หน้าหลัก
เกี่ยวกับมูลนิธิ
วันเล็ก-ประไพ รำลึก
ติดต่อเรา
เมื่อ ‘ของหลวง’ กลายเป็น ‘ของราษฎร์’ และ ‘อาหารคน’ ป่นเป็น ‘อาหารสัตว์’
บทความโดย ศรีศักร วัลลิโภดม
เรียบเรียงเมื่อ 1 ก.ค. 2534, 14:04 น.
เข้าชมแล้ว 2486 ครั้ง

 

บริเวณอ่าวปัตตานี ที่มีปัญหาน้ำตื้นเขินจากการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อม การทำโรงงานอุตสาหกรรม 

เรือประมงพาณิชย์ในเขตชายฝั่งตลอดจนความพยายามออกเอกสารแสดงสิทธิในการทำกิน

ทั้งที่เคยเป็นพื้นที่สาธารณประโยชน์มาก่อน

 

ปรากฏการณ์อย่างหนึ่งในกระบวนการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจการเมืองในเมืองไทยทุกวันนี้ก็คือ  สิ่งที่เคยเป็นของหลวงหรืออีกนัยหนึ่งของส่วนรวมที่ไม่มีคนหนึ่งคนใดเป็นเจ้าของนั้น กำลังปรับเปลี่ยนให้กลายมาเป็นของเอกชนอยู่เรื่อยๆ จนเกือบไม่มีมาตรการอันใดที่จะยับยั้งสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นเหล่านี้ได้ โดยเฉพาะสิ่งที่เป็นป่าเขาลำเนาไพร ต้นแม่น้ำลำธาร และเกาะแก่งชายหาด ชายทะเลที่งดงามตามธรรมชาติ

 

มักเป็นสิ่งปรารถนาของบรรดาปัจเจกบุคคลผู้มีอำนาจและเงินตรา ต่างก็ใช้ทั้งกำลังภายในและภายนอก ยื้อแย่งให้กลายมาเป็นกรรมสิทธิ์ของตน เพื่อจะเอาไปสร้างรีสอร์ท โรงแรม สนามกอล์ฟ สถานบริการท่องเที่ยว หรือไม่ก็ที่พักผ่อนตากอากาศของตนและพรรคพวก โดยหวังว่านอกจากได้เป็นกรรมสิทธิ์แล้ว ยังสามารถนำรายได้ทางเศรษฐกิจมาให้กับตนและบริวารอีกด้วย

 

ข้ออ้างเพื่อสร้างความชอบธรรมในการที่จะยึดครองและปรับเปลี่ยนของหลวงให้กลายของส่วนตัวของบรรดาบุคคลเหล่านี้ ที่สำคัญก็คือเพื่อพัฒนาสิ่งที่เป็นทรัพยากรธรรมชาติเหล่านี้ให้เกิดรายได้ทางเศรษฐกิจ เพื่อจะยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชนในชาติให้อยู่ดีกินดี ก็นับว่าเป็นข้ออ้างที่โอ่อ่าและขานรับกันไปทั่ว อีกทั้งดูเหมือนจะเป็นที่ยอมรับกันไปทั่วโลกที่เป็นสังคมทุนนิยมเสียด้วยซ้ำ รัฐบาลไหนรัฐบาลนั้นพอมีอำนาจขึ้นมาก็ดำเนินนโยบายตามข้ออ้างที่ศักดิ์สิทธิ์เช่นนี้เรื่อยมา

 

จนกระทั่งในทุกวันนี้ เกือบทุกคนต่างพากันโอดครวญถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมและสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติที่ถูกเปลี่ยนไปเพื่อให้เกิดรายได้ทางเศรษฐกิจเหล่านี้ ว่า ทำให้เกิดภัยพิบัติทั้งด้านอากาศเสีย น้ำท่วมฉับพลัน พื้นแผ่นดินแห้งแล้ง ทำการเพาะปลูกไม่ได้ รวมทั้งปัญหาในเรื่องสภาวะอะไรต่างๆ ร้อยแปดพันประการ

