เล่าขานประวัติศาสตร์เมืองบุรีรัมย์
บทความโดย เหมือนพิมพ์ สุวรรณกาศ
เข้าชม 893 ครั้ง
เล่าขานประวัติศาสตร์เมืองบุรีรัมย์
![]() |
|
งานเสวนา “เล่าขานประวัติศาสตร์เมืองบุรีรัมย์” วันที่ ๒๕ ธันวาคม ๒๕๕๐ จัดโดยความร่วมมือของเทศบาลเมืองบุรีรัมย์และมหาวิทยาลัยราชภัฎบุรีรัมย์ |
ปัจจุบัน การศึกษาและเขียนประวัติศาสตร์ท้องถิ่นโดย “คนใน”ถือเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่ง ด้วยความสำคัญและเล็งเห็นถึงความเป็นท้องถิ่นจากข้างใน ทางเทศบาลเมืองบุรีรัมย์ จึงร่วมมือกับทางมหาวิทยาลัยราชภัฎบุรีรัมย์ จัดงานเสวนาในหัวข้อ “เล่าขานประวัติศาสตร์เมืองบุรีรัมย์”ขึ้น เมื่อวันที่ ๒๕ ธันวาคม ๒๕๕๐ ณ ลานกิจกรรมเทศบาลเมืองบุรีรัมย์ งานเสวนาดังกล่าว ถือเป็นครั้งแรกในรอบ ๒๕ ปีที่ทางเทศบาลเมืองบุรีรัมย์ได้จัดเสวนาเกี่ยวประวัติศาสตร์ท้องถิ่นขึ้น ทั้งยังเป็นเวทีแรกที่ส่วนราชการ ส่วนท้องถิ่น ผู้เฒ่าผู้แก่ คนในชุมชน ได้เข้ามามีส่วนร่วมในงานเสวนา ทั้งรับฟังและแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และได้รู้ถึงรากเหง้าของตนเองอันเป็นการศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่นโดย “คนใน”ไม่ใช่ “คนนอก”เช่นอดีตที่ผ่านมา
จากความสำคัญในการจัดเสวนาเกี่ยวท้องถิ่น ซึ่งตอบสนองกันดีกับแนวคิดและหลักการของมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ที่มุ่งเน้นการศึกษาและพัฒนาท้องถิ่นจากภายใน ด้วยเหตุนี้ ทางมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ นำโดย รศ.ศรีศักร วัลลิโภดม ที่ปรึกษามูลนิธิฯ จึงเข้ามาเป็นหนึ่งในวิทยาการการเสวนา นอกจากนี้ทางเทศบาลเมืองบุรีรัมย์ยังได้รับเกียรติจากคุณมนตรี ยนภัทรพรชัย นักโบราณคดี จากสำนักกรมศิลปากรที่ ๑๒ นครราชสีมา, อาจารย์เทียนชัย ให้ศิริกุล อดีตรองอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฎบุรีรัมย์ และ ผช.ดร. สราชาติ วรตามวิชัย นักประวัติศาสตร์ท้องถิ่นบุรีรัมย์ เป็นวิทยากรร่วมด้วย โดยแต่ละท่านล้วนเป็นผู้รู้ในหลากหลายสาขาวิชา ต่างได้มาเล่าถึงความเป็นเมืองบุรีรัมย์ในมุมมองและทัศนะของตนเอง
![]() |
| ผู้รู้ทั้งที่เป็น “คนใน” และ “คนนอก” ได้มาร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกัน |
