หน้าหลัก
เกี่ยวกับมูลนิธิ
วันเล็ก-ประไพ รำลึก
ติดต่อเรา
อุทยานประวัติศาสตร์อยุธยา : การดับสนิททางปัญญาของกรมศิลปากร
บทความโดย ศรีศักร วัลลิโภดม (บทบรรณาธิการวารสารเมืองโบราณ ปีที่ ๒๖ ฉบับที่ ๑, มกราคม-มีนาคม ๒๕๔๓)
เรียบเรียงเมื่อ 1 ม.ค. 2543, 10:04 น.
เข้าชมแล้ว 8194 ครั้ง

อุทยานประวัติศาสตร์อยุธยา : การดับสนิททางปัญญาของกรมศิลปากร
 


แผนที่แสดงบริเวณต่างๆ บริเวณพระนครศรีอยุธยา
 

ครั้งหนึ่งเมื่อมีการจัดตั้งศูนย์ศึกษาประวัติศาสตร์อยุธยาเมื่อสิบปีมาแล้ว ข้าพเจ้าได้ร่วมอยู่ในคณะกรรมการวิชาการที่ทำการศึกษาประวัติศาสตร์และโบราณคดีของเมืองอยุธยา เพื่อนำผลการศึกษามากำหนดเป็นหัวข้อสำคัญในการจัดแสดงเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ด้วย
 

ข้าพเจ้าได้ตั้งข้อสังเกตและเสนอแนะต่อเจ้าหน้าที่กรมศิลปากรที่ดูแลโบราณสถานในเขตเมืองอยุธยา ว่าการอนุรักษ์และบูรณะเมืองอยุธยานั้น อย่าติดกรอบอยู่ในเรื่องของอุทยานประวัติศาสตร์ เพราะเป็นแนวคิดที่คับแคบ ไม่อาจครอบคลุมและเชื่อมโยงให้แลเห็นภาพพจน์ของกรุงศรีอยุธยาในฐานะที่เป็นเมืองประวัติศาสตร์ได้ เพราะอุทยานประวัติศาสตร์ที่ทำกันอยู่นั้นจำกัดอยู่แต่เพียงบริเวณโบราณสถานที่เป็นวัดกับวังเท่านั้น หาได้เชื่อมโยงไปถึงพื้นที่ทางสังคมและวัฒนธรรม เช่น ย่านที่อยู่อาศัย แม่น้ำลำคลองที่เป็นเส้นทางคมนาคม อันจะทำให้แลเห็นคนและภาพที่เคลื่อนไหวทางประวัติศาสตร์ไม่
 

อยุธยาเป็นเมืองประวัติศาสตร์ที่มีเอกสารเพียงพอที่จะสืบค้นไปได้ว่า พื้นที่ตรงไหนเคยเป็นอะไรและมีอะไรมาก่อน ถ้าหากอนุรักษ์ให้ถูกต้องแล้ว ก็สามารถจินตนาการให้แลเห็นภาพพจน์ในอดีตได้มากทีเดียว
 

งานสำรวจและขุดแต่งแหล่งโบราณสถานครั้งพระยาโบราณราชธานินทร์ ซึ่งมีความสอดคล้องกับภูมิสถานของพระนครศรีอยุธยาในคำให้การขุนหลวงวัดประดู่ทรงธรรม และคำให้การขุนหลวงหาวัดนั้นคือสิ่งสำคัญที่จะนำไปสู่การอนุรักษ์อย่างมีความหมาย
 

ครั้งดำเนินการจัดตั้งศูนย์ศึกษาประวัติศาสตร์อยุธยานั้น บรรดาพื้นที่ทางประวัติศาสตร์และโบราณคดีเปลี่ยนแปลงไปจากสมัยของพระยาโบราณราชธานินทร์มาก อันเนื่องจากการรุกล้ำของสถานที่ราชการ สถานที่ทางธุรกิจของเอกชนและย่านที่อยู่อาศัย แต่ก็มีหลายพื้นที่ยังสามารถอนุรักษ์และรักษาความหมายไว้ได้ เช่น พื้นที่ริมฝั่งแม่น้ำลำคลอง ไม่ว่าจะเป็นสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยามายังป้อมเพชร และวกขึ้นไปยังหน้าวัดพุทไธสวรรย์ ไปจนถึงวัดชัยวัฒนารามและหัวแหลม
 

