็นพิธีที่ที่พระมหากษัตริย์ ทรงจุดเครื่องนมัสการบูชาที่วัดพระแก้ว  ทรงพระสุหร่ายสรงพระพุทธปฏิมาชัยวัฒน์ พระพุทธคันธารราษฎร์ ซึ่งเป็นพระพุทธรูปสำหรับการพระราชพิธีเกี่ยวกับเกษตรกรรม แล้วทรงประพรมพืชต่าง ๆ เพื่อทำขวัญพืชพันธุ์ที่จะโปรยหว่านในพระราชพิธีจรดพระนังคัล ทรงอธิษฐานเพื่อความสมบูรณ์ของพืชพันธุ์แห่งราชอาณาจักร ในพิธีพืชมงคลนี้ พระยาแรกนาจะเข้ารับพระราชทานพระราชอำนาจแทนพระมหากษัตริย์  ใน พระราชพิธีจรดพระนังคัลที่ปฏิบัตินอกพระบรมมหาราชวังนั้น แต่เดิมพระมหากษัตริย์จะไม่เสด็จไปทอดพระเนตรเสมอไป แต่ในรัชกาลปัจจุบันเสด็จทุกครั้ง เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่พืชพันธุ์ธัญญาหาร และบำรุงขวัญแก่ประชาชนซึ่งเป็นพสกนิกร พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ จึงเป็นพระราชพิธีเพื่อความมั่นคงแก่ประเทศชาติ เพราะเป็นพระราชพิธีที่จะสร้างขวัญและกำลังใจแก่ราษฎรในการทำการเกษตร

 

ลักษณะของประเพณีหลวงที่ปฏิบัติอยู่ในปัจจุบัน มีแบบแผนที่คลายความเคร่งครัดลง เนื่องจากความเปลี่ยนแปลงของสภาพสังคม และแบบแผนความสัมพันธ์ระหว่างราชสำนักกับประชาชน ประเพณีบางอย่างแม้ต้องการจะปฏิบัติให้เหมือนเดิมแต่ก็ไม่สามารถจะทำได้ เช่น ขบวนแห่ผ้าพระกฐินหรือขบวนพยุหยาตรา ซึ่งเพิ่งจะฟื้นฟูอีกครั้งในสมัยรัชกาลปัจจุบัน เคยเป็นพระราชพิธีที่เป็นพิธีการและสำคัญ พระมหากษัตริย์ต้องเสด็จเองในสมัยอยุธยา แต่ก็ได้ลดพิธีการและความศักดิ์สิทธิ์ลง จนในปัจจุบันอาจกล่าวได้ว่า พระราชพิธีพยุหยาตราทางชลมารคสามารถตอบสนองภาวะการท่องเที่ยวในระยะหลังๆ ได้ด้วย

 

 

อัพเดทล่าสุด 6 มิ.ย. 2559, 16:15 น.
บทความในหมวด
ที่ตั้งมูลนิธิ ๓๙๗ ถนนพระสุเมรุ แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐
โทรศัพท์ ๐-๒๒๘๑-๑๙๘๘ , ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐ โทรสาร ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐
อีเมล์ [email protected]
                    
Copyright © 2011 lek-prapai.org | All rights reserved.