หน้าหลัก
เกี่ยวกับมูลนิธิ
วันเล็ก-ประไพ รำลึก
ติดต่อเรา
เมื่อ ‘ของหลวง’ กลายเป็น ‘ของราษฎร์’ และ ‘อาหารคน’ ป่นเป็น ‘อาหารสัตว์’
บทความโดย ศรีศักร วัลลิโภดม
เรียบเรียงเมื่อ 1 ก.ค. 2534, 14:04 น.
เข้าชมแล้ว 2298 ครั้ง

 

บริเวณอ่าวปัตตานี ที่มีปัญหาน้ำตื้นเขินจากการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อม การทำโรงงานอุตสาหกรรม 

เรือประมงพาณิชย์ในเขตชายฝั่งตลอดจนความพยายามออกเอกสารแสดงสิทธิในการทำกิน

ทั้งที่เคยเป็นพื้นที่สาธารณประโยชน์มาก่อน

 

ปรากฏการณ์อย่างหนึ่งในกระบวนการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจการเมืองในเมืองไทยทุกวันนี้ก็คือ  สิ่งที่เคยเป็นของหลวงหรืออีกนัยหนึ่งของส่วนรวมที่ไม่มีคนหนึ่งคนใดเป็นเจ้าของนั้น กำลังปรับเปลี่ยนให้กลายมาเป็นของเอกชนอยู่เรื่อยๆ จนเกือบไม่มีมาตรการอันใดที่จะยับยั้งสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นเหล่านี้ได้ โดยเฉพาะสิ่งที่เป็นป่าเขาลำเนาไพร ต้นแม่น้ำลำธาร และเกาะแก่งชายหาด ชายทะเลที่งดงามตามธรรมชาติ

 

มักเป็นสิ่งปรารถนาของบรรดาปัจเจกบุคคลผู้มีอำนาจและเงินตรา ต่างก็ใช้ทั้งกำลังภายในและภายนอก ยื้อแย่งให้กลายมาเป็นกรรมสิทธิ์ของตน เพื่อจะเอาไปสร้างรีสอร์ท โรงแรม สนามกอล์ฟ สถานบริการท่องเที่ยว หรือไม่ก็ที่พักผ่อนตากอากาศของตนและพรรคพวก โดยหวังว่านอกจากได้เป็นกรรมสิทธิ์แล้ว ยังสามารถนำรายได้ทางเศรษฐกิจมาให้กับตนและบริวารอีกด้วย

 

ข้ออ้างเพื่อสร้างความชอบธรรมในการที่จะยึดครองและปรับเปลี่ยนของหลวงให้กลายของส่วนตัวของบรรดาบุคคลเหล่านี้ ที่สำคัญก็คือเพื่อพัฒนาสิ่งที่เป็นทรัพยากรธรรมชาติเหล่านี้ให้เกิดรายได้ทางเศรษฐกิจ เพื่อจะยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชนในชาติให้อยู่ดีกินดี ก็นับว่าเป็นข้ออ้างที่โอ่อ่าและขานรับกันไปทั่ว อีกทั้งดูเหมือนจะเป็นที่ยอมรับกันไปทั่วโลกที่เป็นสังคมทุนนิยมเสียด้วยซ้ำ รัฐบาลไหนรัฐบาลนั้นพอมีอำนาจขึ้นมาก็ดำเนินนโยบายตามข้ออ้างที่ศักดิ์สิทธิ์เช่นนี้เรื่อยมา

 

จนกระทั่งในทุกวันนี้ เกือบทุกคนต่างพากันโอดครวญถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมและสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติที่ถูกเปลี่ยนไปเพื่อให้เกิดรายได้ทางเศรษฐกิจเหล่านี้ ว่า ทำให้เกิดภัยพิบัติทั้งด้านอากาศเสีย น้ำท่วมฉับพลัน พื้นแผ่นดินแห้งแล้ง ทำการเพาะปลูกไม่ได้ รวมทั้งปัญหาในเรื่องสภาวะอะไรต่างๆ ร้อยแปดพันประการ

