หน้าหลัก
เกี่ยวกับมูลนิธิ
วันเล็ก-ประไพ รำลึก
ติดต่อเรา
อันเนื่องมาจากทับหลังแผ่นนั้น
บทความโดย ศรีศักร วัลลิโภดม (บทบรรณาธิการวารสารเมืองโบราณ ปีที่ ๑๔ ฉบับที่ ๒, เมษายน-มิถุนายน ๒๕๓๑)
เรียบเรียงเมื่อ 1 เม.ย. 2531, 10:03 น.
เข้าชมแล้ว 2200 ครั้ง


ชิ้นส่วนของทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์ ที่หล่นมาจากตัวอาคาร ภาพถ่ายเมื่ออาจารย์มานิต วัลลิโภดม ออกไปสำรวจอีสานเมื่อ พ.ศ.๒๕๐๓-๒๕๐๔

 

ในระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ศกนี้ ปรากฏข่าวเกรียวกราวในหน้าหนังสือพิมพ์ทั้งภาษาไทยและต่างประเทศ เกี่ยวกับการเรียกร้องให้ส่งคืนทับหลังศิลาจำหลักรูปพระนารายณ์บรรทมสินธุ์ ที่ถูกลักไปจากปราสาทพนมรุ้ง จังหวัดบุรีรัมย์ และไปตั้งแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑ์ในชิคาโก (ซึ่งก็ไม่ทราบว่าที่ไหนแน่ เพราะมีทั้งจริงและปลอมถึง ๓ แห่งด้วยกัน) ในประเทศสหรัฐอเมริกา
 

ผู้ที่มีบทบาทในการเรียกร้องที่สำคัญในคราวนี้ก็คือ ผู้แทนราษฎรจังหวัดบุรีรัมย์ ร่วมด้วยนักหนังสือพิมพ์และนักวิชาการ ตลอดจนผู้ที่หวงแหนมรดกทางวัฒนธรรมของชาติอีกเป็นจำนวนมากนับว่าเป็นนิมิตหมายที่ดีที่ไม่ใคร่พบเห็นบ่อยนักในประเทศไทยเรา ทั้งนี้เพราะความรู้ความเข้าใจและความรักหวงแหนในเรื่องมรดกทางวัฒนธรรมเช่นนี้แต่ก่อนๆ ดูเหมือนจะจำกัดอยู่เพียงคนที่สนใจเพียงไม่กี่คนซึ่งไม่ใช่ทั้งนักวิชาการ นักการเมือง นักบริหาร และประชาชนทั่วไป หากเป็นแต่เพียงผู้รักและสนใจที่ไม่มีอาชีพเกี่ยวข้อง การแสดงออกใดๆ ของบุคคลเหล่านี้ก็มักกลายเป็นเรื่องเล็กน้อยและบ่อยครั้งเป็นที่ขบขันในวงสังคม
 

ทับหลังศิลาจำหลักรูปพระนารายณ์บรรทมสินธุ์แผ่นนี้ไม่ใช่เพียงโบราณวัตถุชิ้นเดียวที่เพิ่งถูกลักขโมยไปเมื่อเร็วๆ นี้ หากเป็นหนึ่งในจำนวนหลายๆ ชิ้นทีเดียวที่ถูกนำออกไปนอกประเทศ ตั้งแต่ราว ๓๐ ปีที่แล้วมา เมื่อนับดูความห่างของช่วงเวลาตั้งแต่ของหายไป จนกระทั่งมาโวยวายกันขึ้นคราวนี้ ก็รู้สึกว่าเป็นการแสดงความรู้สึกที่เฉื่อยช้าอยู่มากทีเดียว เหมือนกับสุภาษิตที่ว่า “กว่าถั่วจะสุก งาก็ไหม้” ไปแล้ว
 

