หน้าหลัก
เกี่ยวกับมูลนิธิ
วันเล็ก-ประไพ รำลึก
ติดต่อเรา
พื้นที่สาธารณะ กับเศรษฐกิจแบบพอเพียง
บทความโดย ศรีศักร วัลลิโภดม (บทบรรณาธิการวารสารเมืองโบราณ ปีที่ ๒๔ ฉบับที่ ๒, เมษายน-มิถุนายน ๒๕๔๑)
เรียบเรียงเมื่อ 1 เม.ย. 2541, 08:58 น.
เข้าชมแล้ว 2711 ครั้ง

 

กระแสพระราชดำรัสแห่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงแนะคนไทยทั้งประเทศให้หันมาหาเศรษฐกิจแบบพอเพียงนั้น คือแสงสว่างอันเป็นทางรอดของประเทศอย่างแท้จริงในยุคที่บ้านเมืองต้องเป็นขี้ข้าไอเอ็มเอฟ เป็นสิ่งที่ได้รับการขานรับกันอยู่โดยทั่วไปทั้งภาครัฐบาลและเอกชนแต่เท่าที่ผ่านมาดูเหมือนว่าการขานรับกระแสพระราชดำรัสนี้ก็มีทั้งที่จริงใจบ้าง ไม่จริงใจบ้าง ตามระดับสติปัญญาของแต่ละบุคคล
 

โดยเฉพาะทางฝ่ายภาครัฐบาลนั้น ดูเหมือนจะขานรับโดยใช้สื่อที่อยู่ในมืออย่างขอไปทีมากกว่า เพราะเห็นอยู่ชัดๆ ว่ามุ่งเน้นให้ความสนใจในการแก้ไขเพียงเรื่องเศรษฐกิจส่งออกแบบทุนนิยมเป็นสำคัญ ดังเห็นได้จากการทุ่มเททุกวิถีทางเพื่อกู้เงินทั้งจากภายในและภายนอกมาช่วยแบ่งเบาหนี้สินของบรรดาคนรวยโดยหวังลมๆ แล้งๆ  ว่าเมื่อเอาเงินมาอุดหนุนช่วยเหลือจนสำเร็จแล้ว คนรวยเหล่านี้จะได้เอาเงินไปจ้างคนจนให้มาทำงานมีรายได้เป็นการตอบแทน
 

ความคิดเช่นนี้เป็นเงินข้ออ้างและสูตรสำเร็จที่รัฐบาลและบรรดานักเศรษฐศาสตร์มักนำมาใช้เป็นประจำ ทั้งๆ ที่ไม่มีอะไรจะเป็นหลักประกันให้ได้แม้แต่สักสิ่งเดียวว่า คนรวยจะเอาเงินที่ทางรัฐบาลช่วยมานั้นไปช่วยคนจนอีกต่อหนึ่ง
 

ในขณะเดียวกันเรื่องที่ฉาวโฉ่อยู่ในขณะนี้ก็คือ ครั้งคนรวยได้เงินแล้วก็กลับเชิดหนีไปอยู่ต่างประเทศก็มี รวมทั้งวันดีคืนดีนายทุนระดับซุปเปอร์บิ๊กก็ออกมาพูดว่า รัฐควรแบกรับเอาภาระเอาหนี้สินของเอกชนมาเป็นหนี้ของรัฐเองก็มาก
 

จากทุกสิ่งทุกอย่างที่ดำเนินมาอย่างล่มจมนี้ทำให้แลเห็นภาพชัดเจนว่า คนรวยก็คือคนโลภที่สร้างหนี้สินจนประเทศชาติล่มจม แล้วทางรัฐบาลซึ่งก็มีแต่คนรวยเช่นกันเข้าไปทำหน้าที่บริหารปกครอง ก็พยายามดำเนินนโยบายปลดเปลื้องหนี้สินให้คนรวย และสนับสนุนเศรษฐกิจทุนนิยมส่งออกแบบล่มจมอยู่ดังเดิม หาได้สำเหนียกในกระแสพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไม่ ว่าแท้จริงแล้วสิ่งที่ซ่อนเร้นอยู่ในพระราชดำรัสนั้นก็คือความประสงค์ที่จะช่วยเหลือและอุ้มชูประชาราษฎร์ผู้ยากไร้และด้อยโอกาสเป็นสำคัญ
 

