หน้าหลัก
เกี่ยวกับมูลนิธิ
วันเล็ก-ประไพ รำลึก
ติดต่อเรา
จาม : คนไร้ชาติ แต่ไม่ไร้อารยธรรม
บทความโดย ศรีศักร วัลลิโภดม
เรียบเรียงเมื่อ 1 ม.ค. 2552, 14:25 น.
เข้าชมแล้ว 2355 ครั้ง


จาม : คนไร้ชาติ แต่ไม่ไร้อารยธรรม

 

 

คลองขุดสายสำคัญที่สองฝั่งคลองมีคนจามอยู่อาศัยจำนวนมาก ที่เมืองเจาด๊ก ใกล้ชายแดนเวียดนาม-กัมพูชา

 

เมื่อปลายเดือนมกราคม ๒๕๕๒ ที่แล้วมา ข้าพเจ้ามีโอกาสเดินทางไปที่เมืองโจดกในพื้นที่ดินดอนสามเหลี่ยมของแม่น้ำโขงในเวียดนามใต้อีกวาระหนึ่ง เพื่อติดตามการเก็บข้อมูลเพื่อการวิจัยของนักศึกษาปริญญาเอกชาวเวียดนามคนหนึ่ง ผู้ได้รับทุนสนับสนุนการวิจัยกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) โดยข้าพเจ้าเป็นอาจารย์ที่ปรึกษา

 

นักศึกษาคนนี้ทำงานวิจัยเกี่ยวกับชีวิตวัฒนธรรมของคนจามมุสลิมในชุมชนแห่งหนึ่งริมแม่น้ำบาสัก ซึ่งเป็นแพรก (สาขา) หนึ่งของแม่น้ำโขงในดินดอนสามเหลี่ยมแม่น้ำโขง

 

การศึกษาของนักศึกษาคนนี้แม้จะเน้นที่การเปลี่ยนแปลงทางชีวิตวัฒนธรรมของคนจามในชุมชนหนึ่งก็ตาม แต่ก็อยู่ในบริบทของนิเวศและภูมิวัฒนธรรมที่สามารถโยงใยให้แลเห็นภาพรวมของประวัติศาสตร์สังคมและวัฒนธรรมของคนจามที่อยู่ในภูมิภาคนี้ ตั้งแต่อดีตจนปัจจุบันได้อย่างเป็นรูปธรรม

 

ถ้ามองจากประวัติศาสตร์ที่เล่าเรียนกันอยู่ในขณะนี้ ซึ่งเป็นประวัติศาสตร์เศรษฐกิจ – การเมือง คนจามก็คือคนที่สิ้นชาติและสูญพันธ์ไปนานแล้ว เพราะประวัติศาสตร์มักจะพูดว่าจามเคยเป็นชาติใหญ่ มีอาณาจักรเป็นของตนเอง และเคยครอบครองดินแดนภาคกลางของประเทศเวียดนามมาก่อน แต่ต้องเสื่อมสิ้นไปเพราะการรุกรานของคนเวียดนาม และการทำศึกสงครามกับคนขอมหรือเขมร ทำให้คนจามสิ้นชาติและแตกสานระเหเร่ร่อนไปอยู่ตามประเทศต่างๆ ในปัจจุบัน เช่นเป็นชนกลุ่มน้อยในเวียดนามและเขมร รวมทั้งในประเทศไทยด้วย อีกทั้งคนจามส่วนใหญ่เปลี่ยนมานับถือศาสนาอิสลาม กลายเป็นคนมุสลิมไป เป็นต้น

 

แต่ถ้ามองผ่านมิติทางประวัติศาสตร์สังคมที่เน้นชีวิตวัฒนธรรมของคนจามในสังคมปัจจุบัน ที่กระจายอยู่ตามประเทศเวียดนาม กัมพูชา มาเลเซีย และไทยแล้ว คนจามมีทั้งอยู่ในสภาพที่เป็นชนกลุ่มน้อยและกลุ่มคนที่กลายเป็นพลเมืองเต็มขั้นของหลายๆ ประเทศไปแล้ว อย่างเช่นคนบ้านครัว ที่แต่ก่อนเรียกว่า “แขกครัว “ ริมคลองแสนแสบในกรุงเทพฯ เป็นต้น

 

