ทัศนศึกษาจร “ ลำน้ำเก่าและท้องทุ่งแห่งเมืองอโยธยา ”
บทความ       ขนาด   

ทัศนศึกษาจร “ ลำน้ำเก่าและท้องทุ่งแห่งเมืองอโยธยา ”

บทความโดย ภาณุพงษ์ ไชยคง

เข้าชม 1436 ครั้ง

 

เมื่อวันที่ ๑๖ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๕๒

              จากการนำเสนอผลงานวิจัย “ ภูมิวัฒนธรรมภาคกลาง ” ที่จัดขึ้นในวันที่ ๑๕ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๕๒ ที่ผ่านมา ณ ห้องประชุม ๑ ชั้น ๑๔ อาคารสำนักงาน สกว. ซึ่งเป็นการประชุมเพื่อรับฟังการนำเสนอผลงานวิจัยที่ดำเนินการแล้วเสร็จเป็นรูปเล่มรายงานพร้อมกับการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นจากผู้ทรงคุณวุฒิ เพื่อนำไปปรับปรุงแก้ไขเป็นรูปเล่มรายงานฉบับสมบูรณ์ ซึ่งสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัยจะได้ใช้เผยแพร่ต่อไป


อาจารย์ศรีศักร และคณะผู้ทรงคุณวุฒิร่วมออกเดินทางจากสำนักกองทุนงานสนับสนุนการวิจัยสู่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

              นอกจากการนำเสนอผลงานวิจัยในห้องประชุมแล้ว การทำความเข้าใจเกี่ยวกับแนวการศึกษาภูมิวัฒนธรรม มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องลงไปทำความเข้าใจสภาพสังคม ผู้คนในท้องถิ่นที่สัมพันธ์กับสภาพที่ตั้งถิ่นฐานบ้านเรือนของตนเอง ซึ่งถือเป็นกระบวนการสำคัญในการศึกษาวิจัยในครั้งนี้
             ดังนั้นในวันที่ ๑๖ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๕๒ ทางคณะเจ้าหน้าที่มูลนิธิเล็ก – ประไพ วิริยะพันธุ์ ได้เชิญผู้ทรงคุณวุฒิและสื่อมวลชน ที่มีความสนใจร่วมลงพื้นที่บริเวณจังหวัดพระนครศรีอยุธยาเพื่อศึกษาลักษณะภูมิประเทศที่มีผลต่อการเกิดชุมชนเมืองใหญ่ในสมัยโบราณ อีกทั้งในพื้นที่ดังกล่าวยังเป็นตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ที่ตั้งอยู่ตอนปลายสุดของพื้นที่ดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำเจ้าพระยาเก่า ( Old delta ) ที่บรรจบกับดินดอนใหม่ ( Young delta ) ซึ่งอยู่ต่ำจากเกาะเมืองอยุธยาลงไป


แผนที่แม่น้ำลำคลองและทุ่งสำคัญรอบๆกรุงศรีอยุธยา

              โดยในครั้งนี้ทางเจ้าหน้าที่มูลนิธิฯ ได้จัดทำ คู่มือการทัศนศึกษาจร “ ลำน้ำเก่าและท้องทุ่งแห่งเมืองอโยธยา ” ประกอบในการเดินทางเพื่อให้คณะผู้เดินทางได้ทราบรายละเอียดของสถานที่สำคัญต่างๆ ซึ่งใช้เป็นภาพตัวแทนในการอธิบายสภาพสังคมแบบท้องทุ่งภาคกลางได้ชัดเจนมากขึ้น
 
แหล่งเรียนรู้บนเส้นทาง “ ลำน้ำเก่าและท้องทุ่งแห่งเมืองอโยธยา ”
วัดขนอนเหนือ ด่านขนอนริมคลองบ้านกรด


คณะผู้ร่วมเดินทางรับฟังอาจารย์ศรีศักรอธิบายลักษณะที่ตั้งของวัดขนอนเหนือริมคลองบ้านกรด

