หน้าหลัก
เกี่ยวกับมูลนิธิ
วันเล็ก-ประไพ รำลึก
ติดต่อเรา
ปีการท่องเที่ยวเราเดินถูกทิศทางแล้วหรือ
บทความโดย ศรีศักร วัลลิโภดม (บทบรรณาธิการวารสารเมืองโบราณ ปีที่ ๑๘ ฉบับที่ ๒ , เมษายน-มิถุนายน ๒๕๓๐)
เรียบเรียงเมื่อ 1 เม.ย. 2530, 13:30 น.
เข้าชมแล้ว 1612 ครั้ง

 ภายในวิหารพระพุทธชินราช จังหวัดพิษณุโลก  ภาพจาก http://www.hamanan.com/tour/phitsanulok/prasritemple.html
 

 

ปีพุทธศักราช ๒๕๓๐ นี้ ทางรัฐบาลได้ประการให้เป็นปีแห่งการท่องเที่ยว มีการระดมกรมกองและหน่วยราชการต่างๆ รวมทั้งองค์การธุรกิจด้านเอกชน ให้มีการส่งเสริมการท่องเที่ยวขึ้นอย่างเอิกเกริก นับแต่เดือนแรกของปีทีเดียว
 

สิ่งที่ผลักดันให้เกิดปีแห่งการท่องเที่ยวดังกล่าวนี้คือ เหตุผลทางเศรษฐกิจเป็นสำคัญ เพราะได้เห็นพ้องต้องกันหลายฝ่ายว่ารายได้ของประเทศที่มาจากการท่องเที่ยวนั้น นับเป็นอันดับแรกๆ ทีเดียว อีกทั้งก็ไม่ต้องลงทุนลงแรงอะไรมากมายเมื่อเปรียบเทียบกับการทำให้เกิดรายได้จากเรื่องอื่นๆ
 

จากความมุ่งหมายดังกล่าวนี้ ทำให้เกิดการดำเนินงานหลายสิ่งหลายอย่างเพื่อการท่องเที่ยว นับแต่การปรับปรุงถนนหนทาง การจัดการสถานที่ในการค้าขาย การสนับสนุนการผลิต อุตสาหกรรมพื้นบ้านพื้นเมือง การจัดการแสดงต่างๆ ทั้งในระดับท้องถิ่นและภูมิภาค รวมไปถึงแหล่งท่องเที่ยวที่เป็นแหล่งศาสนา ประวัติศาสตร์และโบราณคดีด้วย
 

โดยเฉพาะแหล่งที่เป็นสถานที่ทางประวัติศาสตร์และโบราณคดีนั้น คือสิ่งที่เป็นมรดกทางวัฒนธรรมของประเทศชาติโดยตรง เมื่อมากำหนดให้เป็นสถานที่อย่างหนึ่งเพื่อการท่องเที่ยวแล้ว ความขัดแย้งในเรื่องคุณค่าและประโยชน์ที่ควรจะเป็นก็ย่อมมีขึ้น
 

เพราะเท่าที่แลเห็นได้จากการดำเนินงานที่แล้วมาหรือที่เป้นอยู่ในขณะนี้ เช่น สถานที่ซึ่งเรียกว่าอุทยานประวัติศาสตร์แห่งชาตินั้น มักเป็นการดำเนินการเพื่อการปรุงแต่งให้ล่อตาล่อใจแก่บรรดานักท่องเที่ยวเป็นสำคัญ นั่นก็คือในกระบวนการดำเนินงานนั้น จะประกอบด้วย
 

การสร้างพระพุทธรูปใหม่ในบริเวณโบราณสถาน เพื่อการกราบไหว้บูชาและการท่องเที่ยว ภาพจาก http://thai.cri.cn/247/2012/05/16/225s198105.htm

 

