หน้าหลัก
เกี่ยวกับมูลนิธิ
วันเล็ก-ประไพ รำลึก
ติดต่อเรา
หุบเขาแพร่และน่าน
บทความโดย เหมือนพิมพ์ สุวรรณกาศ
เรียบเรียงเมื่อ 7 มิ.ย. 2559, 16:37 น.
เข้าชมแล้ว 9443 ครั้ง

 

 

เมื่อวันที่ ๒๐-๒๓ พฤศจิกายน ๒๕๕๐ ที่ผ่านมา อาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม และมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์  ลงพื้นที่บริเวณจังหวัดแพร่และน่าน  เพื่อเรียนรู้และทำความเข้าใจท้องถิ่นผ่านมิติของภูมิวัฒนธรรม นิเวศวัฒนธรรม และชีวิตวัฒนธรรมของผู้คนในท้องถิ่นต่างๆ  อันก่อให้เกิดแนวทางพัฒนา โดยไม่หลงลืมคนเล็กๆ ที่ยังมีชีวิตและลมหายใจอยู่ภายในท้องถิ่น 

 

หุบเขาและแอ่งที่ราบ คือสถานที่ที่ชาวบ้านเข้าไปตั้งหลักแหล่ง สร้างบ้านแปงเมือง (ในรูป คือ แอ่งพะเยา)

 

ลักษณะทางภูมิศาสตร์ที่เป็นเทือกเขาสูงวางเรียงรายสลับกันไปในพื้นที่ทำให้มีบริเวณที่ราบน้อย โดยบริเวณที่ราบระหว่างเทือกเขาหรือ “ หุบเขา ” ซึ่งมีลักษณะคล้ายแอ่งกระทะ จึงมีผู้คนเข้าไปสร้างบ้านแปงเมือง เช่น แอ่งพะเยา แอ่งแพร่ แอ่งน่าน แอ่งลำพูน – เชียงใหม่ แอ่งปาย แอ่งแม่ฮ่องสอน  ในครั้งนี้ได้กำหนดพื้นที่จังหวัดแพร่ จังหวัดพะเยา และจังหวัดน่าน เพราะเป็นพื้นที่ตัวอย่างที่ดีในการเรียนรู้ลักษณะการตั้งถิ่นฐานของวิถีชีวิต วัฒนธรรม ปัญหาและความเปลี่ยนแปลงภายในท้องถิ่น 

 

หุบเขาแพร่ ( Phrae Valley )

พื้นที่แรกคณะเข้าไปศึกษา หุบเขาแพร่ คือ บริเวณที่เป็นพื้นที่โดยรอบของจังหวัดแพร่ ตรงกลางบริเวณหุบเขาจะเป็น “ แอ่งที่ราบลุ่ม ” ที่คนจะเข้าไปตั้งแหล่งที่อยู่อาศัย โดยแอ่งที่ราบลุ่มของจังหวัดแพร่จะมีลักษณะที่ต่อเนื่องกัน เนื่องจากถูกโอบล้อมด้วยทิวเขาผีปันน้ำกลาง และทิวเขาผีปันน้ำตะวันออก เกิดเป็นที่ราบลุ่ม มีอยู่ ๒ แอ่งใหญ่ๆ คือ

 

๑.แอ่งที่ราบทางตอนเหนือและตอนกลางของจังหวัด ถูกโอบล้อมด้วยทิวเขาย่อยของทิวเขาผีปันน้ำกลาง และทิวเขาผีปันน้ำตะวันออก โดยพื้นที่ดังกล่าวคือ ที่ราบอำเภอสอง อำเภอร้องกวาง อำเภอหนองม่วงไข่ อำเภอเมืองแพร่ และอำเภอสูงเม่น ถือได้ว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นแอ่งที่ราบที่มีขนาดใหญ่ที่สุด และเกิดจากการกัดเซาะและทับถมของน้ำยมตอนบน

 