อันที่จริงเรื่องของหายไปนี้ไม่ใช่ว่าหน่วยราชการที่รับผิดชอบโดยเฉพาะกรมศิลปากรจะไม่รู้ แต่รู้อยู่ตลอดเวลา เพราะแม้แต่ผู้ที่เป็นผู้เชี่ยวชาญที่เคยเป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ในกรมนี้ก็เคยได้เห็นได้ยินและได้ทราบว่า โบราณวัตถุที่มีค่าจากเมืองไทยไปตั้งแสดงอยู่ ณ พิพิธภัณฑ์ที่ใดและประเทศใด แถมยังเคยนำมาเล่าสู่กันฟังหรือไม่ก็เขียนพาดพิงถึงในบทความทางวิชาการอยู่เนืองๆ แต่ว่าไม่มีผู้หนึ่งผู้ใดเลยที่จะดำเนินเรื่องให้ถึงที่สุด เพื่อให้ได้ของที่หายนั้นกลับคืนมา เพราะคงเห็นว่าไม่ได้ประโยชน์อะไรไม่มีใครสนใจ มิหนำซ้ำอาจจะเสียประโยชน์ส่วนตัวด้วยถ้าร้องแรกแหกกะเฌอมากไป บรรดาประเทศและสถาบันที่รับซื้อของโจรเหล่านั้นอาจไม่เชิญไปเที่ยวหรือไปบรรยายหรือร่วมกิจกรรมทางวิชาการก็ได้
 

ในส่วนหน่วยราชการที่เกี่ยวข้องนับแต่กระทรวงศึกษาธิการจนถึงกรมศิลปากรนั้น บรรดาผู้บริหารก็คงมีความคิดเห็นเช่นเดียวกัน คือทราบแต่ไม่เรียกร้อง เพราะประเดี๋ยวบรรดาประเทศและสถาบันที่ซื้อของโจรเหล่านั้น จะไม่ขอให้ส่งของไปแสดงหรือไม่ก็ไม่ยอมให้เงินช่วยเหลือในด้านกิจกรรมต่างๆ ของกระทรวงและกรมกอง
 

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ไม่อาจที่จะกล่าวได้เต็มปากว่าเป็นความผิดความเห็นแก่ตัวของหน่วยราชการ ผู้บริหาร ตลอดจนผู้เชี่ยวชาญและนักวิชาการ เจ้าหน้าที่ซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบเหล่านั้นถ้าจะโทษก็เห็นจะต้องหวนกลับไปดูระบบและค่านิยมในการให้ความรู้ และความเข้าใจในเรื่องมรดกทางศิลปวัฒนธรรมของชาติเป็นสำคัญ เพราะเท่าที่ผ่านมารัฐบาลตั้งแต่สมัยเปลี่ยนแปลงการปกครองมาเป็นระบอบประชาธิปไตยแบบตะวันตก ไม่เคยให้การศึกษาที่จะให้คนทั่วไปในสังคมได้รับรู้และเห็นคุณค่าความหมายของมรดกทางวัฒนธรรมในลักษณะรู้แจ้งเห็นจริงในทางที่เป็นเรื่องของภูมิปัญญาเลย การนำเอาระบบการศึกษาแบบตะวันตกหลายรูปหลายแบบหลายวิธี ซึ่งลงเอยว่าเป็นแบบตะวันตกอยู่ดีนั้น เข้ามาเป็นแบบอย่างในการให้การศึกษาแก่เยาวชนไทย แล้วละทิ้งของเดิมที่สืบมาเป็นเวลาช้านาน โดยเห็นว่าเป็นสิ่งคร่ำครึไม่ทันสมัยนั้น คือผลเสียหายที่ร้ายแรงในขณะนี้ เพราะทำให้คนรุ่นใหม่ในชาติในสังคมของการรับรู้และเข้าใจสิ่งที่เป็นภูมิปัญญาของสังคมในอดีต
 