              วัดขนอนเหนือ เป็นสถานที่แรกที่ทางคณะได้เข้าชม โดยวัดแห่งนี้ตั้งอยู่ในตำบลบ้านกรด อำเภอบางปะอิน ในบริเวณนี้มีคลองห้วยกรดหรือคลองบ้านกรดมาสบกับคลองโพ ในอดีตจึงเป็นที่ตั้งของด่านเก็บภาษีริมคลองบ้านกรด ซึ่งมีคลองควายขุดมาสบผ่านหน้าวัดอีกสายหนึ่งด้วย
             ตามประวัติวัดขนอนเหนือไม่ปรากฏแน่ชัดว่าสร้างเมื่อใด แต่น่าจะสร้างขึ้นแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา โดยมีคำบอกเล่าต่อกันมาว่า ผู้สร้างคือนายด่านใหญ่นาม พระยาสีหราชเดโช ให้ชื่อว่า “ วัดปทุมสิงขร ” ต่อมาเมื่อ พ.ศ. ๒๓๒๗ มีการสร้างวัดขนอนใต้ขึ้น จึงได้เปลี่ยนชื่อเป็น “ วัดปทุมสิงขร ขนอนเหนือ ” หรือเรียกสั้น ๆ ว่า “ วัดขนอนเหนือ ” วัดนี้ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาประมาณ พ.ศ. ๒๒๒๕ เมื่อเสียกรุงศรีอยุธยาใน พ.ศ. ๒๓๑๐ วัดนี้ทรุดโทรมลง พระภิกษุชื่อ คง ได้มาบูรณะใหม่ และคงมีการซ่อมแซมปฏิสังขรณ์อีกหลายครั้ง ด้วยมีจารึกหินอ่อนฝังที่ผนังหน้าอุโบสถว่า “ พระถุงเงินกับคณะสังฆนายก และกรรมการสัปบุรุษ ซ่อมเมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๓ สำเร็จ พ.ศ. ๒๔๙๗ ” อีกทั้งจิตรกรรมฝาผนังภายในโบสถ์ก็เห็นร่องรอยการเขียนอยู่หลายสมัยเช่นกัน


คณะผู้ร่วมเดินชมภาพจิตรกรรมฝาผนังภายในโบสถ์วัดขนอนเหนือ

              จากการสังเกตเบื้องต้นพบว่า จิตรกรรมฝาผนังภายในโบสถ์ของวัดขนอนเหนือมีอายุราวสมัยรัชกาลที่ ๔ หรือรัชกาลที่ ๕ เขียนด้วยสีฝุ่นรองพื้น และน่าจะเขียนหลังจากสร้างโบสถ์นานมาก ฝีมือภาพด้านสกัดหน้าและหลังโบสถ์เป็นภาพที่เขียนในสมัยหลังกว่าภาพฝาผนังด้านข้างทั้งสองด้าน โดยผนังสกัดด้านหลังพระประธาน ด้านบนเขียนภาพพระธาตุเจดีย์จุฬามณีและปราสาทต่าง ๆ บนสวรรค์ ส่วนด้านล่างเขียนเรื่อง พระมาลัยโปรดสัตว์นรก สำหรับผนังด้านหน้าพระประธานเขียนภาพมารผจญ ส่วนผนังทั้งสองข้างพระประธานนั้น ด้านบนเขียนภาพเทพชุมนุม เหนือขึ้นไปเขียนภาพวิทยาธรโดยมีเส้นสินเทาคั่นระหว่างภาพทั้งสอง ส่วนผนังระหว่างหน้าต่างเขียนเรื่อง พุทธประวัติ บนบานประตูหน้าต่างเขียนภาพทวารบาล บนเพดาวเขียนลายดาวล้อมเดือนปิดทองบนพื้นแดง ที่มุมทั้งสี่ ของแต่ละห้องเขียนวิทยาธรถือดอกไม้
ปากน้ำแม่เบี้ย ชุมทางการค้าใต้เกาะเมืองพระนครศรีอยุธยา


