หน้าหลัก
เกี่ยวกับมูลนิธิ
วันเล็ก-ประไพ รำลึก
ติดต่อเรา
ทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์ กับจิตสำนึกทางวัฒนธรรมของคนในชาติ
บทความโดย ศรีศักร วัลลิโภดม
เรียบเรียงเมื่อ 1 ม.ค. 2531, 15:40 น.
เข้าชมแล้ว 4159 ครั้ง

 

 ปราสาทหินพนมรุ้งที่บูรณะแล้ว

 

ในรอบปีที่ผ่านมาข่าวใหญ่ทางศิลปวัฒนธรรมที่มีผลให้คนส่วนใหญ่ทั้งประเทศรับรู้กัน คงไม่มีอะไรเกินเรื่องการเรียกร้องให้สถาบันศิลปะแห่งชิคาโก ประเทศสหรัฐอเมริกาคืนทับหลังที่มีรูปจำหลักพระนารายณ์บรรทมสินธุ์ ซึ่งมีผู้ขโมยจากปราสาทพนมรุ้งไปขายให้กับชาวอเมริกันกับมาให้แก่ประเทศไทย

 

โดยปกติเท่าที่ผ่านมาเป็นเวลาเกือบศตวรรษ ภายหลังจากการเปลี่ยนการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นการปกครองแบบประชาธิปไตยนั้น ไม่ว่าจะเป็นผู้บริหารประเทศ นักการเมือง นักวิชาการ และสื่อมวลชนส่วนใหญ่ มักจะให้ความสนใจในเรื่องความหมายและความสำคัญของศิลปกรรม อันเป็นมรดกทางวัฒนธรรมกันอย่างผิวเผิน

 

ในทำนองตรงข้ามกลับให้ความสนใจกันแต่เรื่องเศรษฐกิจ การเมือง การปกครองกันอย่างสม่ำเสมอมาตลอด การเกิดเป็นข่าวใหญ่เกี่ยวกับทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์ ซึ่งเป็นเรื่องของศิลปวัฒนธรรมจึงดูดเป็นเรื่องแปลกประหลาด และผิดปกติ หรือผิดประเพณีไปก็ว่าได้

 

แน่นอนการที่มีเรื่องการเรียกร้องทับหลังนารายณ์บรรทมสินธ์ดังกล่าวนี้ ย่อมไม่ใช่ความริเริ่มจากหน่วยราชการหรือข้าราชการเจ้าหน้าที่ผู้มีหน้าที่รับผิดชอบแน่ เพราะหน่วยราชการและเจ้าหน้าที่เหล่านั้น โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ชั้นผู้ใหญ่ในระดับผู้บริหารและเจ้าสังกัด ล้วนทราบเรื่องนี้ดีมากอยู่แล้ว แต่ว่าไม่เคยคิดจะทำอะไรขึ้นมาอย่างจริงจังอย่างมากก็โวยออกมาในหน้าหนังสือพิมพ์พอเป็นพิธีการปัดสวะแล้วก็เงียบหายไป

 

การเรียกร้องครั้งนี้เป็นการริเริ่มของนักการเมือง คือผู้แทนราษฎรของจังหวัดบุรีรัมย์และสื่อมวลชน อันได้แก่ หนังสือพิมพ์มติชนและนิตยสารศิลปวัฒนธรรม จึงเป็นการเรียกร้องที่มีพลัง ทำให้คนส่วนใหญ่ในประเทศไทยรับรู้ และปลุกจิตสำนึกในเรื่องการเห็นคุณค่าของมรดกทางวัฒนธรรมของชาติ ให้แก่ปัญญาชนทั้งภายในและภายนอกประเทศได้เป็นอันมาก

 

แต่ในขณะเดียวกันก็ทำให้บรรดาหน่วยราชการและข้าราชการทั้งระดับสูงระดับต่ำที่มีหน้าที่เกี่ยวข้อง ตื่นตัวขึ้นมาพอเป็นพิธี บางคนก็พยายามแสดงตัวเองว่าเป็นคนสำคัญ รู้เรื่องดีกว่าใคร พร้อมทั้งให้เหตุผลและชี้ช่องทางในการดำเนินการอะไรต่างๆ นานา

 

