หน้าหลัก
เกี่ยวกับมูลนิธิ
วันเล็ก-ประไพ รำลึก
ติดต่อเรา
“วงสัมพันธ์ทางการค้า ร้านขายยาแผนโบราณย่านเยาวราช”
บทความโดย วีระพงษ์ กังวานนวกุล
เรียบเรียงเมื่อ 26 เม.ย. 2559, 13:47 น.
เข้าชมแล้ว 8233 ครั้ง

 

ภายในร้านขายยาจีนที่ปรับเป็นทั้งยาแผนปัจจุบันและสมุนไพรจีนย่านเยาวราช

ที่ยังคงใช้สายสัมพันธ์ของคนขายยาจีนด้วยกันเกื้อกูลซึ่งกันและกัน จากความสัมพันธ์ในการกินเลี้ยงวงแชร์

รูปแบบการค้าขายแบบเก่าแก่ของคนจีนย่านเยาวราช

 

คนรุ่นอากงอาม่าที่เดินทางมาจากจีนแผ่นดินใหญ่มายังสยาม เรื่องราวของการใช้ยาจีน ยาต้ม ยาตุ๋น ยาอม ยาดม ขนานต่างๆ ก็มาพร้อมกับหมอชาวจีน ที่จัดเครื่องยาสมุนไพรจีนตามอาการและความต้องการของผู้ใช้ยา

 

จนเกิดกิจการร้านขายยาแผนโบราณแบบจีนขึ้นมากมาย ขยายเป็นกิจการที่เชื่อมความสัมพันธ์ในกลุ่มชาวจีนสยามย่านเยาวราช

 

ช่วงเวลาผ่านไป รุ่นลูกก็สืบสานกิจการการค้ายาสมุนไพรแบบจีนที่ขยายการบริโภคอย่างแพร่หลายในกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นคนจีน คนไทย บุคคลทั่วไปที่นิยมจิบน้ำสมุนไพร เช่น น้ำจับเลี้ยง น้ำหล่อฮั้งก้วย ผสมผสานกับน้ำสมุนไพรไทยในยุคนั้นก็ว่าได้ เช่น น้ำใบเตย น้ำลอยดอกมะลิ ที่ในครัวเรือนไทยก็มักนิยมจัดไว้ดื่มและรับแขกเมื่อครั้นมีแขกบ้านแขกเรือนแวะเวียนมาเที่ยวบ้าน

 

รุ่นลูกในช่วงพัฒนาการการขยายตัวที่นิยมชมชอบการใช้ยาสมุนไพรจีนนั้น ส่งผลต่อความรุ่งเรืองทางการค้าที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วของร้านขายยาแผนจีนโบราณย่านเยาวราช จึงก่อเกิดวงน้ำชาสนทนาเจรจาความสัมพันธ์ของกลุ่มผู้ค้าขายยาสมุนไพร รวมกันยกระดับการค้าแบบร่วมกันลงทุนสั่งสินค้าครั้งละจำนวนมากเพื่อลดต้นทุนการสั่งรายย่อย จากความสัมพันธ์พัฒนาเป็น “วงโต๊ะแชร์” ที่นัดหมายหารือและพบปะสังสรรค์กันทุกเดือนเพื่อหารือแลกเปลี่ยนมุมมองความคิดและแนวทางการค้าใหม่ๆ ผ่านวงสนทนา

 

โต๊ะแชร์คือการกินข้าวกัน ลงขันกัน ลงทุนทางการเงินร่วมกันเพื่อขยายกิจการทางการค้า อีกทั้งยังฝากดูแลกิจการซึ่งกันและกันในกลุ่มเพื่อนชาวจีนสยามที่ไม่ว่าจะเป็นกิจการเล็กหรือกิจการใหญ่ ก็อาศัยความเป็นพี่น้องที่รุ่นอากงอาม่าได้ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมาเมื่อครั้งเข้ามาทำงานการค้าการขายแต่ก่อนนั้น

 

วงโต๊ะแชร์เป็นวงนั่งสนทนาโต๊ะกลม หรือเรียกว่าโต๊ะจีนที่ติดปากกันมาจนปัจจุบันนั้น ถือว่าเป็นวงคุยที่ผู้นั่งทุกคนอยู่ในมุมที่ไม่มีใครเป็นศูนย์กลาง บรรยากาศจึงมีความเป็นกันเองและดูสบายๆ ใกล้ชิดกันมากกว่าการใช้โต๊ะเหลี่ยม

