หน้าหลัก
เกี่ยวกับมูลนิธิ
วันเล็ก-ประไพ รำลึก
ติดต่อเรา
บันทึกจากท้องถิ่น เมืองสกลนครจากภาพถ่ายของพระดุลยภาณสรประจักษ์
บทความโดย วลัยลักษณ์ ทรงศิริ
เรียบเรียงเมื่อ 1 ต.ค. 2555, 08:50 น.
เข้าชมแล้ว 9701 ครั้ง

 

บันทึกจากท้องถิ่น

 

. พระยาประจันตประเทศธานี (โง่นคำ) ต้นสกุลพรหมสาขา ณ สกลนคร ผู้ว่าราชการเมืองสกลนครและที่ปรึกษาทางการปกครองเมือง มีอายุยืนยาวและถึงแก่อนิจกรรมเมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๖ โดยลูกหลานมอบให้ข้าราชการผู้ใหญ่ที่เมืองสกลนครเป็นที่ระลึก

 

 

เมืองสกลนครจากภาพถ่ายของพระดุลยภาณสรประจักษ์  (บุญมาก ตังคณะสิงห์) ช่วงปฏิบัติงานเป็นผู้พิพากษาหัวหน้าศาล ณ เมืองสกลนคร ระหว่าง พ.ศ. ๒๔๗๗-๒๔๘๙

 

ภาพถ่ายเก่าจากเมืองสกลนครของพระดุลยภาณสรประจักษ์ (บุญมาก ตังคณะสิงห์) ช่วงปฏิบัติงานเป็นผู้พิพากษาหัวหน้าศาล ณ เมืองสกลนคร ระหว่าง พ.ศ. ๒๔๗๗-๒๔๘๙ ซึ่งเป็นระยะเวลาหลังเปลี่ยนแปลงการปกครองในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นแบบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นพระประมุขภายใต้รัฐธรรมนูญ จนถึงเมื่อราวหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ 

 

 

ภาพส่วนใหญ่เกี่ยวเนื่องในกิจกรรมของข้าราชการใหญ่น้อยในเมืองสกลนครยุคนั้น การตรวจราชการ งานฉลองวันชาติหรืองานฉลองวันรัฐธรรมนูญ (วันชาติในยุคนั้นยังใช้วันที่ระลึกพระราชทานรัฐธรรมนูญ ซึ่งเริ่มฉลองเมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๒ ก่อนเปลี่ยนมาเป็นวันพระราชสมภพของพระมหากษัตริย์ คือวันที่ ๕ ธันวาคม เมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๕)

 

 

การฉลองวันชาติซึ่งปรากฏในภาพอาจจะเนื่องจากเป็นการฉลองในช่วงปีที่ ๒ (ภาพที่บันทึกไว้ว่าเป็นราวปี พ.ศ. ๒๔๘๓) จึงมีการจัดขบวนแห่ใหญ่โต เกณฑ์เด็กนักเรียน ข้าราชการ ราษฎรในเมืองแต่งกายงดงาม มีการแต่งเพลงวันชาติ ๒๔ มิถุนายน โดยอาจารย์มนตรี ตราโมท ที่มีเนื้อเพลงบางประโยคบางวลีใกล้เคียงกับข้อความที่นำไปใช้ประดับในการออกร้านของร้านค้าหน่วยราชการต่างๆ รวมทั้งกำลังอยู่ในช่วงสงครามอินโดจีน เห็นบรรยากาศการสะท้อนสภาวะสงคราม เช่น การแสดงอาวุธทางทหารจำลองประเภทต่างๆ ควบคู่ไปกับการกล่าวถึงการเทิดทูนรัฐธรรมนูญที่เป็นรูปธรรม คือพานรัฐธรรมนูญและอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย 

 

 