สิ่งดังกล่าวนี้สะท้อนให้เห็นได้จากพระราชกรณียกิจที่ทรงบำเพ็ญแก่อาณาประชาราษฎร์ของพระองค์เสมอมา นั่นก็คือพระองค์จะไม่ทรงพระราชทานพระราชทรัพย์ช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยากโดยไม่จำเป็น แต่จะทรงพระราชทานความช่วยเหลือในลักษณะอื่นที่ได้ผลดีกว่าแทน เช่น ทรงจัดหาที่ดินทำกินและแหล่งน้ำที่จะเป็นประโยชน์ต่อการเพาะปลูก เป็นต้น
 

ผลที่ตามมาก็คือทำให้คนมีอาชีพ มีที่ทำกินอย่างพอเพียงและยั่งยืน ถึงแม้ว่าในระยะแรกจะไม่สามารถผลิตเพื่อให้มีรายได้อย่างมากมายตามมายาคติของเศรษฐกิจแบบทุนนิยมก็ตาม
 

“เศรษฐกิจแบบพอเพียง” คือการประกอบอาชีพเกษตรกรรมที่เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติตลอดจนพื้นฐานทางสังคมและวัฒนธรรมที่มีมาแต่อดีต เป็นระบบที่สร้างความสมดุลย์ให้กับชุมชนมาอย่างยาวนาน ก่อนที่จะถูกกระแสทุนนิยมเข้าครอบงำและปรับเปลี่ยนให้ต้องเขาสู่สังคมแบบอุตสาหกรรมนั่นเอง
 

 

ระบบเศรษฐกิจแบบพอเพียงคือ “วิถีชีวิต” [Way of life] ของผู้คนพลเมืองในสยามประเทศ เพราะการผลิตนั้นเป็นไปตามฤดูกาลที่มีกาลเทศะ ไม่ผลิตแบบพร่ำเพรื่อจนก่อให้เกิดความโลภและความเครียดอย่างที่เป็นมาในยุคฟองสบู่
 

ในวิถีแบบดังกล่าวชีวิตคนไทยจะถูกกำหนดด้วยปฏิทินที่บ่งบอกว่าฤดูกาลใดเป็นเวลาทำมาหากิน ฤดูกาลใดจะต้องพักผ่อน และฤดูกาลใดเป็นช่วงทำบุญสุนทานสร้างกุศล
 

ในสังคมที่ยังชีพอยู่ด้วยเศรษฐกิจแบบพอเพียงนั้น การมีชีวิตอยู่อย่างอ้างว้างและว้าเหว่ในลักษณะที่เป็นปัจเจกบุคคลเช่นในปัจจุบันจะไม่ใคร่มีให้พบเห็น หากเป็นเรื่องของการดำรงอยู่เป็นหมู่เหล่า เป็นครอบครัว เป็นชุมชนที่มีความสนุกเฮฮา จนเป็นที่เลื่องลือของชาวต่างประเทศที่ชมชอบนิสัยใจคอของคนไทยว่ายิ้มแย้มแจ่มใสและโอบอ้อมอารี
 

สิ่งสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งที่ทำให้คนไทยดำรงชีพอยู่ได้อย่างพอเพียงและยั่งยืนมาหลายชั่วคนก็คือ การที่บ้านเมืองมีพื้นที่อุดมสมบูรณ์และกว้างใหญ่ไพศาล ฝนฟ้าตกต้องตามฤดูกาล
 

สมัยก่อนที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ทรงโปรดฯ พระราชทานกรรมสิทธิ์ที่ดินแก่ประชาชนนั้น ผืนแผ่นดินทั้งหมดเป็นขององค์พระมหากษัตริย์ จึงเรียกพระองค์ว่า “พระเจ้าแผ่นดิน” และเรียกทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นของส่วนรวมว่า “ของหลวง”
 