รศ.ศรีศักร วัลลิโภดม กล่าวปูพื้นฐานประวัติศาสตร์ พัฒนาการสังคมและชุมชนเมืองบุรีรัมย์ โดยมองจากความเป็น “คนนอก” ซึ่งทำความเข้าใจความเป็นเมืองบุรีรัมย์และคนบุรีรัมย์ได้ยากกว่า “คนใน”ทั้งนี้จุดอ่อนการศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่นเมืองบุรีรัมย์ อยู่ที่เนื้อหาทางด้านชีวิตวัฒนธรรม[1]อันมีน้อยมากในปัจจุบันและนำมาซึ่งความไม่รู้จักตนเองของคนในท้องถิ่นตามมา
การศึกษาชีวิตวัฒนธรรมเมืองบุรีรัมย์ เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เห็นสภาพบ้านเมืองบุรีรัมย์ในแต่ละยุคสมัย ทั้งนี้อาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม ท่านได้อธิบายเมืองบุรีรัมย์ไว้ว่า เมื่อประมาณ ๒๕๐๐ ปีมาแล้ว ได้มีการเข้ามาของคนจำนวนมาก พร้อมกับการทำอุตสาหกรรมเหล็ก
เมืองบุรีรัมย์มีคูน้ำ หรือ ที่ชาวบ้านเรียกว่าละลม เป็นปราการของเมือง คูน้ำเมืองบุรีรัมย์ถือว่ามีขนาดใหญ่มาก ทั้งนี้ก็เพื่อรองรับกับจำนวนประชากรที่มีอยู่ในเมืองเป็นสำคัญ เพราะน้ำจากคูดังกล่าวชาวเมืองจะนำไปอุปโภคบริโภคในหน้าแล้ง ไม่ใช่เพื่อการเกษตร ซึ่งสิ่งที่ดูจะตอบรับกับเหตุผลเพื่อการอุปโภคบริโภค ก็คือ การที่คูเมืองไม่มีประตูเพื่อระบายน้ำออกสู่พื้นที่ไร่นาของชาวเมือง อีกทั้งสังคมเมืองบุรีรัมย์ในอดีตยังเน้นอุตสาหกรรม (เหล็ก) ไม่ใช่การเกษตร
![]() |
|
คูเมือง หรือ ละลม(ภาษาเขมร) ถือเป็นแหล่งน้ำที่สำคัญของเมืองบุรีรัมย์ เพราะในอดีตผู้คนใช้น้ำดังกล่าวในการอุปโภคบริโภค ไม่ใช่การเกษตรเหมือนที่อื่น |
คูเมืองบุรีรัมย์ ได้รับน้ำจากห้วยจระเข้มาก ซึ่งเป็นห้วยที่มาจากภูกระโดง ภูศักดิ์สิทธิ์ของบุรีรัมย์ คูเมือง หรือละลม นอกจากจะมีความสำคัญในแง่เป็นปราการเมือง และเป็นแหล่งน้ำอุปโภคบริโภคของชาวเมือง ตัวคูเมืองยังเห็นถึงวิวัฒนาการและศักยภาพของคนในการจัดการน้ำอีกด้วย คูเมืองจึงถือเป็นมรดกทางประวัติศาสตร์ ที่ชาวบุรีรัมย์ต่างเห็นความสำคัญเป็นเวลาช้านาน
ความอุดมสมบูรณ์ในเรื่องแหล่งน้ำของเมืองบุรีรัมย์ นอกจากคูเมืองที่รับน้ำจากภูกระโดงแล้ว น้ำใต้ดิน หรือน้ำซับ ก็เป็นอีกความสมบูรณ์หนึ่งที่ยังมีให้เห็นในสังคมเมืองบุรีรัมย์
