หน้าหลัก
เกี่ยวกับมูลนิธิ
วันเล็ก-ประไพ รำลึก
ติดต่อเรา
ความสำคัญของตำนานในประวัติศาสตร์ท้องถิ่น : กรณีตำนานสิงหนวัติ
บทความโดย ศรีศักร วัลลิโภดม
เรียบเรียงเมื่อ 1 ต.ค. 2552, 09:51 น.
เข้าชมแล้ว 7610 ครั้ง

 

 


อนุสาวรีย์พระเจ้าพรหมมหาราชที่แม่สาย 

                คำว่าประวัติศาสตร์ท้องถิ่นในความคิดของข้าพเจ้า คือ “ประวัติศาสตร์ที่มีชีวิต” [Living history] และเป็นประวัติศาสตร์สังคม [Social history] ที่แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ของคนในสังคมกับแผ่นดินเกิด (มาตุภูมิ) ที่ดำรงอยู่อย่างสืบเนื่องมาจนปัจจุบัน เป็นประวัติศาสตร์ที่ไม่จบไปเป็นยุคๆ แต่อย่างใด

                คนในสังคมท้องถิ่นนั่นแหละคือผู้ที่ร่วมกันสร้างประวัติศาสตร์ของตนเองขึ้น หาใช่นักประวัติศาสตร์หรือนักวิชาการจากภายนอกเป็นผู้สร้างให้ในรูปแบบของประวัติศาสตร์นิพนธ์อย่างที่เรียนกัน และเขียนกันตามมหาวิทยาลัย

                ความต่างกันระหว่างสิ่งที่จะเรียกว่าประวัติศาสตร์นิพนธ์ของคนนอกกับคนในก็คือ ของคนนอกเน้นการเสนอความเป็นจริงที่พิสูจน์ด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ แต่คนในกลับเน้นที่เรื่องของความเชื่อว่าสิ่งที่สร้างขึ้นนั้นเป็นเรื่องจริง ประวัติศาสตร์นิพนธ์ของคนในนั้นก็คือสิ่งที่เราเรียกกันว่า ตำนาน ในภาษาไทยและมีธ [Myth] ในภาษาอังกฤษนั่นเอง เป็นเรื่องสมมุติที่เป็นมิติของความเป็นจริงอย่างหนึ่งในความเป็นมนุษยชาติ เพราะมนุษย์ทุกชาติทุกภาษาที่มีในพื้นพิภพที่ตั้งแต่มีวิวัฒนาการของความเป็นคน [Homo sapiens] ขึ้นมา ก็มีความเชื่อและสร้างสิ่งที่เป็นตำนานนี้ขึ้นมาเพื่ออธิบายชีวิตความเป็นอยู่ร่วมกันของคนในสังคมที่เกิดและมีรกรากอยู่ในถิ่นเดียวกันหรือแผ่นดินเดียวกัน มีสำนึกและความรักในแผ่นดินเดียวกัน เป็นพวกเดียวกัน แม้ว่าแต่ละคนแต่ละกลุ่มจะมีความเป็นชาติพันธุ์ที่แตกต่างกัน

                และการที่อยู่ร่วมกันในถิ่นเดียวกันจนเกิดสำนึกร่วมกับความเป็นพวกเดียวกันดังกล่าวนี้คือ ที่มาของคำว่า ชาติเพราะแปลว่า เกิดในถิ่นเดียวกัน เป็นสำนึกที่เกี่ยวกับพื้นที่ [Sense of territory] มีเกิดมาพร้อมๆ กับความเป็นมนุษย์

                ตำนานที่ทำให้เกิดสำนึกร่วมของความเป็นชาติเดียวกันมีอยู่ ๒ ระดับ คือ ระดับท้องถิ่นกับระดับประเทศ ระดับท้องถิ่นเป็นตำนานที่เกี่ยวกับการสร้างบ้านแปงเมืองที่แสดงออกจากการเป็นคนบ้านไหน เมืองไหนเดียวกัน ในขณะที่ระดับประเทศก็คือความเป็นคนที่เกิดในประเทศเดียวกัน เป็นคนชาติเดียวกัน จึงเป็นที่มาของความรักชาติ รักบ้านเกิดเมืองนอน ตำนานในระดับชาตินั้นมักปรากฏออกมาในรูปแบบของการรวบรวมปะติดปะต่อตำนานของบ้านและเมืองตามท้องถิ่น ให้เป็นเรื่องราวใหญ่โตในเชิงบูรณาการทางวัฒนธรรมให้เกิดเป็นคนในชาติเดียวกันเป็นสำคัญ ได้แก่ ตำนาน พงศาวดาร ที่เกี่ยวกับรัฐ ชนชั้นปกครอง และตำนานศาสนสถาน และสถานที่เกี่ยวกับเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ สังคม และวัฒนธรรม เช่น ตำนานพระมหาธาตุเจดีย์ ตำนานเมือง ตำนานนคร เป็นต้น 

