หน้าหลัก
เกี่ยวกับมูลนิธิ
วันเล็ก-ประไพ รำลึก
ติดต่อเรา
เปิดประเด็น : วัฒนธรรมทุ่งกุลากับนาทาม
บทความโดย ศรีศักร วัลลิโภดม
เรียบเรียงเมื่อ 1 ม.ค. 2546, 10:40 น.
เข้าชมแล้ว 7682 ครั้ง

วัฒนธรรมทุ่งกุลากับนาทาม

 

แผนที่ทุ่งกุลาร้องไห้

 

ระหว่างวันที่ ๑๓-๑๗ พฤศจิกายน ที่แล้วมา ข้าพเจ้าและนักวิชาการของมูลนิธิเล็ก–ประไพ วิริยะพันธุ์ได้ออกไปดูแหล่งขุดค้นทางโบราณคดีก่อนประวัติศาสตร์ที่บ้านเมืองบัว อำเภอเกษตรวิสัย จังหวัดร้อยเอ็ด แล้วถือโอกาสแวะดูแหล่งชุมชนโบราณอื่นๆ ในบริเวณทุ่งกุลาร้องไห้และบริเวณใกล้เคียงอีกหลายแห่ง หลังจากนั้นแล้วก็ได้ไปร่วมสัมมนากับโครงการประวัติศาสตร์ท้องถิ่นลุ่มแม่น้ำชีของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ที่มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ผลของการเดินทางครั้งนี้ทำให้ได้รับความรู้และความเข้าใจอะไรใหม่ๆ เกี่ยวกับทุ่งกุลาร้องไห้ และชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนในลุ่มน้ำชีมากกว่าแต่เดิม ซึ่งก็พอสรุปในที่นี้ได้เป็นสองอย่าง อย่างแรกทำให้สามารถวิเคราะห์การตั้งถิ่นฐานของผู้คนแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ในแอ่งโคราชออกเป็น ๓ บริเวณคือ 

 

บริเวณตอนเหนือ อันเป็นที่ลาดและที่ราบขั้นบันไดของลำน้ำชี ที่ส่วนใหญ่อยู่ในเขตจังหวัดขอนแก่น มหาสารคาม ร้อยเอ็ด และยโสธร

 

บริเวณตอนกลาง ที่เป็นที่ราบต่ำน้ำท่วมถึง ที่อยู่บริเวณริมฝั่งเหนือของลำน้ำมูลจนถึงบริเวณฝั่งใต้ของลำน้ำชี ในเขตจังหวัดบุรีรัมย์ สุรินทร์ ร้อยเอ็ด ศรีสะเกษ ยโสธร และอุบลราชธานีและบริเวณตอนใต้ อันเป็นที่ลาดแต่เทือกเขาพนมดงเร็กลงมาจนถึงที่ราบขั้นบันไดต่ำทางฝั่งใต้ของลำน้ำมูล ในเขตจังหวัดนครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ จนถึงอุบลราชธานี

 

ทั้งสามบริเวณนี้ แม้ว่าจะมีการตั้งถิ่นฐานของผู้คนมาแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์เหมือนกัน แต่ก็มีพัฒนาการทางอารยธรรมต่างกัน จากหลักฐานทางโบราณคดี บริเวณตอนเหนือมีความเคลื่อนไหว และพัฒนาการที่เกี่ยวข้องกับจีนใต้ เวียดนาม และอินเดียมากกว่าเพื่อน

 

รองลงมาคือบริเวณตอนใต้ของแม่น้ำมูลจนถึงเทือกเขาพนมดงเร็กที่มีพัฒนาการเกี่ยวข้องกับอารยธรรมทวารวดีและขอมในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา และกัมพูชาตั้งแต่สมัยทวารวดี-ลพบุรีลงมา เพียงแต่เมืองพิมาย ในเขตทุ่งสำริดเท่านั้น ในขณะที่เขตทุ่งกุลาร้องไห้และบริเวณทุ่งราศีไศลอยู่ในสภาพล้าหลังเรื่อยมา

 