ส่วนใหญ่คนเหล่านี้คือพวกที่อยู่ในระดับสูงๆ ทำอะไรเพื่อเก้าอี้หรือผลประโยชน์ของตนเป็นส่วนใหญ่ ในขณะที่พวกข้าราชการระดับต่ำซึ่งเป็นคนหนุ่มสาว กลับแสดงความสนใจด้วยน้ำใสใจจริง อีกทั้งมีความคิดและรับความคิดเห็นจากคนภายนอกมาปรับใช้ในการดำเนินงาน ดังเห็นได้ชัดเจนว่าบุคคลเหล่านี้ที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ตามท้องถิ่นต่างๆ ในจังหวัดต่างๆ ได้พากันสองส่องเอาใจใส่ดูแลว่า บรรดาศิลปกรรมที่เป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่ไหนบ้าง ถูกลักขโมยหรือถูกทำลายไปอีก เป็นเหตุให้มีการจับกุมการลักของเก่าและค้าของเก่าที่เป็นมรดกทางวัฒนธรรมอย่างกว้างขวางอยู่ในขณะนี้

 

การเรียกร้องทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์จากอเมริกานั้น บังเกิดผลที่ตามมาอย่างแน่นอนในหลายๆ ด้าน ทั้งด้านบวกและด้านลบ แม้ว่าเราจะได้ของกลับคืนมาแล้วก็ตาม ทั้งนี้ก็เพราะบรรดาพิพิธภัณฑสถานต่างๆ ของอเมริกาและของประเทศอื่นๆ ทางตะวันตกที่เคยเป็นจักรวรรดินิยมล้วนแต่นำเอาโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุที่เป็นมรดกทางวัฒนธรรมของชาติต่างๆ ที่เคยเป็นอาณานิคมของคนมาตั้งแสดงไว้เป็นของตนทั้งสิ้น ถ้าหากจะให้ทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์คืนประเทศไทย บรรดาประเทศอื่นๆ ก็อาจเอาอย่างและเรียกร้องให้คืนบ้าง คงจะไม่มีอะไรเหลืออยู่อีกเป็นแน่

 

อันที่จริงแล้วบรรดาประเทศมหาอำนาจเหล่านี้ก็หาทางป้องกันการเรียกร้องสิ่งเหล่านี้คืนอยู่แล้ว ดังเช่นมีการจัดตั้งองค์การ ICOM ขึ้น และกำหนดไว้ว่าประเทศที่ไม่ได้เป็นสมาชิกขององค์การนี้ อย่างเช่นประเทศไทยเป็นต้น ไม่มีสิทธิ์ในการเรียกร้องโบราณวัตถุกลับคืน

 

แต่ที่ร้ายที่สุดก็คือผู้ที่ทำหน้าที่เป็นตัวแทนประเทศไปเจรจาขอทับหลังคืน กลับให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนเมื่อก่อนไปว่า ทางฝ่ายไทยกล่าวหาอเมริกาเกินไปว่าขโมยทับหลังไป ซึ่งแท้จริงแล้วคนไทยเองขโมยไปขายให้เขา เพราะฉะนั้นในการไปเจรจาครั้งนั้นจึงมีข้อเสนอให้มีการนำทับหลังหรือศิลปวัตถุของประเทศไปให้ทางสถาบันศิลปะแห่งชิคาโกตั้งแสดงชั่วคราว เป็นการแลกเปลี่ยนกับทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์

 

การเสนอและแสดงข้อคิดเห็นแบบนี้นับเป็นการให้ท้ายและสนับสนุนสถาบันศิลปะแห่งชิคาโกอย่างชัดเจน เพราะทางฝ่ายสถาบันศิลปะแห่งชิคาโกได้ใช้เป็นข้ออ้างที่ทางฝ่ายไทยไม่อาจปฏิเสธได้ว่า ทางอเมริกาไม่ได้ขโมย หากเป็นเพราะคนไทยด้วยกันเองขโมยไปขาย เพราะฉะนั้นเขาก็ไม่มีความผิดและข้อเสียหายอันใด ในการที่จะไม่คืนทับหลังให้กับทางไทย

 