ทับหลังนารายณ์บรรทสสินธุ์ในภาพนี้ที่ใช้ยืนยันการมีอยู่จริงที่ปราสาทพนมรุ้ง และใช้เป็นหลักฐานในการขอคืนจากพิพิธภัณฑ์ศิลปที่นครชิคาโก

 

ก็น่าประหลาดที่บ้านเมืองเราไม่เคยเป็นอาณานิคมทางการเมืองของชาติดใดในตะวันตก แต่กลับต้องเป็นทาสทางปัญญาของประเทศเหล่านี้อย่างโงหัวไม่ขึ้น จนทุกระดับในชาติมองชาวต่างประเทศที่เรียกว่า “ฝรั่ง” เหมือนกับเทพเจ้าและบรมครูจะทำอะไรก็ต้องให้ทันสมัย โดยมีพวกฝรั่งเป็นแบบอย่าง จนกล่าวได้ว่าในขณะนี้ไม่มีที่ไหนๆ ในโลกที่ฝรั่งเข้ามาเดินเหยียบย่ำไปในที่ต่างๆ ทั้งในโลกของสามัญชนและดินแดนแห่งภูมิปัญญาได้สะดวกสบายเท่ากับในเมืองไทย
 

ระบบการศึกษาแบบตะวันตกที่รับเข้ามาอย่างไม่ทบทวนอดีตทางสังคมและวัฒนธรรมของบ้านเมือง ทำให้คนในสังคมรุ่นใหม่มีความเป็นปัจเจกบุคคล มีความรู้สึกในเรื่องอัตตาและเห็นประโยชน์ส่วนตัว หรือของพรรคพวกมากกว่าประโยชน์ของส่วนรวม สิ่งเหล่านี้เข้ากันได้ดีกับความซับซ้อนทางสังคมที่เกิดขึ้น อันเนื่องมาจากการเพิ่มขึ้นของความถนัดเฉพาะอย่างของอาชีพและวิชาชีพ [Specialization] ที่ทำให้คนมีรูปแบบในการดำรงชีวิต ค่านิยมและโลกทัศน์ที่แตกต่างกัน แต่ละกลุ่มเหล่านี้ก็สนใจเฉพาะเรื่องราวของตน ติดต่อสังสรรค์กันเอง
 

ดูเหมือนว่าโลกของสังคมไทยขณะนี้เต็มไปด้วยความเป็นเสี่ยงๆ ถ้าจะแบ่งอย่างเผินๆ ก็เช่นโลกของพวกพ่อค้า ข้าราชการ ทหาร นักวิชาการ กรรมกร ซึ่งก็ยังมีการจัดลำดับชั้นเป็นสูงต่ำในแนวตั้งอีกด้วย ความเป็นเสี่ยงๆ เหล่านี้ดูเหมือนมีความสัมพันธ์ต่อกันเพียงเรื่องของเศรษฐกิจและการเมืองเท่านั้น เป็นความสัมพันธ์ทางด้านวัตถุ เพื่อที่จะทำให้แต่ละฝ่ายดำรงอยู่ร่วมกันได้ในลักษณะที่พึ่งพาซึ่งกันและกัน พร้อมกันนั้นก็ดูเหมือนว่าทุกฝ่ายพยายามใช้สิ่งที่เป็นศิลปวัฒนธรรม เพื่อแสวงหาประโยชน์เฉพาะหน้าให้แก่ตนเองและพรรคพวก โดยเหตุนี้การแสดงออกใดๆ ที่เนื่องด้วยศิลปะวัฒนธรรมจึงมีลักษณะตื้นเขิน ฉาบฉวยและยิ่งทำบ่อยๆ เข้าก็ออกผลในลักษณะมอมเมาที่ทำให้คนในสังคมส่วนใหญ่ลืมตัวและหลงตัวเองไป เกือบจะกล่าวได้ว่าแทบไม่มีกิจการใดเลยในทางศิลปวัฒนธรรมไม่ว่าจากหน่วยราชการและเอกชนที่เกี่ยวข้อง จะกระทำเพื่อส่งเสริมและสร้างให้คนในชาติโดยเฉพาะเยาวชนที่จะเป็นกำลังของบ้านเมืองในภายหน้า เป็นผู้ที่รู้จักตัวเอง และมีภูมิปัญญาที่จะดำรงอยู่ได้อย่างมีเอกลักษณ์ในทางวัฒนธรรม
 

