หน้าหลัก
เกี่ยวกับมูลนิธิ
วันเล็ก-ประไพ รำลึก
ติดต่อเรา
การเคลื่อนไหวของธรรมกาย กับปัญหาสังคม
บทความโดย ศรีศักร วัลลิโภดม
เรียบเรียงเมื่อ 1 ต.ค. 2541, 14:34 น.
เข้าชมแล้ว 11519 ครั้ง

 

การเคลื่อนไหวของธรรมกาย กับปัญหาสังคม

 

 

เรื่องที่เป็นข่าวดังตามหน้าหนังสือพิมพ์และรายการโทรทัศน์ในช่วงปลายปี ๒๕๔๑ ต่อต้นปี ๒๕๔๒ ก็คือเรื่องกิจกรรมทางด้านศาสนาของวัดพระธรรมกาย ที่มีลักษณะแปลกแยกไปจากแนวทางของพระพุทธศาสนาที่ถือปฏิบัติกันมานานในประเทศไทยประการหนึ่ง และอีกประการหนึ่ง ก็คือมีการชักชวนให้บรรดาสมาชิกและประชาชนผู้มีศรัทธาบริจาคทรัพย์เพื่อสร้างพระมหาสถูปและพระธรรมกายประจำตัวเองคนละเป็นเงินจำนวนมาก ซึ่งดูแล้วเป็นเรื่องการค้าเพื่อหาเงินไป เป็นเหตุให้มีการออกมาโจมตีและโต้ตอบกันเพื่อหาความถูกต้องกันอย่างไม่จบไม่สิ้น

 

ในที่นี้ คงจะไม่มาส่งเสริมหรือต่อต้านธรรมกายในลักษณะถูกหรือผิด แต่จะเสนอมุมมองใหม่ เพื่อการใช้สติปัญญาในการสร้างสรรค์สังคมเป็นสำคัญ คืออยากจะมองกระบวนการเคลื่อนไหวของธรรมกายในลักษณะที่เป็นการเคลื่อนไหวทางศาสนา [Religious movement] ที่เป็นปรากฏการณ์ทางวัฒนธรรมที่มักจะเกิดขึ้นเป็นธรรมดา ในยามที่ภาวะทางสังคมของบ้านเมืองไม่ปรกติ และระบบศาสนาตลอดจนความเชื่อที่เคยเป็นที่ยึดถือของผู้คนส่วนใหญ่ในบ้านเมืองเกิดคลอนแคลน จนไม่อาจเป็นที่พึ่งของคนที่เติบโตขึ้นมากมายเป็นหลายกลุ่มและหลายหมู่เหล่าได้

 

เพราะฉะนั้น ในที่นี้การจะพิจารณาเรื่องของธรรมกายจึงเป็นเรื่องที่จะต้องมองผ่านความเป็นไปทางสังคมและปัญหาทางสังคม ว่าอะไรเป็นเหตุให้เกิดการเคลื่อนไหวของธรรมกายในลักษณะที่เป็นปรากฏการณ์ทางวัฒนธรรมขึ้นมา

 

ปัญหาที่สะดุดใจมากก็คือ สาวกจำนวนมากของธรรมกายล้วนเป็นคนในวัยหนุ่มสาวที่เป็นนักเรียนนักศึกษาในมหาวิทยาลัย ซึ่งก็จัดเป็นบุคคลที่มีความรู้ มีสติปัญญา ไม่ใช่คนที่จะถูกมอมเมาให้หลงงมงายง่ายๆ

 

แต่ที่สะดุดใจยิ่งขึ้นไปอีกก็คือ มีนักศึกษาเป็นจำนวนมากที่ผู้ปกครองพากันร้องทุกข์ว่า เกิดติดธรรมกายจนลืมเรียนหนังสือ หรือทิ้งการเรียนไปเลย

 

ความสำคัญในด้านวิธีการของธรรมกายก็คือการนั่งทำสมาธิ และเพ่งกระแสจิตให้เกิดศูนย์รวม คือ “ลูกแก้ว” ที่จะบันดาลให้ผู้ปฏิบัติแลเห็นอะไรต่อมิอะไรในทางโลกและทางธรรมกายเพิ่งคิดขึ้นใหม่ หากเป็นสิ่งที่มีมาอย่างต่อเนื่องกว่ายี่สิบปีหรือก่อนหน้านั้นแล้ว ซึ่งก็สะท้อนให้เห็นว่ามีคนในสังคมพวกหนึ่ง โดยเฉพาะพวกชนชั้นกลาง ไม่ว่าจะเป็นพ่อค้า นักธุรกิจ ข้าราชการ อาจารย์ นักศึกษา และนักวิชาการ ต้องการแสวงหาความสงบเพื่อผ่อนคลายความเครียดที่เกิดจากการทำงาน ตลอดจนการดำรงชีวิตที่ซับซ้อนและวุ่นวายอยู่กับวัตถุนิยมที่นับวันแต่ละเพิ่มพูนขึ้นในสังคม