 

ก็ไม่รู้ว่าการร้องแรกแหกกระเชอเช่นนั้น มาจากความจริงใจหรือแหกปากปาวๆ ไปเป็นแฟชั่นเพราะเห็นว่าทั่วโลกเขากำลังรณรงค์กันในเรื่องพิทักษ์สภาพแวดล้อม หลายๆ คนก็เกิดดัดจริตกลัวภาวะที่ฝรั่งเรียกว่า “กรีนเฮาส์เอฟเฟ็ค” ขึ้นมาบ้าง ทั้งๆ ที่ก็ไม่สำเหนียกว่ามันคืออะไรแน่

 

แต่สิ่งที่ปรากฏกันอย่างแน่ๆ ก็คือกระบวนการปรับเปลี่ยนของหลวงให้เป็นของราษฎร์ ในลักษณะที่ทำลายสภาพแวดล้อมธรรมชาตินั้นยังคงดำรงอยู่ต่อไป และดูเหมือนจะมากกว่าแต่ก่อนเก่าทุกทีๆ เหมือนกับยิ่งดียิ่งกัดฉะนั้น ดูแล้วไม่เห็นมีทางจะหยุดยั้งอะไรได้

 

ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เพราะคนส่วนใหญ่ในสังคมได้ถูกครอบงำโดยระบบเศรษฐกิจการเมืองแบบทุนนิยมที่นับวันจะครอบครองโลกอยู่ในขณะนี้ แต่ก่อนยังมีระบบสังคมนิยมคอยถ่วงดุลอยู่บ้าง แต่เดี๋ยวนี้ลัทธิคอมมิวนิสต์ที่เป็นแกนนำในระบบนั้นก็กำลังล่มสลาย เพราะต่างก็หันมาเห็นดีเห็นงามกับทุนนิยมกันมากแล้ว

 

ในที่สุดก็เห็นจะต้องมาสรุปเอาอย่างง่ายๆ ว่าเหตุของความยุ่งยากทั้งหลายที่เกิดขึ้นนี้ก็คงเนื่องมาจากลัทธิเอาอย่างนั่นเอง เห็นเขาว่าอะไรก็ว่าตามเขาไปโดยไม่ไตร่ตรองหรือทบทวนว่าเหมาะสมกับอัตภาพของตนหรือเปล่าหารู้ไม่ว่าแก่นแท้ของทุนนิยมอย่างสุดโต่งที่สังคมไทยกำลังบ้าเห่อกันอยู่ในขณะนี้ก็คือ การทำให้ผู้คนกลายเป็นปัจเจกบุคคลจนเกินไปนั่นเอง

 

เมื่อเป็นปัจเจกบุคคลนิยมจนเกินไปก็ย่อมไม่แลเห็นส่วนรวมนอกจากส่วนตัว เลยผิดปกติวิสัยในความเป็นมนุษย์

 

เพราะมนุษย์เป็นสัตว์สังคม จะดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างราบรื่นนั้นต้องอยู่ร่วมกัน พึ่งพาอาศัยกัน มีอะไรต่ออะไรที่เป็นสิ่งรวมกันจึงจะอยู่ได้ พฤติกรรมเช่นนี้เป็นธรรมชาติของมนุษย์ และเป็นสัจธรรมความเป็นมนุษย์จะดำรงอยู่ได้ก็ต้องมีการรักษาดุลยภาพให้เกิดขึ้นระหว่างความเป็นส่วนตัวและส่วนรวม ถ้าหากความเป็นส่วนตัวมีมากเกินไปก็มีผลกระทบกับความเป็นส่วนรวม ทำให้เกิดความขัดแย้งได้นานาประการ

 