แผ่นดินคือของหลวงที่คนเข้าไปบุกเบิกและขออนุญาตจับจองเพื่อทำมาหากินเท่าที่มีกำลังจะทำกินได้โดยไม่มีสิทธิ์ขาย และด้วยการเป็น “ของหลวง” ดังกล่าวนี้ ผู้คนจึงไม่มีสิทธิ์และต่างก็ไม่มีความต้องการจะยึดครองไว้เป็นจำนวนมาก ถ้าหากไม่มีกำลังเพียงพอที่จะใช้ให้เห็นประโยชน์ได้
 

ดังนั้นการผลิตใดๆ ก็ตามจึงเป็นไปอย่างพอเพียงและพอดี ในขณะที่พื้นที่ดินที่เป็นของหลวงก็ยังมีอยู่มากมายเป็นฐานรองรับการกระจายที่ทำกินให้กับประชาชนซึ่งภายหลังจะมีจำนวนเพิ่มขึ้นมาได้
 

ด้วยเหตุนี้ภาพที่แลเห็นในระบบเศรษฐกิจแบบพอเพียงแต่ก่อนนี้ก็คือ ที่ดินจะถูกแบ่งออกเป็น ๓ ประเภทด้วยกัน ได้แก่

พื้นที่สำหรับสร้างที่อยู่อาศัย เช่นบ้านเรือน

พื้นที่ทำกิน เช่นไร่นา
 

 

และพื้นที่ของส่วนรวมที่ไม่มีใครครอบครองเป็นเจ้าของแต่เป็นของหลวง เช่น ป่าเขา ทุ่งหญ้า คูคลอง หนองบึง ที่ใครก็สามารถเข้าใช้ประโยชน์ได้เท่าเทียมกัน และมีการควบคุมดูแลกันเองในท้องถิ่นตามกติกาและระบบจารีตประเพณี หรืออาจเรียกได้ว่าเป็นพื้นที่สาธารณะของท้องถิ่นก็ว่าได้ เพราะเท่าที่เป็นมาแต่ก่อนนั้น คนในท้องถิ่นเดียวกันที่มาจากหลายๆ ชุมชนคือผู้มีความชอบธรรมในการใช้สอย หาได้เป็นเพียงชุมชนหนึ่งชุมชนใดในท้องถิ่นไม่
 

พื้นที่สาธารณะของท้องถิ่นนี้ คือฐานยังชีพอย่างสำคัญสำหรับคนยากไร้ที่ไม่มีที่ทำกินในท้องถิ่น เพราะได้อาศัยเก็บเกี่ยวผลผลิตตามธรรมชาติในแต่ละฤดูกาลเพื่อการดำรงชีวิตของตนและครอบครัว
 

พื้นที่เช่นนี้เอง ที่บรรดานักวิชาการด้านชุมชนในปัจจุบันนำไปย่อยและพากันเรียกว่า “ป่าชุมชน” อะไรทำนองนั้น ซึ่งก็นับว่าเป็นเจตนาที่ดี แต่ค่อนข้างมีความคับแคบ เพราะเท่ากับเป็นการย่อยของที่เป็นส่วนรวมของหลายๆ ชุมชนในท้องถิ่นให้เป็นสิทธิของชุมชนหนึ่งชุมชนใดไป ทำให้เกิดการเป็นเจ้าเข้าเจ้าของที่ ซึ่งอาจเป็นชนวนเหตุให้เกิดการทะเลาะวิวาทแย่งชิงกันได้
 

พื้นที่อันเป็นของส่วนรวมของท้องถิ่นซึ่งเรียกกันใหม่ให้ทันสมัยว่า “พื้นที่สาธารณะของท้องถิ่น” นี้เองที่มักถูกทำลายเปลี่ยนแปรไปด้วยกฎหมายและอำนาจของรัฐที่คอยอุปถัมภ์เศรษฐกิจแบบทุนนิยม เพราะมักจะเปิดโอกาสให้นายทุนให้เล่ห์เหลี่ยมติดสินบนเจ้าหน้าที่ของรัฐเพื่อยึดครอง จึงเป็นเหตุให้พื้นที่การดำรงชีพของผู้คนในระบบเศรษฐกิจแบบพอเพียงและยั่งยืนเกิดขาดแคลน กล่าวคือแต่ก่อนเคยอาศัยพื้นที่สาธารณะหากินเพื่อยังชีพได้ก็หมดโอกาสนั้นไป เหลือแต่เพียงพื้นที่อยู่อาศัยและพื้นที่ทำกิน ทำให้ผู้คนในระดับยังชีพเดือดร้อน
 