                ความต่างกันของตำนานสองระดับก็คือ ตำนานท้องถิ่นซึ่งอยู่ในระดับล่างนั้น เป็นเรื่องราวในพื้นที่อันเป็นบ้านและเมืองในถิ่นใดถิ่นหนึ่ง โดยเฉพาะหาได้ใหญ่โตและซับซ้อนเหมือน ตำนานพงศาวดารในระดับรัฐและประเทศไม่ เป็นตำนานของคนที่อยู่ในกระบวนการสร้างบ้านแปงเมือง ที่เนื้อหาสาระไม่หยุดนิ่งตายตัว หากมีการเพิ่มเติมเปลี่ยนแปลงโดยคนในท้องถิ่นอย่างสืบเนื่อง (มีชีวิต) เพื่อสร้างสำนึกร่วมของความเป็นคนในแผ่นดินเกิดเดียวกัน สิ่งที่เห็นเป็นรูปธรรมของการเปลี่ยนแปลงเนื้อหาสาระตามกาลเวลาที่เปลี่ยนไปก็คือ บรรดาชื่อบ้านนามเมืองและชื่อของสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ สถานที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ และการเปลี่ยนแปลงในชีวิตทางสังคมและวัฒนธรรมของคนท้องถิ่นที่มีทั้งเพิ่มเติมขึ้นมาและเปลี่ยนแปลงหายไป

                อย่างเช่นเกิดจากการเปลี่ยนแปลงโดยทางราชการ คนที่มาจากภายนอกและคนรุ่นใหม่ในสังคม ดังเช่นเปลี่ยนให้เป็นชื่อทางภาษบาลี สันสกฤต ภาษาอังกฤษ เป็นต้น แต่ทว่าเนื้อหาที่เป็นแก่นของตำนานยังคงสืบทอดอยู่ และพร้อมที่จะถูกรื้อฟื้นมาให้ความสำคัญใหม่อยู่เรื่อยๆ โดยเฉพาะในเรื่องการถูกนำมาสร้างให้เป็นสัญลักษณ์เพื่อการสร้างสำนึกร่วมและอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของชุมชนและสังคมท้องถิ่น

                 ตำนานหลายตำนานที่มีมาแล้วในอดีตและสืบเนื่องมาจนทุกวันนี้มีลักษณะเป็นตำนานในระดับชาติและท้องถิ่นในเวลาเดียวกัน เช่น “ตำนานสิงหนวัติ”ที่ถูกนำมาใช้เป็นส่วนหนึ่งในการสร้างประวัติศาสตร์ของชาติแต่สมัยรัชกาลที่ ๕ ลงมา ดังเห็นได้จากมีการยอมรับว่าเป็นเรื่องที่กล่าวถึงการเคลื่อนย้ายของชนชาติไทยจากตอนใต้ของประเทศจีนเข้ามาในภาคเหนือของประเทศไทย เกิดการตั้งอาณาจักรโยนกนาคพันธุ์ขึ้นในแอ่งเชียงราย ผู้นำทางวัฒนธรรมในการสร้างบ้านแปงเมืองคือเจ้าสิงหนวัติกุมารที่มีเชื้อสายสืบเนื่องมาถึงพระเจ้าพรหมมหาราช ที่ลูกหลานต่อมาเป็นกษัตริย์ในราชวงศ์เชียงราย คือ “พระเจ้าอู่ทอง”หรือสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ ผู้สร้างและสถาปนากรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีของสยามประเทศ

