หน้าหลัก
เกี่ยวกับมูลนิธิ
วันเล็ก-ประไพ รำลึก
ติดต่อเรา
ชาวสะเอียบและโครงการแก่งเสือเต้น
บทความโดย วลัยลักษณ์ ทรงศิริ
เรียบเรียงเมื่อ 12 พ.ค. 2559, 13:03 น.
เข้าชมแล้ว 9045 ครั้ง

ชาวสะเอียบและโครงการแก่งเสือเต้น

 

พื้นที่สะเอียบ ในบริเวณแอ่งที่ราบเมืองสอง

จาก http://www.oknation.net

 

ลำดับความสำคัญของวิถีชีวิตที่อยู่กับป่าของชาวสะเอียบ

ที่ตั้งของสะเอียบอยู่บนเส้นทางเดินทางระหว่างท้องถิ่นต่อเนื่องมาถึงเมืองลอหรือเวียงลอทางตอนบนของแอ่งที่ราบเมืองแพร่ ซึ่งมีที่ราบริมน้ำกว้างขวางและมีพื้นที่ทางการเกษตรมากต่อเนื่องมาถึงชุมชนในแอ่งที่ราบเมืองแพร่

 

สะเอียบเป็นกลุ่มบ้านที่ชาวบ้านขยายแยกย้ายมาจากเวียงสาใกล้เมืองน่าน และอยู่ในภูมินิเวศที่มีสภาพแวดล้อมด้วยภูเขาและป่าไม้ มีพื้นที่ราบทำนาทำไร่ติดริมฝั่งลำน้ำยมและลำห้วยไม่กว้างขวางแต่อย่างใด และแม้จะเป็นชุมชนที่อยู่ในเส้นทางคมนาคม แต่ก็ไม่ได้ทำให้สะเอียบเติบโตทางเศรษฐกิจมากกว่าชุมชนอื่นๆ จนกระทั่งเมื่อมีการให้สัมปทานป่าแม่ยมแก่บริษัทเอกชนที่เกิดขึ้นภายหลังจากป่าไม้เมืองแพร่หมดสัมปทานลง และเข้าไปค้นหาป่าไม้สักในเขตอื่นๆ มากว่าสามสิบปีทำให้ชาวบ้านที่เคยใช้ชีวิตแบบหาอยู่หากินเริ่มทำงานรับจ้างที่นำไปสู่การลักลอบตัดไม้อย่างต่อเนื่อง

 

จนกระทั่งถึงเมื่อมีการตัดสินใจจากคนในเมืองแพร่และรัฐว่าพื้นที่บริเวณนี้ควรก่อสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้น ชาวบ้านจึงปรับตัวเรียนรู้เพื่อหาทางออกจากการเป็นผู้ทำลายป่ามาเป็นการทำมาหากินทางการเกษตรและร่วมอนุรักษ์ป่าไปด้วยกัน ด้วยข้อมูลทางธรณีวิทยาและปัญหาผลกระทบจากการสร้างเขื่อนมีมากมายทำให้การเริ่มโครงการแก่งเสือเต้นเป็นไปได้ยาก มีทั้งผู้คัดค้านและสนับสนุน

 

อย่างไรก็ตาม เสียงส่วนใหญ่ทั้งในประเทศและในจังหวัดแพร่มองชาวสะเอียบว่าเป็นผู้ทำให้เกิดความล้าหลังของการพัฒนาและปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากในบริเวณลุ่มน้ำยมที่มีมาจากปัญหาอีกหลายประการก็ไม่ได้รับการพิจารณาอย่างรอบด้านว่าเกิดจากเหตุใด

 

เพราะแม่น้ำยมไม่ใช่เป็นเพียงลำน้ำแห่งเดียวที่ทำให้เกิดน้ำท่วมเมืองแพร่หรือน้ำป่าหลากในช่วงฤดูฝน แต่เป็นเพราะภูมินิเวศที่อยู่ในแอ่งล้อมรอบด้วยภูเขาที่รับน้ำจากที่สูงทุกด้าน การขยายตัวเมือง ป่าไม้ที่ไม่สามารถรับน้ำฝนและฤดูกาลเนื่องจากสภาพภูมิอากาศของโลกที่เปลี่ยนแปลงไป จึงทำให้เกิดน้ำท่วมหนักและเขื่อนก็ไม่สามารถแก้ปัญหาที่ทำให้เกิดน้ำท่วมได้ทุกอย่าง