 

ก็ไม่รู้ว่าการร้องแรกแหกกระเชอเช่นนั้น มาจากความจริงใจหรือแหกปากปาวๆ ไปเป็นแฟชั่นเพราะเห็นว่าทั่วโลกเขากำลังรณรงค์กันในเรื่องพิทักษ์สภาพแวดล้อม หลายๆ คนก็เกิดดัดจริตกลัวภาวะที่ฝรั่งเรียกว่า “กรีนเฮาส์เอฟเฟ็ค” ขึ้นมาบ้าง ทั้งๆ ที่ก็ไม่สำเหนียกว่ามันคืออะไรแน่

 

แต่สิ่งที่ปรากฏกันอย่างแน่ๆ ก็คือกระบวนการปรับเปลี่ยนของหลวงให้เป็นของราษฎร์ ในลักษณะที่ทำลายสภาพแวดล้อมธรรมชาตินั้นยังคงดำรงอยู่ต่อไป และดูเหมือนจะมากกว่าแต่ก่อนเก่าทุกทีๆ เหมือนกับยิ่งดียิ่งกัดฉะนั้น ดูแล้วไม่เห็นมีทางจะหยุดยั้งอะไรได้

 

ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เพราะคนส่วนใหญ่ในสังคมได้ถูกครอบงำโดยระบบเศรษฐกิจการเมืองแบบทุนนิยมที่นับวันจะครอบครองโลกอยู่ในขณะนี้ แต่ก่อนยังมีระบบสังคมนิยมคอยถ่วงดุลอยู่บ้าง แต่เดี๋ยวนี้ลัทธิคอมมิวนิสต์ที่เป็นแกนนำในระบบนั้นก็กำลังล่มสลาย เพราะต่างก็หันมาเห็นดีเห็นงามกับทุนนิยมกันมากแล้ว

 

ในที่สุดก็เห็นจะต้องมาสรุปเอาอย่างง่ายๆ ว่าเหตุของความยุ่งยากทั้งหลายที่เกิดขึ้นนี้ก็คงเนื่องมาจากลัทธิเอาอย่างนั่นเอง เห็นเขาว่าอะไรก็ว่าตามเขาไปโดยไม่ไตร่ตรองหรือทบทวนว่าเหมาะสมกับอัตภาพของตนหรือเปล่าหารู้ไม่ว่าแก่นแท้ของทุนนิยมอย่างสุดโต่งที่สังคมไทยกำลังบ้าเห่อกันอยู่ในขณะนี้ก็คือ การทำให้ผู้คนกลายเป็นปัจเจกบุคคลจนเกินไปนั่นเอง

 

เมื่อเป็นปัจเจกบุคคลนิยมจนเกินไปก็ย่อมไม่แลเห็นส่วนรวมนอกจากส่วนตัว เลยผิดปกติวิสัยในความเป็นมนุษย์

 

เพราะมนุษย์เป็นสัตว์สังคม จะดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างราบรื่นนั้นต้องอยู่ร่วมกัน พึ่งพาอาศัยกัน มีอะไรต่ออะไรที่เป็นสิ่งรวมกันจึงจะอยู่ได้ พฤติกรรมเช่นนี้เป็นธรรมชาติของมนุษย์ และเป็นสัจธรรมความเป็นมนุษย์จะดำรงอยู่ได้ก็ต้องมีการรักษาดุลยภาพให้เกิดขึ้นระหว่างความเป็นส่วนตัวและส่วนรวม ถ้าหากความเป็นส่วนตัวมีมากเกินไปก็มีผลกระทบกับความเป็นส่วนรวม ทำให้เกิดความขัดแย้งได้นานาประการ

 