ความขัดแย้งกันระหว่างระบอบการปกครองแบบเสรีนิยมประชาธิปไตยกับการปกครองสังคมนิยมแบบคอมมิวนิสต์นั้นอยู่ที่ ต่างฝ่ายเน้นในประเด็นที่สุดโต่งทั้งคู่ คือทางฝ่ายประชาธิปไตยก็เน้นเสรีนิยมแบบปัจเจกบุคคลจนเกินไป ในขณะที่ทางฝ่ายคอมมิวนิสต์มักยืนยันแบบหัวชนฝาว่าอะไรต่ออะไรก็ต้องเป็นของส่วนรวม ของส่วนตัวไม่มี

 

แต่ทว่าการที่จะทำให้ความเป็นส่วนตัวกับส่วนรวมอยู่ในลักษณะที่พอดีหรือสมดุลย์นั้น เป็นสิ่งที่ยากมากสำหรับบรรดาสังคมในประเทศโลกที่สาม เพราะสังคมของประเทศเหล่านี้มักทำอะไรเลียนตามแบบอย่างหรือไม่ก็อยู่ในกรอบของประเทศผู้นำที่เป็นแม่แบบจนแทบไม่มีการทบทวนตัวเองว่า ที่ตนได้มีความเจริญพัฒนามานั้น มีอะไรดีหรือเลวอยู่ และการที่จะเอาแบบอย่างเขามานั้นเหมาะสมกับสถานการณ์และพื้นฐานทางสังคมของตนหรือเปล่า

 

เมื่อมีการพัฒนาประเทศบ้านเมืองขึ้น จึงมีลักษณะเป็นประเทศหรือสังคมเกิดใหม่ ไม่มีหัวนอนปลายตีน อย่างที่เขาเรียกแบบเหยียดหยามว่า โลกที่สาม หรือประเทศด้อยพัฒนา หรือประเทศที่กำลังพัฒนาอะไรทำนองนั้น

 

สิ่งที่แลเห็นทนโท่ถึงความล้มเหลวของประเทศสังคมนิยมแบบคอมมิวนิสต์จนเกิดการเคลื่อนไหวทางการเมืองให้ล้มเลิกระบบการปกครองแบบนี้เสีย กับปัญหาของบรรดาประเทศเสรีนิยมประชาธิปไตยที่ปัญหาเรื่องการทำลายสภาพแวดล้อมทำให้เป็นพิษเป็นภัยต่อการดำรงชีวิตอยู่บนพื้นดินของมวลมนุษย์นั้น ทำให้เห็นได้ชัดเจนยิ่งขึ้นว่าทั้งสองฝ่ายต่างก็เน้นในสิ่งเดียวกัน คือเรื่องของเศรษฐกิจเพื่อให้คนอยู่ดีกินดีในทางวัตถุเป็นสำคัญ เมื่อต่างก็แสวงหาความต้องการทางวัตถุ ก็ไม่มีทางหลีกเลี่ยงที่จะต้องทำลายสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ เพราะเป็นความต้องการที่ไม่รู้จักพอเพียง เปรียบเสมือนสัตว์เดรัจฉานที่ต้องการ แต่เสพย์ให้สมหวังไปวันหนึ่งๆ เท่านั้น จนขัดกันกับความเป็นมนุษย์

 

เพราะมนุษย์อยู่เหนือกว่าสัตว์เดรัจฉานในลักษณะที่ว่าไม่ได้เสพย์เฉพาะสิ่งที่เป็นวัตถุ เช่น อาหารการกิน ที่อยู่อาศัย เครื่องนุ่งห่ม และอื่นๆ เพื่อให้ดำรงชีวิตอยู่เท่านั้น หากยังเสพย์สิ่งที่เป็นเรื่องของจิตใจหรือจิตวิญญาณที่เป็นนามธรรมด้วย ตัวอย่างที่เห็นอย่างง่ายๆ ก็คือ ทำไมคนเราอยากไปเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจตามชายทะเลและป่าเขาลำเนาไพร?