แต่ก่อนวัดวาอาราม พระภิกษุสงฆ์ในท้องถิ่น และนักปราชญ์ราชบัณฑิตในราชสำนัก คือสถาบันและบุคลากรที่ทำหน้าที่ในการอบรมสั่งสอน และแพร่ความรู้ความเข้าใจทางศิลปวัฒนธรรมให้แก่คนทั่วไปในสังคมทั้งในทางตรงและทางอ้อม
 

หลังจากเปลี่ยนแปลงการปกครองมาหน่วยราชการ เช่นโรงเรียน มหาวิทยาลัย และกรมกรองที่เกี่ยวข้อง อันมีครูบาอาจารย์ นักวิชาการและเจ้าหน้าที่ผู้ดำเนินงาน ทำหน้าที่แทนแต่ทว่ากระบวนการให้ความรู้ความเข้าใจตลอดจนการอบรมสั่งสอนให้คนทั่วไปในสังคมกลับอยู่ในวงแคบและจำกัด ยกตัวอย่างเช่น เน้นแต่เรื่องรูปแบบความสวยงาม การมีคุณค่าทางศิลปะบ้าง หรือไม่ก็การมีอายุเก่าแก่บ้างเป็นสำคัญ แต่การที่จะอธิบายให้แลเห็นคุณค่าของมรดกทางศิลปวัฒนธรรมที่มีต่อความเป็นมาทางสังคมและวัฒนธรรม ในทำนองที่ให้เกิดความรู้จักตนเองอย่างสมเหตุสมผลนั้น ไม่ใคร่ได้กระทำกันเลยโดยเฉพาะบรรดานักวิชาการที่ได้ร่ำเรียนมาจนมีความรู้ความเข้าใจอย่างลึกซึ้งมีทั้งแนวคิดทฤษฎีมากมายก็ดูเหมือนไม่สนใจใยดีกับการที่จะเผยแพร่ความรู้ให้แก่คนทั่วไปในสังคมด้วยการเขียนหรือบรรยายให้ง่ายๆ เพื่อเป็นที่เข้าใจของคนทุกระดับชั้น
 

ในทำนองตรงข้ามกลับสนใจแต่เพียงทำเพื่อสังสรรค์อยู่เฉพาะในวงวิชาการ ด้วยบทความหรือเรื่องราวที่เต็มไปด้วยแนวคิดทฤษฎีจนคนทั่วไปล้วนไม่รู้เรื่อง ยิ่งเป็นบทความภาษาต่างประเทศด้วยแล้วก็ดูเป็นสิ่งที่ทำภาคภูมิใจเป็นพิเศษทีเดียว การกระทำเช่นนี้ดูเหมือนเป็นอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันในเมืองไทย ยิ่งกว่านั้นหากมีผู้ใดหรือสถาบันใดพยายามทำในสิ่งง่ายๆ เข้าใจง่ายเพื่อคนทั่วไปแล้วก็มักจะแสดงอาการดูหมิ่นดูแคลนว่าไม่มีอะไรใหม่ มีแต่ความง่ายและคร่ำครึ ลักษณะเช่นนี้อาจเป็นลักษณะอย่างหนึ่งของประเทศด้อยพัฒนาที่ถูกวัฒนธรรมของตะวันตกครอบงำจนเกินไปก็ได้ ผลที่เกิดขึ้นก็คือ มีกลุ่มคนที่มีความรู้ความฉลาดเพียงจำนวนน้อย ในขณะที่มวลชนทั่วไปอยู่ในสภาพโง่เขลา ดังนั้นเมื่อคนฉลาดคนมีความรู้เป็นพวกที่แลเห็นแต่ประโยชน์เฉพาะตัวเองและพรรคพวกแล้ว ก็มีโอกาสมอมเมามวลชนได้อย่างไม่ยากเย็น
 