แต่บริเวณที่น่าสนใจที่สุดคือพื้นที่ทางตอนเหนือของตัวเมือง โดยเฉพาะสองฝั่งของคลองสระบัวที่ในเอกสารโบราณแบ่งออกเป็นทุ่งแก้วและทุ่งขวัญ เพราะอยู่ในสภาพที่พอทำการอนุรักษ์ได้ดี อันเนื่องจากยังไม่ถูกชาวบ้านรุกที่ แม้จะมีบ้านเรือนผู้คนอยู่ก็เป็นหย่อมๆ ไม่เป็นอันตรายต่อสภาพแวดล้อมธรรมชาติและแหล่งโบราณสถานที่มีทั้งวัดร้างและโคกเนินที่เป็นที่อยู่อาศัย
 

ทางฝั่งตะวันตกของคลองสระบัวอันเป็นพื้นที่ที่เรียกว่าทุ่งขวัญนั้น ยังอยู่ในสภาพที่รกร้าง มีวัดเก่าแก่ที่มีพระสถูปทรงกลมฐานแปดเหลี่ยม อย่างที่อาจารย์ น. ณ ปากน้ำ เรียกว่าเป็นเจดีย์แบบอโยธยา เช่นวัดตระไกร วัดพระราม และวัดจงกรม รวมทั้งมีวัดสำคัญที่หลักฐานทางเอกสารระบุว่าเป็นวัดที่สมเด็จพระเพทราชาโปรดฯ ให้สร้างขึ้น คือวัดพญาแมน
 

ในขณะที่ตามแนวฝั่งคลองมีโคกเนินที่มีเศษอิฐและกระเบื้องจมฝังซับซ้อนกันมากมาย ที่แสดงให้เห็นว่าเป็นแหล่งทำเครื่องปั้นดินเผา อิฐ และกระเบื้องในสมัยกรุงศรีอยุธยา นับเป็นแหล่งอุตสาหกรรมแหล่งหนึ่งทีเดียว
 

บริเวณนี้หากอนุรักษ์และขุดแต่งให้ดีก็อาจได้หลักฐานเกี่ยวกับย่านอุตสาหกรรมและแหล่งชุมชนเก่าแก่ของเมืองอยุธยาได้ไม่ยาก โดยเฉพาะการมีอยู่ของพระเจดีย์ทรงกลมฐานแปดเหลี่ยมของวัดตะไกร วัดพระรามและวัดจงกลมนั้น น่าจะเป็นสิ่งที่บ่งชี้ว่า ก่อนการสร้างพระนครศรีอยุธยาเคยมีชุมชนเก่าแก่กระจายกันอยู่ในบริเวณนี้มาก่อนแล้ว เป็นกลุ่มชุมชนที่ติดกับทุ่งภูเขาทอง เพราะทางด้านตะวันตกเป็นท้องทุ่งที่มองเห็นวัดภูเขาทองตั้งเป็นประธาน ในขณะที่วัดพญาแมนเป็นวัดที่พระมหากษัตริย์ทรงสร้าง และเป็นที่พำนักของพระเถระชั้นผู้ใหญ่
 

ทางฝั่งตะวันออกของคลองสระบัวเป็นย่านทุ่งแก้วที่มีชุมชนหมู่บ้านใหญ่น้อยกระจายกันอยู่อย่างหนาแน่น เพราะพบวัดใหญ่และวัดเล็กที่เป็นศูนย์กลางของชุมชนมากมาย เช่น วัดครุฑ วัดเจ้าย่า และอื่นๆ อีกมากมาย วัดบางวัดเช่นวัดครุฑยังคงเป็นวัดของชุมชนที่มีอยู่ในปัจจุบัน เพราะได้รับการฟื้นฟูขึ้นมาใหม่
 

จากรูปแบบทางสถาปัตยกรรมของบรรดาวัดเหล่านี้ ล้วนบอกอายุว่าส่วนใหญ่อยู่ในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย คือราวรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์ลงมา ซึ่งก็สอดคล้องกับหลักฐานทางเอกสารว่ามีชุมชนชาวล้านนาอยู่ด้วย น่าจะเป็นพื้นที่ซึ่งมีหลายกลุ่มชาติพันธุ์เข้ามาตั้งถิ่นฐาน