บรรยากาศภายในศาลเจ้าพ่อปากน้ำแม่เบี้ย

             จากวัดขนอนเหนือ ทางคณะได้เดินทางขึ้นไปตามเส้นทางถนนที่อยู่แนวเดียวกับลำคลองบ้านกรด ผ่านหมู่บ้านญี่ปุ่นขึ้นไปไม่มากนัก จะพบที่ตั้งของศาลเจ้าพ่อปากน้ำแม่เบี้ย ซึ่งบริเวณปากน้ำแม่เบี้ยนี้เกิดจากลำน้ำหันตราที่ทางทิศเหนือ ไหลอ้อมผ่านบ้านหันตรา บ้านเตาอิฐ บ้านกุฎีดาว วกไปบรรจบแม่น้ำเจ้าพระยาตรงใต้วัดพนัญเชิง และในทางทิศใต้ของปากน้ำแม่เบี้ยมีคลองบ้านกรดและคลองสวนพูลไหลมาสบและออกสู่แม่น้ำเจ้าพระยาในบริเวณนี้เช่นเดียวกัน
              ในครั้งนี้ทางคณะได้สังเกตสภาพโดยรอบบริเวณศาลเจ้าพ่อปากน้ำแม่เบี้ย ซึ่งมีลักษณะเป็นศาลเจ้าจีน ซึ่งมีประวัติกล่าวถึงองค์เทพประธานในศาลเจ้านี้ว่าเดิมเป็นทหารที่ขึ้นมาอยู่ที่นี้ตั้งแต่สมัยอยุธยา และบริเวณนี้ยังเป็นจุดจอดเรือสินค้าที่ล่องขึ้นมาตามลำน้ำเจ้าพระยาในทางทิศใต้ก่อนเข้าสู่กรุงศรีอยุธยา ซึ่งเป็นย่านที่คนจีนอาศัยอยู่เกี่ยวเนื่องไปถึงบริเวณวัดพนัญเชิงซึ่งมีตำนานปรากฏอยู่เช่น เรื่องนางสร้อยดอกหมากละพระเจ้าสายน้ำผึ้ง เป็นต้น
เยือนวัดมเหยงคณ์ นอกเมืองอโยธยา


เจดีย์ช้างล้อมที่วัด มเหยงคณ์

              วัดมเหยงคณ์ เป็นสถานที่ต่อมาที่ทางคณะได้เดินทางมาถึง ซึ่งที่ตั้งของวัดอยู่นอกตัวเมืองอโยธยา ตั้งอยู่ในบริเวณทุ่งหันตรา โดยชื่อ “ มเหยงคณ์ ” นี้สันนิษฐานว่าน่าจะมาจากศัพท์ภาษาบาลีว่า “ มหิยังคณ์ ” ซึ่งแปลว่า เนินดินหรือภูเขา เพราะเขตพุทธาวาสของวัดตั้งอยู่บนที่ดอนที่เกิดจากการปรับพื้นที่ มีคูน้ำล้อมรอบ หรืออาจตั้งชื่อตาม “ มหิยังคณะสถูป ” ในประเทศศรีลังกา ที่พระเจ้าทุฎฐามณิโปรดให้สร้างขึ้น หรือตามปรัมปราคติว่า มเหยงคณ์ คือสถานที่ที่พระพุทธเจ้าเคยประทับก่อนที่จะเสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน
              วัดมเหยงคณ์มีประวัติการก่อสร้างระบุใน พงศาวดาร ฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิต์ ฉบับพระราชหัตถเลขา และ ฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม) ว่า สร้างขึ้นในรัชสมัยสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๒ (เจ้าสามพระยา) ขณะที่ พงศาวดารเหนือ ฉบับพระวิเชียรปรีชา (น้อย) กล่าวว่าสร้างขึ้นก่อนกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี
              “ จุลศักราช ๖๗๑ (พ.ศ. ๑๘๕๒) ปีเถาะ เอกศก พระองค์ทรงสร้างวัดกุฎีดาววัด ๑ พระอัครมเหสีทรงสร้างวัดมเหยงคณ์วัด ๑ ... ”
              ซึ่งจากการสังเกตภายในวัดจะพบเจดีย์ประธานเป็นเจดีย์ช้างล้อมปรากฏอยู่ อันเป็นศิลปกรรมที่ได้รับอิทธิพลทางศาสนาและศิลปะจากสุโขทัยอย่างชัดเจน อย่างไรก็ตามปัจจุบันร่องรอยของโบราณสถานต่าง ๆ ที่อยู่ภายในวัด ไม่ว่าเป็นพระอุโบสถ พระวิหาร เจดีย์รายต่าง ๆ รวมทั้งซุ้มประตูและหัวเม็ดทรงมัณฑ์ของกำแพงแก้ว ล้วนเป็นรูปแบบสถาปัตยกรรมในสมัยอยุธยาตอนปลายเกือบทั้งสิ้น เพราะวัดแห่งนี้ได้รับการปฏิสังขรณ์ครั้งใหญ่ในรัชสมัยพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระ ในเวลาเดียวกับที่พระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ เมื่อครั้งดำรงพระยศเป็นกรมพระราชวังบวรสถานมงคล ก็ได้มาปฏิสังขรณ์วัดกุฎีดาวที่อยู่ตรงกันข้ามเช่นกัน
ฟังเรื่องเล่าจากชาวทุ่งที่ทุ่งขวัญ