                เรื่องราวของตำนานสิงหนวัติในระดับชาตินี้ก็เหมือนตำนานระดับชาติอื่นๆ ซึ่งมีลักษณะหยุดนิ่งและถูกรวบรวมไว้เป็นพงศาวดารระดับชาติในรูปของประชุมพงศาวดาร ที่มีการจัดพิมพ์และจัดเก็บโดยทางรัฐและสถาบันการศึกษาที่เกี่ยวข้อง อีกทั้งใช้เป็นข้อถกเถียงในการเขียนประวัติศาสตร์แบบหาข้อยุติในบรรดานักประวัติศาสตร์ทั้งใหม่และเก่าอยู่เนืองๆ

                แต่การต่อเนื่องของตำนานสิงหนวัติในระดับท้องถิ่นกลับเป็นเรื่องตรงข้ามที่ไม่หยุดนิ่ง เป็นแบบนิทานเก่าๆ [Folk] หากมีการเคลื่อนไหว [Dynamic] ในบริบททางสังคมท้องถิ่นตลอดเวลา เป็นที่ประจักษ์แก่ข้าพเจ้าจากประสบการณ์ที่ผ่านมาเมื่อเร็วๆ นี้

                นั่นคือเมื่อปลายเดือนกันยายน ๒๕๕๒ ที่ผ่านมา ข้าพเจ้าได้รับเชิญจากคุณเล็ก นครเชียงราย ผู้เป็นบรรณาธิการหนังสือพิมพ์นครเชียงรายให้ไปร่วมเสวนาเรื่อง “เล่าเรื่องเมืองแม่สาย ตำนานเวียงพางคำ ตามรอยพระเจ้าพรหมมหาราช”ให้คนแม่สายที่ลานคนเมืองแม่สายในบริเวณหน้าที่ทำการอำเภอแม่สาย การเสวนาครั้งนี้เป็นการจัดการร่วมกันของนายอำเภอแม่สาย ประธานสภาวัฒนธรรม นายกเทศมนตรี และผู้รู้ผู้อาวุโสที่เป็นคนแม่สายอย่างสมานฉันท์

                ที่ทำการอำเภอแม่สายอยู่ในพื้นที่ของเวียงโบราณที่ชาวบ้านชาวเมืองเรียกว่า “เวียงพางคำ” อันเป็นเมืองที่มีกล่าวถึงในตำนานสิงหนวัติว่าเป็นเมืองที่กษัตริย์ในตระกูลสิงหนวัติทรงปกครองต่อมาจนถึงพระเจ้าพรหมมหาราช  โดยย่อก็คือเชื่อว่าเป็นเมืองที่พระมหากษัตริย์ไทยที่ในประวัติศาสตร์ชาติไทยรุ่นเก่ายกย่องว่าทรงเป็นมหาราชองค์หนึ่ง จึงเป็นเหตุให้คนท้องถิ่นแม่สายมีความภูมิใจทั้งเวียงและกษัตริย์ เหตุนี้จึงมีการสร้างพระบรมรูปของพระเจ้าพรหมมหาราชไว้หน้าที่ทำการอำเภอและเป็นอนุสาวรีย์ประธานของลานหน้าอำเภอที่ข้าพเจ้าใคร่ขนานนามว่าเป็น ลานคนเมือง ให้ดูคล้ายกันกับลานเสาชิงช้าหน้าโบสถ์พราหมณ์ และหน้าวัดสุทัศน์ อันเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปศรีศากยมุนี รวมทั้งหน้าที่ทำการ กทม. ในกรุงเทพมหานคร

 


ภูมิทัศน์เมืองแม่สาย และท่าขี้เหล็กที่มีน้ำแม่สายกั้นจากดอนเวา

                เหตุที่ข้าพเจ้าคิดเช่นนี้ก็เพราะว่าในปัจจุบันเมืองแม่สายหรืออำเภอแม่สายเป็นเมืองชายแดนติดประเทศพม่า ที่มีการขยายตัวและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง พื้นที่โดยรอบของเวียงพางคำที่อยู่ถัดจากที่ทำการอำเภอไปจนจดลำน้ำสายอันเป็นจุดผ่านแดนได้กลายเป็นย่านตลาดและแหล่งที่อยู่อาศัย สถานที่ประกอบการทางเศรษฐกิจและกิจกรรมต่างๆ ทั้งสิ้น รวมทั้งมีประชากรหลายชาติพันธุ์เคลื่อนย้ายเข้ามาค้าขายและตั้งถิ่นฐานกันตลอดเวลา ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าเป็นพื้นที่สะสมของบรรดาผู้คนจากทุกสารทิศอยู่กันแบบมั่วๆ ไม่มีหัวนอนปลายตีนแบบตามเมืองใหญ่ๆ ทั่วไปในขณะนี้ เป็นพื้นที่ไร้สังคมและไร้วัฒนธรรมที่เต็มไปด้วยการค้ายาเสพติด ของเถื่อน และการกระทำที่เป็นอาชญากรรม