เหตุที่คนจามต้องกระจายแยกย้ายกันอยู่ตามประเทศต่างๆ นั้น ก็หาได้เกี่ยวข้องกับความล่มสลายของชาติบ้านเมืองในอดีตไม่ หากเป็นเพราะคนจามส่วนใหญ่เป็นพวกค้าขายที่เป็นนักเดินทางระยะไกลทางทะเลมากกว่า ความเป็นชาติบ้านเมืองของจามจนมีพัฒนาการเป็นรัฐหรืออาณาจักรในอดีตนั้น มีรากฐานอยู่เพียงแค่บริเวณภาคกลางของประเทศเวียดนามตั้งแต่จังหวัดกวางนามลงมาถึงปากแม่น้ำโขงของเวียดนามใต้ การศึกษาและค้นคว้าทางโบราณคดีโดยนักโบราณคดีเวียดนามมีหลักฐานยืนยันให้เห็นว่าคนจามสืบสายมาจากพวกซาหวิ่งห์ตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ ที่อยู่ตามฝั่งทะเล และเป็นนักเดินเรือระยะไกลมาก่อน

 

อัตลักษณ์ของคนเหล่านี้ชี้ให้เห็นจากการมีจี้และตุ้มหูที่ทำด้วยหินกึ่งรัตนชาติ หรือแก้ว เป็นรูปสัตว์สองหัว ซึ่งพบมากในเวียดนาม ทั้งยังพบที่อู่ทอง ดอนตาเพชร ในประเทศไทย รวมถึงประเทศอื่นๆ ในเอเชียอาคเนย์

 

ราวพุทธศตวรรษที่ ๗ – ๘ เมื่อมีการเกี่ยวข้องกับอินเดียและจีน คนเหล่านี้ได้ตั้งรัฐขึ้นเป็นรัฐจามปาและฟูนัน รับพุทธศาสนาและศาสนาฮินดูมาปฏิบัติ การค้าขายทางทะเล โดยเฉพาะกับจีน ทำให้เกิดความมั่งคั่งขึ้น จนเกิดความขัดแย้งกับคนเวียดนามซึ่งอยู่ในบริเวณประเทศเวียดนามตอนเหนือ และกับคนขอมหรือเขมร ทั้งสมัยก่อนเมืองพระนคร และสมัยเมืองพระนคร จนในที่สุดคนจามก็ต้องเสียความเป็นรัฐและอาณาจักรไป

 

รัฐหรืออาณาจักรใหญ่ๆ ของคนจามมีอยู่สองรัฐ ที่ดินดอนสามเหลี่ยมแม่น้ำโขงคือรัฐฟูนัน กับรัฐจามที่เรียกว่าจามปาหรือหลินยี่ อยู่ในบริเวณภาคกลางของเวียดนาม ทั้งคนฟูนันและจามปาเป็นคนในตระกูลภาษาออสโตรนีเซียน คือมลาโยโพลีนีเซียน ที่ในปัจจุบันนับเนื่องเป็นคนมาเลย์

 

รัฐฟูนันเลื่อมลงเพราะถูกกลุ่มคนในตระกูลภาษาออสโตรเอเชียติก ที่เรียกว่าพวกมอญ – เขมร หรือขอมเข้ายึดครองตามที่ในประวัติศาสตร์กล่าวถึงการขยายตัวของพวกขอมเจนละเข้ามาครอบครองตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ ๑๑ ลงมา

 

1.  บ้านเรือนของชาวจามที่เป็นเรือนแบบปั้นหยา และมักบอกช่วงเวลาในการสร้างไว้ด้วย

2.  งานทอผ้าของชาวบ้านที่เมืองเจาด๊กยังคงเป็นสิ่งที่ทำรายได้เสริมและอาชีพหลักของผู้หญิงคนจามอยู่ไม่น้อย

 

ในขณะที่รัฐจามปาหรือหลินยี่ ในบริเวณเวียดนามกลางยังดำรงอยู่คู่ขนานมากับรัฐเจนละในประเทศกัมพูชา และรัฐทวารวดีในภาคกลางของประเทศไทย

 

จามปาหรือหลินยี่นี้แบ่งออกเป็นสองส่วน คือทางเหนือและทางใต้ ทางเหนือเริ่มแต่เว้ในจังหวัดกวางนามลงมา รู้จักกันในนามของอมราวดี ส่วนทางใต้เรื่อยแต่กุยญินลงมาถึงฟานเที้ยด ที่รู้จักกันในนามของปาณฑุรังคะ