ถ้าหากหันไปมองประเทศที่พัฒนาแล้วหรือกำลังพัฒนาทางตะวันออก เช่น ญี่ปุ่น จีน เกาหลี ดูบ้าง ก็จะแลเห็นความแตกต่างกับทางเมืองไทยอย่างมากมาย นักวิชาการในประเทศเหล่านั้นส่วนใหญ่ทำงานในการเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจทางด้านศิลปวัฒนธรรมและวิทยาการต่างๆ เพื่อรับใช้คนทั่วไปในสังคมของตน จนเกิดเป็นประเพณี ค่านิยม ทัศนคติ และอุดมการณ์ที่สืบเนื่อง
 

ปราสาทพนมรุ้งเมื่อยังไม่มีการขุดแต่งบูรณะแต่อย่างใด ราว พ.ศ.๒๕๐๓-๒๕๐๔ การสำรวจอีสานของอาจารย์มานิต วัลลิโภดม

 

การเขียนบทความหรือตีพิมพ์เรื่องราวนี้เป็นความรู้ก็ใช้ภาษาของตนเองและมุ่งหมายให้คนส่วนใหญ่เข้าใจเป็นสำคัญ เกือบจะกล่าวได้ว่านักวิชาการในประเทศนั้นๆ ที่มีหัวนิยมทางตะวันตกและทำงานอยากดังเป็นนักปราชญ์ของโลกแล้ว มักได้รับการดูหมิ่นและมีสภาพเพียงชนกลุ่มน้อยในสังคมนั้นๆ ทีเดียว การให้ความรู้ความเข้าใจอย่างถูกต้องแก่มวลชน เป็นความจำเป็นขั้นพื้นฐานที่สำคัญที่นักวิชาการต้องตระหนักว่าคือหน้าที่ เพราะเป็นสิ่งที่จะทำให้ประชาชนมีคุณภาพและมีพลังที่จะต่อต้านสิ่งที่ผิดๆ หรือไม่ดีงามอย่างมีเป้าหมายและมีทิศทาง ในขณะเดียวกันก็จะไม่เป็นเหยื่อของการหลอกและมอมเมาโดยกลุ่มคนฉลาดเพื่อหวังประโยชน์ส่วนตัว
 

ในกรณีการเรียกร้องทับหลังศิลาจารึกจำหลักรูปพระนารายณ์บรรทมสินธุ์นี้ก็เช่นเดียวกัน ปัญหามีอยู่ว่าประชาชนโดยทั่วไปมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องความหมายของมรดกทางวัฒนธรรมชิ้นนี้ดีแค่ไหน เพราะถ้าหากว่ามีพื้นฐานความเข้าใจมาแต่เดิม เรื่องคงไม่เฉื่อยชามาจนเกือบ ๓๐ ปีที่ของนี้ได้หายไปจากประเทศไทย ซึ่งก็รวมถึงของมีค่าควรเมืองอีกหลายๆ ชิ้นที่ออกไปทั้งจากการลักขโมย การขุดรื้อทำงายและขายออกไปต่างประเทศ โดยการกระทำของบุคคลที่เป็นคนไทยด้วยกัน ทุกวันนี้อย่างว่าแต่ของหายออกไปต่างประเทศเลย เพียงบรรดาของทั้งหลายที่เป็นมรดกทางศิลปวัฒนธรรมที่มีอยู่ภายในประเทศ คนส่วนใหญ่ทั้งระดับชั้นปกครองและประชาชนทั่วไปก็ยังมองไม่รู้เรื่องเลยว่าของเก่าของใหม่มีคุณค่าแตกต่างกันอย่างไร
 