 

ทำไมคนเราอยากเห็นสิ่งสวยงามที่เป็นศิลปวัฒนธรรม แล้วทำไมเราจึงต้องการถ่ายภาพสิ่งต่างๆ เหล่านี้ หรือบางทีก็ถ่ายภาพตัวเองกับสิ่งแวดล้อมเหล่านี้ สิ่งเหล่านี้เป็นของกินได้ บริโภคได้หรือเปล่า

 

เหนือไปจากสิ่งเหล่านี้ก็คือความสนใจเรื่องของศาสนาและปรัชญา ที่นำความคิดคำนึงของมนุษย์ทุกผู้ทุกนามออกพ้นไปจากชีวิตความเป็นอยู่ประจำวันที่แวดล้อมไปด้วยสิ่งที่เป็นวัตถุทั้งหลาย

 

เมื่อนำสิ่งเหล่านี้มาสรุปแล้วก็จะแลเห็นความสัมพันธ์ที่กลมกลืนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของสภาพแวดล้อมธรรมชาติ ศิลปวัฒนธรรม และศาสนากับปรัชญาที่นับเป็นอาหารทางจิตวิญญาณของมนุษย์ชาติ

 

 

 

ภาพรวมที่แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ของสิ่งที่เป็นอาหารทางจิตวิญญาณเหล่านี้แลเห็นได้ไม่ยาก จากบรรดาหนังสือนิตยสาร วารสาร หรือสิ่งตีพิมพ์ที่มีขายกันตามร้านขายหนังสือทั่วไป แต่ที่น่าประหลาดใจก็คือ ในสังคมไทยเราทุกวันนี้ ผู้คน (โดยเฉพาะที่เป็นคนรุ่นใหม่ๆ) ดูไม่ใคร่สนใจสิ่งเหล่านี้เท่าใด มักมองข้ามไปยังบรรดาหนังสือและสิ่งตีพิมพ์ต่างๆ ที่เป็นเรื่องเพศสัมพันธ์ ความสนุกสนานรื่นรมย์ทางวัตถุ หรือไม่ก็เรื่องพิลึกกึกกือที่เกี่ยวกับผีสางบ้าๆ บอๆ อะไรต่างๆ โดยเฉพาะสิ่งที่กระตุ้นให้เกิดอัตตาและความโดดเด่นทางสังคมเป็นสำคัญ

 

ภาพของคนแต่งกายประหลาดๆ แฟชั่นใหม่ๆ ตลอดจนคนเด่นคนดังทางเศรษฐกิจ การเมืองและการบันเทิงต่างๆ ดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่ครอบงำความสนใจของบุคคลทุกผู้ทุกนามในชีวิตประจำวัน

 

ยิ่งกว่านั้นภาพของความโก้เก้ในเรื่องพาหนะขับขี่ รถยนต์ยี่ห้อนั้นยี่ห้อนี้ หรือว่าบ้านจัดสรร ทาวน์เฮาส์ คอนโดมิเนียม ตลอดจนบ้านพักตากอากาศ โรงแรม รีสอร์ทต่างๆ จนกระทั่งสนามกอล์ฟที่ผุดขึ้นเป็นดอกเห็ดนั้น ล้วนแต่กระตุ้นความรู้สึกนึกคิดของผู้คนให้อยากเห็นและอยากได้มาครอบครอง โดยที่หาตระหนักไม่ว่า สิ่งต่างๆ เหล่านั้นเกินความพอดี เกินความจำเป็นต่อชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนในสังคมไปอย่างมากแล้ว ทำนองตรงข้าม กลับเป็นยาพิษหรือสิ่งมอมเมาที่ชักจูงมนุษย์ให้เน้นแต่เรื่องของความเป็นปัจเจกบุคคลจนเกินไป

 

ความเป็นปัจเจกบุคคลนี่แหละ คือสิ่งที่ทำลายความเป็นมนุษย์ ทำลายทั้งธรรมชาติและสภาพแวดล้อม ตลอดจนศิลปวัฒนธรรม ศาสนา ปรัชญาที่เป็นอาหารทางจิตวิญญาณอันเคยค้ำจุนความเป็นมนุษย์มาแต่เดิม

 