อาจารย์ดุลพิชัย โกมลวานิช ขณะเล่าถึงประสบการณ์ การฟื้นฟูทุ่งขวัญ

              จากสภาพพื้นที่ที่มีแม่น้ำทั้งเก่าใหม่ รวมทั้งแพรกของลำน้ำสายต่าง ๆ ไหลผ่านเกาะเมืองทั่วทุกด้าน และพื้นที่ระหว่างสายน้ำเหล่านั้น คือ ท้องทุ่งกว้าง ที่ในอดีตเป็นแหล่งปลูกข้าวเลี้ยงผู้คน แต่ปัจจุบันพื้นที่ทุ่งรอบเมืองอยุธยาได้ถูกเปลี่ยนแปลงรุกล้ำกลายเป็นบ้านจัดสรร โรงงานต่าง ๆ ไปเกือบสิ้นแล้ว
              ทุ่งขวัญ มักถูกเรียกคู่กับ ทุ่งแก้ว ที่ตั้งอยู่คนละฟากฝั่งของคลองสระบัว โดยมีทุ่งขวัญอยู่ทางด้านตะวันตก ส่วนทุ่งแก้วอยู่ทางด้านตะวันออก ทุ่งทั้งสองนี้นอกจากเป็นแหล่งผลิตข้าวแล้ว ภายในพื้นที่ยังปรากฏซากวัดวาอารามกระจายอยู่จำนวนมาก มีอายุตั้งแต่ต้นอยุธยามาจนถึงสมัยตอนปลาย บ่งบอกให้เห็นถึงความหนาแน่นของชุมชนที่กระจายอาศัยอยู่ในท้องทุ่งดังกล่าว พ้องกับหลักฐานเอกสาร จดหมายเหตุคำให้การของขุนหลวงหาวัด กล่าวถึงชุมชน ตำบล ย่านร้านตลาดในบริเวณทุ่งแก้ว ทุ่งขวัญ ดังนี้
ย่านทุ่งขวัญ มี ๕ ตำบล คือ
ย่านสัมพะนี แบ่งเป็น ๓ หมู่บ้าน หมู่บ้านหนึ่ง ตีสกัดน้ำมันงา น้ำมันลูกกะเบา น้ำมันสำโรง น้ำมันถั่ว ขาย อีกหมู่บ้านหนึ่ง ทำฝาเรือนด้วยไม้ไผ่ เป็นเรือนสำหรับอยู่และเรือนหอขาย หมู่บ้านท้าย หล่อเหล็ก ทำครก สาก ตีมีดพร้าขาย
ย่านตำบลบ้านหม้อ ปั้นหม้อข้าว หม้อแกง กระทะ เตาขนมครก เตาไฟ ตะคั่นเชิงไฟ บาตรดิน กระโถนดิน
ย่านตำบลบ้านกระเบื้อง ทำกระเบื้องตัวผู้ตัวเมียขาย กระเบื้องเกล็ดเต่า กระเบื้องลูกฟูก
ย่านตำบลศาลาปูน ทำปูนแดง ปูนขาวขาย
ย่านบ้านเขาหลวง เป็นคนจีน ตั้งโรงกลั่นสุราขาย โดยรับพ่อค้าค้าข้าวที่ขึ้นล่องมาตามฤดูกาลตามลำน้ำลพบุรี จากเมืองอินทร์ เมืองพรหม เมืองสิงห์ เมืองอ่างทอง ซื้อข้าวเพื่อการบริโภค และส่วนหนึ่งนำมาต้มกลั่นสุรากับใช้เลี้ยงสุกร
ย่านทุ่งแก้ว มี ๗ ตำบล ที่เป็นแหล่งผลิตสิ่งของเครื่องใช้ ได้แก่