ในสมัยเศรษฐกิจฟองสบู่ ส่วนใหญ่ของคนเหล่านี้คือผู้ที่หลั่งไหลเข้ามาเป็นแรงงานก่อสร้างในเมือง ครั้นพอตกงานกลับไปบ้านเกิดในท้องถิ่นของตนก็ประสบภาวะเช่นเดียวกัน คือไม่มีที่ทำกิน เพราะพื้นที่สาธารณะถูกยึดครองไปหมดแล้ว
 

ในขณะนี้หลายแห่งทีเดียวที่กำลังเกิดข้อพิพาทระหว่างพวกนายทุนกับชาวบ้านในท้องถิ่น อันเนื่องมาจากทางรัฐได้ออกเอกสารสิทธิ์ให้พวกนายทุนเข้าไปครอบครอง ซึ่งถ้าหากไม่มีการทบทวนและจัดการให้ดีแล้ว อาจลุกลามใหญ่โตจนเกิดการนองเลือดได้ในอนาคตอันใกล้
 

ส่วนในสังคมเมืองนั้นก็มีพื้นที่สาธารณะเช่นกันรวมทั้งมีชนชั้นยังชีพซึ่งไม่ได้จำกัดอยู่แต่เพียงกรรมกรที่ใช้แรงงาน หรือบรรดาลูกจ้างในด้านการบริการเท่านั้น หากยังมีพ่อค้าแม่ค้าหาบเร่แผงลอยอันเป็นกลุ่มอาชีพที่มีมาแต่โบราณอยู่ด้วย
 

คนเหล่านี้หากินในลักษณะติดที่บ้าง เคลื่อนย้ายบ้าง ตามที่สาธารณะอันเป็นทางสัญจรไปมาของผู้คน เช่น ริมถนน หน้าปากซอย ท่าเรือ สถานีขนส่ง หรือเคลื่อนย้ายไปตามริมถนนหนทาง เป็นต้น
 

 

คนเหล่านี้มีชีวิตค่อนข้างลำบากเพราะต้องหากินวันต่อวัน อีกทั้งยังเหน็ดเหนื่อยต่อการเคลื่อนย้ายด้วย แต่ในมุมกลับ ก็ได้บรรเทาภาระทางเศรษฐกิจให้กับผู้คนที่ฐานะไม่ดีและมีรายได้น้อยอีกเป็นจำนวนมาก
 

ยกตัวอย่างเช่นบริเวณพื้นที่สาธารณะหน้าท่าช้างวังหลวงในกรุงเทพมหานคร ซึ่งได้เติบโตเป็นตลาดเล็กๆ ที่ตอบสนองการขยายตัวของผู้คนในเมืองทั้งในท้องถิ่นและที่สัญจรไปมาได้เป็นอย่างดี
 

ตั้งแต่เช้ามืดถึงตอนสายๆ จะมีแม่ค้าพ่อค้าจากฝั่งธนบุรี นนทบุรี และอีกหลายต่อหลายแห่งริมคลองฝั่งน้ำเจ้าพระยานำเอาผลไม้ ดอกไม้ และขนมมาวางขายคนที่ผ่านไปมาในยามเช้า บรรดาผลไม้ อาหาร หรือขนมเหล่านี้จะเปลี่ยนแปลงไปตามฤดูกาล
 

พอตกกลางวัน ก็ติดตลาดสด มีคนนำผัก ปลา ของสดต่างๆ มาขาย เพื่อให้คนที่มาทำงานในบริเวณใกล้เคียงและผู้สัญจรไปมาได้จ่ายตลาดซื้อของไปจนถึงราวห้าหรือหกโมงเย็นทีเดียว
 

ต่อจากนั้น ก็จะมีพ่อค้าแม่ค้าอีกกลุ่มหนึ่งนำอาหารสำเร็จรูปมาวางขาย มีทั้งชนิดที่ตั้งโต๊ะรับประทานได้ในบริเวณนั้น และชนิดใส่ถุงกลับไปรับประทานที่บ้าน ซึ่งนับเป็นประโยชน์แก่คนที่ไม่มีเวลาทำกับข้าว ตลอดจนคนที่ยังไม่มีครอบครัวเป็นอย่างยิ่ง
 