การแสดงความคิดและการเจรจาแบบนี้ นับเป็นการเสียทั้งเงินทองและวาจา จะมีประโยชน์อยู่ก็เฉพาะการได้มีโอกาสเดินทางไปต่างประเทศ ซึ่งเป็นเรื่องของส่วนตัวเท่านั้น แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นการทำลายขวัญและกำลังใจของผู้ที่รักและหวงแหนมรดกทางวัฒนธรรมที่อยู่ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศอีกเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะคนไทยที่อยู่ชิคาโกซึ่งมีการรวมตัวกันอย่างเหนียวแน่น เรียกร้องและสร้างความกดดันให้ทางอเมริกายอมส่งทับหลังคืนมา

 

ส่วนในประเทศไทยนั้น ความสนใจและความต้องการอยากได้ทับหลังคืนมากลับลดน้อยลง ทั้งนี้เพราะสถาบันและหน่วยราชการที่เกี่ยวข้องหมดความกระตือรือร้น กลายเป็นเรื่องของคนกลุ่มเล็กๆ ซึ่งส่วนมากคือพวกนักศึกษา และผู้สนใจบางกลุ่มเหล่านี้ได้มีการเคลื่อนไหวเรียกร้อง จัดให้มีการอภิปราย และทำเสื้อที่มีรูปทับหลังที่ถูกขโมยไปจำหน่ายแก่ประชาชนที่สนใจการเรียกร้องของคนกลุ่มน้อยๆ นี้ก็ยังดำเนินอยู่เรื่อยๆ

 

ซึ่งในขณะเดียวกันก็เป็นการปลุกจิตสำนึกไปด้วยเช่นกัน เพราะกลุ่มคนเหล่านี้ยังคงแลเห็นว่า ไม่ว่าคนที่มีความคิดตื้นและเห็นแก่ได้ในเมืองไทย จะพูดเป็นการเอาใจทางอเมริกาว่าไม่ได้เป็นผู้ขโมยไป หากเป็นคนไทยลักไปขายให้ก็ตาม ความจริงอยู่ที่ว่าสถาบันศิลปะแห่งชิคาโกที่เมืองชิคาโกนั้น มีทับหลังจำหลักภาพระนารายณ์บรรทมสินธุ์ ที่ถูกนำออกไปจากเมืองไทยอย่างผิดกฎหมายไว้ครอบครอง ซึ่งนับได้ว่าเป็นการรับซื้อของโจรอย่างชัดเจน ถ้าหากจะมีคนร้ายที่เป็นชาวอเมริกันตัดศีรษะรูปปั้นเจ้าแม่แห่งสันติภาพที่นครนิวยอร์คมาให้เมืองไทย แล้วนำมาตั้งแสดงไว้ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติบ้าง รัฐบาลอเมริกันและประชาชนชาวอเมริกันจะยอมไหม

 

เพราะฉะนั้นประเด็นที่ชัดเจนก็คือ ทางสถาบันศิลปะแห่งชิคาโกที่เมืองชิคาโกนั้นรับของโจร และมีของโจรที่รู้แน่ชัดว่าถูกลักมาจากไหนไว้ครอบครอง ซึ่งก็แน่นอนว่าประชาชนอเมริกาซึ่งเป็นผู้รักความยุติธรรม และเป็นปัญญาชนย่อมเห็นประจักษ์ บางทีคนเหล่านี้เองที่เป็นผู้ช่วยเรียกร้อง และสร้างความกดดันให้สถาบันรับซื้อขงโจรแห่งนั้น ยอมรับทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์คืนมาก็ได้

 

อย่างไรก็ตาม เมื่อมองดูภาพรวมในสังคมไทยเท่าที่ผ่านมาการเคลื่อนไหวของกลุ่มปัญญาชนที่ทำการเรียกร้องทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์คืนมาจากสหรัฐอเมริกา ก็ก่อให้เกิดการเห็นคุณค่าของโบราณสถานวัตถุของบ้านเมืองขึ้นแก่บุคคล ๒  พวก

 