สุดท้ายอาจารย์ศรีศักรได้แนะให้ “คนใน”ศึกษาถึงชีวิตวัฒนธรรมของตนเอง รวมถึงสาแหรกตระกูลของชาวบุรีรัมย์ ในรอบ ๑๕๐ ปี เพื่อจะได้รู้จักชีวิตและความเป็นตัวตนคนในชุมชนท้องถิ่นมากยิ่งขึ้น โดยเน้นศึกษาคนกับคน(ความสัมพันธ์และความเป็นมาของชาติพันธุ์ต่างๆในเมืองบุรีรัมย์ทั้งส่วย เขมร ลาว ไทโคราช ฯลฯ รวมถึงวิถีชีวิตของผู้คน) คนกับธรรมชาติ (พื้นที่ และความเป็นเมืองไม่ว่าจะเป็นสถานที่ต่างๆ คูเมือง เนินดิน รวมถึงประวัติศาสตร์ของพื้นที่) และคนกับสิ่งเหนือธรรมชาติหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ (ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่อันศักดิ์สิทธิ์ ศาลหลักเมือง ปราสาท พิธีกรรม ความเชื่อ ฯลฯ) เชื่อว่าหาก “คนใน”ทำการศึกษา พร้อมกับสร้างสำนึกร่วม และทำการสืบทอดวิธีคิดดังกล่าว เราจะได้เห็นความเป็นเมืองบุรีรัมย์ที่มาจาก “คนใน”ซึ่งถือเป็นข้อมูลที่สมบูรณ์ จนก่อให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืนของเมืองบุรีรัมย์ต่อไป
![]() |
|
บรรยากาศในการเสวนา ได้มีผู้สนใจเข้าร่วมรับฟังและแสดงความคิดเห็นเป็นจำนวนมาก |
การศึกษาท้องถิ่นนอกจากข้อมูลทางประวัติศาสตร์แล้ว เอกสารหรือข้อมูลทางโบราณคดี ดูจะมีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันที่จะเป็นส่วนร่วมจนก่อให้เกิดความเป็นเมืองขึ้นมาได้ ด้วยเหตุนี้ นักโบราณคดี จากสำนักกรมศิลปากรที่ ๑๒ นครราชสีมา คุณมนตรี ยนภัทรพรชัย จึงได้เข้ามาสำรวจขุดค้นโบราณคดีในเมืองบุรีรัมย์ เป็นระยะเวลา ๓ เดือน ซึ่งหลุมที่ทำการขุดค้นมี ๔ หลุมในเขตเมืองบุรีรัมย์ คือ วัดกลาง ศูนย์กลางของเมืองบุรีรัมย์, ศาลหลักเมือง, บ้านชาวบ้าน (เคยพบสำริดมาครั้งหนึ่งแล้ว) และหลุมสุดท้ายบ้านชาวบ้านเช่นกัน ซึ่งอยู่ในเขตหลักเมือง ห่างจากจุดคันดินเล็กน้อย การขุดทางโบราณคดีครั้งนี้ ก็เพื่อ ศึกษาลำดับการอยู่อาศัยของคน และเพื่อหาขนาดของแนวคันดินเดิม เป็นสำคัญ
จากการขุดค้นสามารถอธิบายได้ว่า ยุคสมัยของเมืองบุรีรัมย์แบ่งเป็น ๓ ยุค คือ ยุคแรก ประมาณ ๑๕๐๐ ปี ยุคที่ ๒ ประมาณ ๑๐๐๐-๑๕๐๐ ปี และยุคสุดท้าย ประมาณ ๗๐๐ ปีกระทั้งพบสำริด และเข้าสู่ยุคประวัติศาสตร์