 

รัฐจามทางเหนือเสียให้แก่คนเวียดก่อน ส่วนทางใต้ทำสงครามกับทั้งคนเวียดและคนเขมร มาสิ้นสุดเอาราวพุทธศตวรรษที่ ๒๐ แต่การสิ้นความเป็นรัฐหรือความเป็นชิตของคนจามนั้น หาได้สิ้นความเป็นเผ่าพันธุ์ของคนจามไม่ หากยังมีคนจามอยู่ทั้งในพื้นที่เวียดนามกลางและลุ่มแม่น้ำโขงตอนล่าง รวมทั้งผู้ที่เดินทางไปค้าขายและตั้งถิ่นฐานอยู่ในประเทศใกล้เคียง เช่น เขมร ไทย มาเลเซีย และที่อื่นๆ

 

คนจามในภาคกลางของเวียดนาม แถบเมืองฟานราง มีทั้งนับถือศาสนาฮินดูและศาสนาอิสลาม ในขณะที่พวกที่อยู่ในบริเวณสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงนับถือศาสนาอิสลาม

 

ในเขตเมืองฟานชางของเวียดนามกลางดูเป็นบริเวณที่สานต่ออารยธรรมจามในทางศาสนาอยู่ ซึ่งเห็นได้จากปราสาทจามแต่สมัยพุทธศตวรรษที่ ๑๗ – ๑๘ อันได้แก่ปราสาทโปกลงการาย และปราสาทโปโรเมของพุทธศตวรรษที่ ๒๓ ยังเป็นที่มีการทำพิธีกรรมทางศาสนาอยู่ เป็นศาสนาฮินดูที่มีการผสมผสานกับการบูชากษัตริย์ เช่นพระเจ้าโปกลงการายและพระเจ้าโปโรเม รวมทั้งผู้ที่เป็นวีรชน

 

ข้าพเจ้าได้เคยเห็นพวกพราหมณ์จามไปทำพิธีในรอบปีที่ปราสาทโปโรเม อันเป็นศาสนสถานของจามสมัยหลังสุดตรงกับราวสมัยอยุธยาตอนปลาย ปราสาทหลังนี้ตั้งอยู่บนเนินเขาที่ด้านหน้าเป็นที่ราบยาวออกไปติดกับชายทะเล มีหมู่บ้านของคนจามกระจายกันอยู่ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพวกที่ทำเกษตรกรรมและเลี้ยงสัตว์ คนจามเหล่านี้ยังคงสืบประเพณีทางสังคมที่เน้นการสืบสายเลือดข้างแม่ ซึ่งก็แลเห็นได้จากแหล่งฝังศพที่เน้นฝ่ายสตรีเป็นใหญ่ และตำแหน่งของผู้อาวุโสมักจะได้แก่ผู้ที่เป็นหญิงมากกว่าชาย และใช้คำเรียกว่า “โป” นำหน้า

 

ความสำคัญของผู้หญิงในเรื่องนี้ เกี่ยวพันไปถึงการนับถือและบูชาเทพสตรีเป็นผู้ทรงอำนาจสูงสุดทางศาสนาด้วย ดังเช่นที่ปราสาทโปนาคา อันเป็นศาสนสถานสำคัญของเมืองญาจาง มีภาพพระนางทุรคา ปางมหิษาสุรมรรทนีอยู่ที่หน้าบัน โปนาคาเป็นชื่อของเทวสตรีจาม ที่กลายมาเป็นเทพสตรีที่คนเวียดนามให้ความเคารพสืบมาจนทุกวันนี้ โดยมีผู้คนไปกราบไหว้และทำพิธีกรรมแทบทุกวัน

 

ที่เมืองเว้อันเป็นเมืองหลวงของเวียดนามในอดีตก็มีศาลเจ้าบนภูเขาริมแม่น้ำหอม เป็นที่สถิตของโปนาคา แต่อยู่ในรูปแบบของศาสนสถานของคนเวียด

 