พวกหนึ่งคือพวกเห็นคุณค่าในด้านลบ ได้แก่บรรดานักเล่นสะสม และนักค้าของเก่า อาทิ คหบดี นักการเมือง ตลอดจนข้าราชการชั้นผู้ใหญ่และเจ้านายบางประเภทที่นิยมสะสมของเก่า มีความพร้อมที่จะรับซื้อหรือสนับสนุนให้คนร้ายลักขโมยโบราณวัตถุหรือลอบทำลายโบราณสถานเพื่อนำเอาวัตถุมีค่านำมาขายให้แก่ตน เพราะต้องการที่จะมีของเหล่านั้นไว้ในครอบครอง นำมาประดับบ้าน ประดับสวน หรือไม่ก็ใส่ตู้ใส่ธนาคารไว้เป็นสมบัติให้ลูกหลาน

 

ทับหลังนารายณ์บรรทมสิทธุ์ที่ได้รับคืนมาจากสถาบันศิลปะแห่งชิคาโก

และนำมาประกอบไว้ ณ บริเวณที่น่าเคยเป็นทับหลังชิ้นนี้เคยตั้งอยู่

 

ส่วนพวกนักค้าของเก่านั้นก็เพิ่มจำนวนมากขึ้น พยายามแสวงหาเทคนิคและวิธีการใหม่ๆ ในการที่จะสนับสนุนคนร้ายและชาวบ้านที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์ ให้ออกไปลอบขุดลอบทำลายและขโมยโบราณวัตถุมาขายให้แก่ตน บางรายอาจกล่าวได้ว่า นักค้าของเก่ากับคนร้ายที่ทำลายและลอบลักโบราณวัตถุ เป็นคนๆ เดียวกันก็มี ที่ร้ายไปกว่านั้นได้เกิดการร่วมมือกันระหว่างพวกผู้ใหญ่ที่เป็นนักการเมือง ข้าราชการในเครื่องแบบ และพ่อค้ามหาเศรษฐีกับบรรดาพวกนักค้าของเก่าและคนร้าย ในรูปแบบของขบวนการล่าสมบัติแผ่นดินทีเดียว มีการใช้เครื่องไม้เครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ เช่น เครื่องมือหาแร่ มาทำการขุดแหล่งโบราณสถานในภูมิภาคต่างๆ ของประเทศ โดยไม่หวั่นเกรงต่ออาญาแผ่นดิน เมื่อทางราชการจับกุมได้ก็พยายามวิ่งเต้นเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง และฝ่ายกฎหมายให้ช่วยเหลือ บางพวกก็แสดงอิทธิพลคุกคามเจ้าหน้าที่ซึ่งปฏิบัติหน้าที่โดยชอบธรรมจนเกิดความสยองพองเกล้าไม่กล้าจับกุม

 

ยิ่งกว่านั้นในหลายๆ แห่งหลายๆ ท้องที่ โดยเฉพาะในภาคตะวันออกเฉียงเหนืออันเป็นถิ่นฐานที่มีปราสาทขอม มีทับหลัง หน้าบัน และรูปจำหลักเป็นจำนวนมาก เจ้าหน้าที่ทางฝ่ายปกครองทั้งที่เป็นพลเรือนและมีเครื่องแบบ ปฏิบัติการเป็นคนร้ายและพ่อค้าของเก่าไปในตัว เป็นเหตุให้โบราณสถานสำคัญๆ หลายแห่งในภูมิภาคนี้ถูกทำลายอย่างยับเยิน ขบวนการทำลายและลอบลักมรดกทางวัฒนธรรมของชาติดังกล่าวนี้ ดูมีความร้ายกาจกว่ากรณีทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์หลายร้อยเท่า เพราะเหตุว่าทับหลังและศิลปวัตถุอื่นๆ อีกเป็นจำนวนมากกำลังถูกลักและทำลายอย่างมากมายในขณะนี้

 

จากเหตุการณ์ทั้งหลายแหล่ที่เกิดมาจนกระทั่งบัดนี้ อาจกล่าวได้ว่าการเห็นคุณค่าของศิลปกรรมที่เป็นมรดกทางวัฒนธรรมของประเทศชาตินั้น มีในจิตสำนึกของบรรดาปัญญาชนเป็นส่วนมาก โดยเฉพาะคนในรุ่นหนุ่มสาวที่ถือกำเนิดในแผ่นดินไทย ซึ่งอาจจะมีเชื้อสายเป็นชาวต่างชาติที่เข้ามาตั้งรกรากถิ่นฐานในประเทศไทย รุ่นพ่อ รุ่นแม่ หรือไม่ก็รุ่นปู่ย่าตายาย ก็นับว่าเป็นนิมิตหมายที่ดีงามแก่สังคมและประเทศชาติในส่วนรวม แต่ทว่าบุคคลเหล่านี้ก็มีจำนวนน้อยเป็นชนกลุ่มน้อยในสังคมก็ว่าได้