 

การเข้ามาของรัฐกับการห้ามใช้ประโยชน์จากไม้สัก

เมื่อปี พ.ศ.๒๔๘๒ เกิดฝนตกหนักและมีลมพายุพัดรุนแรง ชาวสะเอียบประสบกับน้ำท่วมครั้งใหญ่ที่สุด บ้านปงสนุกซึ่งเป็นหมู่บ้านติดกับลำน้ำแม่สะกึ๋น กระแสน้ำพัดเอาบ้านเรือน วัดวาอารามสูญหาย และมีผู้เสียชีวิตจำนวน ๑๓ ราย ไร่นาเหมืองฝายเสียหายอย่างหนัก ข้าวในยุ้งฉางที่เก็บไว้กินตลอดปีก็ถูกน้ำพัดพาไปจนหมดสิ้น 

 

หลังจากเหตุการณ์น้ำท่วมผ่านพ้นไป ชาวบ้านปงสนุกต่างแยกย้ายกันไปสร้างบ้านเรือนอยู่ในบริเวณใกล้เคียง ระบบเหมืองฝายที่ถูกน้ำพัดพาเสียหายจนหมดสิ้นเท่ากับว่าต้องสร้างเหมืองฝายใหม่ทั้งหมด ราวกับเริ่มก่อตั้งชุมชนเหมือนเมื่อครั้งอดีตที่บรรพบุรุษทำมา

 

ซึ่งในขณะที่ทำการตีเหมืองฝายกันนั้น ข้าวก็ไม่พอกิน เพราะข้าวที่เก็บไว้ถูกน้ำพัดพาไปจนหมด ชาวบ้านที่เป็นผู้ชายมีความแข็งแรงทำหน้าที่ตีเหมืองฝาย ส่วนพวกผู้หญิงก็ไปหาขุดเผือก มัน กลอย มานึ่งผสมกับข้าวที่ขอซื้อหรือแลกเปลี่ยนจากเมืองงาว เชียงม่วน บ้านนาหลวง นาฝายบ้าง แต่ข้าวมีน้อยไม่เพียงพอ ต้องกินอย่างประหยัดด้วยการผสมกับเผือกมัน 

 

แม้รัฐจะพยายามเข้ามาจัดการการทำเหมืองฝายแต่ก็ไม่สำเร็จ จนชาวบ้านโดยการนำของครูท้องถิ่นเป็นผู้นำชาวบ้านตีฝายจนสำเร็จ สามารถทำนาได้เหมือนเดิม หลายคนที่พาครอบครัวไปอยู่ที่อื่นได้กลับมาขอแบ่งปันที่ไร่ที่นาจากพี่น้องคืน และตั้งรกรากอยู่ที่สะเอียบเหมือนเดิม แต่อีกหลายคนไม่กลับมาและอาศัยอยู่ที่อื่นจนสืบลูกสืบหลานแต่ยังเป็นญาติพี่น้องกับชาวสะเอียบจนถึงปัจจุบัน

 

ในช่วงเวลาดังกล่าว หน่วยงานของรัฐออกกฎห้ามชาวบ้านใช้ประโยชน์จากป่าไม้ ห้ามไม่ให้ตัดไม้สัก ไม้กระยาเลย โดยเฉพาะไม้สักจะมีการหวงห้ามอย่างเข้มงวดมาก ชาวบ้านจึงไม่กล้าใช้ประโยชน์จากไม้สัก การสร้างบ้านใช้เพียงไม้แงะเป็นเสา ส่วนพื้น ผนัง และส่วนประกอบต่าง ๆ ของตัวบ้านใช้ไม้ไผ่ หวาย และเชือกปอ แต่เป็นที่น่าสังเกตว่า ก่อนหน้านี้ไม่นานนักมีบริษัทรับสัมปทานตัดไม้ตั้งแต่ป่าเมืองปงมาจนถึงพื้นที่สะเอียบ การหวงห้ามไม้สักไว้ในสมัยนั้นจึงน่าจะเป็นการรักษาไว้เพื่อให้บริษัทเอกชนสัมปทานเพียงอย่างเดียว