กู่เมืองบัว จ.ร้อยเอ็ด ทับหลังกู่เมืองบัว

 

การขุดค้นแหล่งโบราณคดีที่เมืองบัวในเขตทุ่งกุลาร้องไห้นับเป็นผลงานที่ดีและน่าชมของนักโบราณคดีรุ่นใหม่ของกรมศิลปากร เพราะเผยให้เห็นสภาพความล้าหลังทางวัฒนธรรมอย่างชัดเจน เมื่อเปรียบเทียบกับพัฒนาการของบริเวณตอนเหนือและตอนใต้ตามที่กล่าวมาแล้ว ได้พบชั้นดินทางวัฒนธรรม ๒ ชั้น ที่มีพัฒนาการมาแต่ยุคเหล็ก

 

ชั้นแรกเป็นยุคเปลี่ยนผ่านของประเพณีฝังศพแบบเหยียดยาวเข้าสู่การฝังศพครั้งที่สอง ที่บรรจุกระดูกคนตายไว้ในไหขนาดใหญ่รูปกลมที่มีการแต่งลายนูนเป็นเส้นรอบคอไห

 

แคปซูลขนาดใหญ่ มีฝาปิดประกบอย่างมีลักษณะเฉพาะท้องถิ่นในเขตเมืองบัว ซึ่งเมื่อนำไปเปรียบเทียบกับแหล่งชุมชนโบราณในที่อื่นๆ ของทุ่งกุลาและบริเวณใกล้เคียงแล้วก็จะแลเห็นรูปแบบที่หลากหลายเฉพาะถิ่นท่ามกลางความคล้ายคลึงกันในประเพณีฝังศพครั้งที่สอง

 

การฝังศพครั้งที่สองในระยะแรกจะบรรจุคนตายไว้ในไหทรงกลมขนาดใหญ่ การฝังศพครั้งที่สองในระยะต่อมาเปลี่ยนมาบรรจุคนตายไว้ในภาชนะดินเผารูปยาวมีฝาปิด

 

            ประเพณีนี้สืบเนื่องเรื่อยมาจนเข้าสู่ยุคต้นประวัติศาสตร์ที่มีวัฒนธรรมทวารวดี เจนละ และลพบุรีผ่านเข้ามา

 

การขุดค้นชั้นดินของชุมชนโบราณที่บ้านเมืองบัวทำให้ข้าพเจ้าแลเห็นและมั่นใจว่าบรรดาชุมชนทั้งหลายในบริเวณที่ราบต่ำน้ำท่วมถึงของทุ่งกุลานั้น แม้ว่าจะมีการตั้งหลักแหล่งมาแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะยุคเหล็กก็ตาม แต่ก็อยู่ในสภาพที่ค่อนข้างโดดเดี่ยวจากการเคลื่อนไหวทางอารยธรรม เมื่อเปรียบเทียบกับบริเวณที่สูงและที่ราบขั้นบันไดต่ำของบริเวณตอนเหนือและตอนใต้ตามที่กล่าวมาแล้ว อาจจะกล่าวได้ว่าแม้แต่ในสมัยทวารวดีและลพบุรีเอง ก็มีความสัมพันธ์กับวัฒนธรรมทวารวดีและขอมน้อยมาก ถึงแม้ว่าในเขตเมืองบัวเองจะพบฐานปราสาทศิลาแลงและทับหลังแบบศิลปะสมัยแบบบาปวนในพุทธศตวรรษที่ ๑๖ ก็ตาม แต่ท่ามกลางความโดดเดี่ยวทางวัฒนธรรมนั้น ผู้คนที่เมืองบัวและทั่วไปในทุ่งกุลาก็มีสติปัญญาที่จะจัดการกับการสร้างบ้านแปงเมืองให้ดำรงอยู่ได้อย่างมีระบบที่ยาวนาน ชุมชนบ้านเมืองบัวคือตัวอย่างที่สำคัญของการขุดสระน้ำขนาดใหญ่รอบเนินดินที่อยู่อาศัยที่เรียกว่า Tank Moat เพื่อการมีน้ำใช้และมีพืชและสัตว์น้ำเพื่อการบริโภคในฤดูแล้ง ชุมชนที่รอบล้อมไปด้วยคูน้ำเช่นนี้แพร่หลายทั่วไปในทุ่งกุลาและพื้นที่ลุ่มต่ำน้ำท่วมถึงนับเป็นพัฒนาการทางสังคมในยุคเหล็กโดยแท้หาได้เกิดขึ้นแต่สมัยทวารวดีตามที่ฝรั่งนักโบราณคดีอเมริกันมาตรัสรู้ให้นักโบราณคดีไทยเชื่อถือกัน