เสน่ห์ของทุ่งแก้วก็คือการที่มีร่องรอยชุมชนเหล่านี้ที่มีวัดเล็กๆ กระจายตัวอยู่ทั่วไปนั่นเอง ถ้าหากทำการขุดค้นให้ดีก็จะได้หลักฐานข้อมูลหลายอย่างที่อาจนำมาสัมพันธ์กับหลักฐานทางเอกสาร เพื่อวิเคราะห์และตีความให้แลเห็นถึงการมีอยู่ของกลุ่มชนชาวบ้านที่มีหลายชาติพันธุ์ในถิ่นนี้
 

เขตทุ่งแก้วนี้กินพื้นที่ต่อเนื่องมาจนถึงหัวรอ ที่มีวัดแม่นางปลื้มและวัดสามวิหารเป็นวัดสำคัญ ปัจจุบันพื้นที่ส่วนหนึ่งของทุ่งแก้วคือบ้านกุฎีแดงและบ้านหัวรอ ทางเหนือของทุ่งแก้วมีลำน้ำลพบุรีไหลผ่านลงมายังบริเวณหัวรอ แล้ววกไปทางตะวันตกเป็นลำคลองเมืองที่ผ่านวัดหน้าพระเมรุและท่าวาสุกรีไปยังหัวแหลม บรรจบกับลำน้ำเจ้าพระยาที่ไหลวกลงไปทางด้านตะวันตกของเกาะเมืองพระนครศรีอยุธยา
 

ลำน้ำลพบุรีสายนี้มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์มากเพราะฝั่งเหนือของลำน้ำตรงข้ามกับทุ่งแก้วคือเพนียดคล้องช้างและทุ่งลุมพลี ลำน้ำนี้เป็นเส้นทางเดินทัพของสมเด็จพระนเรศวรตอนเสด็จไปรบกับพระมหาอุปราชา มีข้อความในพระราชพงศาวดารฯ ว่า โปรดให้ทำพระราชพิธีโขลนทวารที่ทุ่งลุมพลี



วัดแคที่บูรณะโดยกรมศิลปากร http://www.pinprapa.com/aticle37Blank.html
 

คลองสระบัวขุดขึ้นเชื่อมต่อระหว่างคลองเมืองหรือลำน้ำลพบุรีที่ติดกับตัวเมืองอยุธยาด้านเหนือ กับลำน้ำลพบุรีที่ไหลผ่านทุ่งลุมพลีเพื่อเป็นทางเสด็จของพระมหากษัตริย์จากท่าวาสุกรีไปยังเพนียด เป็นคลองขุดขึ้นตั้งแต่รัชกาลสมเด็จพระมหาจักรพรรดิลงมา เมื่อมีการย้ายเพนียดคล้องช้างจากวัดซองบนเกาะเมืองไปยังทุ่งลุมพลีตรงปากคลองสระบัวนี้เคยมีเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ คือเป็นบริเวณที่ขุนพิเรนทรเทพและคณะจับท้าวศรีสุดาจันทร์และขุนวรวงศาธิราชถอดจากราชสมบัติและสำเร็จโทษ เพื่อถวายราชสมบัติให้กับสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ

ครั้นเกิดสงครามช้างเผือกที่บุเรงนองยกกองทัพมาล้อมพระนครศรีอยุธยาก็ได้มีการทำพิธีสงบศึกกันในบริเวณนี้ ซึ่งมีวัดหัสดาวาศเป็นจุดสำคัญ
 

วัดใหญ่ตรงปากคลองสระบัวก็คือวัดหน้าพระเมรุ เป็นวัดที่มีโบสถ์หลวงและพระประธานที่มีอายุตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยายังคงอยู่ในสภาพสมบูรณ์ และที่สำคัญในบริเวณวัดนี้คือ พระราชพงศาวดารระบุว่าพระเจ้าอลองพญากษัตริย์พม่ามาตั้งทัพและบัญชาการให้ยิงปืนใหญ่เข้าไปยังพระราชวังหลวง แต่ปืนเกิดระเบิด พระเจ้าอลองพญาทรงได้รับบาดเจ็บ ทำให้ต้องล่าทัพกลับไปและสิ้นพระชนม์ระหว่างทาง
 