 

การขนใบยาสูบของชาวบ้านส่งโรงบ่มใบยาสูบ  

 

การเข้ามาของโรงบ่มใบยาสูบและการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิต

ประมาณ พ.ศ. ๒๔๙๐-๒๕๐๐ชาวบ้านสะเอียบเริ่มปลูกยาสูบพันธุ์พื้นเมืองตามหัวไร่ปลายนา โดยเฉพาะที่ดอนริมแม่น้ำยมไว้ใช้เอง ส่วนที่เหลือนำไปเป็นของฝากหรือของแลกเปลี่ยนกับคนภายนอก เมื่อรู้จักการค้าการขายจึงได้ปลูกยาสูบพันธุ์พื้นเมืองไว้สำหรับขายด้วย โดยมีพ่อค้าแม่ค้าจากในเมืองมารับซื้อหรือบางทีก็นำไปขายเองในเมือง ยาสูบนับว่าเป็นสินค้าราคาดีที่สุดเมื่อเทียบกับสินค้าเกษตรอื่น ๆ ในสมัยนั้น

 

ประมาณ ปี พ.ศ. ๒๔๙๕ พ่อค้าชาวแม่หล่าย อำเภอเมืองแพร่ ได้เข้ามาในหมู่บ้านดอนชัยแล้วขอเข้ามาใช้พื้นที่บริเวณป่าแพะใกล้โรงเรียนทำโรงบ่มใบยา ผู้นำชุมชนและครูในท้องถิ่นเห็นว่าเป็นการนำเอาความเจริญเข้ามาในหมู่บ้านจึงได้อนุญาตให้เข้ามาทำโรงบ่มได้ 

 

เมื่อตั้งโรงบ่มจึงนำเอาคนงานมาจากที่อื่นไม่ว่าจะเป็นพวกลื้อเชียงคำ คนขมุ เข้ามาจำนวนมาก นอกจากนั้นยังได้จ้างชาวบ้านเป็นคนงานในโรงบ่มด้วยอีกส่วนหนึ่ง ชาวบ้านดอนชัย ดอนแก้ว และแม่เต้นรู้จักกับยาสูบใต้หรือยาสูบพันธุ์ที่นำต้นกล้าเข้ามาส่งเสริมให้ชาวบ้านปลูกแล้วขายผลิตให้กับโรงบ่ม ชาวบ้านส่วนหนึ่งปลูกยาสูบส่งขายให้โรงบ่ม โดยโรงบ่มเป็นผู้เตรียมต้นกล้าและวัสดุต่าง ๆ ให้ แต่ชาวบ้านก็ยังมีความนิยมปลูกยาสูบพันธุ์พื้นเมือง เพราะชาวบ้านนิยมสูบยาพื้นเมือง 

 

ระหว่างนั้นทางโรงบ่มได้ใช้ไม้ฟืนจากการแผ้วถางป่าแพะ ซึ่งมีทั้งไม้แงะ ไม้แดง ไม่ตึง ไม้ฮัก ที่ใช้ทำฟืนได้ และได้ไปตัดไม้ทำฟืนจากพื้นที่โดยรอบอยู่เสมอ ชาวบ้านและคนงานมีความสนิทสนมกันมากขึ้นก็มีการแต่งงานและตั้งรกรากอยู่ที่สะเอียบหลายคน ภายหลังเกิดไฟไหม้โรงบ่มใบยาและผลผลิตมีน้อยไม่คุ้มการลงทุน โรงบ่มใบยาจึงย้ายไปตั้งที่เชียงม่วน และต่อมาก็ย้ายไปที่เชียงรายแทน ดังนั้นสะเอียบจึงเป็นเพียงทางผ่านการขยายตัวของโรงบ่มใบยาเท่านั้น   

 