บ้านเกาะขาด หล่อเต้าปูน ผอบยา ไม้ควักปูน เป็นเครื่องทองเหลือง
บ้านวัดครุฑ ปั้นโอ่งนางเลิ้งขาย
บ้านริมวัดธรณี เลื่อยกระดานไม้งิ้ว ไม้อูโลกขาย
บ้านริมวัดพร้าว มีพวกพราหมณ์และคนพื้นเมือง ทำแป้งหอม น้ำมันหอม กระแจะจันทร์ น้ำอบ ธูป และเครื่องหอมขาย
บ้านท่าโขลง เป็นแหล่งตีเหล็ก ตะปู ตะปลิงขาย
บ้านคนที แหล่งปั้นกระโถนดิน ที่สำหรับปลูกต้นไม้ และตะคั่นเชิงไฟ เตาไฟ ปั้นช้าง ม้า ตุ๊กตาต่าง ๆ ขาย
บ้านริมวัดโรงฆ้อง ขายกล้วยต้ม
              ทุ่งแก้ว ทุ่งขวัญ มิได้มีสภาพเป็นย่านตลาดหรือแหล่งผลิตเช่นเก่าก่อน มีเพียงบางย่านที่ยังคงสืบทอดอาชีพเดิม เช่น ตำบลบ้านหม้อ ที่บริเวณคลองสระบัวด้านเหนือ ชาวบ้านยังปั้นหม้ออยู่ แต่เหลือน้อยรายเต็มที หรือตำบลบ้านกระเบื้อง ที่บริเวณสวนพริก เปลี่ยนมาผลิตอิฐขาย
              ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ทางคณะได้รับเกียรติจาก อาจารย์ดุลพิชัย โกมลวานิช มาเล่าถึงประสบการณ์ที่ได้ดำเนินโครงการฟื้นฟูทุ่งขวัญด้วยการนำความรู้ทางสถาปัตย์กรรมมาช่วยในการออกแบบพื้นที่เพื่อการปรับสภาพพื้นที่ทุ่งที่รกร้างให้กลับมีชีวิตอีกครั้ง ด้วยการรื้อฟื้นบรรยากาศที่เป็นจิตวิญญาณแห่งท้องทุ่งให้คืนกลับมาด้วยการรวบรวมผืนนาร้างทีละแปลงสองแปลงจนกลายเป็นผืนใหญ่ แล้วลงแรงขุดคูคลอง ทางน้ำ ทำนาปลูกข้าว พืชผักสวนครัวและพรรณไม้พื้นถิ่นนานาพันธุ์ กระทั่งสร้างหมู่เรือนแพและตลาดน้ำขึ้นกลางท้องทุ่งนั้น ตามความมุ่งหมายที่ผู้สร้างต้องการสร้างสัญลักษณ์แห่งสำนึกในการมีชีวิตแบบท้องทุ่ง ใช้เสน่ห์ ความรู้สึกจากท้องทุ่ง ผืนนา วิถีการทำเกษตรกรรม ธรรมชาติโดยรอบ และวัดโบราณมาบูรณาการให้ผู้คนที่มาเยือนได้สัมผัสธรรมชาติ ความวิเวก สุนทรียศาสตร์แห่งวัฒนธรรม และมองเห็นถึงระบบนิเวศแห่งท้องทุ่ง
วัดจงกลม วัดพญาแมน วัดกลางทุ่งที่ทุ่งขวัญ