 

การเรียกร้องหรือการแสดงออกของกลุ่มคนเหล่านี้ ได้กลายเป็นปรปักษ์กับคนกลุ่มใหญ่ที่ไม่เคยมีความสำนึกในบุญคุณของบ้านเมืองและพื้นแผ่นดินนี้แม้แต่น้อย คนเหล่านี้มีแต่กอบโกยเพื่อผลประโยชน์ของตนเอง โดยมีจิตสำนึกอยู่ตลอดเวลาว่า เมื่อบ้านเมืองเกิดภัยพิบัติ ต่างชาติต่างลัทธิเข้ามาปกครอง พวกตนก็มีเงินทองมีความมั่งคั่ง พอที่จะโยกย้ายไปตั้งรกรากอยู่ในต่างประเทศได้ คนเหล่านี้มักเป็นผู้ที่มีอำนาจ เป็นนักการเมือง นักบริหาร ข้าราชการในเครื่องแบบที่มีอิทธิพลพอที่จะหยุดยั้งหรือทำลายคนกลุ่มน้อยที่มีความรักแผ่นดิน และเห็นคุณค่าของมรดกทางวัฒนธรรมของประเทศชาติได้ทุกเมื่อ

 

การปราบปรามคนชั่วที่ดำเนินขบวนการลักและทำลายสมบัติทางวัฒนธรรมของบ้านเมืองไม่เป็นผลสำเร็จนั้น ก็เพราะมีบุคคลที่มีอิทธิพลเหล่านี้ขัดขวางและอุดหนุนคนร้ายอยู่ในรูปของการรับซื้อของโจร ใช้อิทธิพลเส้นายปกป้องคนร้าย และคุกคามบุคคลที่เป็นเจ้าหน้าที่

 

ที่ร้ายที่สุดบุคคลผู้มีอิทธิพลเหล่านี้ มักแฝงตัวเองอยู่ในคราบนักบุญหรือคนที่รักชาติ มีเงินพอที่จะบริจาคในเวลามีรายการการกุศลทางสื่อมวลชน รวมทั้งบางครั้งก็อาจพร้อมที่จะออกมาร้องเพลงรักแผ่นดิน เช่น “แผ่นดินนี้พ่อกูอยู่ ปู่กูตาย” กันอย่างไม่ละอายต่อวิญญาณของบรรพบุรุษผู้เคยปกป้องดินแดน และสร้างสิ่งที่มีคุณค่าทางวัฒนธรรมให้เป็นมรดกตกทอดมาแต่อย่างใด

 

ทำให้นึกถึงตัวอย่างที่เคยเกิดแล้วในประเทศเพื่อนบ้านของเรานี้ เมื่อเกิดเหตุที่มีอันจะต้องเปลี่ยนแปลงการปกครอง บรรดาบุคคลที่เป็นใหญ่เป็นโตในแผ่นดินที่เคยลั่นวาจาว่าจะรักษาบ้านเมืองจนเลือดหยดสุดท้าย ต่างก็อพยพครอบครัวนั่งเครื่องบินหนีไปตั้งถิ่นฐานอยู่ในต่างประเทศหมด มีบุคคลผู้เคยมีตำแหน่งเป็นรองประธานาธิบดี ซึ่งปัจจุบันมีอาชีพเป็นคนขายเหล้าอยู่ในประเทศที่ลี้ภัย เขียนบันทึกเรื่องรายการแตกสลายของบ้านเมืองในลักษณะที่เป็นการแก้ตัว โดยกล่าวหาบุคคลต่างๆ ที่ร่วมรัฐบาลเดียวกัน ข้อเขียนเหล่านั้นล้วนฟ้องตัวเองให้เห็นถึงความเหลวแหลก ความมักมากเห็นแก่ได้ในทางวัตถุ ที่เป็นความชั่วร้ายของกลุ่มบุคคลที่บริหารประเทศทั้งสิ้น