กิจกรรมของแม่ค้าพ่อค้าทั้งสามกลุ่มสามเวลานี้เป็นไปอย่างค่อนข้างเป็นระเบียบ อันเนื่องจากมีการตกลงและจัดการระหว่างกัน ซึ่งแลเห็นได้ตั้งแต่การแบ่งพื้นที่แต่ละหาบอย่างเท่าเทียมกัน โดยต่างก็ไม่มีใครโลภอยากจะได้มากกว่านั้น และก็ยังมีการจัดระบบการส่งน้ำกินน้ำใช้ตลอดจนการจัดการในเรื่องร่มกันแดดร่วมกันด้วย
 

แต่ที่สำคัญก็คือการมีสำนึกร่วมเป็นกลุ่มพวกเดียวกัน เวลาขายของไปก็มีการพูดคุยและช่วยเหลือกันทั้งการกู้หนี้ยืมสิน และเป็นธุระให้ยามมีเรื่องเดือดร้อน เช่น เมื่อเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทศกิจของกรุงเทพมหานครจะเข้ามาจับกุมก็มีการดูต้นทาง แจ้งเหตุล่วงหน้า และช่วยขนย้ายสิ่งของเพื่อหลบหนีอีกด้วย
 

ในด้านความรับผิดชอบนั้นก็อาจกล่าวได้ว่าพ่อค้าแม่ค้าเหล่านี้ต่างขายของให้ลูกค้าในราคาไม่แพงนักและขายอย่างเท่าเทียมกัน ทำให้ไม่มีเรื่องข้องใจในลักษณะที่ว่าคนนั้นขายถูก คนนี้ขายแพง อะไรทำนองนั้น อีกทั้งกรณีการค้ากำไรเกินควรก็มีน้อยมาก
 

แต่สิ่งที่แสดงให้เห็นน้ำจิตน้ำใจในการร่วมมือกันก็คือเรื่องการรักษาความสะอาดของอาณาบริเวณย่านขายของ คือเมื่อหมดเวลาค้าขายแล้วก็จัดให้มีเวรปัดกวาดและเก็บเศษขยะไปทิ้ง ทำให้บริเวณท่าช้างวังหลวงดูเรียบร้อยสะอาดตา
 

จนกระทั่งเมื่อประมาณสองปีมานี้เอง กลุ่มพ่อค้าแม่ค้าหาบเร่อันเป็นชนชั้นยังชีพที่ยังชีวิตด้วยเศรษฐกิจแบบพอเพียงก็ถูกทำลายลง ตามนโยบายฝ่ายเทคนิคของกรุงเทพมหานคร ซึ่งอ้างว่าการมีอยู่ของชนชั้นยังชีพบนพื้นที่สาธารณะแห่งนี้มีสภาพเกะกะ กีดขวางทางจราจร การค้าใดๆ ที่เกี่ยวกับหาบเร่ในบริเวณนี้จึงกลายเป็นเรื่องผิดกฎหมายไป
 

ซึ่งทางกรุงเทพมหานครและทางรัฐบาลเองก็ไม่ยอมทบทวนหรือหามาตรการจัดการช่วยเหลือดูแลชนชั้นยังชีพเหล่านี้เลยแม้แต่น้อย ดีแต่พูดปาวๆ ในเรื่องเศรษฐกิจแบบพอเพียงอย่างขอไปที

หาได้พยายามผลักดันให้เกิดพื้นที่สาธารณะที่จะเป็นฐานของการยังชีพ และสนับสนุนเศรษฐกิจแบบพอเพียงตามกระแสพระราชดำรัสไม่

 

อัพเดทล่าสุด 3 ธ.ค. 2559, 08:58 น.
บทความในหมวด
ที่ตั้งมูลนิธิ ๓๙๗ ถนนพระสุเมรุ แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐
โทรศัพท์ ๐-๒๒๘๑-๑๙๘๘ , ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐ โทรสาร ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐
อีเมล์ Vlekprapaifoundation@gmail.com
                    
Copyright © 2011 lek-prapai.org | All rights reserved.