ดังนั้น พื้นที่สองฝั่งคลองสระบัวที่เป็นทุ่งแก้วทุ่งขวัญนี้ จึงควรได้รับการอนุรักษ์สภาพแวดล้อมและขุดค้นศึกษาอย่างระมัดระวัง แต่การหาเป็นเช่นนั้นไม่ กรมศิลปากรปล่อยให้ราษฎรรุกพื้นที่รอบโบราณสถานสร้างบ้านเรือนและบ้านจัดสรรกันอย่างเอิกเกริก รวมทั้งมีการสร้างถนนคอนกรีตเสริมเหล็กไปทั่วทั้งบริเวณ ทำให้สภาพแวดล้อมทางประวัติศาสตร์หมดสิ้นไป ยกตัวอย่างเช่นบริเวณรอบวัดหัสดาวาศและวัดตะไกรก็ได้กลายเป็นหมู่บ้านจัดสรรและตรอกซอยไปสิ้น
 

แต่ที่สำคัญก็คือการว่าจ้างบริษัทผู้รับเหมาเข้ามาดำเนินการขุดดินขุดแต่งวัดวาอารามที่เป็นโบราณสถานทางประวัติศาสตร์อย่างไม่ยั้งคิด กลับรีบขุดรีบซ่อมรีบบูรณะให้เสร็จๆ ไป โดยไม่มีการตั้งคำถามเกี่ยวกับโบราณวัตถุที่ขุดพบ หรือรูปแบบทางศิลปะสถาปัตยกรรมของวัดวาอารามเหล่านั้นว่าเป็นอย่างใด มีความสัมพันธ์กับสังคมวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์อยุธยาสมัยต่างๆ อย่างไรบ้าง
 

วัดแต่ละแห่งในเขตนี้ล้วนเป็นศูนย์กลางของชุมชนต่างอาชีพและต่างชาติพันธุ์ในสมัยกรุงศรีอยุธยา ควรเชื่อมโยงให้แลเห็นความสัมพันธ์ระหว่างวัดกับคนบ้าง แต่นี่พอบูรณะเสร็จก็เหลือให้เห็นแต่วัด หาแลเห็นชุมชนและสังคมไม่ ที่น่าเสียดายที่สุดในขณะนี้ก็คือการขุดแต่งที่วัดแคที่อยู่ในเขตทุ่งแก้ว ฝั่งตรงข้ามกับเพนียด กับที่วัดจงกรมในเขตทุ่งขวัญ


วัดแคที่บูรณะโดยกรมศิลปากร http://www.pinprapa.com/aticle37Blank.html
 

วัดแรกคือวัดแค พบพระสถูปแบบอิทธิพลล้านนา รวมทั้งสิ่งก่อสร้างที่แสดงการสืบเนื่องหลายสมัยทั้งๆ ที่นักวิชาการจากภายนอกตื่นเต้นและสนใจ แต่ทางนักวิชาการกรมศิลปากรหาแสดงความสนใจที่จะทำการศึกษาหาข้อเท็จจริงใหม่ๆ เกี่ยวกับชุมชนล้านนาในย่านนี้ไม่ คงปล่อยให้บริษัทรับเหมาดำเนินการต่อไปเพื่อให้เสร็จเร็วๆ ตามงบประมาณ
 

ส่วนที่วัดจงกรมก็เช่นเดียวกัน พระสถูปเจดีย์เป็นแบบที่อาจารย์ น. ณ ปากน้ำเรียกว่าแบบอโยธยา นับเป็นพระเจดีย์ที่มีรูปแบบซับซ้อนและสวยงามยิ่งกว่าบรรดาพระเจดีย์ทรงนี้ในที่อื่นๆ หลายแห่งในเขตพระนครศรีอยุธยา ลักษณะหาใช่เป็นวัดสำคัญของชุมชนหมู่บ้านไม่ หากน่าจะเป็นศูนย์กลางสำคัญของท้องถิ่นก่อนสร้างพระนครศรีอยุธยาก็ว่าได้วัดนี้ก็เช่นเดียวกับวัดแค คือทางกรมศิลปากรก็ปล่อยให้บริษัทรับเหมาดูแลไปตามลำพัง
 