                อย่างไรก็ตาม การเคลื่อนย้ายของชนหลายชาติพันธุ์มายังท้องถิ่นแม่สายในทุกวันนี้ได้สะท้อนให้เห็นว่าในอดีตก็มีการเคลื่อนย้ายเช่นนี้มาแล้วในอาณาบริเวณใกล้เคียงในแอ่งเชียงรายทั้งหมดก็ว่าได้ ดังเห็นได้จากงานรวบรวมและค้นคว้าของคุณบุญช่วย ศรีสวัสดิ์ เรื่องสามสิบชาติในเชียงราย ที่ข้าพเจ้าใคร่ยกย่องว่าเป็นเรื่องราวประวัติศาสตร์สังคมที่ดี ที่สามารถนำมาสานต่อกับเรื่องราวของการเคลื่อนย้ายของผู้คนที่มีมาแต่ก่อนและถูกบันทึกไว้ในตำนานพงศาวดาร ทั้งระดับชาติและท้องถิ่น โดยเฉพาะตำนานสิงหนวัติและตำนานปู่เจ้าลาวจกและลวจักราช ตำนานปู่เจ้าลาวจกและลวจักราชเป็นตำนานที่เกี่ยวกับพัฒนาการของชนเผ่าพื้นเมืองที่อยู่ในที่สูงของแอ่งเชียงรายมาก่อน ที่มีพัฒนาการเคลื่อนลงจากที่สูงมาสู่ที่ราบลุ่มในการสร้างบ้านแปงเมืองจนผสมผสานกับคนพื้นราบที่เคลื่อนย้ายมาจากภายนอกจนเป็นที่มาของกลุ่มชาติพันธุ์ที่เรียกว่า ไทยลื้อ ในทุกวันนี้

                ส่วนตำนานสิงหนวัตินั้นเป็นเรื่องราวของคนที่ราบที่เคลื่อนย้ายมาจากภายนอก จากลุ่มน้ำอิระวดี-สาละวิน ทางตะวันตกเฉียงเหนือเข้ามาลำน้ำกกและลำน้ำสาย เป็นตำนานของคนไทมางและไทยใหญ่หรือไทยหลวงที่เคยมีถิ่นฐานบ้านเมืองอยู่ทางตอนใต้ของประเทศจีน ตำนานทั้งสองเรื่องนี้เมื่อถูกสร้างให้เป็นพงศาวดาร เป็นประวัติศาสตร์นิพนธ์ระดับชาติแล้ว ก็กลายเป็นพงศาวดารโยนกที่มีบทบาทในการบูรณาการทางวัฒนธรรม เกิดตระกูลกษัตริย์หลายราชวงศ์ที่เกี่ยวกับการสร้างบ้านสร้างเมือง สร้างศาสนสถานและเขตแคว้นของนครรัฐอย่างชัดเจน ซึ่งความเข้าใจในความหมายความสำคัญเชิงลึกของตำนานทั้งในระดับชาติและท้องถิ่นอย่างเป็นรูปธรรมได้นั้น ต้องนำเอาสภาพแวดล้อมทางภูมิศาสตร์และภูมิวัฒนธรรมมาเชื่อมโยงอย่างหลีกเลี่ยงมิได้