บรรยากาศจากทุ่งขวัญเมื่อมองออกไปยังเจดีย์วัดจงกลม

              หลังจากรับฟังประสบการณ์จากอาจารย์ดุลพิชัย โกมลวานิชเกี่ยวกับการฟื้นฟูทุ่งขวัญแล้วทางคณะได้เข้าไปสำรวจ วัดจงกลมและวัดพญาแมนที่อยู่ขนาบพื้นที่ของมูลนิธิทุ่งขวัญ โดยเริ่มจากวัดจงกลมซึ่งเป็นวัดสำคัญที่ตั้งอยู่ในบริเวณทุ่งขวัญ ซึ่งได้ปรากฏชื่อวัดนี้ในเอกสารหอหลวง ว่าด้วยตำแหน่งยศพระราชาคณะฐานานุกรม ที่ขึ้นกับพระวันรัตวัดป่าแก้ว โดยเป็น ๑ ใน ๑๗ วัด สังกัดคณะฝ่ายขวา คามวาสี
“ ...พระอริยธัชะอยู่วัดจงกรม ๑ ....ขึ้นเจ้าคณะฝ่ายขวา คามวาสีฯ ”
              ชื่อวัด “ จงกลม ” ที่เรียกขานในปัจจุบันนั้น ไม่อาจหาความหมายได้ จึงเชื่อว่าจะเป็นการเรียกผิดเพี้ยนในสมัยหลัง ด้วยในเอกสารหอหลวงและเอกสารเก่าใช้ว่า “ จงกรม ” อันมีความหมายว่า อาการที่เดินไปมาในที่กำหนดอย่างพระเจริญกรรมฐาน ที่เรียกว่า เดินจงกรม ซึ่งอาจเปรียบเทียบได้กับภาพการเดินวนทักษิณาวัตร ของพระพุทธรูปปางลีลาที่ปรากฏในซุ้มจระนำรอบเจดีย์ประธานของวัดจงกรมนั้นเอง
              ไม่มีประวัติว่าวัดนี้สร้างขึ้นเมื่อใด แต่จากรูปแบบของเจดีย์ประธานที่เป็น “ ...เจดีย์แปดเหลี่ยมขนาดใหญ่ ใต้ระฆังมีซุ้มพระพุทธรูปปางลีลาอยู่ในซุ้ม ๑๖ ซุ้ม ในท่าเดินวนทักษิณาวัตรโดยรอบ ข้างในเจดีย์ก่อกลวงแบบวัดกระช้ายสวมทับเจดีย์ลังกาทรงเตี้ยไว้ภายใน... ” จึงทำให้ น. ณ ปากน้ำ นักประวัติศาสตร์ศิลป์ที่เดินสำรวจโบราณสถานในอยุธยาท่านแรก ๆ กำหนดอายุว่า น่าจะสร้างขึ้นก่อนการสร้างกรุงศรีอยุธยาหรือสมัยอโยธยา และแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเจดีย์ทรงกลมภายในเจดีย์ประธานว่า “ ...แต่เดิมซึ่งเจ้าใจว่าเป็นเจดีย์ลังกานั้น ภายหลังได้ตรวจสอบหลายครั้งพบว่ามิใช่เจดีย์ลังกา เนื่องเพราะว่าองค์ระฆังเป็นเส้นตั้งและทรวดทรงต่าง ๆ ระบุว่าเป็นเจดีย์แบบละโว้ ”
              อย่างไรก็ดี เมื่อกรมศิลปากรมีการบูรณะและขุดตรวจโบราณสถานภายในวัดในปี พ.ศ.๒๕๔๒ และจากหลักฐานที่ได้กลับพบว่าอายุของวัดแห่งนี้เก่าสุดแค่สมัยอยุธยาตอนต้นเท่านั้น