การใช้ประโยชน์ป่าแม่ยมของชาวบ้านและการสัมปทานป่าไม้

หลัง พ.ศ. ๒๕๐๐ ป่าไม้หลายแห่งในประเทศไทยรวมทั้งป่าแม่ยม รัฐอนุญาตให้บริษัททำไม้ต่างประเทศเข้ามาทำสัมปทานโดยเฉพาะไม้สักตั้งแต่ประมาณปี พ.ศ. ๒๔๘๐ แล้ว ชาวบ้านทราบเพียงว่ามีฝรั่งที่เรียกกันว่า นายห้างนำผู้คนเข้ามาตัดไม้อยู่ด้านทิศตะวันตกของแม่น้ำยม ชาวบ้านบางคนเท่านั้นที่เข้าไปรับจ้างเป็นคนนำทางในการสำรวจไม้ และเป็นผู้เฝ้าไม้ซุงที่ถูกชักลากโดยช้างของนายห้างมากองรวมกันไว้ที่ริมฝั่งแม่น้ำยมรอการลำเลียง แต่ก็ไม่รู้ว่านั่นคือการสัมปทานไม้ สิ่งที่ชาวบ้านเกรงกลัวมากที่สุดคือกฎหมายห้ามชาวบ้านใช้ประโยชน์จากไม้สักโดยเด็ดขาดไม่ว่ากรณีใด ๆ

 

ประมาณ ปี พ.ศ. ๒๔๙๕ มีบริษัทอีสต์ เอเชียติค เข้ามาสัมปทานไม้ป่าแม่ยมอีกครั้งหนึ่ง และส่งผลกระทบต่อชาวสะเอียบค่อนข้างมาก เช่น การปล่อยท่อนซุงไหลไปตามน้ำทำให้เกิดความเสียหายกับเหมืองฝายของชาวบ้านที่สร้างไว้ แต่การสัมปทานที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่อชาวสะเอียบมากที่สุด คือการทำไม้โดยบริษัทของคนไทยที่เข้ามาสัมปทานไม้ป่าแม่ยมหลังปี พ.ศ. ๒๕๐๐ มีการว่าจ้างคนงานส่วนใหญ่เป็นคนจากภายนอก เช่น ชาวพม่า ขมุ ชาวแพร่ ชาวสอง ชาวงาว ชาวสุโขทัย เป็นต้น  นับเป็นการอพยพเข้ามาของคนจากภายนอกอย่างมหาศาลนับพันคนที่หลั่งไหลเข้ามาในสะเอียบ อาศัยค้างแรมอยู่ปางไม้ในป่าแม่ยมที่แม่พร้าว

 

ชาวสะเอียบที่เป็นคนงานในปางไม้นั้นส่วนใหญ่ทำหน้าที่ คัดไม้ ก๋านไม้ และผู้หญิงส่วนหนึ่งรับจ้างปลูกป่าทดแทนร่วมกับชาวเขาเผ่าอาข่าที่ทางบริษัททำไม้ชักชวนให้ย้ายที่อยู่อาศัยอยู่ที่นั่นจนถึงปัจจุบัน การตัดและโค่นไม้เป็นหน้าที่ของชาวสุโขทัย การชักลากไม้ทางบริษัทนำช้างมาชักลากเองแล้วใช้รถบรรทุกขนไม้ต่อไปยังตัวเมืองแพร่อีกทอดหนึ่ง สะเอียบที่ในอดีตมีเพียงทางเท้าเดินไปยังตัวเมืองสอง เมืองแพร่ และพัฒนาขึ้นเป็นทางเกวียนก็เริ่มเป็นถนนลูกรังที่รถวิ่งผ่านไปมาได้ก็เนื่องจากการตัดถนนของบริษัททำไม้ที่ต้องการความสะดวก

 