๒.แอ่งที่ราบทางตอนล่างของจังหวัด ถูกโอบล้อมด้วยทิวเขาผีปันน้ำกลาง และทิวเขาย่อยของทิวเขาผีปันน้ำกลาง แอ่งจะคลุมบริเวณอำเภอลอง และอำเภอวังชิ้น โดยเกิดจากการกัดเซาะและทับถมของน้ำแม่ยมและน้ำแม่ต้า

 

การที่จังหวัดแพร่มีแอ่งที่ราบทั้ง ๒ แอ่งดังกล่าวก่อให้เกิดลักษณะพื้นที่แตกต่างกัน ส่งผลต่อรูปแบบการตั้งถิ่นฐานของผู้คน รวมถึงการทำการเกษตร พื้นที่สำคัญ คือ พื้นที่ราบหรือ แอ่งที่ราบลุ่มสองฝั่งแม่น้ำยม ที่ราบจังหวัดแพร่มีความลาดเอียงเล็กน้อย ส่วนใหญ่ใช้เป็นที่อยู่อาศัยและทำการเกษตร ที่ราบนี้ส่วนใหญ่อยู่บริเวณตอนกลางและทางตะวันตกเฉียงใต้ของจังหวัด แบ่งได้เป็น ๒ บริเวณคือ

 

๑.ที่ราบใหญ่เมืองแพร่ ประกอบด้วยพื้นที่บางส่วนของอำเภอสอง อำเภอร้องกวาง อำเภอหนองม่วงไข่ อำเภอเมืองแพร่ อำเภอสูงเม่น และอำเภอเด่นชัย โดยภาพรวมแล้วที่ราบลักษณะนี้อยู่บริเวณเขตอำเภอเมือง อำเภอสูงเม่น และเป็นศูนย์กลางความเจริญของท้องถิ่นตลอดจนแหล่งเกษตรกรรมที่สำคัญที่สุดของจังหวัด

 

๒.ที่ราบอำเภอลอง และอำเภอวังชิ้น เป็นที่ราบที่มีลักษณะเล็กและแคบ ส่วนใหญ่มีลักษณะเป็นที่ราบลูกคลื่น เป็นที่ตั้งของอำเภอลองและอำเภอวังชิ้น

 

การลงพื้นที่สำรวจตามเส้นทางตั้งแต่อำเภอเมืองแพร่ถึงอำเภอสองของมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ พบสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์และมีการรวมกลุ่ม เกิดชุมชนขนาดใหญ่ อาทิ วัดพระธาตุพระลอ และหมู่บ้านสะเอียบ

 

วัดพระธาตุพระลอ : อนุสรณ์ความรักแห่งเวียงสรอง

 

พระธาตุพระลอ ในวัดพระธาตุพระลอ อำเภอสอง จังหวัดแพร่ อนุสรณ์สถานแห่งความรัก

 

วัดพระธาตุพระลอ สถานที่สำคัญที่มีประวัติศาสตร์เกี่ยวข้องอยู่กับเวียงสรอง ซึ่งมีกล่าวถึงใน “ ลิลิตพระลอ ” และเป็นที่ประดิษฐานพระศรีสรรเพชญ พระคู่บ้านคู่เมืองของอำเภอสอง นอกจากนั้นแล้วภายในวัดพระธาตุพระลอ ยังได้สร้างประติมากรรมรูปพระลอ พระเพื่อน พระแพง สิ้นพระชนม์จากดอกธนูที่ปักอยู่เต็มร่างในท่าอิงแอบ

 

วัดพระธาตุพระลอ เดิมเรียกกันว่า ธาตุหินส้ม เพราะก่อนที่จะสร้างพระธาตุนั้นพบว่ามีซากอิฐและหินกองใหญ่ มีลักษณะเป็นหินส้ม และได้เปลี่ยนชื่อเป็น พระธาตุพระลอ จากหลักฐานทางโบราณคดีทำให้สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นสมัยอยุธยาตอนปลาย ต่อมา พ.ศ. ๒๓๒๕ ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา วัดพระธาตุพระลอ ถือเป็นวัดประจำท้องถิ่นและเป็นศูนย์กลางของเวียง โดยมีวัดเล็กๆในชุมชนเป็นบริวาร