ปัจจุบันนักวิชาการและผู้รู้ต่างก็พิศวงงงงวยไปกับการละเลยและขาดความสนใจในด้านการค้นคว้าทางโบราณคดีประวัติศาสตร์ของนักวิชาการกรมศิลปากรเป็นอย่างยิ่ง เพราะที่ผ่านมาดูเหมือนไม่มีอะไรใหม่ นอกจากรายงานการขุดแต่งขุดค้นเป็นเรื่องๆ ไป เวลาจะอธิบายอะไรก็อ้างพงศาวดารและรูปแบบศิลปกรรมที่รับถ่ายทอดมาจากนักประวัติศาสตร์ศิลปะในสกุลเซเดส์-ดำรงฯ อย่างซืี่อบื้อ
 

ในขณะเดียวกัน ผู้รู้และผู้สันทันกรณีหลายท่านให้อรรถาธิบายอย่างตรงไปตรงมาว่า การละเลยความสำคัญทางวิชาการของกรมศิลปากรนั้นมีที่มาจากการแสวงหาผลประโยชน์ของเจ้าหน้าที่ในกรมศิลปากรเอง เพราะการจ้างเหมาในเรื่องการขุดแต่งโบราณสถานนั้นเป็นที่มาของรายได้ที่นอกเหนือจากเงินเดือนเป็นอย่างดี ไม่มีประโยชน์อันใดที่จะมานั่งทำการศึกษาและขุดแต่งโบราณสถานอย่างเหมือนแต่ก่อนๆ ที่ช้าและค่อยเป็นค่อยไปตามหลักวิชา สู้สนับสนุนให้เกิดบริษัทรับเหมาไปทำไม่ได้
 

บางคนถึงกับลาออกจากราชการไปตั้งบริษัทรับเหมา และอีกหลายๆ คน มีส่วนเอี่ยวอยู่ในบริษัทรับเหมากันทั้งนั้น จนมีเหตุการณ์ขัดแย้งและกลายสภาพเป็นศัตรูกันในเรื่องการประมูลการขุดแต่งโบราณสถานอยู่บ่อยๆ
 

เมืองประวัติศาสตร์อยุธยาคือขุมทรัพย์รายใหญ่ของคนเหล่านี้ เพราะความงี่เง่าของรัฐบาลในเรื่องทำอะไรก็ได้ให้เร็วๆ เพื่อการท่องเที่ยวที่จะให้เกิดรายได้ทางเศรษฐกิจเป็นสำคัญ
 

สิ่งที่ทำกันอยู่ในขณะนี้ก็คือการทำลายเมืองประวัติศาสตร์อยุธยาเพราะแลไม่เห็นจินตนาการ ไม่เห็นภาพพจน์ของความเป็นเมืองที่มีผู้คนหลากหลายและรุ่งเรืองทางอารยธรรมที่เรียกว่าเวนิสตะวันออก กลับกลายเป็นแหล่งที่มีอุทยานประวัติศาสตร์ตามวัดวาอารามต่างๆ มากมาย บางแห่งก็ให้ฝรั่งเช่าเพื่อแสดงภาพยนตร์ บางแห่งก็เพื่อแสดงแสงเสียงและแฟชั่นโชว์ ที่ประกอบด้วยคำอธิบายและบรรยายในสิ่งที่คนอยุธยาทั้งในอดีตและปัจจุบันไม่รู้จัก
 

ปรากฏการณ์เช่นนี้ นับเป็นการดับสนิททางภูมิปัญญาของสถาบันที่บ้านเมืองมอบหมายให้ดูแลการอนุรักษ์โบราณสถานและประวัติศาสตร์ของชาติโดยแท้
 

เมื่อคิดถึงอยุธยาในทุกวันนี้ ก็อดใจที่จะนึกถึงพระราชนิพนธ์ของสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาทกรมพระราชวังบวรสถานมงคลในรัชกาลที่ ๑ มิได้ ที่ว่าพระนครศรีอยุธยานั้น

                “...นับวันแต่จะยับนับไป                   ที่ไหนจะคืนคงมาฯ”

 

              

อัพเดทล่าสุด 1 ส.ค. 2559, 10:04 น.
บทความในหมวด
ที่ตั้งมูลนิธิ ๓๙๗ ถนนพระสุเมรุ แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐
โทรศัพท์ ๐-๒๒๘๑-๑๙๘๘ , ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐ โทรสาร ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐
อีเมล์ Vlekprapaifoundation@gmail.com
                    
Copyright © 2011 lek-prapai.org | All rights reserved.