ความขัดแย้งกันระหว่างระบอบการปกครองแบบเสรีนิยมประชาธิปไตยกับการปกครองสังคมนิยมแบบคอมมิวนิสต์นั้นอยู่ที่ ต่างฝ่ายเน้นในประเด็นที่สุดโต่งทั้งคู่ คือทางฝ่ายประชาธิปไตยก็เน้นเสรีนิยมแบบปัจเจกบุคคลจนเกินไป ในขณะที่ทางฝ่ายคอมมิวนิสต์มักยืนยันแบบหัวชนฝาว่าอะไรต่ออะไรก็ต้องเป็นของส่วนรวม ของส่วนตัวไม่มี

 

แต่ทว่าการที่จะทำให้ความเป็นส่วนตัวกับส่วนรวมอยู่ในลักษณะที่พอดีหรือสมดุลย์นั้น เป็นสิ่งที่ยากมากสำหรับบรรดาสังคมในประเทศโลกที่สาม เพราะสังคมของประเทศเหล่านี้มักทำอะไรเลียนตามแบบอย่างหรือไม่ก็อยู่ในกรอบของประเทศผู้นำที่เป็นแม่แบบจนแทบไม่มีการทบทวนตัวเองว่า ที่ตนได้มีความเจริญพัฒนามานั้น มีอะไรดีหรือเลวอยู่ และการที่จะเอาแบบอย่างเขามานั้นเหมาะสมกับสถานการณ์และพื้นฐานทางสังคมของตนหรือเปล่า

 

เมื่อมีการพัฒนาประเทศบ้านเมืองขึ้น จึงมีลักษณะเป็นประเทศหรือสังคมเกิดใหม่ ไม่มีหัวนอนปลายตีน อย่างที่เขาเรียกแบบเหยียดหยามว่า โลกที่สาม หรือประเทศด้อยพัฒนา หรือประเทศที่กำลังพัฒนาอะไรทำนองนั้น

 

สิ่งที่แลเห็นทนโท่ถึงความล้มเหลวของประเทศสังคมนิยมแบบคอมมิวนิสต์จนเกิดการเคลื่อนไหวทางการเมืองให้ล้มเลิกระบบการปกครองแบบนี้เสีย กับปัญหาของบรรดาประเทศเสรีนิยมประชาธิปไตยที่ปัญหาเรื่องการทำลายสภาพแวดล้อมทำให้เป็นพิษเป็นภัยต่อการดำรงชีวิตอยู่บนพื้นดินของมวลมนุษย์นั้น ทำให้เห็นได้ชัดเจนยิ่งขึ้นว่าทั้งสองฝ่ายต่างก็เน้นในสิ่งเดียวกัน คือเรื่องของเศรษฐกิจเพื่อให้คนอยู่ดีกินดีในทางวัตถุเป็นสำคัญ เมื่อต่างก็แสวงหาความต้องการทางวัตถุ ก็ไม่มีทางหลีกเลี่ยงที่จะต้องทำลายสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ เพราะเป็นความต้องการที่ไม่รู้จักพอเพียง เปรียบเสมือนสัตว์เดรัจฉานที่ต้องการ แต่เสพย์ให้สมหวังไปวันหนึ่งๆ เท่านั้น จนขัดกันกับความเป็นมนุษย์

 

เพราะมนุษย์อยู่เหนือกว่าสัตว์เดรัจฉานในลักษณะที่ว่าไม่ได้เสพย์เฉพาะสิ่งที่เป็นวัตถุ เช่น อาหารการกิน ที่อยู่อาศัย เครื่องนุ่งห่ม และอื่นๆ เพื่อให้ดำรงชีวิตอยู่เท่านั้น หากยังเสพย์สิ่งที่เป็นเรื่องของจิตใจหรือจิตวิญญาณที่เป็นนามธรรมด้วย ตัวอย่างที่เห็นอย่างง่ายๆ ก็คือ ทำไมคนเราอยากไปเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจตามชายทะเลและป่าเขาลำเนาไพร?