การสัมปทานป่าผ่านไปไม่นาน ป่าแม่ยมจึงโล่งเตียนเหลือแต่ตอไม้และต้นไม้ขนาดเล็ก สัตว์ป่าน้อยใหญ่ที่เคยมีกลับหนีหาย ในป่ามีเพียงเสียงผู้คนที่หลั่งไหลเข้าไปรับจ้าง เครื่องเลื่อยไม้ เสียงช้าง และรถบรรทุกไม้ที่ส่งเสียงดังอยู่เป็นเวลานานนับสิบปีติดต่อกัน เมื่อชาวบ้านเห็นว่าทางบริษัทซึ่งมีสิทธ์ทำไม้ ชักลากไม้ออกจากป่าไปเป็นจำนวนมาก ชาวบ้านเองจึงคิดอยากได้ไม้ซุงท่อนใหญ่ ๆ ไว้สำหรับสร้างบ้านเรือนของตนเองบ้าง จึงเริ่มลักตัดไม้ ซึ่งทางบริษัทสัมปทานนั้นห้ามไม่ให้ชาวบ้านตัดไม้เพราะถือว่าเป็นเจ้าของป่าทั้งหมดตามสัญญา ๓๐ ปี ชาวบ้านจึงหันมาลักลอบชักลากเอาไม้จนสร้างความขัดแย้งระหว่างชาวบ้านกับบริษัทเป็นอย่างมาก 

 

เมื่อชาวบ้านรู้ทางในการตัดไม้แล้ว จึงเริ่มตัดไม้เพื่อขายให้กับพ่อค้าไม้จากภายนอกทั้งในจังหวัดแพร่ และทั่วสารทิศ จนการตัดไม้ของชาวบ้านทำกันเป็นล่ำเป็นสัน เริ่มหันมายึดการทำไม้ขายเป็นรายได้หลักเลี้ยงปากท้อง ในช่วงที่การตัดไม้ขายมีรายได้เป็นล่ำเป็นสันมากขึ้น ชาวบ้านเริ่มทิ้งไร่ไว้ชั่วคราว มีส่วนน้อยที่ยังคงทำไร่อยู่ มีเพียงการทำนาเท่านั้นที่ชาวบ้านไม่ละทิ้ง ยังคงทำนาเก็บข้าวไว้กินเช่นเคย 

 

ในระหว่างที่ทำไม้ขายนั้น เงินทองในหมู่บ้านก็เดินสะพัด การค้าการขายคล่องตัว แต่ละครัวเรือนมีเงินทองมากขึ้น ต่อมารัฐจึงได้ประกาศปิดป่าเลิกสัมปทานป่าทั่วประเทศ  แม้ว่ารัฐบาลจะประกาศปิดป่าไปแล้ว แต่ชาวบ้านยังคงดิ้นรนต่อสู้เพื่อการตัดไม้ขายเลี้ยงครอบครัวซึ่งมีความยากลำบากมากขึ้น

 

การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ “เลิกตัดไม้ ตั้งกลุ่มราษฎรรักษ์ป่า”

ประมาณปี พ.ศ.๒๕๓๐ กระแสการสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้นถูกรื้อฟื้นขึ้นมาอีกครั้งจากการผลักดันของฝ่ายสนับสนุน แต่จากสภาพป่าแม่ยมที่เสื่อมโทรมลงทั้งกระแสการอนุรักษ์เกิดขึ้นทั่วไป ชาวสะเอียบจึงลุกขึ้นต่อสู้คัดค้านเขื่อนแก่งเสือเต้นเพื่อยืนยันสิทธิการไม่ยอมอพยพโยกย้ายออกไปจากมาตุภูมิ ทุกครั้งที่มีการเคลื่อนไหว ชาวบ้านมักถูกฝ่ายตรงข้ามโจมตีเสมอว่าชาวบ้านตัดไม้ทำลายป่า ทั้งที่การตัดไม้ของชาวบ้านเป็นเพียงส่วนหนึ่งของกระบวนการสัมปทานป่าของบริษัทเอกชนภายในและภายนอกประเทศ แต่ชาวบ้านกลับเป็นแพะรับบาปในกรณีการตัดไม้ทำลายป่า และถูกทำลายความชอบธรรมในการต่อสู้

 

ประมาณปี พ.ศ. ๒๕๓๑ มูลนิธิคุ้มครองสัตว์ป่าและพันธุ์พืชแห่งประเทศไทยเข้าไปกระตุ้นเตือนและจุดประกายความคิดเกี่ยวกับการเลิกตัดไม้และหันมาอนุรักษ์ป่าให้กับกลุ่มผู้นำชุมชน แต่เพราะปากท้องของชาวบ้านขึ้นอยู่กับการทำไม้ขายเป็นเรื่องคอขาดบาดตายจนยากแก่การทำความเข้าใจ ผู้นำชุมชนจึงเริ่มทำความเข้าใจกับชาวบ้าน แต่ในระยะแรกสร้างความไม่พอใจให้กับชาวบ้านส่วนมาก เพราะไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรกับชีวิตและปากท้องของครอบครัว ชาวบ้านต้องขัดแย้งกันเองอยู่หลายปี นอกจากนี้ยังมีความขัดแย้งระหว่างชาวบ้านกับกลุ่มผลประโยชน์ นายทุน และนักการเมืองท้องถิ่นที่ต้องสูญเสียผลประโยชน์จากการค้าไม้เถื่อนในสะเอียบอีกด้วย 