ชุมชนบุรีรัมย์โบราณในช่วงแรก หรือประมาณ ๑๕๐๐ ปีก่อน ผู้คนจะเข้ามาอาศัยในบริเวณวัดกลางเป็นเขตแรก จากนั้นจึงมีการขยายไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ และเหนือของเมืองบุรีรัมย์ต่อไป เพื่อทำการขยายอาณาเขต และเพิ่มศักยภาพทางการผลิต จนนำไปสู่การพัฒนาเมืองต่อไป สังคมบุรีรัมย์ในช่วงแรก เข้าใจว่าเป็นสังคมเกษตรกรรม เนื่องจากพบดินเผา ในดินชั้นแรก ที่หลุมวัดกลาง โดยดินเผาดังกล่าวมีส่วนผสมของแกลบ อันมาจากการเพาะปลูกข้าว นอกเหนือจากนี้การสร้างเครื่องมือรวมถึงภาชนะดินเผาที่มีลวดลาย ยังถือเป็นความรู้ความสามารถของคนในยุคดังกล่าวอีกด้วย เมื่อเข้าสู่ยุคเหล็ก ผู้คนแถบบุรีรัมย์มีความสัมพันธ์กับชุมชนที่ร่วมสมัย ทั้งฝั่งตะวันตก (นครราชสีมา) และฝังตะวันออก (ทุ่งกุลาร้องไห้) ที่กล่าวเช่นนี้ เพราะพบเครื่องปั้นดินเผาที่มีลักษณะ และลวดลายเหมือนกับพื้นที่ที่กล่าวถึง
ส่วนการสำรวจคูเมือง สิ่งที่พบคือ คูเมืองหรือละลมแห่งนี้ในอดีตถูกขุดมาแล้ว ประมาณ ๓-๔ ครั้ง ซึ่งทำให้เห็นว่าคนบุรีรัมย์ในอดีตและรวมถึงปัจจุบันได้ให้ความสำคัญกับคูเมืองมาเป็นเวลาช้านาน เพราะเป็นแหล่งน้ำกินน้ำใช้ของชาวเมืองบุรีรัมย์
![]() |
|
ห้วยจระเข้มากทางทิศใต้ของเมืองบุรีรัมย์ได้ส่งน้ำให้กับคูเมือง หรือละลม ซึ่งห้วยดังกล่าวได้รับน้ำจากภูกระโดง ภูอันศักดิ์สิทธิ์ของเมืองบุรีรัมย์ |
การสำรวจและขุดค้น ของคุณมนตรี ยนภัทรพรชัย (นักโบราณคดีฯ) นอกจากจะทำให้เกิดวามรู้ความเข้าใจในความเป็นท้องถิ่นเมืองบุรีรัมย์ในทางโบราณคดีแล้ว ยังทำให้รู้และเห็นถึงพัฒนาการและความสามารถของคนในท้องถิ่นได้อีกด้วย กล่าวคือ สิ่งที่ค้นพบได้ในแต่ละหลุมและการสำรวจคูเมืองสามารถเห็นถึงวิถีชีวิต ความเป็นอยู่ และพัฒนาการของผู้คนในแต่ละยุคสมัยได้ในขณะหนึ่ง
ทั้งนี้คุณมนตรี ยังได้พูดทิ้งท้ายในทำนองเดียวกับท่านอาจารย์ศรีศักร ที่ว่า ให้ชาวบ้านลองทำแผนภูมิตระกูลของตนเอง (ใครเป็นพ่อเป็นแม่ใคร ใครเป็นลูกใคร ใครเป็นพี่เป็นน้องใคร ใครแต่งงงานกับใคร) แล้วนำแผนภูมิของแต่ละตระกูลมารวมกัน แล้วจะพบว่าไม่มีความเป็น “คนอื่น”ในชุมชนหรือเมืองบุรีรัมย์เลย
คำบอกเล่า ของ “คนใน”ถือเป็นสิ่งที่สำคัญที่อธิบายความเป็นท้องถิ่นได้อย่างนี้ ซึ่งในเวทีนี้มีผู้รู้ประวัติศาสตร์เมืองบุรีรัมย์ เช่นคุณเทียนชัย ให้ศิริกุล อดีตรองอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฎบุรีรัมย์ มาพูดถึงประวัติความเป็นมา การตั้งถิ่นฐานของเมือง การสร้างบ้านเรือน ถิ่นที่อยู่อาศัย ตลอดจนความเป็นเมืองบุรีรัมย์ที่มีความเจริญเช่นทุกวันนี้ โดยคุณเทียนชัย ได้รู้สิ่งต่างๆมาจากคำบอกเล่าของผู้เฒ่าผู้แก่ รวมทั้งเอกสารท้องถิ่นที่เคยจัดพิมพ์