(๑) การขุดแต่งโบราณสถานวัตถุขึ้นมาให้ลอยตัว แต่แทนที่จะพยายามรักษาสภาพเดิมที่เหลืออยู่ให้คงอยู่ได้ต่อไป เพื่อรักษาหลักฐานของเดิมไว้กลับทำการต่อเติมดัดแปลงให้เป็นรูปร่างสมบูรณ์ตามรูปแบบหรือสิ่งที่ผู้รับผิดชอบในการดำเนินการเชื่อมั่นว่าถูกต้อง เพราะเห็นว่าการต่อเติมของเดิมให้สมบูรณ์นั้นเป็นสิ่งที่สนองตอบความต้องการ หรือสร้างความประทับใจให้แก่นักท่องเที่ยวดีกว่าสิ่งที่อยู่ในสภาพไม่สมบูรณ์ และ
 

(๒) การเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมของบริเวณที่เป็นโบราณสถานให้ผิดแบบไปจากเดิม อย่างเช่นการขุดปรับระดับพื้นที่และตกแต่งให้เป็นสวนหรือไม่ก็สร้างสิ่งก่อสร้างที่ไม่สื่อความหมายและสัมพันธ์กับหลักฐานที่เป็นจริงในอดีตนั้น ในขณะเดียวกันก็สร้างเรื่องในลักษณะนิยายอิงประวัติศาสตร์ขึ้นมาแทน ทั้งนี้ก็เพื่อเป็นการสร้างความสนใจแก่นักท่องเที่ยวเช่นกัน
 

เมื่อการดำเนินงานในการบูรณะสถานที่ทางประวัติศาสตร์และโบราณคดี มีอันต้องถูกครอบงำโดยความมุ่งหวังทางเศรษฐกิจเพื่อการท่องเที่ยวเช่นนี้ เป้าหมายและอุดมการณ์ในการรักษามรดกทางวัฒนธรรมของประเทศชาติเพื่อการศึกษาของคนในชาติให้รู้จักตัวเอง และธำรงเอกลักษณ์ในทางวัฒนธรรมของตนเองก็เป็นอันตกไป เพราะการดัดแปลงและปรุงแต่งที่เกิดจากความสำนึกเพื่อประโยชน์ทางการค้า ย่อมเป็นสิ่งที่ไม่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริงนั่นเอง ยิ่งกว่านั้นสิ่งนี้หรือความมุ่งหมายเช่นนี้ ยังมีลักษณะชี้นำไปสู่ความหลงตัวเอง หรืออีกนัยหนึ่งก็คือนอกจากมอมเมาคนอื่นแล้ว ก็มอมเมาตนเองด้วย ภาวะเช่นนี้กำลังเกิดเหมือนโรคระบาดไปตามทุกหนทุกแห่งจากเมืองสู่หมู่บ้านตามท้องถิ่นต่างๆ จากหน่วยงานของรัฐบาล สู่วัดวาอารามและความรู้สึกนึกคิดของกลุ่มชนที่เป็นเอกชนโดยทั่วไป
 

สำหรับกลุ่มบุคคลหรือหน่วยงานที่เป็นเอกชนนั้น ยังพอทำเนาเพราะไม่มีพื้นฐานความรู้ความเข้าใจมาก่อน แต่หน่วยงานที่เป็นของรัฐและวัดวาอารามนั้น น่าจะดำเนินการได้ดีกว่านี้ เพราะมีหน้าที่ทั้งทางตรงและทางอ้อมที่จะชี้แนะหรือสร้างความรู้ ความเข้าใจให้แก่หน่วยงานทางเอกชนและประชาชนโดยทั่วไปให้ตระหนักถึงคุณค่าที่แท้จริงของมรดกทางวัฒนธรรมของประเทศชาติ
 