 

 

ภาพเขียนสีเรื่องพระลอ ภายในศาลาการเปรียญ วัดพระธาตุพระลอ

 

เจดีย์พระธาตุพระลอ เป็นสถานที่สำคัญภายในวัดที่เปรียบเหมือนศูนย์รวมจิตใจของชุมชน มีอายุกว่า ๔๐๐ ปี และมีประเพณีนมัสการพระธาตุพระลอ ทุกวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๗ (ปฎิทินล้านนา) ของทุกปี พระธาตุพระลอ นัยยะสำคัญของการสร้างพระธาตุพระลอนั้นนอกเสียจากอนุสรณ์ความรักอมตะระหว่างพระลอแห่งนครแมนสรวง กับพระเพื่อน-พระแพง แห่งเมืองสรอง กลับกัน อาจารย์ ศรีศักร วัลลิโภดม เสนอว่าวรรณคดีลิลิตพระลอแฝงเป็นวรรณคดีที่เน้นถึงความผูกพันระหว่างแม่และลูก ในทางเดียวกันรองศาสตราจารย์ปรานี วงษ์เทศ (ภาควิชามานุษยวิทยา คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร) ได้เสนอไว้ในบทความ “ ศาสนาของผู้หญิงในสุวรรณภูมิ ” ( เอกสารเผยแพร่ของโครงการสุวรรณภูมิ : สถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยศิลปากร : มีนาคม ๒๕๔๙) ที่ว่า “ ค่านิยมที่เป็นลักษณะเฉพาะของพุทธศาสนาเถรวาทในสุวรรณภูมิที่ต่างจากประเทศอินเดีย อีกประการหนึ่งก็คือ เถรวาทที่รับผ่านลังกามาอีกทีหนึ่งนั้นจะยกย่องความเป็นแม่สูงมาก ดังมีคำกล่าวว่าแม่คือพระที่บ้าน หรือการสอนผ่านการเล่าเรื่องในชาดก ที่เน้นถึงความกตัญญูของพระโพธิสัตว์ที่ทรง ปรนนิบัติแม่ และเปรียบเทียบให้เห็นว่า พระพุทธเจ้านั้นทรงเหมือน มารดา ส่วนพระธรรมคำสั่งสอนก็เปรียบเสมือนน้ำนมของมารดา ”

 

สะเอียบกับการเปลี่ยนแปลงจากการถูก (รัฐ) กระทำ

 

สะเอียบ หมู่บ้านในหุบเขา กับการประกอบอาชีพเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมครัวเรือน (เหล้าเสรี)

 

หมู่บ้านสะเอียบ อำเภอสอง ตั้งอยู่ในแอ่งขนาดเล็กใกล้กับเมืองแพร่ อดีตสะเอียบมีฐานะเป็นเมืองหน้าด่านเข้าสู่เมืองแพร่ ขณะที่เวียงพระลอ เป็นเมืองป้อมกำแพงหนา ๓ ชั้น แต่เดิมชาวสะเอียบมีอาชีพเกษตรกรรม ในปัจจุบันสภาพพื้นที่ได้เปลี่ยนแปลงไป ทำการเกษตรน้อยลง อันเป็นผลมาจากการสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้น

 