คุณเทียนชัย ได้กล่าวถึง การมีอยู่ของความเป็นเมืองบุรีรัมย์เมื่อประมาณ ๒๐๐-๓๐๐๐ ปีที่แล้ว แล้วการกลายเป็นเมืองร้าง จวนจนปี พ.ศ. ๒๓๑๙ เมื่อพระยาจักรี ในสมัยพระเจ้าตากสินมหาราช มาทำการปราบกบฏเจ้าเมืองนางรอง ได้ทราบว่ามีชัยภูมิที่ดี(เมืองบุรีรัมย์ในปัจจุบัน) เคยมีผู้คนอาศัยอยู่ แต่ร้างไปประมาณ ๔๐๐-๕๐๐ ปี จึงทำการรวบรวมผู้คนชาวบ้านชาวเมือง เข้ามาตั้งหลักแหล่งในพื้นที่ดังกล่าว และให้ชื่อว่าเมืองแปะ(บุรีรัมย์) เมืองแปะยังถูกสร้างขึ้นโดยมีนัยยะทางการเมือง คือเป็นศูนย์กลางการเมืองการปกครอง เพื่อป้องกันการขึ้นเป็นใหญ่ของเมืองที่มีอยู่แต่เดิม ไม่ว่าจะเป็นเมือง ตลุง ตลงแป พุทไธสง นารอง และรัตนบุรี
นอกจากนี้ได้กล่าวถึงความเป็นบ้านเป็นเมืองแป้จนถึงบุรีรัมย์ที่มีการพัฒนามาโดยตลอด การปลูกสร้างที่อยู่อาศัยเป็นหลักแหล่งมั่นคงก็เป็นหนึ่งสิ่งที่จะอธิบายความเจริญของเมืองบุรีรัมย์ได้ คือ บ้านเรือนของชาวบ้านทั่วไป ก่อนการพัฒนาประเทศรัชกาลที่ ๕ จะทำการสร้างบ้านเรือนบริเวณ วัดกลาง ศาลหลักเมือง ซึ่งถือเป็นศูนย์กลางของเมืองบุรีรัมย์ ทั้งนี้รูปแบบอาคารจะเป็นเรือนไม้ไผ่ มุงด้วยหญ้าแฝกบ้าง เป็นบ้านกระต๊อบบ้าง ส่วนชนชั้นผู้นำจะสร้างบ้านเป็นปูน ตามฐานะพอเข้าสู่สมัยการพัฒนาประเทศอย่างจริงจัง ชาวบ้านได้เปลี่ยนรูปแบบการปลูกสร้างอาคาร จากไม้ไผ่ทั่วไป เป็นไม้เต็ง ไม้รัง ก็เพื่อความมีอารยธรรมของบ้านเมืองนั่นเอง
สมัยรัชกาลที่๕ ที่มีการพัฒนาประเทศในทุกๆด้านเพื่อความมีอารยธรรมของเมือง บุรีรัมย์ก็ได้รับการพัฒนาเช่นกัน โดยเฉพาะเรื่องของการคมนาคมที่ได้นำมาซึ่งวิธีชีวิต ความเป็นอยู่ การเข้ามาของผู้คน จนก่อให้เกิดระบบเศรษฐกิจและสิ่งอื่นๆตามมา กล่าวคือ ได้มีการสร้างทางรถไฟขึ้น โดยได้ตั้งอยู่ทางฝั่งธนบุรีของเมืองบุรีรัมย์ การเข้ามาของรถไฟ ไม่เพียงแต่นำคนเข้ามายังพื้นที่ ยังได้นำมาซึ่งสินค้าที่หลากหลาย กับผู้คนทั่วทุกถิ่นฐาน และได้มีการสร้างอาคารร้านค้า และห้องแถวเพื่อทำการค้าขาย จนเกิดเป็นย่านตลาดโพธิ์ขึ้นในบริเวณดังกล่าว จนกระทั้งทุกวันนี้ จากการที่ย่านดังกล่าวมีสินค้าเป็นจำนวนมาก จึงเกิดภูมิปัญญาในการก่อสร้างอาคาร เพื่อป้องกันการเกิดไฟไหม้อาคารและสินค้า คือ จะทำการสร้างอาคารไม้ชั้นเดียว โดยที่ฝ้าเพดานและผนังจะใส่ดินไว้ เพื่อให้เกิดความชื้นแก่อาคารดังกล่าว