แต่การณ์กลับไม่เป็นเช่นนั้น เมื่อเร็วๆ นี้ก็ได้รับการบอกเล่ามาว่าในการประชุมการดำเนินการเพื่ออนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมของชาติของหน่วยงานแห่งหนึ่งของรัฐ ที่ทำหน้าที่รับผิดชอบโดยตรง เจ้าหน้าที่ระดับผู้บริหารสูงสุดของหน่วยงานนั้น โอ่ต่อที่ประชุมว่าได้รับคำยกย่องสรรเสริญเป็นอย่างมากจากบุคคลสำคัญทั้งชาวต่างประเทศและชาวไทยว่า การบูรณะซ่อมแซมและการตกแต่งโบราณสถานในบริเวณที่เรียกว่า อุทยานประวัติศาสตร์แห่งหนึ่งของประเทศนั้น ทำได้อย่างสวยงามเป็นที่ประทับใจเป็นอย่างยิ่ง จึงไม่น่าประหลาดอะไรเลย ถ้าหากว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้จะได้มีความคิดถึงขั้นที่จะจัดการพอกหรือตกแต่งบรรดาพระพุทธรูปขนาดใหญ่น้อยที่ตั้งเป็นประธานหรือประดับบรรดาโบสถ์วิหารที่อยู่ในบริเวณเมืองเก่าที่เป็นอุทยานประวัติศาสตร์แห่งนั้นเสีย จะได้ดูเรียบร้อยและสวยงาม ไม่แลดูหักพังจนน่าสังเวชแต่อย่างใด ยิ่งกว่านั้นปัจจุบันก็มีบรรดาพ่อค้า นักธุรกิจและนักการเมืองแสดงความจำนงที่จะบริจาคเงินทุน เพื่อการบูรณะปรับปรุงสถานที่ทางโบราณคดีประวัติศาสตร์เหล่านั้นให้อยู่ในสภาพดีด้วย
 

ด้วยเหตุนี้การขาดความเข้าใจในคุณค่าและความหมายของมรดกทางวัฒนธรรมนี้เอง ทำให้ข้าราชการผู้น้อยและบรรดาผู้ใหญ่ที่เกี่ยวข้องที่มีหน้าที่รับผิดชอบในงานอนุรักษ์มรดกวัฒนธรรมของชาติ มีความเห็นว่าควรบูรณะตกแต่งโบราณสถานไปในลักษณะที่ต่อเติมให้สมบูรณ์ เพราะจะได้เป็นที่พอตาพอใจแก่ผู้เข้ามาชม ในขณะเดียวกันก็เห็นความคิดของบรรดานักวิชาการที่ไม่เห็นด้วยในการต่อเติมโบราณวัตถุสถานนั้น เป็นความคิดที่ล้าหลังไม่เหมาะกับความต้องการและรสนิยมของคนส่วนใหญ่
 

การท่องเที่ยวนั่งช้างภายในอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา ที่ถูกปรุงแต่งเพื่อการท่องเที่ยวโดยเฉพาะ ภาพจาก http://www.vcharkarn.com/varticle/38900

 

เมื่อครั้งจอมพล ป.พิบูลสงครามเป็นนายกรัฐมนตรี ได้มีการบูรณะขุดแต่งฟื้นฟูกันทั้งที่เมืองสุโขทัยและอยุธยา โบราณสถานที่เป็นศาสนสถานสำคัญเป็นจำนวนมากถูกขุดแต่งอย่างไม่ถูกหลักวิชา แถมยังมีการต่อเติมให้สมบูรณ์จนหมดคุณค่าทางศิลปกรรม ดังเช่น พระเจดีย์สามองค์ในวัดพระศรีสรรเพชญ์และพระเจดีย์ภูเขาทองที่อยุธยา ส่วนที่สุโขทัยก็มีการปั้นพระพุทธรูปกันจนครบองค์ เช่น พระอัฎฐารศ และพระพุทธรูปประธานที่วัดศรีชุม เป็นต้น เสียงกล่าววิพากษ์วิจารณ์ตลอดจนติฉิน จากบุคคลที่มีความรู้ความเข้าใจทั้งที่เป็นนักท่องเที่ยวและนักวิชาการทั้งภายในและภายนอกยังสะท้อนอยู่ไม่เสื่อมคลาย
 