 

การสนับสนุนของมูลนิธิคุ้มครองฯ ที่ได้หาเงินทุนมาให้ชาวบ้านกู้ยืมเพื่อเปลี่ยนแปลงอาชีพ การทำมาหากิน  บ้างก็หันกลับไปทำไร่นา ส่วนใหญ่หันไปปลูกมะขามหวานและเพาะกล้าสักขาย และได้ทดลองปลูกพืชใหม่ ๆ เช่น มะเขือสีม่วง กะหล่ำปลี ผักกาด บางส่วนปลูกข้าวโพดมากขึ้น และหน่อไม้ในป่าแม่ยมแต่ละปีมีจำนวนมหาศาล กลุ่มแม่บ้านจึงช่วยกันทำหน่อไม้ปี๊บขายเป็นรายได้เสริม หลายครอบครัวที่ไม่มีที่ดินส่วนหนึ่งได้หันเข้าหาการเก็บหาของป่า เช่น ผักหวาน หน่อไม้ ไข่มดแดง เห็ดต่าง ๆ ขายเป็นรายได้หลักของครอบครัว  โดยเฉพาะชาวบ้านแม่เต้น ชาวบ้านดอนแก้วส่วนหนึ่งเป็นพ่อค้าแม่ค้าคนกลางรับซื้อผลผลิตอาหารจากป่าของชาวบ้านไปขายยังตลาดในเมืองตั้งแต่นั้นจนถึงปัจจุบัน

 

ประมาณปี พ.ศ. ๒๕๓๔ จึงตั้งกลุ่มราษฎรรักษ์ป่าและร่วมกันออกกฎเกณฑ์ต่าง ๆ เพื่อใช้เป็นมาตรการในการหยุดตัดไม้ทำลายป่าและร่วมกันอนุรักษ์ เมื่อชาวบ้านมีความเข้มแข็งและเอาจริงกับเรื่องนี้ กลุ่มผลประโยชน์ต่าง ๆ ที่มีความขัดแย้งก็ค่อย ๆ ลดลงไป

 

ในปี พ.ศ. ๒๕๓๖ ชาวบ้านได้ตกลงกันที่จะเลิกการตัดไม้ทำลายป่าอย่างเด็ดขาด  ด้วยการเรียนเชิญนักการเมือง ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่  เช่น อธิบดีกรมป่าไม้ มารับมอบเครื่องมือการตัดไม้ของชาวบ้านทั้งหมดเพื่อเป็นการประกาศเจตนารมณ์และให้คำมั่นสัญญาของชาวบ้าน นับแต่นั้นมาชาวบ้านจึงได้ดำเนินการอนุรักษ์ป่าแม่ยม  ภายใต้กลุ่มราษฎรรักษ์ป่า มีกิจกรรมต่าง ๆ เช่น การปลูกป่าเพิ่มเติม การรณรงค์ด้านสิ่งแวดล้อม การบวชป่า และสืบชะตาแม่น้ำ ควบคู่ไปกับการรณรงค์คัดค้านเขื่อนแก่งเสือเต้นเพื่อรักษาป่าแม่ยมและสิทธิชุมชนและยึดถือปฏิบัติตามกฎที่ร่วมกันตั้งขึ้นอย่างเคร่งครัดจนถึงปัจจุบัน

 

บริเวณแก่งเสือเต้น ตำบลสะเอียบ อำเภอสอง จังหวัดแพร่ 

 