![]() |
|
แผนผังเมืองบุรีรัมย์ จะแสดงให้เห็นถึงห้างร้าน และสถานที่ต่างๆ ที่อยู่บริเวณในและนอกคูเมือง แสดงให้เห็นถึงการขยายตัวของเมืองบุรีรัมย์ได้เป็นอย่างดี |
ความเป็นเมืองและย่านชุมชนบริเวณวัดกลางและศาลหลักเมืองในเขตคูเมือง จนถึงย่านตลาดโพธิ์ทางฝั่งธนบุรี (นอกเขตคูเมือง) ทำให้เห็นถึงการเจริญเติบโตของเมืองและผู้คนบุรีรัมย์ที่มีการขยายตัวมากขึ้น ทั้งนี้การที่คนย้ายที่หรือขยายแหล่งที่อยู่ที่กิน ย่อมสัมพันธ์กับวิถีและการดำรงชีวิตของผู้คนทั้งสิ้น
นอกเหนือจากนี้ ผช.ดร.สราชาติ วรตามวิชัย ผู้รู้ประวัติศาสตร์ของเมืองบุรีรัมย์ หนึ่งใน “คนใน”ได้มากล่าวถึงเมืองบุรีรัมย์ ในมุมมองและทัศนคติของตนเอง ซึ่งได้จากการศึกษาค้นคว้าและถามทั้งผู้รู้อื่นๆและผู้เฒ่าผู้แก่ โดยรายละเอียดการพูดคุยจะเน้นเรื่องราววิถีชีวิตของผู้คนในเมืองบุรีรัมย์ เมื่อประมาณ ๔๐ ปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องผู้คนกับถนนหนทาง ผู้คนกับร้านค้า ผู้คนกับอาคารบ้านเรือน ผู้คนกับคูเมือง ตลอดจนผู้คนกับพื้นที่สถานที่ราชการต่างๆ ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก ทั้งสภาพพื้นที่ และความสำคัญ จากเมืองขนาดเล็ก เป็นเมืองที่เติบโตและมีธุรกิจการค้า อาคาร สถานที่ทั้งทางราชการและเอกชนเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ไม่เพียงเท่านั้น คุณสราชาติยังได้กล่าวถึงเมืองบุรีรัมย์ ผ่านเรื่องเล่า วรรณกรรมท้องถิ่น และตำนาน ดังเช่นเรื่องราวของความสัมพันธ์ระหว่างเมืองบุรีรัมย์กับประเทศเพื่อนบ้าน อย่างเช่นเขมร จนนำมาซึ่ง ชื่อบ้านนามเมือง ที่เรียกกันว่า “บุรีรัมย์” กล่าวคือ จากการทรงศึกษาค้นคว้าของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ได้อธิบายว่า เมืองแห่งนี้ก่อนจะเป็นชื่อ “บุรีรัมย์”ตามคำภาษาเขมรและจากวรรณกรรมรามายณะ หรือรามเกียรติ์ ซึ่งแต่งตั้งในสมัยรัชกาลที่ ๕ เมืองดังกล่าวชื่อว่า “เมืองแปะ”มาก่อน โดยเป็นเมืองแปะมาตั้งแต่ ปี พ.ศ. ๒๓๑๙ เมื่อครั้งที่พระยาจักรีเข้ามาปราบกบฏเจ้าเมืองนารองและจัดตั้งเมืองขึ้น หลังจากที่ร้างไปหลายปีก่อนหน้านั้น