กล่าวอย่างง่ายๆ ก็คือ ทุกวันนี้เรากำลังเอาอาหารมนุษย์ อาหารคนมาป่นเป็นอาหารสัตว์ สภาพแวดล้อมทางวัฒนธรรมที่เกิดใหม่ทุกเมื่อเชื่อวันในขณะนี้ไม่ใช่สภาพแวดล้อมที่จะสร้างมนุษย์ แต่เป็นสภาพแวดล้อมสำหรับสัตว์  สัตว์ซึ่งไม่ใช่สัตว์ธรรมชาติทั้งหลายที่มีมาแต่เดิมในโลกนี้ เพราะสัตว์ทั้งหลายเหล่านั้นกำลังสูญหายไปพร้อมกับความเป็นมนุษย์ชาติของคนเรา

 

สภาพแวดล้อมที่กำลังเกิดใหม่นี้เป็นเพียงสภาพแวดล้อมที่เชื้อเชิญสัตว์นรกมาเกิดในพื้นพิภพนี้ เพราะสัตว์ที่ประเสริฐแล้วคงมุ่งไปในภพภูมิที่สูงส่งกว่านี้แน่ ยิ่งไปกว่านั้น สภาพแวดล้อมใหม่ที่เกิดขึ้นทุกเมื่อเชื่อวันในขณะนี้ก็ยังทำให้ผู้ที่เป็นคนและเป็นมนุษย์ในปัจจุบันอีกเป็นจำนวนมาก กำลังกลายเป็นร่างทรงของสัตว์นรกที่กำลังจะมาทำลายโลกมนุษย์ในขณะนี้

 

เมื่อมาถึงตรงนี้ ก็อยากจะคิดคำนึงว่า ผีนรกที่ยิ่งใหญ่ทรงมหิทธานุภาพที่เผาผลาญทำลายโลกมนุษย์อยู่นี้คือฝีในลัทธิเศรษฐกิจแบบทุนนิยมที่ตกขอบ ซึ่งกำลังหล่อหลอมความรู้สึกที่เป็นปัจเจกบุคคลที่มุ่งแต่ประโยชน์ส่วนตัวและพรรคพวกของตนมากกว่าความอยู่รอดของส่วนรวม สังคมไทยเราตกอยู่ในภาวะที่หนักกว่าสังคมอื่นๆ ในโลก เพราะเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วจนผู้คนส่วนใหญ่ปรับตัวไม่ทัน

 

แต่ก่อนสภาพแวดล้มทางธรรมชาติศิลปวัฒนธรรม และศาสนาสร้างให้คนไทยมีระบบค่านิยมทางสังคมที่เน้นความกลมกลืนกับจักรวาลเป็นสำคัญ นั่นก็คือการมีชีวิตความเป็นอยู่ที่สอดคล้องกลมกลืนกับผู้คนในสังคม สภาพแวดล้อมทางธรรมชาติและสิ่งนอกเหนือธรรมชาตินั่นเอง อย่างเช่นคนไทยระลึกในบุญคุณของข้าวที่เป็นอาหารหลักในการหล่อเลี้ยงชีวิตตน เห็นข้าวเป็นสิ่งที่มีวิญญาณ เป็นพระแม่โพสพ ต้องมีพิธีกรรมทำขวัญข้าวในยามข้าวตั้งท้องก่อนออกรวง หรือเมื่อเวลาจะกินข้าวก็มีการไหว้แก่โพสพก่อนจะลงมือกัน ผู้หลักผู้ใหญ่สั่งสอนลูกเต้าให้กินข้าวให้หมดจาน ไม่ให้มีเมล็ดข้าวเหลืออยู่เพราะถือว่าเป็นการดูถูกและเนรคุณข้าว

 

หรือในป่า คนแต่เดิมไม่นิยมโค่นต้นไม้ใหญ่ เพราะเชื่อว่ามีรุกขเทวาหรือผีสางนางไม้อาศัยอยู่ อาจดลบันดาลให้เกิดความเจ็บป่วยและประสบกับเคราะห์กรรมได้

 