โครงการเขื่อนแก่งเสือเต้น

เริ่มต้นเมื่อประมาณปี พ.ศ. ๒๕๑๖ เมื่อคหบดีร่วมกับผู้แทนราษฎรเสนอให้มีการสร้างเขื่อนแม่น้ำยมและสภาผู้แทนเห็นชอบ ประมาณปี พ.ศ. ๒๕๒๒ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยได้เสนอแนวคิดผันน้ำโขงและสาละวินลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยาอย่างละ ๗ โครงการ โครงการสร้างเขื่อนในแม่น้ำยมนั้นถูกนับรวมไว้ในโครงการผันน้ำโขง ภายใต้ชื่อโครงการผันน้ำ กก-อิง-ยม-น่านพ.ศ. ๒๕๒๔ เริ่มมีการศึกษาพื้นที่สร้างเขื่อนที่บริเวณอำเภอเชียงม่วน จังหวัดพะเยา ชาวบ้านจึงได้เริ่มรับรู้ แต่ไม่รู้ว่าเขื่อนดังกล่าวชื่อว่าเขื่อนอะไร สร้างจุดไหน และมีที่มาที่ไปอย่างไร เจ้าหน้าที่ของอำเภอและจังหวัดได้เข้ามาบอกกับชาวบ้านว่าจะมีการสร้างเขื่อนที่สะเอียบ ชาวบ้านจะมีความอยู่ดีกินดี มีวิถีชีวิตที่ดีกว่าที่เป็นอยู่ ชาวบ้านเห็นว่าเป็นสิ่งที่ดีเป็นประโยชน์ และจะทำให้บ้านเมืองมีความเจริญก้าวหน้า จึงไม่ได้มีการคัดค้านแต่ประการใด 

 

เวลาผ่านไปมีผู้นำปลาร้า ปลาแห้ง มาแลกข้าวเปลือกข้าวสารที่สะเอียบ สอบถามจึงรู้ว่าเป็นชาวอำเภอท่าปลา จังหวัดอุตรดิตถ์ ที่ได้รับผลกระทบจากการก่อสร้างเขื่อนสิริกิติ์ พวกเขาถูกอพยพโยกย้ายจากบ้านเกิดเมืองนอนไปอยู่ที่อื่น โดยรัฐบาลได้จัดหาที่อยู่อาศัยให้ใหม่เพราะบ้านเดิมและที่ไร่นาถูกน้ำท่วมจนหมด  ที่อยู่ใหม่ไม่มีที่ไร่นาให้ทำกิน จึงต้องออกเร่ร่อนนำปลามาแลกข้าวอย่างที่เป็นอยู่ จึงได้รับรู้ข้อมูลอีกด้านหนึ่งของชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบ ทำให้ชาวสะเอียบเริ่มตั้งข้อสงสัยและไม่แน่ใจเกี่ยวกับโครงการเขื่อนที่จะสร้างในบ้านของตนเอง

 

หลังจากนั้นโครงการเขื่อนที่แม่น้ำยมได้ถูกแยกออกจากโครงการผันน้ำ กก-อิง-ยม-น่าน มาเป็นโครงการเขื่อนแก่งเสือเต้นและถูกโอนโครงการไปอยู่ในความรับผิดชอบของกรมชลประทานแทนการไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ 

 

ประมาณ ปี พ.ศ. ๒๕๓๒ โครงการเขื่อนแก่งเสือเต้นถูกผลักดันอย่างจริงจังอีกครั้ง โดยนักการเมืองและกลุ่มทุนในจังหวัดแพร่และจังหวัดสุโขทัย การต่อสู้คัดค้านเขื่อนแก่งเสือเต้นของชาวบ้านได้รับความสนใจจากทางองค์กรพัฒนาเอกชนหลายแห่งที่ติดตามโครงการสร้างเขื่อนดังกล่าว เช่น มูลนิธิคุ้มครองสัตว์ป่าและพันธุ์พืชแห่งประเทศไทยในพระบรมราชินูปถัมภ์ ที่เข้ามาให้ข้อมูลกับชาวบ้านถึงรายละเอียดของโครงการ และการให้ความรู้ด้านสิทธิตามรัฐธรรมนูญของชาวบ้าน ทำให้ชาวบ้านรับรู้ถึงสิทธิของตนและมั่นใจมากขึ้น 

 