                จากสภาพแวดล้อมทางภูมิวัฒนธรรมที่เมืองแม่สายหรือเวียงพางคำ ข้าพเจ้าแลเห็นพื้นที่ซับซ้อนของตำนานสิงหนวัติและตำนานปู่เจ้าลาวจกและลวจักราช เป็นพื้นที่ซึ่งมีเทือกเขาดอยนางนอนอยู่ทางตะวันตก มีทั้งที่ลาดและที่ลุ่มอยู่กลางและมีลำแม่น้ำโขงอยู่ทางตะวันออก เป็นพื้นที่ซึ่งมีลำน้ำสาย-รวก และลำน้ำคำหล่อเลี้ยง ด้วยระบบเหมืองฝาย โดยมีร่องรอยของเมืองโบราณ ชุมชนโบราณ และปัจจุบันกระจายอยู่ริมลำน้ำ ลำห้วย ลำเหมืองจนทุกวันนี้ ดังเช่นในลุ่มน้ำสาย-รวก ก็มีเวียงพางคำที่อำเภอแม่สาย เวียงแก้ว และเวียงสบรวก ตรงปากน้ำรวกที่ไปสบกับแม่น้ำโขงที่เรียกว่าสามเหลี่ยมทองคำในปัจจุบัน  ส่วนในลุ่มน้ำคำ ก็มีเมืองเชียงแสน เมืองเวียงปรึกษา เวียงมโนราห์ และอื่นๆ

                แต่จุดซับซ้อนของตำนานสิงหนวัติและตำนานลาวจกอยู่ที่ลุ่มน้ำสาย-รวก ที่มีดอยตุงอันเป็นดอยสำคัญของเทือกเขานางนอนเป็นภูศักดิ์สิทธิ์ ดอยตุงเป็นหนึ่งในสามดอยที่ทำให้เกิดลักษณะภูมิประเทศเป็นรูปนางนอนโดยมีดอยจ้องเป็นส่วนหัว ดอยปู่เฒ่าเป็นหน้าอก และดอยตุงเป็นสะโพกส่วนล่าง ลำน้ำลำห้วยจากดอยทั้งสามนี้ไหลผ่านถ้ำหินปูนและเขาหินปูนลงสู่ที่ลาดและที่ลุ่มที่มีระบบเหมืองฝายรองรับในการกระจายน้ำทั้งเพื่ออุปโภคบริโภคและชลประทานในการเพาะปลูก โดยที่ลำน้ำลำห้วยที่ลงจากเขานั้นจะไปเชื่อมโยงกับลำน้ำมะกอกหวานที่เป็นสาขาหนึ่งของลำน้ำสายที่ไหลลงมาจากรัฐฉานในประเทศพม่า มายังบริเวณตีนดอยเวา ซึ่งเป็นส่วนปลายของเทือกเขานางนอน

                ตรงตีนดอยเงานี้เป็นจุดที่ลำน้ำสายแตกออกเป็นสองสาย สายหนึ่งคือลำน้ำมะกอกหวานที่ไหลลงใต้ ผ่านที่ราบหน้าดอยตุงไปทางตะวันออกแล้ววกไปรวมกับลำน้ำรวกที่ไหลลงมาจากที่สูงในเขตประเทศพม่า ส่วนลำน้ำสายตรงนั้นไหลผ่านเชิงดอยเวาไปทางตะวันออกกลายเป็นเส้นแบ่งเขตแดนกับประเทศพม่าแล้วไปรวมกับลำน้ำรวกที่ไหลลงมาจากเขตพม่าเป็นลำน้ำรวกไปออกแม่น้ำโขงที่สบรวก จากการที่ลำน้ำสายแยกออกเป็น ๒ สาย ตรงตีนดอยอาจเป็นลำน้ำมะกอกหวานไหลลงใต้แล้ววกไปทางตะวันออกไปรวมกับลำน้ำรวกที่ไหลลงมาจากทางเหนือในเขตประเทศพม่า และรวมกับลำน้ำสายที่มาจากตีนดอยเงานี้ ทำให้เกิดบริเวณพื้นที่ราบลุ่มเชิงดอยตุง มีลำน้ำธรรมชาติโอบอ้อมเป็นรูปบ่วง [Loop] แล้วไปออกแม่น้ำโขงที่สบรวกนี้ กลายเป็นพื้นที่ราบลุ่มที่เหมาะสมในการชลประทานด้วยเหมืองฝาย เกิดเมืองเวียงพางคำเป็นเมืองสำคัญขึ้นที่ตีนดอยตุง