ในวันเพ็ญเดือนสิบสอง บรรดาผู้คนในบริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยาต่างพากันลอยกระทง จุดธูปเทียนบูชาและขอขมาพระแม่คงคาในแม่น้ำลำคลอง เป็นต้น

 

ในทำนองตรงข้ามกับสังคมทางตะวันตก ซึ่งมีความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ผู้คนแต่ก่อนมีระบบค่านิยมทางสังคมที่เน้นการควบคุมจักรวาล ชอบใช้เทคโนโลยีหรือไม่ก็สร้างเทคโนโลยีใหม่ๆ ขึ้นมาทำลายสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ เพื่อเปลี่ยนแปลงให้เป็นประโยชน์แก่การอยู่หลับนอนของมนุษย์ รวมทั้งเพื่อการผลิตให้เกิดสินค้าทั้งทางอุตสาหกรรมและเกษตรกรรมที่จะส่งออกไปขายยังต่างประเทศภายนอก

 

คนทางตะวันตกห่างเหินและไม่สนใจต่อสิ่งนอกเหนือธรรมชาติ มุ่งทำลายสภาพแวดล้อมเพื่อการเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมการส่งออกมาเป็นเวลาหลายต่อหลายศตวรรษ จนในที่สุดบรรดาป่าเขาและสภาพแวดล้อมตามธรรมชาติ แต่เดิมเปลี่ยนแปลงและสูญหายไปเกือบหมดโดยเฉพาะบริเวณที่เป็นป่าเขาห่างไกลที่อยู่อาศัยของผู้คนนั้นแทบจะไม่มี การก่อสร้างอาคารบ้านเรือนและสถานที่อื่นๆ ก็ล้วนเป็นการสร้างสภาพแวดล้อมใหม่อย่างผิวเผินขึ้นมา ขาดวิญญาณและพลังของสิ่งที่เป็นธรรมชาติและสิ่งนอกเหนือธรรมชาติที่เคยมีมาแต่เดิม

 

ผลที่ตามมาหลังจากที่ทำลายกันมาหลายๆ ศตวรรษนั้น ทำให้เกิดภาวะและความหวาดกลัวในเรื่องกรีนเฮาส์เอฟเฟ็คขึ้นจนถึงมีการรณรงค์กันทั่วทั้งประเทศชาติบ้านเมืองในทุกวันนี้

 

ในที่สุด ชาวตะวันตกก็เริ่มแลเห็นและคาดการณ์ล่วงหน้าเกี่ยวกับภัยพิบัติที่กำลังจะเกิดขึ้น จึงเริ่มด้วยผู้คนจำนวนมากหันมาทบทวนเกี่ยวกับการตัดไม้ทำลายป่า ในขณะเดียวกันก็มีการพิจารณาถึงปัญหาในเรื่องมลพิษ มลภาวะต่างๆ ในบริเวณบ้านเมือง เช่น ตามนครใหญ่ๆ เป็นต้น จนประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกาถึงกับต้องประกาศชักชวนผู้คนทั่วโลกให้หยุดทำลายสภาพแวดล้อมกันอย่างเป็นทางการ

 

 

 

บรรดานักวิชาการทั้งด้านสังคมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และสภาพแวดล้อม ต่างก็เห็นพ้องต้องกันว่า มนุษย์นั้นสร้างวัฒนธรรมขึ้นมาเพื่อดำรงชีวิตอยู่ร่วมกันในชั้นแรกวัฒนธรรมก็ช่วยให้มนุษย์ปรับตัวเองเข้ากับสิ่งแวดล้อมได้ ขั้นต่อมาวัฒนธรรมทำให้มนุษย์มีศักยภาพในการควบคุมธรรมชาติ โดยการสร้างเทคโนโลยีขึ้นมาปรับเปลี่ยนสภาพแวดล้อมให้เข้ากันได้กับการดำรงชีวิตของมนุษย์ แต่ในสมัยหลังลงมานี้ ความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยีอันเป็นวัฒนธรรมที่มนุษย์สร้างขึ้นมานั้น อาจกลายเป็นเครื่องทำลายสิ่งแวดล้อมที่จำเป็นแก่การดำรงชีวิตของมนุษย์ได้ ซึ่งนั่นก็หมายความว่ามนุษย์นั่นเองที่สร้างวัฒนธรรมมาทำลายตนเอง