ในช่วงเวลานี้เกิดสงครามอินโดจีนที่เริ่มจากนักศึกษาและประชาชนในกรุงเทพฯ ประท้วงเดินขบวนเรียกร้องรัฐบาลเรียกเอาดินแดนคืนจากฝรั่งเศสจากเหตุการณ์ ร.ศ. ๑๑๒ เช่น เสียมราฐ พระตะบอง จำปาสัก เมื่อวันที่ ๘ ตุลาคม ๒๔๘๓ ต่อมาจอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีและผู้บัญชาการทหารสูงสุดส่งทหารข้ามพรมแดนเข้าไปยึดดินแดนคืนทันที เกิดยุทธการหลายแห่ง และเหตุการณ์ที่มีชื่อเสียงคือการเปิดศึกทางอากาศเหนือเมืองเวียงจันทน์กับฝรั่งเศส กองทหารในภาพชุดนี้ที่เดินแถวมีธงชัยเฉลิมพลนำหน้าก็เนื่องมาจากสงครามอินโดจีนนี่เอง 

 

 

สงครามอินโดจีนนี้ต่อเนื่องจนถึงปลายเดือนมกราคม ๒๔๘๔ ทางญี่ปุ่นซึ่งเป็นฝ่ายอักษะแสดงเจตจำนงเข้ามาไกล่เกลี่ยความขัดแย้ง ภายหลังฝรั่งเศสได้มอบดินแดนบางส่วนคืนให้แก่ไทย ฝ่ายไทยจึงจัดการปกครองเป็น ๔ จังหวัด คือ จังหวัดพิบูลสงคราม จังหวัดพระตะบอง จังหวัดนครจำปาสัก และจังหวัดลานช้าง 

 

๒. ข้าราชการในงานเลี้ยง สังเกตการแต่งกายที่มีเครื่องกันหนาวและต้นไม้ใหญ่ที่อาจอยู่บริเวณริมหนองหาร      

๓. หญิงสาวทั้งสาวน้อยและสาวใหญ่เข้าร่วมเดินในขบวน โบกธงชาติเนื่องในงานฉลองวันชาติหรืองานรัฐธรรมนูญ สังเกตการแต่งกายที่นิยมใส่เสื้อขาว มีทั้งแขนสั้นและแขนกุด หรือผ้าลายดอก สวมผ้าซิ่นที่น่าจะมีสีสันงดงามทอมืออย่างประณีต บางผืนมีการต่อเชิงด้านล่าง หลายคนคล้องผ้าพาดไหล่ที่แขนและนิยมตัดผมสั้นและเสยผมเปิดหน้าผาก  

 

๔. ขบวนพาเหรด ป้ายด้านหน้าเขียนว่า “โรงเรียนจังหวัดชายส่งเสริมรัฐนิยม” มีเด็กนักเรียนแต่งกายเลียนแบบชาวมลายู ด้านบนมีป้ายเขียนว่า “เพราะเราเป็นไทยยังเรียกประเทศเราว่าไทย” น่าจะอยู่ในช่วงเปลี่ยนชื่อจากสยามเป็นประเทศไทยในเวลานั้น ป้ายต่อมาเท่าที่อ่านได้คือ “ให้เรียกคำว่าไทยแก่ชาวไทยทั้งมวลโดยไม่แบ่งแยก” เป็นต้น 

๕. ขบวนแถวในขบวนฉลองงานรัฐธรรมนูญ น่าจะเป็นนักเรียนหญิง สวมเสื้อขาว นุ่งผ้าซิ่น และสวมรองเท้าขาว ผมตัดสั้น กลางขบวนเป็นช้างตามขบวนแห่เสาธงชาติ และแถวตำรวจเดินขนาบซ้ายขวา ต่อจากนั้นจึงน่าจะเป็นขบวนแห่ของข้าราชการ สังเกตบ้านเรือนเป็นเรือนไม้ หลังคาแป้นเกล็ดไม้ ส่วนร้านค้าเป็นเพิงคล้ายศาลาในลักษณะเป็นเรือนค้าขาย  