คุณสราชาติ วรตามวิชัย ได้กล่าวถึงเมืองบุรีรัมย์ นอกจากจะเป็นเรื่องวิถีชีวิตในวันวานแล้ว ยังได้เล่าเรื่องเมืองบุรีรัมย์ผ่านตำนานและวรรณกรรมพื้นบ้านพื้นถิ่นอีกด้วย ซึ่งถือเป็นสิ่งที่ดีที่”คนใน”จะหยิบยกเอาเรื่องเล่า วรรณกรรมหรือตำนานในท้องถิ่นออกมานำเสนอความเป็นบ้านเป็นเมืองของตน ซึ่งอาจจะทำให้ “คนนอก”ได้รับรู้และเข้าใจเมืองบุรีรัมย์ ผ่าน “คนใน”ได้ดีอีกด้วย
![]() |
|
บรรยากาศโดยรอบในการเสวนา ณ ริมคูเมือง หรือ ละลมเมืองบุรีรัมย์ |
นอกจากวิทยากรที่เป็นทั้ง “คนใน”และ “คนนอก”แล้ว ยังมีชาวบ้านได้ขึ้นมาพูดคุยแสดงความคิดเห็น และเล่าเรื่องเมืองบุรีรัมย์ในสายตาของพวกเขาอีกด้วย ชาวบ้านล้วนแต่เล่าออกมาจากห้วงสำนึกและความคิดความหลังเมื่อครั้งที่ได้สัมผัสกับเมืองบุรีรัมย์ในอดีต รวมถึงได้เล่าเรื่องราวที่มาจากคำบอกเล่าของปู่ย่าตาทวด และต่างได้น้อมรับที่จะทำการศึกษาและเรียนรู้วิถีชีวิตของตน เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ที่ได้จาก “คนใน”เป็นสำคัญทั้งนี้วิธีการนำ “คนใน”มาร่วมพูดคุยถือเป็นสิ่งที่ดีและเหมาะสมที่สุด เพราะนอกจากจะมีผู้รู้ที่เป็น “คนนอก”มาเป็นวิทยากรในการเสวนาแล้ว ยังได้ให้เกียรติชาวบ้าน ในฐานะ “คนใน”ผู้เป็นเจ้าของพื้นที่มาร่วมแสดงทัศนะคติและความทรงจำในวันวาน พร้อมกับสร้างประวัติศาสตร์ท้องถิ่นด้วยตัวของพวกเขาเอง
การจัดเสวนา “เล่าขานประวัติศาสตร์เมืองบุรีรัมย์”ครั้งนี้ เป็นการพูดคุยและแลกเปลี่ยนเรื่องราวประวัติศาสตร์ โบราณคดี วรรณกรรม เรื่องเล่า ของท้องถิ่นเมืองบุรีรัมย์ ผ่านมุมมองและทัศนะคติของทั้ง “คนนอก”และ “คนใน”ซึ่งงานเสวนาดังกล่าวถือเป็นจุดเริ่มต้น ที่จะทำให้ประชาชนและหน่วยงานในพื้นที่ เกิดความตระหนักและสำนึกถึงความสำคัญของพื้นที่ประวัติศาสตร์บุรีรัมย์ จนก่อให้เกิดการรื้อฟื้นอนุรักษ์และคงไว้ซึ่งความเป็นประวัติศาสตร์เมืองบุรีรัมย์ต่อไป ไม่เพียงเท่านี้ ทางมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ ยังหวังเป็นอย่างยิ่งว่า เนื้อหาและความรู้ที่ได้จากการเสวนาจะเป็นบ่อเกิดให้ท้องถิ่นหรือชุมชนอื่นๆในสังคมไทย ได้เห็นถึงความสำคัญของ “คนใน”ตลอดจนเกิดการเรียนรู้ และศึกษาสังคม โดยมี “คนใน”เป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนต่อไป...
[1]รศ.ศรีศักร วัลลิโภดม ทำการศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่น โดยยึด ๓ หลักในการศึกษาท้องถิ่นคือ ภูมิวัฒนธรรม นิเวศวัฒนธรรม และชีวิตวัฒนธรรม