                เวียงพางคำเป็นเมืองที่อยู่ในสภาพแวดล้อมคล้ายกันกับสุโขทัยและเชียงใหม่ ที่มีเขาอยู่ข้างหลังและเมืองตั้งอยู่บนที่ราบต่ำลงสู่ที่ราบลุ่ม เพื่อเป็นที่รับน้ำที่ไหลมาจากเขาเพื่อใช้ในการอุปโภคบริโภคของคนเมือง แต่ว่าอยู่ในตำแหน่งที่อันตรายเสี่ยงกับการมีน้ำท่วมฉับพลันเมื่อเวลาฝนตกหนัก จึงจำเป็นต้องมีแนวคูน้ำและคันดินในลักษณะซับซ้อน เพื่อการรับน้ำ เบนน้ำ และกระจายน้ำด้วยระบบเหมืองฝาย ผังเมืองจึงเกิดขึ้นจากการจัดการน้ำเป็นสำคัญ และการป้องกันข้าศึกศัตรูเป็นหน้าที่รองลงมา เวียงพางคำคล้ายกันกับเวียงเชียงใหม่ที่มีแนวกำแพงและคูน้ำโอบชั้นนอกเพื่อเบนน้ำเข้าลำเหมือง เช่นเมืองเชียงใหม่เบนน้ำและถ่ายน้ำลงลำน้ำแม่ข่า ซึ่งแท้จริงเป็นลำเหมือง 

 


เจดีย์วัดป่าสักที่เมืองเชียงแสน

                ในขณะที่ทางเวียงพางคำเบนน้ำและถ่ายน้ำลงสู่เหมืองแดง แต่น้ำที่ถูกนำเข้ามาใช้ในการอุปโภคบริโภคที่สำคัญนั้นจะไหลมาจากภูศักดิ์สิทธิ์ เบื้องหลังเมืองที่มีพระบรมธาตุเป็นสัญลักษณ์ทางจักรวาล เช่นเมืองเชียงใหม่มีพระธาตุดอยสุเทพ แต่ทางเวียงพางคำมีพระธาตุดอยเวา ทั้งเหมืองแม่ข่าของเชียงใหม่และเหมืองแดงของแม่สายต่างก็เป็นต้นแบบให้มีการสร้างเหมืองฝายอีกเป็นจำนวนมากที่เบนน้ำจากลำน้ำธรรมชาติที่ลงจากเขาสู่ที่ราบลุ่ม เพื่อการชลประทาน และการตั้งถิ่นที่อยู่อาศัยเป็นบ้านเล็กเมืองน้อย

                ตำนานปู่เจ้าลาวจกและตำนานสิงหนวัติทับซ้อนกันในพื้นที่ลุ่มน้ำสาย-รวกนี้ โดยตำนานปู่เจ้าลาวจกกล่าวว่า ลาวจกคือผู้ที่อยู่อาศัยเป็นหลักแหล่งอยู่บนดอยตุง ซึ่งน่าจะมีการทำไร่หมุนเวียนในการเพาะปลูก เพราะกล่าวถึงการใช ้เสียมตุ่น เป็นเครื่องมือ (เครื่องมือหินขัด) ในขณะที่เรื่องลวจักราชพูดถึง ลวจักราชเป็นเทพจากดอยตุงจุติมาเกิดเป็นกษัตริย์ ลงบันไดเงินมาสร้างเมืองนครเงินยางที่ตีนดอยตุง ซึ่งเมืองนี้จะเป็นอื่นไปไม่ได้นอกจากเวียงพางคำ ในขณะที่ชื่อเวียงพางคำนั้นปรากฏในตำนานสิงหนวัติที่ว่าเป็นเมืองที่กษัตริย์ในตระกูลสิงหนวัติที่ย้ายมาจากเวียงหนองล่ม มาสร้างขึ้นเป็นเมืองสำคัญที่ต่อมาพระเจ้าพรหมมหาราชทรงเป็นกษัตริย์และแผ่พระเดชานุภาพไปยังบ้านเมืองต่างๆ ความสำคัญของเวียงพางคำที่ปรากฏในตำนานอีกอย่างหนึ่งก็คือ ตอนที่เจ้าพรหมมหาราชจับนาคที่ว่ายมาตามลำน้ำสายแล้วกลายเป็นช้างพานคำอันเป็นช้างคู่บุญบารมี กับอีกตอนหนึ่งที่กษัตริย์นครพานคำที่สืบมาจากพระเจ้าพรหมโปรดให้ขุดเหมืองแดงขึ้นเพื่อการเพาะปลูกของประชาชน ซึ่งเป็นเหมืองเก่าแก่ที่ยังคงสืบมาจนทุกวันนี้ เหมืองแดงเป็นเหมืองประวัติศาสตร์ที่มีการอ้างอิงและกล่าวถึงในประวัติศาสตร์การชลประทานกันอยู่เนืองๆ คือการเอาใจใส่ของผู้ปกครองบ้านเมืองในอดีต 