ในปัจจุบันสะเอียบเป็นชุมชนหนึ่งที่มีชื่อเสียงในเรื่องภูมิปัญญา “ การทำเหล้าพื้นบ้าน ” จากการเปิดเสรีการทำเหล้าสมัยรัฐบาลทักษิณ ถึงวันนี้ชุมชนสะเอียบต้องผ่านการเปลี่ยนแปลง(ที่ถูกกระทำ)อย่างมาก เดิมการต้มเหล้าของชุมชนสะเอียบไม่ได้ทำกันเป็นอาชีพจริงจัง และมีระบบการควบคุมการผลิตเหล้าภายในชุมชนผ่านความเชื่อว่า วันพระ วันนาค่ำ ช่วงที่มีงานศพ ไม่ต้มเหล้า เพราะทำให้เหล้าเสีย แต่เมื่อมีการสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้น ชาวบ้านไม่สามารถทำการเกษตรได้เช่นเดิม อาชีพรองถูกพลิกกลับเป็นอาชีพหลัก ภูมิปัญญาที่มีอยู่ถูกนำกลับเข้ามาใช้ แต่การทำเหล้าที่ไม่ได้รับอนุญาตจากรัฐ ต้องหลบซ่อน หลบหนีการจับกุมของเจ้าหน้าที่รัฐ ทั้งที่รัฐเป็นผู้บังคับพวกเขาทางอ้อมให้เลือกเข้าสู่เส้นทางนี้

 

กระทั่งเมื่อรัฐเปิดให้มีการใช้นโยบายเหล้าเสรี ชาวสะเอียบก็แสดงให้เห็นถึงภูมิปัญญาของพวกเขาที่สามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์เหล้าพื้นบ้าน ให้มีมาตรฐาน ทั้งบรรจุภัณฑ์และคุณภาพจนก้าวขึ้นเป็นอุตสาหกรรมขนาดย่อมและเป็นสินค้าส่งออกที่มีชื่อเสียงและนำรายได้เข้าสู่ชุมชนสะเอียบ

 

หุบเขาน่าน

 

ดอยภูคา : ต้นบรรพบุรุษชาวน่าน

 

ดอยภูคา แหล่งธรรมชาติที่สมบูรณ์แห่งหนึ่งของจังหวัดน่าน และเป็นแห่งเดียวในประเทศไทยที่สามารถชมดอกชมพูภูคาได้

 

พื้นที่แรกที่คณะมูลนิธิเล็ก – ประไพ วิริยะพันธุ์ เข้าสำรวจที่อุทยานแห่งชาติดอยภูคา ซึ่งมีที่ตั้งคาบเกี่ยวอยู่ในพื้นที่ ๘ อำเภอของจังหวัดน่าน คือ อำเภอเฉลิมพระเกียรติ ทุ่งช้าง เชียงกลาง ปัว ท่าวังผา สันติสุข แม่จริมและบ่อเกลือ เป็นผืนป่าที่มีความอุดมสมบูรณ์ที่มีทั้งพืชพรรณและสัตว์ป่าที่มีความสำคัญต่อระบบนิเวศน์ เป็นแหล่งกำเนิดของแม่น้ำหลายสาย ทั้ง แม่น้ำน่าน ลำน้ำปัว ลำน้ำว้า คอยหล่อเลี้ยงชีวิตของชาวจังหวัดน่าน และยังมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ กล่าวคือ เชื่อกันว่าเทือกเขาดอยภูคาเป็นเมืองเก่าของบรรพบุรุษของคนเมืองน่านและในปัจจุบันนี้ก็ยังมีศาลเจ้าพ่อภูคา เจ้าเมืององค์แรกของน่าน ตั้งอยู่เพื่อเป็นที่เคารพสักการะของชาวจังหวัดน่านและบุคคลทั่วไป ภายในอุทยานแห่งชาติดอยภูคา จะพบต้นชมพูภูคาโดยออกดอกช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงมีนาคม ในบริเวณดอยภูคายังมีต้นเต่าร้างยักษ์ หรือเต่าร้างน่านเจ้า ( พบในประเทศไทยที่เดียวในโลก) เป็นจำนวนมาก และมีอยู่ด้วยกันหลายบริเวณ

 

ต้นเต่าร้าง หรือ เต่าร้างน่านเจ้า พรรณไม้ที่ไม่พบที่ใดในโลก นอกจากประทศไทย (อุทยานแห่งชาติดอยภูคา)

 