 

๖. ขบวนแห่ปราสาทผึ้งเนื่องในงานออกพรรษา โดยมีผู้หญิงอายุต่างๆ ทั้งวัยสาวและสูงอายุ รวมทั้งเด็กๆ ตามขบวนแห่มาอย่างมากมายที่บริเวณสนามหน้าศาลากลางจังหวัด บริเวณสนามมิ่งเมือง เป็นอาคารชั้นเดียวใต้ถุนสูง ใกล้กับโรงเรียนสกลราชวิทยานุกูล ซึ่งบันทึกว่าสร้างใน พ.ศ. ๒๔๗๕                                                                        

๗. ขบวนแห่ปราสาทผึ้งที่ทำรถขบวนเป็นรถถัง มีคนแต่งตัวแฟนซีสวมหน้ากาก ที่อาจจะสื่อถึงทหารฝรั่งเศสที่แสดงถึงช่วงเวลาคาบเกี่ยวกับสงครามอินโดจีน น่าจะอยู่ในช่วงออกพรรษาราว พ.ศ. ๒๔๘๔ 

 

 

ต่อมาเมื่อญี่ปุ่นยกพลขึ้นบกที่ประเทศไทยเมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๔ เพื่อขอใช้ประเทศไทยเป็นทางผ่าน  จนกระทั่งจอมพล ป.พิบูลสงคราม ต้องทำพิธีลงนามเป็นพันธมิตรด้วย  หลังจาก พ.ศ. ๒๔๘๕ จนถึง พ.ศ. ๒๔๘๘ กรุงเทพฯ เข้าสู่ภาวะสงครามเต็มรูปแบบและมีความเดือดร้อนกันทั่วไป นอกจากนี้ยังมีภาพของชาวบ้าน เช่น  งานเทศกาลเนื่องในคราวออกพรรษา มีการแข่งเรือที่บันทึกไว้ว่าเรือจากบ้านท่าวัดชนะเลิศที่ ๑ ในภาพมีฝีพายหญิงและชายพายเรือให้ผู้ชมชมที่บริเวณสระพังทอง เมื่อนำภาพไปสอบถามชาวบ้านที่ท่าวัดก็ยังมีร่องรอยความทรงจำเรือนางคำไหลและถ้วยรางวัลที่ได้รับในคราวนั้น รวมทั้งภาพหญิงสาวกับต้นเทียนพรรษาแบบดั้งเดิมที่มีการตกแต่งต้นเทียนสวยงาม แต่ไม่ได้เน้นที่จะต้องมีขนาดใหญ่โตหรือแต่งเป็นรูปรถรูปปั้นลอยตัวเช่นในทุกวันนี้ นอกจากนี้ยังมีภาพถ่ายหมู่ที่ทำให้ทราบว่าร่วมกันแต่งกายแบบ “รัฐนิยม” มาลานำไทย เพราะผู้หญิงใส่เสื้อสีพื้นหรือลายดอกแบบสุภาพ สวมผ้าซิ่น สวมหมวกกันแทบทุกคน

 

 

นโยบายรัฐนิยม เช่น ประกาศให้ข้าราชการเลิกนุ่งผ้าม่วง เลิกสวมเสื้อราชปะแตน และให้นุ่งกางเกงขายาวแทน มีการยกเลิกบรรดาศักดิ์และยศข้าราชการพลเรือน เปลี่ยนชื่อประเทศจาก "สยาม" เป็น "ไทย" ในวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๘๒ จัดตั้งสภาวัฒนธรรมแห่งชาติขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๕ ประกาศนโยบายและสั่งห้ามประชาชนกินหมากโดยเด็ดขาด ให้ผู้หญิงเลิกนุ่งโจงกระเบน เปลี่ยนมานุ่งผ้าถุงแทน ให้สวมหมวก  สวมรองเท้า  หากผู้หญิงคนใดไม่สวมหมวกจะถูกตำรวจจับและปรับ ฯลฯ 