ในบริเวณเวียดนามใต้บนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขง ตั้งแต่เมืองอันยางจนถึงเมืองโจดก ที่อยู่บนสองฝั่งของลำน้ำบาสัก ที่มีคนจามมุสลิมตั้งถิ่นฐานตามแม่น้ำลำคลอง ก็มีเขาศักดิ์สิทธิ์ของจามที่เรียกว่าภูชาม ที่ในความเชื่อของคนท้องถิ่นบอกว่าเป็นที่ประดิษฐานรูปเคารพสตรี เรียกว่าเจ้าแม่ชือ และเล่าว่าเมื่อครั้งกองทัพสยามบุกเวียดนามในพุทธศตวรรษที่ ๒๔ นั้น  ทหารไทยได้พบเทวรูปนี้บนเขา และพยายามจะเคลื่อนย้ายไป แต่ด้วยอภินิหารทำให้ต้องทิ้งเทวรูปนี้ไว้ตีนเขา ต่อมาผู้เคารพกราบไหว้ได้สร้างวิหารให้เป็นที่มาทำพิธีกรรม คือวิหารเจ้าแม่ชือในปัจจุบัน และกลายเป็นแหล่งแสวงบุญของผู้คนในเวียดนามได้ทั้งหมดไป

 

ข้าพเจ้าเคยไปที่วิหารเจ้าแม่ชือนี้ ทั้งในเวลาปรกติและในเทศกาลตรุษ [Tet] ของคนเวียดนาม มีผู้คนไปไหว้และทำพิธีที่วิหารเจ้าแม่ชือมากมาย ทำพิธีเซ่นไหว้ด้วยผลไม้ ธูปเทียน และหมูหันเป็นตัวๆ

 

อย่างไรก็ตาม คนจามในสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงปัจจุบันไม่ไปไหว้เจ้าแม่ชือ เพราะเป็นคนมุสลิม แต่การให้ความสำคัญแกสตรีในเรื่องแม่เป็นใหญ่ ยังคงดำรงอยู่ในชีวิตประจำวัน และในประเพณีพิธีกรรม โดยเฉพาะการแต่งงานที่ฝ่ายชายต้องไปอยู่กับฝ่ายหญิง

 

ในการเดินทางไปเวียดนามครั้งนี้ ข้าพเจ้าได้มีโอกาสไปร่วมงานแต่งงานของคนจามมุสลิมริมฝั่งแม่น้ำบาสักในเมืองโจดก พบว่าคนจามยังรักษาประเพณีที่ให้ความสำคัญต่อสตรีเช่นเดิม ซึ่งดูแตกต่างไปจากประเพณีของคนเวียดที่ให้ความสำคัญกับผู้ชายละม้ายไปทางจีน ดังเห็นได้จากหลังพิธีแต่งงานแล้ว เจ้าบ่าวต้องไปทำพิธีอยู่ร่วมกับเจ้าสาวที่บ้านเจ้าสาวก่อน หลังจากนั้นก็จะเลือกอยู่กับเจ้าสาวต่อไป หรือกลับมาอยู่บ้านเจ้าบ่าว หรือจะเคลื่อนย้ายไปอยู่ในที่ใหม่ ก็แล้วแต่ความเหมาะสม

 

1.  ชายชาวจามมุสลิมกำลังเดินไปบ้านงานเจ้าสาวในหมู่บ้าน

2.  หญิงสาวกับแม่ชาวจาม

 

คนจามในชุมชนที่ไปเยือนมานี้มีทั้งคนรวยคนจน ซึ่งแลเห็นได้จากขนาดบ้านเรือนและเครื่องตกแต่ง แต่กลับไม่มีรั้วรอบกั้นเขตแยกจากกันแบบต่างคนต่างอยู่ ยังคงอยู่ร่วมกันอย่างเสมอภาค ไม่มีร่องรอยของการเกิดความเหลื่อมล้ำทางชนชั้น อีกทั้งผู้คนล้วนมีอัธยาศัยกับคนภายนอกที่มาเยือนเป็นอย่างดี

 

แต่สิ่งที่น่าสังเกตเป็นอย่างยิ่งก็คือ บ้านเรือนของคนจามสะอาด กว้างขวางและน่าอยู่ เพราะการดูแลของผู้หญิงจาม รวมทั้งการเลี้ยงดูลูกหลานให้อยู่รวมกันอย่างอบอุ่นด้วย

 