นอกจากการกระทำของหน่วยงานรัฐบาลที่รับผิดชอบแล้ว การดำเนินงานทางวัดวาอารามเองดูจะมีบทบาทในการทำลาย เพื่อให้เกิดรายได้อย่างโดดเด่นกว่าแต่ก่อนๆ ถ้าเป็นวัดที่ไม่ใช่วัดทางประวัติศาสตร์ที่มีโบราณสถานวัตถุที่มีความสำคัญก็จะดูไม่สู้กระไร แต่ที่เห็นส่วนมากเป็นวัดสำคัญๆ ทั้งนั้น อย่างเช่น วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ พิษณุโลก เป็นต้น กำลังกลายเป็นสถานที่ซึ่งทางวัดพยายามหารายได้ทุกอย่างโดยไม่คำนึงถึงผลเสียหายที่จะบังเกิดขึ้นนับแต่การใช้สถานที่ภายในเขตวัดเป็นที่ให้พ่อค้าแม่ค้ามาขายของ เป็นที่จอดรถของนักท่องเที่ยวที่เข้ามาชมวัด ยิ่งกว่านั้นก็มีการสร้างอาคารใหม่ๆ ของวัดโดยเฉพาะอาคารขนาดใหญ่ที่เกิน ๒ ชั้นขึ้นไป เป็นเหตุให้ส่วนสูงและความใหญ่โตบดบังอาคารที่เป็นศาสนสถานสำคัญของวัดไป
 

เพราะฉะนั้นอาจกล่าวได้ว่าสภาพแวดล้อมทางกายภาพของวัดนี้อยู่ในลักษณะที่ขาดเอกภาพ ไม่เป็นที่น่าเจริญตาเจริญใจแต่อย่างใด ที่ร้ายที่สุดก็คือเมื่อมีการก่อสร้างเขื่อนริมฝั่งแม่น้ำผ่านบริเวณหน้าวัดให้แข็งแรงนั้น ก็ไม่มีการพิจารณาว่าจะมีผลกระทบต่อตำแหน่งที่ตั้งของวัดแต่อย่างใด ทำให้บริเวณริมฝั่งน้ำตรงที่สร้างเขื่อนมีระดับสูงกว่าระดับวิหารพระพุทธชินราชของวัด เมื่อยืนอยู่ริมเขื่อนและมองเข้าไปในพระวิหาร จึงแลเห็นแต่องค์พระพุทธชินราชแต่ไม่เห็นพระเศียร ต่างกันกับสมัยก่อนเมื่อขึ้นจากฝั่งน้ำแล้วแลเข้าไปในพระวิหาร เห็นพระพุทธชินราชทั่งทั้งองค์งามเหลืองอร่าม เป็นที่ขรึมขลังน่าประทับใจ แสดงให้เห็นว่าคนโบราณก่อนที่จะสร้างสิ่งศักดิ์สิทธิ์นั้นไม่ได้สักแต่ว่าสร้างให้เป็นรูปอาคารออกมาแต่อย่างเดียว หากยังคำนึงถึงความสัมพันธ์กับสภาพแวดล้อมอีกด้วย นั้นก็คือความได้สัดส่วนหรือสมดุลระหว่างสภาพแวดล้อมกับตัวศาสนสถาน
 

ลักษณะเช่นนี้ไม่ได้มีเฉพาะในประเทศไทยเท่านั้น ในที่อื่นๆ เช่น แหล่งศาสนสถานของชาวอียิปต์โบราณ หรือของชวา กัมพูชาที่เมืองพระนคร ก็มีการสร้างศาสนสถานให้มีแสงอาทิตย์สอดส่องเข้าไปต้องรูปเคารพให้ได้แลเห็นเต็มตัวเช่นกันน ก็คือตัวอย่างของความไม่ใส่ใจหรือเข้าใจในสภาพแวดล้อมทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของโบราณสถานนั้นเอง เมื่อเกิดผลเช่นนี้ขึ้น ก็อาจมีส่วนกระทบกระเทือนจิตใจของบุคคลที่ยึดมั่นในความศักดิ์สิทธิ์ของพระพุทธรูป การที่มองไม่เห็นพระพุทธรูปเต็มองค์จากภายนอกเช่นนี้ ก็อาจคิดคำนึงไปถึงว่าเป็นอาเพศหรือลางที่ไม่ดีแก่บ้านเมืองได้ ดังเช่นเมื่อครั้งที่มีการตัดเลื่อยบุษบกพระแก้วมรกตเมื่อคราวฉลองการครบรอบ ๒๐๐ ปีกรุงเทพพระมหานครเป็นต้น ก็มีการวิพากษ์วิจารณ์และวิตกกันไปต่างๆ นานา
 