 

ทำไมคนเราอยากเห็นสิ่งสวยงามที่เป็นศิลปวัฒนธรรม แล้วทำไมเราจึงต้องการถ่ายภาพสิ่งต่างๆ เหล่านี้ หรือบางทีก็ถ่ายภาพตัวเองกับสิ่งแวดล้อมเหล่านี้ สิ่งเหล่านี้เป็นของกินได้ บริโภคได้หรือเปล่า

 

เหนือไปจากสิ่งเหล่านี้ก็คือความสนใจเรื่องของศาสนาและปรัชญา ที่นำความคิดคำนึงของมนุษย์ทุกผู้ทุกนามออกพ้นไปจากชีวิตความเป็นอยู่ประจำวันที่แวดล้อมไปด้วยสิ่งที่เป็นวัตถุทั้งหลาย

 

เมื่อนำสิ่งเหล่านี้มาสรุปแล้วก็จะแลเห็นความสัมพันธ์ที่กลมกลืนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของสภาพแวดล้อมธรรมชาติ ศิลปวัฒนธรรม และศาสนากับปรัชญาที่นับเป็นอาหารทางจิตวิญญาณของมนุษย์ชาติ

 

 

 

ภาพรวมที่แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ของสิ่งที่เป็นอาหารทางจิตวิญญาณเหล่านี้แลเห็นได้ไม่ยาก จากบรรดาหนังสือนิตยสาร วารสาร หรือสิ่งตีพิมพ์ที่มีขายกันตามร้านขายหนังสือทั่วไป แต่ที่น่าประหลาดใจก็คือ ในสังคมไทยเราทุกวันนี้ ผู้คน (โดยเฉพาะที่เป็นคนรุ่นใหม่ๆ) ดูไม่ใคร่สนใจสิ่งเหล่านี้เท่าใด มักมองข้ามไปยังบรรดาหนังสือและสิ่งตีพิมพ์ต่างๆ ที่เป็นเรื่องเพศสัมพันธ์ ความสนุกสนานรื่นรมย์ทางวัตถุ หรือไม่ก็เรื่องพิลึกกึกกือที่เกี่ยวกับผีสางบ้าๆ บอๆ อะไรต่างๆ โดยเฉพาะสิ่งที่กระตุ้นให้เกิดอัตตาและความโดดเด่นทางสังคมเป็นสำคัญ

 

ภาพของคนแต่งกายประหลาดๆ แฟชั่นใหม่ๆ ตลอดจนคนเด่นคนดังทางเศรษฐกิจ การเมืองและการบันเทิงต่างๆ ดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่ครอบงำความสนใจของบุคคลทุกผู้ทุกนามในชีวิตประจำวัน

 

ยิ่งกว่านั้นภาพของความโก้เก้ในเรื่องพาหนะขับขี่ รถยนต์ยี่ห้อนั้นยี่ห้อนี้ หรือว่าบ้านจัดสรร ทาวน์เฮาส์ คอนโดมิเนียม ตลอดจนบ้านพักตากอากาศ โรงแรม รีสอร์ทต่างๆ จนกระทั่งสนามกอล์ฟที่ผุดขึ้นเป็นดอกเห็ดนั้น ล้วนแต่กระตุ้นความรู้สึกนึกคิดของผู้คนให้อยากเห็นและอยากได้มาครอบครอง โดยที่หาตระหนักไม่ว่า สิ่งต่างๆ เหล่านั้นเกินความพอดี เกินความจำเป็นต่อชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนในสังคมไปอย่างมากแล้ว ทำนองตรงข้าม กลับเป็นยาพิษหรือสิ่งมอมเมาที่ชักจูงมนุษย์ให้เน้นแต่เรื่องของความเป็นปัจเจกบุคคลจนเกินไป

 

ความเป็นปัจเจกบุคคลนี่แหละ คือสิ่งที่ทำลายความเป็นมนุษย์ ทำลายทั้งธรรมชาติและสภาพแวดล้อม ตลอดจนศิลปวัฒนธรรม ศาสนา ปรัชญาที่เป็นอาหารทางจิตวิญญาณอันเคยค้ำจุนความเป็นมนุษย์มาแต่เด