 

ทุกวันนี้ ความผยอง โอ้อวด ของคนในสังคมตะวันตกที่มีระบบค่านิยมในเรื่องของการควบคุมจักรวาลนั้นได้ลดน้อยลงไปมา เกิดการเคลื่อนไหวไปในทางที่จะสร้างความกลมกลืนกับจักรวาลดังเช่นคนในสังคมตะวันออกแต่โบราณ คนในสังคมตะวันออกเองกับทอดทิ้งค่านิยมเดิมของตนเสีย หันมาชื่นชมกับความสามารถที่จะควบคุมจักรวาลแทน โดยรับเอากากเดนที่เน่าๆ ของคนตะวันตกมาบริโภค จึงเกิดสภาพที่เรียกว่างูกินหางขึ้นในขณะนี้

 

โดยเฉพาะสังคมไทยนั้นแย่กว่าเพื่อน กล่าวคือ กำลังใช้เทคโนโลยีที่เรียกว่า “ไฮเท็ค” ทำลายสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติและทางวัฒนธรรมเกือบทุกชั่วโมงและทุกนาทีก็ว่าได้

 

แต่ก่อนสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ เช่น ป่าเขา แม่น้ำลำคลอง ห้วยหนองบึงและชายฝั่งทะเล ล้วนเป็นสิ่งที่รับรู้กันทั่วไปว่าเป็นของหลวงที่เป็นหน้าที่ของทางบ้านเมืองหรือทางรัฐบาลจะต้องรักษาดูแลไม่ให้ใครมาครอบครองหรือทำลาย สถานที่เหล่านี้เป็นของส่วนรวมโดยแท้ บางแห่งมีความงดงามทางธรรมชาติ หรือบางแห่งก็มีความสัมพันธ์กับแหล่งทางประวัติศาสตร์ และศิลปวัฒนธรรม จนเป็นแหล่งที่มีผู้คนอยากเห็น อยากรู้ พากันไปเที่ยวไปดูกันเป็นประจำ ล้วนแล้วแต่เป็นที่สถิตอยู่ในใจของผู้คนทั่วไปว่าเป็นของทุกคนที่มีสิทธิ์จะไปสัมผัส ไปเที่ยวชม แต่ใครจะเอามาเป็นสมบัติส่วนตัวมิได้ นับเป็นอาหารทางจิตใจและจิตวิญญาณของมนุษย์โดยแท้

 

แต่แล้วในปัจจุบัน บรรดาสิ่งต่างๆ ที่เป็นอาหารของคนเหล่านี้กำลังถูกปรับเปลี่ยนให้เป็นอาหารของสัตว์ไปตามทัศนคติและค่านิยมทางสังคมสมัยใหม่ที่เกิดขึ้น สิ่งที่เคยเป็นของหลวงของส่วนรวม กลับกลายเป็นของราษฎร์หรือของเอกชนไป ไปที่ไหนมองไม่เห็นป่าเขาลำเนาไพร กลับกลายเป็นเขื่อนกั้นน้ำ สนามกอล์ฟ ที่จับจองทำไร่เต็มไปด้วยโรงงาน บ้านจัดสรร รีสอร์ท ร้านอาหาร โรงแรมดาษดื่นไปหมด หาความร่มรื่นแก่จิตใจมิได้เลย

 