  การนำเอาชิ้นส่วนพระพุทธรูปหินทรายมาเรียงต่อกันที่วิหารวัดไชยวัฒนารามโดยกรมศิลปากร ซึ่งไม่มีหลักฐานยืนยันแต่อย่างใด ภาพจาก http://jamaneepura.blogspot.com/2012/07/blog-post_10.html

 

นอกจากความเสียหายทางสภาพแวดล้อมทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมที่กล่าวมาแล้วก็ยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่น่าวิตก ก็คือการที่ได้เห็นบรรดานักท่องเที่ยว โดยเฉพาะที่เป็นชาวต่างประเทศเข้าไปในพระวิหารพระพุทธชินราชเป็นจำนวนมาก ในลักษณะเดินพลุกพล่านและยืนถ่ายภาพพระพุทธรูป โดยไม่คำนึงถึงว่าเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของบ้านเมือง มีผู้คนนั่งกราบไหว้อยู่เป็นประจำเลยอดคิดไม่ได้ว่านี่คือ ศาสนสถานอันเป็นที่เคารพสักการะหรือเป็นสถานที่ซึ่งนักท่องเที่ยวมาดูสิ่งของที่คนเห็นว่าแปลกประหลาดกันแน่ ลักษณะเช่นนี้ดูเหมือนจะเกิดขึ้นในหลายๆ แหล่ง เพราะเหตุว่าต้องการเงินจากการท่องเที่ยวนั้นเอง
 

เมื่อเหลียวไปดูรอบๆ บ้านเมืองเราบ้าง เช่น กัมพูชา พม่า และอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นประเทศเก่าแก่ มีโบราณวัตถุสถานไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าเรา ก็ไม่เห็นเขาทำอะไรกันอย่างวุ่นวายที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยวไม่มีการปรุงแต่งดัดแปลงต่อเติมแหล่งที่เป็นประวัติศาสตร์และโบราณคดีเช่นทางเมืองไทย ไม่ว่าจะเป็นบุโรพุทโธ พุกาม หรือนครวัด เขาก็พยายามอนุรักษ์ให้อยู่ในสภาพที่เคยมีมาแต่เดิม ผู้คนทั้งภายในและภายนอกก็พากันไปเที่ยวชมกันตามปรกติดี ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เป็นเพราะว่าผู้คนที่ไปเที่ยวชมโบราณสถานเหล่านั้น ล้วนแต่มีความรู้ความเข้าใจและเห็นคุณค่า ส่วนนักท่องเที่ยวที่แลไม่เห็นคุณค่าก็ไม่สนใจและไปเที่ยวกัน ก็พากันไปเที่ยวชมสิ่งอื่นๆ กัน ตามความชอบของตน
 

แต่ที่เมืองไทยในปีแห่งการท่องเที่ยวนี้ดูเหมือนไม่คิดคำนึงถึงบรรดานักท่องเที่ยวที่มีคุณภาพ ที่ต้องการรู้จักประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมและสังคมของไทยเลย ในขณะเดียวกันก็พยายามทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อปรนเปรอนักท่องเที่ยวประเภทที่มาหาความเพลิดเพลินอย่างประเดี๋ยวประด๋าว เพราะนักท่องเที่ยวเหล่านี้ มักอยากเห็นของแปลกๆ และใช้จ่ายง่าย พวกนี้ดูไม่สนใจอะไรกับศิลปวัฒนธรรมนัก จะประทับใจก็แค่เพียงเรื่องเซ็กซ์เป็นสำคัญ บ่อยครั้งทีเดียวที่เวลาเดินทางไปต่างประเทศแล้ว ได้ยินกิติศัพท์ของเมืองไทยว่าเป็นเมืองที่มีผู้หญิงงามและราคาถูก
 