                ปัจจุบันนี้การรับรู้เรื่องตำนานปู่เจ้าลาวจกและลวจักราชมีน้อยมากในบรรดาผู้รู้ของอำเภอแม่สาย เหตุนี้เวียงเงินยางจึงหายไปและเคลื่อนไปอยู่ทางอำเภอเชียงแสน แต่เวียงพานคำและเรื่องของพระเจ้าพรหมยังสืบเนื่องตลอดเวลา  แม้พระเจ้าพรหมมหาราชจะค่อยเลือนไปในประวัติศาสตร์ในปัจจุบันก็ตาม แต่ในบริบทของสังคมท้องถิ่นเช่นเมืองแม่สายก็ยังดำรงอยู่อย่างเข้มข้นในฐานะที่เป็นผู้นำทางวัฒนธรรมที่เป็นทั้งอัตลักษณ์และสัญลักษณ์ของท้องถิ่น

                ดังเห็นได้จากปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในลานคนเมืองหน้าที่ทำการอำเภออันอยู่ในพื้นที่ของเวียงพางคำ รูปปั้นของพระเจ้าพรหมที่เป็นอนุสาวรีย์กลายเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่คนกราบไหว้บวงสรวงขอพรและพลัง การจัดงานขึ้นก็กลายเป็นประเพณีพิธีกรรมในรอบปีที่มีบทบาทในการอบรมทางวัฒนธรรมให้แก่เยาวชน [Cultivation] การรับรู้ประวัติความสำคัญของพระเจ้าพรหมในมิติใหม่ได้เกิดขึ้นจากทั้งการเล่าขานตำนานเมืองเหมืองแดง และขานรับด้วยการแสดงการร่ายรำของเด็กนักเรียน รวมไปถึงการนำไปเชื่อมโยงกับรูปแบบเครื่องแต่งกาย และอาหารการกินที่สะท้อนให้เห็นลักษณะทางชาติพันธุ์ของคนแม่สายในปัจจุบัน ทำให้เห็นได้ว่าคนเมืองแม่สายนี้ กลุ่มสำคัญในทางวัฒนธรรมก็คือคนไทยใหญ่ที่เข้ามาตั้งหลักแหล่งมาช้านานและยังคงเข้มข้นอยู่ในปัจจุบัน ข้าพเจ้าเห็นการแต่งกายแบบไทยใหญ่ เช่น อาหารไทยใหญ่โดยเฉพาะข้าวฟืมแบบต่างๆ แต่ที่สำคัญคือการแสดงสิ่งของเอกสารโบราณที่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์สังคมของคนแม่สายในช่วงเวลา ๑๐๐ ปีที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบันอย่างชัดเจน หลักฐานเหล่านี้มีผู้รู้ผู้สนใจที่เป็นคนแม่สาย รวบรวมวิเคราะห์ตีความอย่างมีเหตุผลและข้อเท็จจริงที่จะนำไปสร้างประวัติศาสตร์ท้องถิ่น โดยคนท้องถิ่นและอัตลักษณ์ท้องถิ่นด้วยสติปัญญาของคนท้องถิ่นเพื่อการพัฒนาท้องถิ่นโดยคนแม่สายได้

 

ศรีศักร  วัลลิโภดม : บทบรรณาธิการ ปีที่ ๓๕ ฉ. ๔  (ตุลาคม-ธันวาคม ๒๕๕๒)

อัพเดทล่าสุด 1 ส.ค. 2559, 09:51 น.
บทความในหมวด
ที่ตั้งมูลนิธิ ๓๙๗ ถนนพระสุเมรุ แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐
โทรศัพท์ ๐-๒๒๘๑-๑๙๘๘ , ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐ โทรสาร ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐
อีเมล์ Vlekprapaifoundation@gmail.com
                    
Copyright © 2011 lek-prapai.org | All rights reserved.