 

หลังจากเห็นอะไรต่ออะไรที่เมืองบัวและทุ่งกุลาแล้วก็ได้ไปร่วมการสัมมนาประวัติศาสตร์ท้องถิ่นลุ่มน้ำชีที่มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ก่อนวันสัมมนานักวิชาการของโครงการได้พาไปลงพื้นที่ศึกษาที่บ้านชีทวนและบ้านทำไหในเขตอำเภอเขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานี เป็นชุมชนที่อยู่ติดกับลำน้ำชีในเขตที่ราบลุ่มต่ำน้ำท่วมถึงซึ่งอาจนับเนื่องว่าเป็นชายขอบทุ่งกุลาได้โดยเฉพาะบ้านชีทวนนั้นเป็นชุมชนโบราณที่มีมาแต่ยุคเหล็กเหมือนกับเมืองบัว

 

การลงพื้นที่ครั้งนี้ทำให้เห็นว่ามีการใช้พื้นที่น้ำท่วมขังในฤดูฝนที่เรียกว่า “ทาม” เป็นที่ทำนาในฤดูแล้ง ชาวบ้านเห็นว่ามีความอุดมสมบูรณ์เพราะไม่ต้องใช้ปุ๋ยอันเนื่องมาจากเวลาน้ำท่วมนั้นได้พาตะกอนที่เป็นปุ๋ยตามธรรมชาติมาทับถม ทำให้การทำนาได้ผลดี ชาวบ้านเรียกพื้นที่นานี้ว่า “นาทาม”

 

การได้เห็นและทำความเข้าใจในเรื่องนี้ทำให้เชื่อมโยงได้กับพื้นที่อีกบริเวณหนึ่งที่เป็นที่ราบลุ่มน้ำท่วมถึงเหมือนกันในเขตแอ่งสกลนคร คือบริเวณลุ่มน้ำสงครามตอนล่าง ในฤดูฝนน้ำท่วมเต็มบริเวณจนกลายเป็นทะเลสาบและชาวบ้านส่วนใหญ่จะมีอาชีพหลักในการจับปลา แต่พอหน้าแล้งก็พากันทำนาแบบนาทามนี้ เป็นนาปีเพื่อให้ได้ผลผลิตที่เพียงพอแก่การยังชีพ

 

การทำนาทามดังกล่าวนี้นับเป็นการปรับตัวของผู้คนที่มีมาแต่สมัยโบราณโดยแท้ ทำเพื่อให้มีข้าวกินในปีหนึ่งๆ ไม่ต้องทำไปขายเพื่อให้ได้เงินทองอย่างเช่นในปัจจุบัน แต่ส่วนเกินอาจมีเพื่อนำไปแลกเปลี่ยนสิ่งจำเป็นกับชีวิตกับผู้คนในท้องถิ่นใกล้เคียง ความเข้าใจอันนี้ทำให้สามารถนำไปตอบคำถามเดิมๆ ที่เคยคิดไว้ว่า คนโบราณในทุ่งกุลาปลูกข้าวด้วยวิธีอะไร ก็คงจะเป็นสิ่งที่เรียกว่าปลูกข้าวแบบนาทามนี้เอง

 

ทุ่งนาในเขตทุ่งกุลาร้องไห้ช่วงเดือนพฤศจิกายน ๒๕๔๕

 