เพราะฉะนั้นการที่จะทำอะไรเพื่อการท่องเที่ยวนั้น จึงไม่ควรเพื่อความมุ่งหวังที่จะได้เงินรายได้จากนักท่องเที่ยวแต่เพียงฝ่ายเดียว ควรคำนึงถึงศักดิ์ศรีและเกียรติภูมิของประเทศชาติบ้าง ข้อสำคัญอย่างประมาทและดูถูกว่านักท่องเที่ยวนั้นเหมือนกันหมด นักท่องเที่ยวที่เป็นผู้รู้และต้องการมาทัศนศึกษาอย่างมีคุณภาพนั้นมีมาก การละเล่นแสดงหรือฟื้นฟูขนบธรรมเนียมประเพณีแต่เดิมที่กระทำกันอย่างเอิกเกริกขณะนี้ ควรกระทำอย่างมีรากฐานของความเป็นจริงในอดีตในลักษณะที่ถูกกาลเทศะด้วย ไม่ใช่ในลักษณะที่ครึกโครมและไร้สาละอย่างที่เห็น สิ่งเหล่านี้นอกจากคนที่รู้เขาไม่สนใจแล้ว ยังจะกลายเป็นสิ่งที่มอมเมาคนในชาติโดยเฉพาะเยาวชน ให้เกิดความลำพองและหลงตนเองอีกด้วย สิ่งเหล่านี้ย่อมไม่เกิดผลดีแก่บ้านเมืองในส่วนรวม
 

ดังนั้นในเมื่องมองดูความเปลี่ยนแปลงของสภาพโบราณวัตถุสถานที่เป็นมรดกทางวัฒนธรรมของประเทศชาติในปีแห่งการท่องเที่ยวนี้ ก็ใคร่จะมองดูอย่างสายตาคนโบราณที่คอยจดบันทึกเรื่องราวของบ้านเมืองในตำนานพงศาวดารว่า
 

“ลุจุลศักราช ๑๓๔๙ ปี เถาะ นพศก เป็นปีแห่งการท่องเที่ยว ครั้งนั้นเกิดอาเพศ คนขึ้นจากฝั่งแม่น้ำ มองเห็นพระพุทธชินราชไม่มีพระเศียร เกิดพวกเดียรฉานวิทยาเที่ยวขุดแต่งเปลี่ยนแปลงโบราณสถานทั่วประเทศ พวกที่เป็นโจรผู้ร้ายก็เที่ยวขุดทำลายทรัพย์สมบัติในดิน ออกขายนักท่องเที่ยวและคนเล่นของเก่า”
 

“ครั้นมาถึงเดือน ๑๐ ปีเถาะ จุลศักราช  ๑๓๖๑  เอกศก ไม่มีของโบราณเก่าแก่ในสยามประเทศ ฝูงชนพากันไปชมของเก่าแก่ที่อินโดนีเซีย พม่า และกัมพูชา”
 

“ครั้นจุลศักราช  ๑๘๖๑  ปีเถาะ เอกศก นักโบราณคดีทำการขุดค้นแหล่งโบราณสถานที่สำคัญของประเทศ แล้วลงความเห็นว่าเมืองไทยเป็นอาณานิคมของชาวตะวันตก”
 

 

อัพเดทล่าสุด 27 ก.ค. 2559, 13:30 น.
บทความในหมวด
ที่ตั้งมูลนิธิ ๓๙๗ ถนนพระสุเมรุ แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐
โทรศัพท์ ๐-๒๒๘๑-๑๙๘๘ , ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐ โทรสาร ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐
อีเมล์ Vlekprapaifoundation@gmail.com
                    
Copyright © 2011 lek-prapai.org | All rights reserved.