 

๘. หญิงสาวกับต้นผึ้งหรือต้นเทียนพรรษาขนาดย่อมๆ ที่ตกแต่งด้วยลวดลายพรรณไม้สวยงามรอบลำเทียน

 

 

๙. มีการบันทึกที่รูปว่า  “รูปที่ระลึกสำหรับ  นางสาวถนอม ทิพย์สุวรรณ์ นางงามที่ ๑ โดยคะแนนประชาชนลงบัตรเลือกในงานฉลองรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๔๘๑”    

๑๐. ภาพผู้เฒ่าไทบ้าน น่าจะเป็นภาพถ่ายในหมู่บ้านใดหมู่บ้านหนึ่งในจังหวัดสกลนคร โดยยังไว้ผมทรงดอกกระทุ่ม ใส่เสื้อทรงกระบอกแขนยาว มีผ้าแถบคล้องคอ  นุ่งซิ่นสูงและมีลายที่เชิงผ้าด้านล่าง ไม่สวมรองเท้า ซึ่งคงเป็นการแต่งตัวแบบเรียบร้อยเป็นพิธีเพื่อถ่ายรูป ในขณะที่ด้านข้างมีคนนั่งรอแบบยองๆ ทั้งหญิงสาว เด็ก และผู้ชาย โดยแต่งตัวแบบลำลอง เช่น เสื้อคอกระเช้า นุ่งผ้าแถบ ฯลฯ

 

๑๙. ภาพเขียนบรรยายไว้ว่า ชนะที่ ๑ ในงานออกพรรษา พ.ศ. ๒๔๘๒ ที่หนองหาร สกลนคร คณะท่าวัด ซึ่งเมื่อนำไปสอบถามผู้สูงอายุในบ้านท่าวัดก็ยังจำผู้อยู่ในภาพบางท่านได้ โดยเรือแห่งนี้มีฝีพายหญิงด้วย บ้านท่าวัดถือว่าเรือฝีพายหญิงบ้านนี้ไม่เคยเป็นรองใคร

๒๐. การเดินทางโดยรถโดยสารระหว่างเมือง ในภาพน่าจะเป็นจุดแวะพัก รถบรรทุกผู้โดยสารนี้นั่งได้หลายคน และเห็นกลุ่มคนกำลังตั้งวงนั่งรับประทานอาหาร ด้านหน้ามีกองเกวียนสองสามเล่มและอยู่บริเวณที่มีเชิงเขาที่มีก้อนหินทรายขนาดใหญ่อยู่ด้านหลัง น่าจะเป็นเส้นทางที่เลียบเชิงเขาภูพาน      

 

๒๑. รถโดยสารยี่ห้อ Chevrolet ที่มีการบรรทุกกระเป๋าเดินทางและสิ่งของด้านบน พื้นดินเป็นดินร่วนปนทราย ด้านหน้ารถแม้จะมีไฟหน้า แต่ก็แขวนตะเกียงไว้ด้วยเพื่อการเดินทาง

๒๔. กองทหารเดินแถวที่ไปรบในสงครามอินโดจีน ช่วงระยะเวลาดังกล่าวราว พ.ศ. ๒๔๘๓-๒๔๘๔ โดยมีธงชัยเฉลิมพลนำหน้า

 

 

บันทึกจากท้องถิ่น : จดหมายข่าวมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ ฉ.๙๖ (ตุลาคม – ธันวาคม ๒๕๕๕)

อัพเดทล่าสุด 14 มี.ค. 2560, 08:50 น.
บทความในหมวด
ที่ตั้งมูลนิธิ ๓๙๗ ถนนพระสุเมรุ แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐
โทรศัพท์ ๐-๒๒๘๑-๑๙๘๘ , ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐ โทรสาร ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐
อีเมล์ Vlekprapaifoundation@gmail.com
                    
Copyright © 2011 lek-prapai.org | All rights reserved.