สตรีจามนอกจากจะเป็นแม่บ้านแม่เรือนที่ดีแล้ว ยังมีรูปร่างหน้าตาดี แต่งกายเรียบร้อย และยังคงให้ความสำคัญกับการโพกผ้าที่ศีรษะ ซึ่งมีการตกแต่งให้เห็นป็นอัตลักษณ์ ซึ่งเรื่องนี้ก็ต้องชื่นชมรัฐบาลเวียดนามด้วย แม้ว่าจะเป็นประเทศคอมมิวนิสต์ แต่ให้เสรีภาพในชีวิตความเป็นอยู่ของคนจามอย่างมีเกียรติเช่นเดียวกับคนเวียดโดยทั่วไป ซึ่งก็เหมือนกับรัฐสมัยอยุธยาและกรุงเทพฯ ตอนต้น ที่พร้อมจะรับคนจามเข้ามาในสังคม

 

คนจามที่เข้ามาค้าขายในอยุธยาและกรุงเทพฯ มีความชำนาญในการเดินเรือและรู้เรื่องเกี่ยวกับทางน้ำไม่แพ้ชนชาติจีน ครั้งรัชกาลสมเด็จพระนเรศวร อันเป็นเวลาของการทำสงครามกับพม่า คนจามได้เข้ามาเป็นทหารอาสาทางน้ำ ทำให้เกิดกองทัพเรือที่มีคนจามได้รับแต่งตั้งให้เป็นแม่ทัพ ในราชทินนามว่าพระยาราชบังสัน ตำแหน่งและราชทินนามดังกล่าวนี้อยู่สืบมาจนถึงสมัยกรุงเทพฯ

 

คนจามในเมืองไทยที่ปัจจุบันกลายเป็นคนไทยอย่างสมบูรณ์แล้ว ก็คือคนบ้านครัวริมคลองแสนแสบใกล้ถนนเพชรบุรีที่คนแต่ก่อนมักเรียกกันว่า “แขกครัว” เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่เข้ามาตั้งแต่สมัยอยุธยา – กรุงเทพฯ ตอนต้น เป็นพวกที่มีส่วนในการขุดคลองแสนแสบ และได้รับพระราชทานที่ดินให้สร้างมัสยิดและตั้งชุมชนอยู่สืบทอดกันมาอย่างเป็นกลุ่มเป็นเหล่าเป็นปึกแผ่นทางสังคม

 

คนบ้านครัวเป็นคนขยัน รักสงบ มีอาชีพทางการค้าขาย และมีความสามารถในการทอผ้าไหม ซึ่งแสดงให้เห็นถึงบทบาทของพวกสตรีแม่บ้าน เป็นผ้าไหมที่สวยงามและมีชื่อเสียง จนเป็นเหตุให้นายเจมส์ ทอมป์สัน นักธุรกิจอเมริกันที่อยู่ในเมืองไทย นำไปสร้างเป็นธุรกิจใหญ่โต จนกลายเป็นมหาเศรษฐี

 

ผ้าไหมบ้านครัวคือสิ่งสะท้อนให้เห็นถึงความสามารถในทางศิลปวัฒนธรรมของคนจาม แต่ที่สำคัญยิ่งก็คือการอยู่รวมกันเป็นสังคมที่มีความเป็นปึกแผ่นของคนจามบ้านครัว ที่สามารถรวมพลังกันต่อต้านการรุกล้ำทำลายของโครงการสร้างทางด่วนมาลงบ้านครัว เพื่อความเจริญทางธุรกิจ ที่ให้แค่ความร่ำรวยแก่พวกนายทุนทั้งในชาติและข้ามชาติ

 

ข้าพเจ้าเคยสนับสนุนให้นักศึกษาคนหนึ่งไปศึกษาเก็บข้อมูลทางวัฒนธรรมในชุมชนบ้านครัว ก็ได้ข้อมูลที่น่าสนใจจากคนแก่ในชุมชน ที่คนบ้านครัวรุ่นใหม่ไม่ใคร่ทราบ คือเรื่องคนบ้านครัวมีความเชื่อในเรื่องจระเข้ ว่าเป็นบรรพบุรุษของพวกตน

 

ข้อมูลนี้ฝังใจข้าพเจ้าเรื่อยมา เพราะเห็นว่าคนจามโดยชีวิตวัฒนธรรมที่มีมาแต่เดิมนั้น เป็นพ่อค้านักเดินทางตามทะเลและแม่น้ำลำคลอง จระเข้คือสัตว์ที่มีอิทธิพลในน้ำที่น่าจะเกี่ยวข้องกับคนจามไม่ใช่น้อย จึงนำมาเป็นสัตว์สัญลักษณ์ในความเชื่อ เกิดชื่อสถานที่ตามแม่น้ำลำคลอง หนองบึงในหลายๆ แห่งที่เกี่ยวกับจระเข้ และมักปรากฏในเรื่องทางตำนานวรรณคดี และศิลปกรรม เช่นลวดลายภาพสลักของสัตว์ในวรรณคดี ที่เรียกว่า “มกร” และ “เหรา” เป็นต้น