 

รุ่นหลานการสืบทอดกิจการในยุคที่สังคมเริ่มเปลี่ยนและการแพทย์สมัยใหม่รุกคืบ การดูแลและการรักษาสุขภาพแบบฝรั่งก็ขยายตัวในเมืองอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้กิจการร้านขายยาแผนโบราณซบเซาลง จะเหลือก็แต่ลูกค้าเก่าๆ ที่เป็นคนจีนและคนทั่วไปที่นิยมใช้ยาสมุนไพรจีนและต้มยาบำรุงกินเอง ช่วงเวลานั้นหมอจีนเองก็ลดน้อยลงไปอย่างเห็นได้ชัด

 

เจ้าของร้านขายยา “จิงหน่ำเฮง” ย่านถนนเจริญกรุงที่รุ่นหลานดูแลและบริหารกิจการแทนรุ่นพ่อรุ่นแม่นั้น กล่าวว่า  “ตนเองจบมาทางด้านเภสัชกร แต่พอแต่งงานออกจากบ้านมาอยู่กับสามีก็มาช่วยดูแลกิจการต่อ ใช้ความรู้ทางเภสัชกรในการขายยาแผนปัจจุบันมากกว่า ซึ่งก็เปิดพื้นที่อีกมุมหนึ่งของร้านเดิมเพื่อบริการลูกค้าที่ใช้ยาแผนปัจจุบัน ส่วนยาจีนทางป๊าและม้า (พ่อ-แม่) จะยังคงดูแลอยู่ ซึ่งตนเองก็เรียนรู้และฝึกจากทั้งสองท่านเอง และจะรู้ว่ายาจีนชนิดไหนใช้ยังไง หรือจัดยาจีนตามใบสั่งของหมอจีนที่เขียนใบสั่งยามาให้ทางร้านจัดมากกว่า เพราะอ่านพอได้ แต่เขียนได้บางคำ”

 

ช่วงเวลาผ่านไปกระแสการหวนหาการแพทย์ทางเลือกก็กลับมาอีกครั้ง จนเกิดการส่งเสริมการเรียนการสอนและเปิดหลักสูตรการแพทย์ทางเลือกขึ้นอีกครั้ง ร้านขายยาก็ต้องปรับตัวตามจังหวะของสังคม แต่ทั้งนี้ความสัมพันธ์ของ “วงโต๊ะแชร์” แม้ยังคงรักษาความเป็นเครือข่ายกันอยู่สำหรับคนรุ่นพ่อรุ่นแม่ แต่รุ่นลูกก็แทบไม่มีความสัมพันธ์แบบนี้มากนัก นอกจากการบอกกล่าวฝากฝังในวงโต๊ะแชร์จากรุ่นพ่อรุ่นแม่ให้รับรู้ดังนี้ 

 

“ลูกหลานเราต้องรู้จักกันและดูแลกัน ช่วยกันค้าขายมีอะไรก็เกื้อกูลกันไป เกาะกลุ่มกันไว้ อย่าทิ้งกัน ใครมีทุนเยอะก็ลงทุนเยอะ ใครมีน้อยก็ลงทุนน้อย แบ่งกันไปค้าขาย อันไหนไม่มี อันไหนหมด ก็แบ่งกันไป” 

 

 

ภายในร้านขายยาจีนที่ปรับเป็นทั้งยาแผนปัจจุบันและสมุนไพรจีนย่านเยาวราช 

ที่ยังคงใช้สายสัมพันธ์ของคนขายยาจีนด้วยกันเกื้อกูลซึ่งกันและกัน จากความสัมพันธ์ในการกินเลี้ยงวงแชร์ 

รูปแบบการค้าขายแบบเก่าแก่ของคนจีนย่านเยาวราช

 

คำกล่าวที่พ่อแม่พูดเสมอกับลูกในร้านขายยา

ปัจจุบันถึงแม้การตอบรับการใช้ยาแผนโบราณจะเริ่มกลับมาอีกครั้ง แต่ด้วยการขยายความเจริญของเมืองหลวงขยับขยายออกไปนอกเมืองมากขึ้น กลุ่มร้านขายยาย่านเยาวราชก็ยังคงรักษาพื้นที่ในการขายยาจีน เพื่อบริการลูกค้าเก่าๆที่ไปมาหาสู่กันอย่างต่อเนื่องเพราะหากร้านนี้ขาดของ ขาดชนิดยาขนานใดก็สามารถไปหยิบยืมตามหาให้กับลูกค้าได้ในทันที เพราะความเป็นย่านร้านขายยาจีนโบราณ