คณะผู้ร่วมเดินทางขณะเดินเท้าสู่วัดพญาแมน

              เมื่อออกจากวัดจงกลมทางคณะได้เดินเท้าต่อไปยังวัดพญาแมน หรือวัดพระยาแมน ตั้งอยู่ตอนเหนือของวัดจงกลม ในพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาระบุว่า เป็นวัดที่สมเด็จพระเพทราชาต้นราชวงศ์บ้านพลูหลวง เคยมาผนวชก่อนที่จะเสด็จขึ้นครองราชย์ ซึ่งเมื่อปราบดาภิเษกแล้ว ได้ทรงคิดถึงคำของพระอาจารย์เจ้าอธิการวัดที่เคยทำนายไว้ว่าจะได้เป็นกษัตริย์ จึงได้เสด็จไปนมัสการแล้วโปรดให้สถาปนาพระอุโบสถ วิหารการเปรียญ กุฏิ ขึ้นใหม่เมื่อปี พ.ศ. ๒๒๓๕ และเมื่อแล้วเสร็จโปรดให้มีการฉลองสมโภชถึง ๗ วัน ๗ คืน
             จากการขุดค้นพบว่าพระอุโบสถที่ปฏิสังขรณ์ขึ้นใหม่ในสมัยสมเด็จพระเพทราชา ได้สร้างซ้อนทับพระอุโบสถหลังเดิมของวัด สอดคล้องกับหลักฐานที่บันทึกไว้
              วัดพญาแมนเป็นวัดกษัตริย์สร้าง ความงดงามทางด้านสถาปัตยกรรมจึงค่อนข้างโดดเด่น โดยเฉพาะหากจะศึกษารูปแบบสถาปัตยกรรมสมัยสมเด็จพระเพทราชาแล้ว เป็นวัดหนึ่งที่ละเลยไม่ได้ ด้วยมีลักษณะการสร้างซุ้มประตูหน้าต่างเป็นเมรุซ้อนเป็นชั้น ๆ คล้ายกับวัดบรมพุทธาราม และภายในพระอุโบสถวัดพญาแมนก็ยังเห็นอิทธิพลของศิลปะสมัยสมเด็จพระนารายณ์ฯ ที่มีการเจาะซุ้มโค้งเป็นช่องเล็ก ๆ เรียงรายเป็นชั้น ๆ คล้ายกับบริเวณซุ้มประตูของนารายณ์ราชนิเวศน์ ที่ลพบุรี ซุ้มโค้งช่องเล็ก ๆ นี้ อาจใช้เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปองค์เล็ก ๆ หรืออาจเป็นที่วางเทียนสำหรับจุดให้แสงสว่างภายในพระอุโบสถก็เป็นได้
              จากการเดินทางลงไปในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ใน วันที่ ๑๖ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๕๒ จะพบว่าเส้นทางน้ำและท้องทุ่งถือลักษณะเด่นของภูมิวัฒนธรรมในที่ราบภาคกลาง ซึ่งนอกจากการมีเมืองสำคัญเกิดขึ้นตามลำน้ำแล้ว ยังมีชุมชนกระจายอยู่ตามลำคลองที่มีอยู่มากมายหลายสาย จนอาจคำกล่าวว่า “ แม่น้ำทุกสายมุ่งสู่อยุธยา ” ถัดจากแนวลำคลองไปจะเป็นท้องทุ่งกว้างใหญ่ ซึ่งผู้คนต่างใช้เป็นพื้นที่ทำนามาแต่อดีต
              อย่างไรก็ตามการพัฒนาที่ไม่เข้าใจถึงสภาพนิเวศวัฒนธรรมของชุมชนท้องถิ่นที่แล้วมากลับนำความเปลี่ยนแปลงทางด้านสิ่งแวดล้อมและกระทบต่อการดำเนินชีวิตของผู้คนในพื้นที่นี้เป็นอย่างมาก โดยจะสังเกตเห็นว่าท้องทุ่งอันกว้างใหญ่ที่เป็นพื้นที่ร่องรับน้ำในยามฤดูน้ำหลากเมื่อครั้งอดีต ได้กลับกลายเป็นที่ตั้งของโรงงานและบ้านจัดสรรที่ใช้ดินถ่มพื้นที่ให้สูงขึ้น จนกลายเป็นแนวกันทางน้ำและเกิดปัญหาน้ำท่วมตามมาในปัจจุบัน