 

ที่ปราสาทวัดภู บนภูเก้าริมฝั่งโขงในเขตเมืองจัมปาสักของลาว เคยเป็นภูศักดิ์สิทธิ์ของคนจามโบราณมาก่อนที่จะมีการสร้างปราสาทวัดภูของขอมตั้งแต่สมัยเจนละมาถึงสมัยเมืองพระนคร เหตุที่ภูเก้าเป็นภูศักดิ์สิทธิ์ เพราะตรงยอดภูมีเดือยหินธรรมชาติเกิดขึ้นเป็นส่วนยอด ดูคล้ายแท่งศิวลึงค์ จึงเรียกว่าสวยมภูลึงค์ คือเป็นของที่เกิดขึ้นเอง คนจามเรียกภูศิวลึงค์นี้ว่า “ลิงคบรรพต” เป็นสัญลักษณ์ภูมิทัศน์ทางวัฒนธรรมที่แลเห็นแต่ไกล

 

รอบๆ ภูเก้านี้เคยเป็นชุมชนที่อยู่บนเส้นทางคมนาคมของคนจามมาก่อนที่พวกเจนละบกจะเคลื่อนเข้ามายึดครองและสร้างเมืองเศรษฐปุระเป็นเมืองสำคัญขึ้น

 

ตรงตระพักของไหล่เขาอันเป็นที่ตั้งของปราสาทวัตถุ นับเนื่องเป็นตีนเขาภูเก้าที่มีเพิงหิน โขดหิน น้ำซับ และลานกว้าให้เป็นที่พำนักของพวกดาบส นักพรต และสร้างศาสนาสถานให้เป็นแหล่งทำพิธีกรรมทางศาสนาและความเชื่อ เป็นที่ผู้คนจากชุมชนบ้านเมืองที่อยู่ข้างล่าง มาประกอบประเพณีพิธีกรรมกันตามกาละที่กำหนด

 

ศาสนสถานที่พบ ณ บริเวณนี้ มีปราสาทวัดภูเป็นศูนย์กลาง ด้านหลังเป็นเพิงหิน โขดหิน อันเป็นที่พำนักของนักพรตและดาบส ทางด้านซ้ายมือของปราสาท พบร่องรอยของเนินหินและโขดหินที่มีภาพสลักพิมพ์ของจระเข้ลงไปบนโขดหินธรรมชาติ รวมทั้งโขดหินที่สลักเป็นรูปช้าง และโกลนของสิ่งที่เป็นสัญลักษณ์บางอย่าง

 

โบราณสถานดังกล่าวนี้อยู่นอกเขตศักดิ์สิทธิ์ของปราสาท และสะท้อนให้เห็นว่าเป็นของในระบบความเชื่อของคนในท้องถิ่น ความโดดเด่นอยู่ที่แม่พิมพ์รูปจระเข้ ที่ทำขึ้นเพื่ออะไร?

 

หลายท่านที่เป็นผู้รู้ตีความว่าน่าจะเป็นแหล่งของการบูชายัญที่บูชาจระเข้ ซึ่งก็น่าจะเป็นไปได้ ทำให้ข้าพเจ้าจินตนาการไปถึงความเชื่อของคนบ้านครัวริมคลองแสนแสบ ที่เล่าว่าตนเป็นลูกหลานของจระเข้

 

โดยเหตุนี้ จระเข้จึงน่าจะเป็นสัตว์โคตรตระกูล [Totem] ของคนจามมาก่อนที่จะมีการนับถือศาสนาฮินดูก็เป็นได้

 

อีกสิ่งหนึ่งที่น่าสังเกตก็คือ จระเข้เป็นสัตว์และมีอำนาจในน้ำกร่อยและน้ำจืดตามปากแม่น้ำลำคลองและหนองบึง โดยการเป็นสัตว์กึ่งบกกึ่งน้ำเช่นเดียวกันกับเหี้ย แลน และตะกวด ก็นับเนื่องเป็นสัตว์สัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์เหมือนกัน แต่จระเข้เป็นมากกว่านั้น เพราะเป็นสัตว์ดุร้าย จึงไปสัมพันธ์กับเรื่องของอำนาจ เช่นเดียวกันกับงู สิงห์ เสือ และนกอินทรี