 

อาจวิเคราะห์เชิงสังคมวิทยาได้ว่าพฤติกรรมเช่นนี้ก็คือการหนีตัวเอง หนีสังคมที่วุ่นวายเพียงชั่วคราว โดยยังไม่ละทิ้งโลกและสังคมที่เป็นอยู่ไป

 

 

แต่ทว่าพฤติกรรมของคนรุ่นหนุ่มสาวที่นิยมธรรมกายนั้น หาได้ทิ้งโลกไปชั่วคราวอย่างแบบเก่าไม่ หากดูเหมือนจะทิ้งไปเพื่อสร้างโลกใหม่ทีเดียว ซึ่งดูแล้วไม่ใคร่ต่างอะไรกับการเคลื่อนไหวของพวกฮิปปี้ [Hippy] ในอเมริกาและประเทศทางตะวันตกเมื่อกว่าสามสิบปีที่แล้วนัก

 

พวกฮิปปี้คือพวกหนีตัวเอง ทิ้งโลกเก่าไปสร้างโลกใหม่ [Escapist] วิธีการของพวกฮิปปี้ คือสร้างวลีที่เป็นสัญลักษณ์ร่วมกัน คือ Make love not war มีการชุมนุมสังสรรค์กันโดยใช้กัญชาหรือยาเสพติดเป็นเครื่องสะกดจิตให้เคลิ้มเข้าสู่ภวังค์ สัมผัสกันด้วยการเต้นรำร้องเพลงและสมสู่กันอย่างสำส่อน เพื่อให้ตนเองและพรรคพวกหลุดเข้าสู่มิติใหม่ที่พ้นจากโลกที่น่าเบื่อไป

 

ลักษณะเช่นนี้ดูคล้ายกับคนรุ่นหนุ่มสาวที่เป็นสมาชิกธรรมกาย การเข้าสมาธิและเพิ่งให้เกิดลูกแก้วนั้นก็คือการสะกดจิตให้เข้าสู่มิติใหม่และโลกใหม่นั่นเอง

 

สมาชิกธรรมกายเหล่านี้นับเนื่องเป็นกลุ่มคนที่หนีโลก [Escapist] กลุ่มหนึ่งได้ทีเดียว ซึ่งก็อาจจะกล่าวได้ว่าหาเป็นพิษภัยแก่สังคมอย่างใดไม่ เพราะไม่ได้ก่อความวุ่นวายอะไรหรือไปทำร้ายใคร ดูแล้วอาจจะดีกว่าพวกฮิปปี้เป็นไหนๆ เพราะไม่ได้เสพยาเสพติดและสมสู่อย่างสำส่อนจนเป็นโรคเอดส์ขึ้นมา และคงจะดีกว่าพวกวัยรุ่นที่เลอะๆ เทอะๆ ในบ้านเมืองอีกหลายกลุ่มหลายเหล่าด้วย

 

คิดไปก็ทำให้นึกไปถึงกลุ่มเคลื่อนไหวทางศาสนาอีกกลุ่มหนึ่งในประเทศญี่ปุ่น คือพวกโอมชิริเคียว ซึ่งล้วนแต่เป็นบุคคลที่มีการศึกษาดี มีความรู้ความสามารถ การเคลื่อนไหวของคนเหล่านี้ไม่ใช่แบบหนีโลก [Escapist] เหมือนกับพวกฮิปปี้หรือธรรมกาย หากเป็นพวกสร้างโลกใหม่ [Rebel] ที่ไม่หนีโลก แต่ต้องการทำลายโลกที่เป็นอยู่ปัจจุบันนี้เสีย แล้วสร้างโลกใหม่ทางวัตถุขึ้นมาแทนที่

 

เพราะฉะนั้นวิธีการของพวกโอมชินริเคียวนั้นไม่ใช่สูบกัญชา มั่วกาม หรือเพ่งลูกแก้วแต่อย่างใด หากใช้การก่อวินาศกรรมและความรุนแรงทำลายล้างโลกเลยทีเดียว

 

เมืองไทยคงยังไม่ถึงขั้นเกิดพวกสร้างโลกด้วยความรุนแรงในขณะนี้ แต่ถ้าหากรัฐและสังคมดูแลแก้ไขปัญหาไม่ดีก็คงไม่แน่นัก

 

 

ศรีศักร  วัลลิโภดม (บทบรรณาธิการวารสารเมืองโบราณ ปีที่ ๒๔ ฉบับที่ ๔, ตุลาคม-ธันวาคม ๒๕๔๑)

อัพเดทล่าสุด 28 ก.ค. 2559, 14:34 น.
บทความในหมวด
ที่ตั้งมูลนิธิ ๓๙๗ ถนนพระสุเมรุ แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐
โทรศัพท์ ๐-๒๒๘๑-๑๙๘๘ , ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐ โทรสาร ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐
อีเมล์ Vlekprapaifoundation@gmail.com
                    
Copyright © 2011 lek-prapai.org | All rights reserved.