 

รุ่นเหลน ความเชื่อแห่งโลกอนาคตเป็นแรงขับดันให้ลูกหลานชาวจีนกิจการร้านขายยาถึงเวลาห่างเหินต่อกิจการที่ต้องสืบทอดแล้ว จากปัจจัยทางการศึกษาของสังคมในยุคปัจจุบันที่เร่งและเน้นความเป็นเลิศทางวิชาการ ยิ่งทำให้ความสัมพันธ์ของรุ่นเหลนยากที่จะเข้าใกล้ในอาชีพของต้นตระกูล และด้วยสภาวะการจราจรที่หนาแน่นก็ซ้ำยืดเวลาให้ห่างออก ทำให้ช่วงเวลาแห่งความสัมพันธ์น้อยลงไป รุ่นเหลนจะเข้าร่วมวงสนทนาหรือไปรู้จักกลุ่มลูกหลานในเครือกิจการร้านขายยาก็แทบไม่มีโอกาส “วงโต๊ะแชร์” จึงคงเหลือแต่เพียงผู้สูงอายุและรุ่นลูกที่พอจะเกาะกลุ่มกันได้บ้าง

 

เจ้าของร้านขายยาแห่งหนึ่งกล่าวว่า “ลูกๆไม่มีใครเดินรอยตามเลย แค่ไปโรงเรียนเดินทางไปกลับก็หมดแรงแล้ว จะไปวงโต๊ะแชร์กับอาม่าก็ไม่ไป เค้าบอกเหนื่อยบ้าง การบ้านเยอะบ้าง ต้องไปทำรายงานกับเพื่อนบ้าง เรียนพิเศษบ้าง คงหมดแล้วละ

 

“ส่วนร้านขายยาก็ขายไปเรื่อยๆเพราะไม่รู้จะย้ายไปขายที่ไหน ร้านนี้อยู่ที่นี่มานานแล้ว ลูกค้าก็รู้จักว่าอยู่ตรงนี้ จะให้ย้ายไปที่อื่นก็ไม่รู้ว่าจะขายได้ไหม ลูกค้าจะตามไปไหม แล้วถ้าลูกค้ามาแล้วที่ร้านไม่มีของที่เขาต้องการเราก็ต้องวิ่งไปหาให้ซึ่งก็ลำบากมาก

 

ในขณะที่ร้านขายยานี้เช่าที่ของสำนักทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ค่าเช่าก็แพงขึ้นทุกวัน ไม่รู้ว่าจะได้ขายและรักษาพื้นที่นี้ได้อีกนานเท่าใด ถึงวันนั้นของที่สต๊อกอยู่ก็คงเอาออกมาขายให้หมดแล้วก็ส่งเด็กๆ ได้เรียนให้สูงๆ ต่อไป”

 

โต๊ะแชร์ วงสนทนาที่หยุดเวลาเพื่อรักษามิตรภาพของความสัมพันธ์ในกลุ่มเสมือนเครือญาติที่ผูกพันทางการค้ามาอย่างยาวนานจากรุ่นสู่รุ่นยังคงอยู่ในกลุ่มคนรุ่นสูงอายุเมื่อทุกคนใช้ชีวิตเร็วขึ้น ขั้นตอนและรายละเอียดแห่งความผูกพันลดน้อยลงและคำว่า “วงโต๊ะแชร์” ในความหมายปัจจุบันเปลี่ยนไปในทางแต่เอาความสนุกเพียงข้ามราตรีของการดื่มกินเที่ยวที่ไร้ความสัมพันธ์ทางการค้า การดูแลกันเฉกเช่นวงโต๊ะแชร์ในอดีต

 

พระนครบันทึก :จดหมายข่าวมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ ฉ.๙๖ (ตุลาคม-ธันวาคม ๒๕๕๕)

อัพเดทล่าสุด 30 ต.ค. 2560, 13:47 น.
บทความในหมวด
ที่ตั้งมูลนิธิ ๓๙๗ ถนนพระสุเมรุ แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐
โทรศัพท์ ๐-๒๒๘๑-๑๙๘๘ , ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐ โทรสาร ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐
อีเมล์ Vlekprapaifoundation@gmail.com
                    
Copyright © 2011 lek-prapai.org | All rights reserved.