 

ตามแม่น้ำลำคลองที่มีวังวนและโพรงถ้ำใต้น้ำที่สัมพันธ์กับจระเข้ก็มักจะได้รับการตั้งชื่อให้เกี่ยวกับจระเข้ เช่นตำบลจระเข้มาก จระเข้เผือก จระเข้สามพัน เป็นต้น

 

ที่โดดเด่นดูเหมือนจะได้แก่ตำนานเรื่องชาละวัน – ไกรทอง ที่เป็นเรื่องของจระเข้กับคนที่อยู่ริมน้ำ คนที่ค้าขายขึ้นล่องตามแม่น้ำ ตั้งแต่ปากน้ำเจ้าพระยาไปจนถึงพิจิตร พิษณุโลก

 

คนขึ้นล่องค้าขายตามแม่น้ำเจ้าพระยานั้นมีสองกลุ่ม คือจามและมอญ แต่คนทั่วไปในปัจจุบันมักรู้จักแต่เพียงพวกมอญเท่านั้น ทว่าถ้าย้อนหลังไปถึงสมัยอยุธยาตอนต้น ก่อนที่คนมอญจากลุ่มน้ำสาละวินจะเข้ามานั้น คนจามน่าจะเป็นพวกขึ้นล่องค้าขายมาก่อน ในทำนองเดียวกับคนจามที่มีอาชีพขึ้นล่องตามลำน้ำที่พบในกัมพูชาและเวียดนามปัจจุบัน

 

 

1.  เจ้าสาวและเพื่อเจ้าสาว

2.  งานแห่ขันหมากของชาวจามไปหมั้นหญิงสาวในลำน้ำสาขาลำน้ำโขงที่เมืองเจาด๊ก

 

ที่เมืองพระนครศรีอยุธยายังมีคลองปทาคูจามทรงฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา เป็นถิ่นฐานของคนจามมุสลิมคลองนี้อยู่ใกล้กันกับคลองตะเคียน อันเป็นบริเวณที่คนมุสลมกลุ่มอื่นๆ ตั้งถิ่นฐาน

 

ร่องรอยของคนจามตามที่กล่าวมานี้ ทำให้นำเข้ามาเชื่อมโยงกับสิ่งที่เป็นสัญลักษณ์สำคัญอย่างหนึ่งในศิลปวัฒนธรรมของกรุงศรีอยุธยา คือเรือในพระราชพิธีสิบสองเดือน ที่เรียกว่าเรือศีรษะจระเข้ หรือ สุพรรณเหรา ที่มีมาก่อนเรือศีรษะนาค หรืออนันตนาคราช

 

เรือสุพรรณเหราที่ปรากฏในทวาทศมาศ และกฎหมายเก่าของกรุงศรีอยุธยาที่มีมาตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนต้น หรือก่อนหน้านั้น คือเรือศรีสมรรถไชย และไกรสรมุข อันเป็นเรือทรงของพระมหากษัตริย์และพระอัครมเหสีในพระราชพิธีแข่งเรือเสี่ยงน้ำในเดือนสิบเอ็ด เรือสุพรรณเหรานี้ปรากฏยิ่งใหญ่มากในเอกสารจดหมายเหตุของฝรั่งเศส ที่แสดงภาพกระบวนเรือที่แห่พระราชสาส์นของพระเจ้ากรุงฝรั่งเศสมายังราชสำนักสยามของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช และเรือทรงพระราชสาส์นก็คือเรือสุพรรณเหรา

 

 

 

ศรีศักร  วัลลิโภดม (บทบรรณาธิการวารสารเมืองโบราณ ปีที่ ๓๕ ฉ. ๑ มกราคม-มีนาคม ๒๕๕๒)

อัพเดทล่าสุด 1 ส.ค. 2559, 14:25 น.
บทความในหมวด
ที่ตั้งมูลนิธิ ๓๙๗ ถนนพระสุเมรุ แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐
โทรศัพท์ ๐-๒๒๘๑-๑๙๘๘ , ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐ โทรสาร ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐
อีเมล์ Vlekprapaifoundation@gmail.com
                    
Copyright © 2011 lek-prapai.org | All rights reserved.