 

น่าแปลกประหลาดที่ว่า เมืองไทยเราในขณะนี้หรือทุกวันนี้ คนใหญ่คนโต คนมีอำนาจในแผ่นดิน ไม่ว่าข้าราชการ พ่อค้า คหบดี ที่อ้างตนเองว่ารักบ้านเมืองเป็นหนักหนานั้นมีความพร้อมอยู่เสมอที่จะทำให้บ้านเมืองที่เคยมีความเก่าแก่และความรุ่งเรือกลายเป็นประเทศใหม่ๆ ในลักษณะที่ตามก้นประเทศที่กำลังเสื่อมโทรมแล้วทางตะวันตก เหตุนี้จึงไม่นำพาต่อโบราณสถานวัตถุทางศิลปวัฒนธรรมที่เป็นสัญลักษณ์ของความรุ่งเรือในอดีตแม้แต่น้อย

 

มิหนำซ้ำยังพร้อมเสมอที่จะปล่อยให้มีการทำลายและลักขโมยไปขายต่างชาติ โดยที่ไม่เคยคิดเลยว่า คนต่างชาติเขาเอาไปทำไม อีกทั้งเพราะเหตุใดบุคคลที่เขาสะสมของเก่าในชาตินั้นๆ จึงนิยมโบราณวัตถุเก่าแก่ที่ได้มาจากชาติต่างๆ ให้แก่พิพิธภัณฑ์ของชาติตน แต่ถ้าจะฉุกคิดและมองย้อนอดีตของประเทศเหล่านั้น ดังเช่นประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นตัวอย่าง ก็จะพบว่าเป็นประเทศที่เกิดใหม่ มีอายุมาราว ๒๐๐ ปีเท่านั้น ไม่มีอะไรเก่าแก่ที่เป็นอารยธรรมอวดกับชาวโลกเขาได้ แต่ที่จะเรียกร้องความสนใจของคนทั้งโลกให้แลเห็นความยิ่งใหญ่ของตนได้ก็คือทำตัวเองให้เป็นศูนย์กลางความเจริญของโลก การส่งคนออกไปศึกษาเรื่องราวทางศิลปวัฒนธรรม ตลอดจนการรวบรวมซื้อหาสิ่งที่เป็นมรดกทางอารยธรรมของชาติอื่นๆ มารวมไว้ที่ประเทศของตนนั้น เป็นวิธีการที่จะเรียกร้องความสนใจในการประกาศการเป็นเจ้าโลกของตนได้อย่างดีจนมีคำพูดที่มักได้ยินมาบ่อยๆ ว่า เวลานี้ใครอยากจะรู้เรื่องราวความเป็นมาของบ้านเมืองในอดีต หรือความเป็นไปในปัจจุบันและอนาคตของประเทศใดประเทศหนึ่ง แม้แต่ประเทศไทยก็อาจไปดูได้และไปเรียนได้ที่อเมริกา

 

แน่นอนชาวอเมริกันที่แสวงหาโบราณวัตถุที่เป็นมรดกทางวัฒนธรรมของชาติอื่นๆ ไม่ว่าจะได้มาจากการซื้อขายโดยถูกต้องตามกฎหมาย หรือการรับซื้อของโจร ล้วนมรจิตสำนึกในความเป็นชาติอเมริกันทั้งนั้น เพราะเขาไม่ได้เก็บของไว้เพื่อการค้าขาย หรือแลกเปลี่ยนเพื่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจหรือประโยชน์ส่วนตัวหากนำไปตั้งแสดงในพิพิธภัณฑ์ส่วนบุคคลบ้าง หรือมอบให้เป็นสมบัติของพิพิธภัณฑ์ของรัฐ หรือสถาบันที่เป็นของส่วนรวม เพื่อเผยแพร่ให้เกิดความรู้แก่คนในชาติ จะได้เฉลียวฉลาดมีคุณภาพกว่าคนในประเทศอื่นๆ เมื่อสรุปแล้วก็เห็นได้ชัดว่าเขาทำเพื่อส่วนรวมของเขาทั้งสิ้น

 