คนที่เคยรู้เคยเห็นก็เฝ้าดูด้วยความหดหู่และเสียดาย ส่วนคนรุ่นใหม่ที่เกิดมาท่ามกลางการบริโภคอาหารสัตว์ทั้งหลายก็เกิดความอยากได้ อยากมาซื้อที่สร้างบ้านหรือที่พักผ่อน หรือไม่ก็สร้างสถานที่ทำกิจกรรมเพื่อการซื้อขายอาหารสัตว์กันต่อไป ถ้าหากว่ามีใครเกิดไม่เห็นด้วยและทำการต่อต้าน ก็มักจะถูกกล่าวหาว่าเป็นพวกอนุรักษ์จนตกขอบ กีดกั้นความเจริญทางเศรษฐกิจของบ้านเมือง และขัดขวางการกระทำเพื่อการอยู่ดินกินดีของประชาชน มีสิทธิ์ที่จะถูกทางบ้านเมืองลงโทษ หรือไม่ก็ผู้มีอิทธิพลที่เป็นเจ้าพ่อทั้งหลายสั่งเก็บหรือทำร้ายเอาได้

 

ไม่ต้องดูอื่นไกลที่ไหน เพียงแค่ป่าเขาในเขตจังหวัดกาญจนบุรี และแม่น้ำแควน้อย แควใหญ่ ที่เรียกรวมกันว่าแม่น้ำแม่กลองก็เป็นสิ่งที่แลเห็นทนโท่อยู่แล้ว แต่ก่อนเป็นแหล่งธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่สวยงามและลี้ลัย จนเกิดมีเพลงเขมรไทรโยคนิยายเรื่องล่องไพร และเพชรพระอุมาขึ้นมาให้ผู้คนที่ได้อ่านและได้ฟังกระหายอยากจะไปเห็นไปชม แต่ปัจจุบันนี้เหลืออะไรบ้าง

 

ป่าเขาหมดไป แต่เต็มไปด้วยไร่อ้อยมีเขื่อนขนาดใหญ่สร้างกั้นเป็นระยะๆ เพื่อกักเก็บน้ำ สร้างพลังงานไฟฟ้า แม่น้ำ ลำน้ำทั้งสายเน่าตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ พันธุ์สัตว์บกสัตว์น้ำที่เคยมีอย่างอุดมสมบูรณ์ก็หายไปหมด ไม่มีอะไรที่น่าอภิรมย์เหลืออยู่เลย

 

กระนั้นก็ดี บรรดาซากที่ไร้วิญญาณของป่าเขาและแม่น้ำลำคลองเหล่านี้ก็ยังถูกบรรดาพ่อค้าแม่ค้าอาหารสัตว์ข่มขืนชำเราต่อไปด้วยการสร้างสนามกอล์ฟ สร้างรีสอร์ท โรงแรม ภัตตาคารและสถานท่องเที่ยวกันอย่างมโหฬาร เกิดการแย่งกันซื้อที่ดินเพื่อกิจการต่างๆ กันอย่างไม่หยุดยั้ง

 

นี่หรือที่บรรดาผู้มีอำนาจและผู้เป็นใหญ่ในบ้านเมืองทั้งหลายพูดกันเป็นอย่างสูตรคูณหรือพระบัญญัติแห่งพระเป็นเจ้าว่า กระทำเพื่อให้ประชาชนส่วนใหญ่อยู่ดีกินดี มีพลังงานไฟฟ้าใช้ มีรายได้ดี มีงานทำ

 

แต่สิ่งที่เห็นกันอยู่ทุกวันนี้ก็คือบรรดาพ่อค้าแม่ค้าอาหารสัตว์เท่านั้นที่ได้รับประโยชน์

 

ศรีศักร วัลลิโภดม : บทบรรณาธิการ วารสารเมืองโบราณ ปีที่ ๑๗ ฉ. ๓ (กรกฎาคม-กันยายน ๒๕๓๔)

อัพเดทล่าสุด 21 ธ.ค. 2560, 14:04 น.
บทความในหมวด
ที่ตั้งมูลนิธิ ๓๙๗ ถนนพระสุเมรุ แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐
โทรศัพท์ ๐-๒๒๘๑-๑๙๘๘ , ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐ โทรสาร ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐
อีเมล์ Vlekprapaifoundation@gmail.com
                    
Copyright © 2011 lek-prapai.org | All rights reserved.