ชีวิตจากแรงกดดันโครงการเขื่อนแก่งเสือเต้น

หลายอาชีพใหม่ที่เริ่มทำใหม่ล้มเหลว  เช่น การปลูกมะเขือม่วงที่ต้องเอาใจดูแลอยู่ตลอดเวลา จนชาวบ้านเรียกว่า “มะเขือไร้ญาติ” ราคาดีแรกๆ แต่พอนานไปราคาตกและการรับซื้อไม่สม่ำเสมอ จนต้องเลิกปลูกมะเขือม่วงไปอย่างสิ้นเชิง การเพาะกล้าสักก็มีข้อจำกัดในเรื่องกระบวนการผลิตที่ยุ่งยากและไม่มีตลาดรองรับ  ส่วนสวนมะขามหวานนั้นในระยะการให้ผลผลิตชาวบ้านมีรายได้ดีพอสมควร การปลูกมะขามหวานก็เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่ผลผลิตที่มีมากเกินไปทั้งในพื้นที่และต่างพื้นที่ทำให้มะขามหวานราคาถูก และในที่สุดไม่มีตลาดรองรับ  ชาวบ้านจึงทิ้งสวนมะขามไว้ ไม่ได้มีการดูแลเอาใจใส่เหมือนเดิม  มีเพียงการปลูกถั่วเหลืองนอกฤดูทำนาเท่านั้นที่ชาวบ้านยังสามารถยึดเป็นอาชีพเสริมควบคู่ไปกับการทำไร่ข้าวโพด ไร่พริก และพืชผักอาหาร ทำนาไว้กิน และนอกจากนี้ยังมีการเก็บหาของป่าเป็นอาหารและขายตามฤดูกาล แต่ก็ยังนับว่าเป็นรายได้ที่น้อยมากเมื่อเทียบกับรายได้จากการทำไม้  

 

ที่ชาวสะเอียบเห็นว่าจะสามารถสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำ และชาวบ้านสามารถพึ่งตนเองได้อย่างแท้จริง นั่นคือ การต้มเหล้า เลี้ยงหมู ที่มีทั้งภูมิปัญญาดั้งเดิม ทรัพยากรธรรมชาติ ทั้งไม้ฟืน น้ำ ที่ดิน ที่ใช้เป็นปัจจัยการผลิต  การต้มเหล้าและเลี้ยงหมูจึงเป็นระบบการผลิตที่ชาวบ้านเลือกและสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับชาวบ้านได้ และมีวิวัฒนาการอย่างต่อเนื่องจนถึงทุกวันนี้ นับว่าเป็นรายได้หลักของคนสะเอียบมานานแล้ว

 

สิ่งที่เป็นแรงกดดันต่อชีวิตของชาวสะเอียบนั้น คือ โครงการเขื่อนแก่งเสือเต้น เป็นภาระหน้าที่ของชาวสะเอียบที่จะต้องระมัดระวังการดำเนินชีวิต การทำมาหากิน เพื่อร่วมกันหาค่าใช้จ่ายสำหรับเป็นทุนในการคัดค้านโครงการซึ่งวนเวียนอยู่เช่นนี้เป็นเวลาสิบกว่าปี 

 

 การบวชป่า ในพื้นที่บ้านสะเอียบ เป็นการอนุรักษ์ผืนป่าของชาวบ้าน ภาพจาก www.prachathai.com

 

 

 

 

(จากรายงานความก้าวหน้า “โครงการศึกษาการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรมของชุมชนสะเอียบ อำเภอสอง จังหวัดแพร่” เยาวลักษณ์ ศรีคำภา, ธันวาคม ๒๕๔๙. ในโครงการ “การสร้างความเข้มแข็งของชุมชนท้องถิ่นโดยกระบวนการเรียนรู้จากภายใน ระยะที่ ๒ )

อัพเดทล่าสุด 12 พ.ค. 2559, 13:03 น.
บทความในหมวด
ที่ตั้งมูลนิธิ ๓๙๗ ถนนพระสุเมรุ แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐
โทรศัพท์ ๐-๒๒๘๑-๑๙๘๘ , ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐ โทรสาร ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐
อีเมล์ [email protected]
                    
Copyright © 2011 lek-prapai.org | All rights reserved.