ตัวอย่างเช่นการทำอุทยานประวัติศาสตร์แห่งชาติ หรือการบูรณะซ่อมแซมโบราณสถานวัตถุที่ออกมาในรูปของพวกเติมของเก่า หรือรื้อของเก่ามาสร้างใหม่ สร้างสภาพแวดล้อมใหม่ก็ยังดูไม่รู้เรื่อง กลับมองเห็นว่าเป็นสิ่งสวยงามทั่วไป เที่ยวชมกันอย่างไม่แตกต่างไปจากการไปดูสวนเด็กเล่น หรือแดนเนรมิตกัน เรื่องนี้เป็นเรื่องน่าวิตกกว่าการหายไปของทับหลังเสียอีกอ เพราะถ้าเมื่อคิดไปถึงวันข้างหน้าว่าเมื่อบรรดาเด็กและเยาวชนในทุกวันนี้ไม่ได้รับการศึกษาอบรมให้เข้าใจถึงความหมายและความสำคัญของมรดกทางศิลปกรรมของชาติอย่างถูกต้องแล้วแม้แต่ผู้ที่จะเป็นอธิบดีกรมศิลปากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และนายกรัฐมนตรี ก็คงจะและชื่นชมแหล่งโบราณสถาน โบราณคดี และมรดกทางวัฒนธรรมอื่นๆ ว่าเป็นเหมือนกับสถานเด็กเล่นและสวนสนุกเท่านั้น โบราณสถานวัตถุที่มีค่าควรเมืองไม่จำเป็นต้องรักษาก็ได้ เพราะอาจทำใหม่ จำลองใหม่ขึ้นมาแทนของเก่าได้ แม้กระทั่งขณะนี้ถ้าหากว่ามีการส่งแผ่นทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์กลับคืนมา ก็คงพร้อมที่จะรับเอาของที่เขาทำเทียมส่งมาให้ก็ได้ใครจะรู้และใครจะสนใจ
 

เพราะฉะนั้นถ้าหากสังคมไทยจะดำรงอยู่ได้ต่อไปอย่างมีรากมีโคนและมีต้นมีปลายแล้ว การให้การศึกษาอบรมในเรื่องมรดกทางวัฒนธรรมของบ้านเมืองแก่มวลชน ย่อมเป็นสิ่งที่จำเป็นเพราะเมื่อทุกผู้คนรู้ตระหนักถึงคุณค่าและความหมายที่ถูกต้องแล้วก็จะเกิดพลังแห่งการรับรู้และหวงแหนที่มีผลไปถึงการอนุรักษ์ และปกป้องการลอบลักและทำลายไปในเวลาเดียวกัน
 

เมื่อถึงเวลาเช่นนั้นก็คงไม่จำเป็นต้องเรียกร้องและปลุกระดมอะไรต่ออะไรดังที่เห็นกันอยู่ในขณะนี้ก็ได้ แต่ทั้งนั้นและทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่อีกเหมือนกันว่า เมื่อใดบรรดานักปราชญ์ ราชบัณฑิต นักวิชาการ ผู้รู้ทั้งหลาย จะสละการมีอัตตาของตนเองมามองประโยชน์ของส่วนรวม และร่วมกันโดยให้ความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องแก่มวลชน


 

อัพเดทล่าสุด 1 ส.ค. 2559, 10:03 น.
บทความในหมวด
ที่ตั้งมูลนิธิ ๓๙๗ ถนนพระสุเมรุ แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐
โทรศัพท์ ๐-๒๒๘๑-๑๙๘๘ , ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐ โทรสาร ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐
อีเมล์ Vlekprapaifoundation@gmail.com
                    
Copyright © 2011 lek-prapai.org | All rights reserved.