ในเมืองไทยตั้งแต่สมัยโบราณ ก็มีการเคลื่อนย้ายโบราณวัตถุจากท้องถิ่นหนึ่ง หรือจากเมืองหนึ่งไปยังอีกเมืองหนึ่งเหมือนกัน แต่ผู้ที่ทำให้มีการขนย้ายหรือเคลื่อนย้าย ก็ไม่ได้นำไปเป็นสมบัติส่วนตัว หากนำไปเพื่อประโยชน์ของส่วนรวมทั้งสิ้น ครั้งสมัยสุโขทัย อยุธยา จนถึงกรุงเทพฯ ครั้งรัชกาลที่ ๕ ก็มีการเคลื่อนย้ายพระพุทธรูป เทวรูป ตลอดจนวัตถุเคารพอื่นๆ จากบ้านเมืองที่ร้างไปแล้ว หรือจากบ้านเมืองที่ปราบปรามเอามาเป็นเมืองขึ้นมาเก็บไว้ในเมืองสำคัญๆ เพื่อเป็นการนำเอาสิ่งที่เห็นว่าเป็นมงคลและศักดิ์สิทธิ์มาเพิ่มความเป็นมงคล และความรุ่งเรืองให้แก่บ้านเมือง

 

อย่างเช่นที่วัดมหาธาตุ อยุธยา พบพระพุทธรูปหินแบบทวารวดีขนาดใหญ่ ซึ่งนำไปจากเมืองนครปฐม และเมื่อครั้งรัชกาลที่ ๑ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ โปรดให้นำบรรดาพระพุทธรูปจากสุโขทัยและเมืองร้างอื่นๆ มารักษาไว้ในกรุงเทพมหานคร พระพุทธรูปศรีศากยมุนี พระพุทธชินสีห์ พระพุทธสิหิงค์ และพระแก้วมรกต ก็ล้วนเป็นสิ่งที่นำมาเพิ่มความหมายในการเป็นศูนย์กลางทางศาสนา และวัฒนธรรมให้แก่พระนครทั้งสิ้น

 

จึงนับว่าน่าเสียดายที่บุคคลที่เป็นใหญ่เป็นโตมีอำนาจในสมัยนี้ ไม่เคยมองดูและกระทำเยี่ยงบรรพบุรุษได้กระทำไว้กลับพร้อมเสมอที่จะทำให้ประเทศชาติเป็นบ้านเมืองใหม่เป็นนิคส์เป็นแนคส์อะไรทำนองนั้น แต่ที่สำคัญและน่าสลดใจก็คือ ช่างโหดร้ายกับคนในรุ่นหลังๆ ที่จะเติบโตในภายหน้าที่จะกลายเป็นคนที่ไม่มีหัวนอนปลายตีนแต่อย่างใด ทั้งนี้ก็คงแต่เพียงคิดว่า ถ้ามีเงินแล้วก็อาจส่งลูกหลานให้ไปอยู่ต่างชาติไปเป็นคนขายเหล้าในลักษณะสิ้นชาติ ดีกว่าอยู่ในเมืองไทยกระมัง แต่สิ่งที่น่าวิตกสำหรับคนในชาติรุ่นใหม่ๆ ต่อไปก็คือจะกลายเป็นคนที่ไม่รู้จักตนเอง ไม่รู้จักอดีต เสมือนกับเป็นคนเกิดจากรูกระบอกไม้ ไม่มีเทือกเถาเหล่ากาย กินอาหารไทยไม่ได้ รู้จักแต่จะกินแซนวิชและแฮมเบอร์เกอร์เหมือนกับเศษฝรั่งทั่วๆ ไปก็เป็นได้

 

ศรีศักร  วัลลิโภดม บทบรรณาธิการวารสารเมืองโบราณ ปีที่ ๑๕ ฉบับที่ ๑ มกราคม-มีนาคม ๒๕๓๒

อัพเดทล่าสุด 5 เม.ย. 2561, 15:40 น.
บทความในหมวด
ที่ตั้งมูลนิธิ ๓๙๗ ถนนพระสุเมรุ แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐
โทรศัพท์ ๐-๒๒๘๑-๑๙๘๘ , ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐ โทรสาร ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐
อีเมล์ Vlekprapaifoundation@gmail.com
                    
Copyright © 2011 lek-prapai.org | All rights reserved.