ความเปลี่ยนแปลงอย่างหนึ่งที่พบได้อย่างสม่ำเสมอในพื้นที่ดอยภูคา คือ ดินถล่ม ( Landside ) ความเปลี่ยนแปลงทางกายภาพที่อาจดูเป็นเรื่องเล็กน้อยแต่สะท้อนให้เห็นปัญหาใหญ่ในเรื่องการขาดพืชคลุมดินและความอ่อนตัวของดิน ที่มีผลกระทบอันตรายอย่างมากต่อชีวิตและทรัพย์สินของผู้คน โดยเฉพาะปัญหาน้ำป่าไหลหลากเข้าท่วมบ้านเมืองพื้นราบ

 

ความต้องการพัฒนาประเทศอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ได้ทำลายภูมิประเทศจนหมดสิ้น และก่อให้เกิดปัญหา Landslide ตามมา

 

 

เห็นได้จากเหตุการณ์น้ำป่าไหลบ่าเข้าท่วมบ้านนาตอง อ.เมือง จ.แพร่ ซึ่งเป็นหนึ่งในหลายหมู่บ้านที่ได้รับผลกระทบจากน้ำแม่ก๋อนท่วม เมื่อเดือนพฤษภาคม ๒๕๔๙ เหตุการณ์น้ำท่วมส่งผลให้พื้นที่หมู่บ้านเปลี่ยนไปเป็นอย่างมาก บ้านเรือนชาวบ้านถูกน้ำพัดไปหลายสิบหลัง สายน้ำแม่ก๋อนในหมู่บ้านเปลี่ยนเส้นทางการเดิน ชาวบ้านต้องขาดแหล่งที่อยู่อาศัย พื้นที่เพาะปลูกถูกกระแสน้ำพัด เกิดการทับถมของดินโคลนอันนำมาซึ่งการเพาะปลูกที่ไร้ประสิทธิภาพ อีกทั้งอุปกรณ์ทางการเกษตรสูญหาย จนไม่สามารถฟื้นการทำมาหากินได้ทันที

 

พื้นที่ Landslide ที่พบในการลงพื้นที่สำรวจในจังหวัดแพร่และน่าน

พื้นที่ Landslide ที่พบในการลงพื้นที่สำรวจในจังหวัดแพร่และน่าน

สภาพพื้นที่บ้านนาตอง อ.เมือง จ.แพร่ หลังจากน้ำแม่ก๋อนท่วม เมื่อปี ๒๕๔๙

บ้านเรือนถูกพัด พื้นที่ทำกินเสียหาย สายน้ำเปลี่ยนเส้นทางเดิน และมีผู้เสียชีวิต คือ ผลที่ชาวนาตองได้รับจากน้ำแม่ก๋อนท่วม

 

บ้านนาตองยังอยู่ในช่วงการฟื้นฟูทั้งที่อยู่อาศัย แหล่งทำกิน และวิถีชีวิต

 

บ่อเกลือเมืองน่าน

 

บ่อเกลือโบราณ ในอำเภอบ่อเกลือ จังหวัดน่าน

 

บ่อเกลือสินเธาว์ อำเภอบ่อเกลือ เป็นแหล่งเกลือที่มีความสำคัญมาแต่โบราณ เมืองน่านเป็นแหล่งเกลือสินเธาว์ขนาดใหญ่ที่มีความสำคัญมาตั้งแต่ครั้งอดีต ดังเห็นได้จากความพยายามของพญาติโลกนาถแห่งล้านนาที่เข้าควบคุมเมืองน่าน เพื่อสามารถควบคุมแหล่งผลิตเกลือแห่งเดียวนี้ไว้ และจากบันทึกของทางล้านนายังมีการกล่าวถึงขบวนคาราวานจากต่างบ้านต่างเมืองจำนวนมากที่เดินทางมารอซื้อเกลือจากบ่อเกลือ ไม่ว่าเป็น ยูนาน กวางสี และมณฑลอื่น ๆ ในจีน โดยใช้เส้นทางสิบสองปันนา รัฐฉาน สู่เชียงราย เชียงใหม่ น่าน เมืองสา (อำเภอเวียงสาในปัจจุบัน) แพร่