ประสบการณ์ครั้งนี้ทำให้ข้าพเจ้าคิดคำนึงไปถึงครูคนหนึ่งของข้าพเจ้าคือ ดร. ดับเบิลยู เอ วัน เลียร์ ผู้เชี่ยวชาญทางด้านชลประทานในโครงการแม่น้ำโขงของสหประชาชาติ ที่เคยหาทุนมาร่วมสำรวจลุ่มน้ำมูล-ชีล่างกับข้าพเจ้า และอาจารย์ในภาควิชามานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยศิลปากรราว ๒๐ ปีมาแล้ว ท่านตั้งข้อสังเกตว่าการปลูกข้าวของผู้คนในชุมชนโบราณยุคก่อนประวัติศาสตร์จนถึงสมัยทวารวดีนั้น เป็นการหว่านข้าวลงในเขตพื้นที่ลุ่มต่ำชายขอบชายหนอง แล้วปล่อยให้ข้าวโตขึ้นตามน้ำที่ท่วมขึ้นมาตามฤดูน้ำ และอาจรอเก็บเกี่ยวได้ในต้นฤดูแล้ง พอมาถึงสมัยลพบุรีที่มีอิทธิพลวัฒนธรรมขอมเข้ามา จึงมีการสร้างคันนาคันดินเพื่อกักน้ำไว้ในนาให้ข้าวโต ซึ่งวิธีนี้เห็นได้จากการปลูกข้าวของผู้คนในเมืองพระนครที่ทำกันตามบริเวณที่ลุ่มต่ำชายขอบทะเลสาบ นั้นก็คือตอนปลายฤดูน้ำที่ท่วมท้นบริเวณรอบๆ ทะเลสาบ พวกขอมจะสร้างคันดินหรือทำนบกักน้ำไว้ไม่ให้ไหลลงทะเลสาบ แล้วทำนาปลูกข้าวกัน ซึ่งปัจจุบันชาวบ้านชาวเมืองก็ยังทำกันอยู่ โดยเฉพาะคิดในเรื่องการทำนาชายขอบทะเลสาบนี้ ดร. วัน เลียร์ ได้นำไปล้มล้างทฤษฎีเดิมของนักโบราณคดีฝรั่งเศสที่ว่าคนเขมรโบราณของเมืองพระนครนำน้ำจากอ่างเก็บน้ำที่เรียกว่าบารายมาปลูกข้าว ปัจจุบันทฤษฎีของ วัน เลียร์ เป็นที่ยอมรับกันทั่วไป ข้าพเจ้าคิดว่าทั้งการทำนาแบบหว่านข้าวลงไปในพื้นที่ชุ่มน้ำและกักน้ำไว้ไม่ให้ไหลลงท้องน้ำนั้น นับเป็นการทำนาแบบนาทามที่เหมาะกับการดำรงชีวิตของคนในพื้นที่ราบน้ำท่วมถึงอย่างผู้คนในทุ่งกุลาร้องไห้แต่โบราณอย่างไม่ต้องสงสัย คนสมัยก่อนคงรู้จักการทำนานาทามนี้แต่คนรุ่นใหม่ในระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมที่ปลูกข้าวเพื่อเป็นพืชทางเศรษฐกิจจะไม่มีทางเข้าใจการปลูกข้าวเพื่อยังชีพของคนโบราณในระบบนิเวศของที่ราบน้ำท่วมถึงอย่างทุ่งกุลาและลุ่มน้ำสงครามได้เลย

                                                               

 

 

 

 

 

 

ศรีศักร  วัลลิโภดม

เปิดประเด็น : จดหมายข่าวมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ ฉ.๔๐ (ม.ค.-ก.พ. ๒๕๔๖)

อัพเดทล่าสุด 28 ก.ค. 2559, 10:40 น.
บทความในหมวด
ที่ตั้งมูลนิธิ ๓๙๗ ถนนพระสุเมรุ แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐
โทรศัพท์ ๐-๒๒๘๑-๑๙๘๘ , ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐ โทรสาร ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐
อีเมล์ [email protected]
                    
Copyright © 2011 lek-prapai.org | All rights reserved.