 

ปัจจุบันชาวบ้านในพื้นที่บ่อเกลือยังคงต้มเกลือขายอยู่ แต่ทำในปริมาณที่ลดลง

 

บ่อเกลือสำคัญในน่านมี ๒ แห่ง คือ บริเวณต้นน้ำว้ามีบ่อเกลือใหญ่ ๒ บ่อ อีกแห่งคือบริเวณต้นน้ำน่าน มีบ่อใหญ่ ๕ บ่อและบ่อเล็กบ่อน้อยจำนวนมาก ปัจจุบันชาวบ้านคงต้มเกลือด้วยวิธีแบบดั้งเดิม โดยตักน้ำเกลือจากบ่อส่งผ่านตามลำไม้ไผ่สู่บ่อพัก ก่อนนำน้ำเกลือมาต้มในกระทะใบบัวขนาดใหญ่ เคี่ยวจนน้ำงวดแห้ง ใส่ถุงวางขายกันหน้าบ้าน เกลือเมืองน่านไม่มีไอโอดีนเหมือนเกลือทะเล จึงต้องมีการเติมสารไอโอดีนก่อนถึงมือผู้บริโภค

 

ชาวบ้านจะใส่สมุนไพรที่ชื่อว่า กระดูกพันมือ ไปในกระทะด้วย เพื่อฟอกให้เกลือมีสีขาว

 

การต้มเกลือมักต้มในหน้าแล้ง เหตุที่ไม่ต้มในหน้าฝน ชาวบ้านกล่าวว่าไม้ที่ใช้เป็นเชื้อเพลิงหายาก ส่วนในหน้าแล้งที่ทำการต้ม จะแบ่งการทำเป็น ๒ ช่วงคือ หลังออกพรรษาจนถึงก่อนเทศกาลสงกรานต์ จากนั้นจะทำการปิดบ่อ เพื่อไหว้ผี หลังสงกรานต์ จนถึงช่วงเข้าพรรษาจึงทำการเปิดบ่อ เพื่อให้ชาวบ้านได้ต้มเกลือกันอีกครั้ง การต้มเกลือในแต่ละครั้ง ต้องทำการเคี้ยวประมาณ ๔-๕ ชั่วโมง เมื่อต้มใกล้จะเสร็จจะนำเอากระดูกพันข้อ สมุนไพรชนิดหนึ่งใส่ลงไปในกระทะต้มด้วย เพื่อฟอกให้เกลือมีสีขาว ทางด้านความเชื่อเกี่ยวกับบ่อเกลือโบราณ ชาวบ้านที่บ่อเกลือ จะไม่มีใครกล้านำน้ำเกลือออกจากหมู่บ้าน เพราะหากนำออกไปเชื่อว่าจะมีอันเป็นไป แต่เกลือที่ผ่านการต้มแล้วสามารถเอาออกไปได้

 

เกลือที่บ่อเกลือ ไม่มีสารไอโอดีนเหมือนเกลือทะเล จึงต้องใส่สารไอโอดีนเพิ่มเข้าไปด้วย

 

การลงพื้นที่ในครั้งนี้ นอกจากได้พบเห็นพลวัตของวิถีชีวิต การตั้งถิ่นฐานของผู้คนในแอ่งที่ราบแล้ว ความเปลี่ยนแปลงทางกายภาพของพื้นที่ ทั้งที่ถูกกระทำจากภายนอกหรือภายใน ล้วนเป็นสิ่งที่ต้องทำการศึกษาเพิ่มเติม เพื่อสร้างแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืนต่อไป

 

 

อัพเดทล่าสุด 7 มิ.ย. 2559, 16:37 น.
บทความในหมวด
ที่ตั้งมูลนิธิ ๓๙๗ ถนนพระสุเมรุ แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐
โทรศัพท์ ๐-๒๒๘๑-๑๙๘๘ , ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐ โทรสาร ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐
อีเมล์ [email protected]
                    
Copyright © 2011 lek-prapai.org | All rights reserved.